กรมลดโลกร้อน จัดการอบรมการใช้งานระบบสารสนเทศการรายงานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (สำหรับนิติบุคคล)

               วันพุธที่ 7 ตุลาคม 2569 นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานเปิดการอบรมการใช้งานระบบสารสนเทศการรายงานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (สำหรับนิติบุคคล) พร้อมด้วย นายศิวัช แก้วเจริญ ผู้อำนวยการกองขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจก นายกิตติศักดิ์ พฤกษ์กานนท์ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และความร่วมมือระหว่างประเทศ รศ.วงกต วงศ์อภัย รองผู้อำนวยการกลุ่มยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (สอวช.) นางสาวจิตรกาญจน์ ตั้งเลิศปัญญา ผู้จัดการโครงการ ดร.สุพัฒนา วิชากูล รองผู้จัดการโครงการ ดร.กิตตินุต ทรัพย์สุนทรกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย นางสาวจิราภรณ์ ธรรมเนียมอินทร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านแผนการลดก๊าซเรือนกระจกผู้แทนจากนิติบุคคล หน่วยงานทวนสอบ ผู้แทนองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) และเจ้าหน้าที่กลุ่มติดตามประเมินผลการลดก๊าซเรือนกระจก จำนวน 100 คน ณ โรงแรม เบสท์ เวสเทิร์น จตุจักร กรุงเทพฯ
               การอบรมครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการรายงานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของนิติบุคคล ตั้งแต่กระบวนการลงทะเบียนผู้ใช้งาน การรายงานข้อมูล การทวนสอบและรับรองรายงาน ตลอดจนการกำกับดูแลและบริหารจัดการข้อมูลผ่านระบบสารสนเทศการรายงานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อให้ผู้เข้าร่วมการอบรมสามารถใช้งานระบบและรายงานข้อมูลได้อย่างถูกต้องและครบถ้วน ทั้งนี้ การอบรมดังกล่าวเป็นส่วนสำคัญในการเตรียมความพร้อมและพัฒนาศักยภาพของนิติบุคคลให้สามารถรายงานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่านระบบสารสนเทศได้ถูกต้อง สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ แนวทาง วิธีการ และรายละเอียดที่เกี่ยวข้องตามร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. หมวด 6 ส่วนที่ 2 การรายงานปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของนิติบุคคล โดยข้อมูลดังกล่าวจะนำไปใช้เป็นฐานข้อมูลสำคัญในการพัฒนาระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Trading System: ETS) หรือกลไกราคาคาร์บอนอื่นๆต่อไป ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมการอบรมได้ให้ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ต่อการรายงานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่านระบบ อาทิ การกําหนดและบริหารสิทธิการใช้งานระบบ การรายงานข้อมูลขอบเขตกิจกรรมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การกำหนดคำนิยามสำหรับการใช้งานระบบ และข้อกำหนดในการมอบอำนาจจากนิติบุคคลให้บุคคลสำหรับการดำเนินการในระบบ

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ร่วมเปิดบ้านองค์ความรู้ ทช. มุ่งสู่ความยั่งยืน ย้ำใช้ความรู้เป็นฐาน เชื่อมพลังทุกภาคส่วน ขับเคลื่อนภารกิจทะเลและชายฝั่ง

               วันนี้ (6 ตุลาคม 2569) เวลา 13.30 น. ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ปกท.ทส.) เป็นประธานเปิดโครงการ “เปิดบ้านองค์ความรู้ ทช. มุ่งมั่นสู่ความยั่งยืน” พร้อมมอบนโยบายการปฏิบัติงาน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 และมอบเครื่องหมายรักษ์ทะเลยิ่งชีพแก่ผู้ทำคุณประโยชน์ด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง รวมทั้งเปิดป้ายชื่อกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ณ อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคารศูนย์ราชการฯ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร โดยมี ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วยผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ เข้าร่วม
               ดร.รวีวรรณ ปกท.ทส. กล่าวให้กำลังใจและขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกคนที่เสียสละและทุ่มเทปฏิบัติงานในพื้นที่ในการช่วยเหลือประชาชนที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่อย่างเต็มกำลัง ทั้งนี้ ทส. ยังคงเดินหน้าระดมกำลังจากหน่วยงานในสังกัดเข้าปฏิบัติงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง ภายใต้ “ทส.หนึ่งเดียว” ที่พร้อมสนับสนุนประชาชนเมื่อได้รับการประสาน แม้พื้นที่ดังกล่าวจะอยู่นอกภารกิจโดยตรงของหน่วยงานก็ตาม
               ทั้งนี้ ในการดำเนินงาน ปลัด ทส. ย้ำหลักการทำงานสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ 1) ใช้องค์ความรู้เป็นฐานในการตัดสินใจ โดยอาศัยข้อมูล สถานภาพทรัพยากร และสาเหตุของปัญหาประกอบการปฏิบัติงาน 2) เชื่อมโยงองค์ความรู้เพื่อสร้างการทำงานร่วมกัน ระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน ชุมชนชายฝั่ง และเครือข่ายอาสาสมัคร และ 3) ถอดบทเรียนจากการทำงานทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อนำมาพัฒนาองค์ความรู้และปรับปรุงกระบวนการทำงานให้ทันต่อสถานการณ์

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน จัดประชุมคณะกรรมการกำกับวิชาการโครงการจัดทำระบบสารสนเทศการรายงานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สำหรับรองรับการดำเนินงานตามกฎหมายว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย ครั้งที่ 2/2569

               วันที่ 6 ตุลาคม 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ประธานคณะกรรมการกำกับวิชาการโครงการ นายโกเมศ พุทธสอน รองประธานคณะกรรมการกำกับวิชาการโครงการ นายศิวัช แก้วเจริญ กรรมการและเลขานุการ นายกิตติศักดิ์ พฤกษ์กานนท์ กรรมการและเลขานุการร่วม พร้อมด้วยหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่ร่วมเป็นคณะกรรมการ จำนวนทั้งสิ้น 42 คน เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการกำกับวิชาการโครงการจัดทำระบบสารสนเทศการรายงานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สำหรับรองรับการดำเนินงานตามกฎหมายว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย ครั้งที่ 2/2569 ณ โรงแรมเดอะ สุโกศล กรุงเทพฯ
               ระบบสารสนเทศการรายงานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของนิติบุคค เป็นการดำเนินงานเพื่อรองรับร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หมวด 6 ส่วนที่ 2 การรายงานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือน ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา โดยข้อมูลปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จะถูกนำไปใช้ประกอบการกำหนดนโยบาย การวางแผนและติดตามประเมินผลการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงเป็นข้อมูลพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Trading System: ETS)
               ที่ประชุมฯ ได้ให้ข้อคิดเห็นต่อขอบเขตของนิติบุคคลที่เข้าข่ายต้องรายงานและระบบการรายงาน อาทิ ควรมีการกำหนดนิติบุคคลที่เข้าข่ายต้องรายงานให้ชัดเจนทั้งในระยะที่ 1 ระยะที่ 2 หรือระยะต่อไป เพื่อให้นิติบุคคลมีการเตรียมความพร้อม การปรับรูปแบบการรายงานข้อมูลของกลต.และอบก.ให้สอดคล้องกับการรายงานตามกฎหมายเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของนิติบุคคล การมอบอำนาจทางอิเล็กทรอนิกส์เพื่อให้ข้อมูลอยู่ในระบบและสามารถติดตามตรวจสอบได้ การเชื่อมโยงข้อมูลทวนสอบกับ Application การทวนสอบที่มีอยู่ในปัจจุบัน การปรับปรุงข้อมูลเพื่อคำนวณค่า GHG Intensity ให้ครอบคลุมการดำเนินงานของแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมสำหรับรองรับการวินิจฉัยข้อมูลกรณีที่นิติบุคคลไม่ได้รายงานข้อมูล รวมถึงการกำหนดมาตรฐานข้อมูลให้เป็นมาตรฐานระดับประเทศ โดยข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะที่ได้รับจากการประชุมครั้งนี้ ฝ่ายเลขานุการฯ จะนำไปปรับปรุงและพัฒนาระบบการรายงานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อรองรับการดำเนินงานตามกฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ร่วมลงพื้นที่ปราจีนฯ เร่งช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม

               วันนี้ (6 ตุลาคม 2569) เวลา 15.00 น. นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วยนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม และนายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และผู้บริหารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี เพื่อติดตามสถานการณ์อุทกภัยและเร่งช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ โดยมีนายชนาธิป โคกมณี รองผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี นายอำนาจ วิลาวัลย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปราจีนบุรี เขต 1 พร้อมหัวหน้าส่วนราชการและหน่วยงานในพื้นที่ ร่วมให้การต้อนรับและรายงานสถานการณ์
               คณะรัฐมนตรีและผู้บริหารได้รับฟังบรรยายสรุปสถานการณ์ พร้อมตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานของ ครัวกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ณ ศูนย์การฝึกนักศึกษาวิชาทหาร มณฑลทหารบกที่ 12 ค่ายจักรพงษ์ ตำบลดงพระราม อำเภอเมืองปราจีนบุรี ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อประกอบอาหารและสนับสนุนสิ่งจำเป็นแก่ประชาชนในพื้นที่ประสบภัย
               จากนั้น คณะรัฐมนตรีแยกลงพื้นที่ตามภารกิจ โดยนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วยนายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่วัดม่วงขาวแก้วพิกุล ตำบลโคกปีบ อำเภอศรีมโหสถ และองค์การบริหารส่วนตำบลบางปลาร้า อำเภอบ้านสร้าง ซึ่งเป็นพื้นที่น้ำท่วมสูงและบางจุดการเดินทางถูกตัดขาด เพื่อติดตามสถานการณ์ รับทราบปัญหา และเร่งประสานการช่วยเหลือประชาชน
               การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นการบูรณาการการทำงานของหน่วยงานภาครัฐ ตามข้อสั่งการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้ทุกหน่วยงานปรับกำลังและทรัพยากรให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง เร่งช่วยเหลือพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบรุนแรง พร้อมฟื้นฟูเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย และดูแลให้ประชาชนสามารถกลับเข้าสู่บ้านเรือนได้อย่างปลอดภัย
               สำหรับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ยังคงระดมกำลังเจ้าหน้าที่ ยานพาหนะ และทรัพยากรจากหน่วยงานในสังกัด เพื่อสนับสนุนภารกิจช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่อง พร้อมติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด และประสานจังหวัดปราจีนบุรี รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ เพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงประชาชนอย่างรวดเร็วและทั่วถึง โดยจะดำเนินการต่อเนื่องจนกว่าสถานการณ์น้ำท่วมขังในพื้นที่จะคลี่คลายและเข้าสู่ภาวะปกติ โดยยึดความเดือดร้อนของประชาชนเป็นสำคัญ
               สำหรับการช่วยเหลือในครั้งนี้ ได้จัดส่งและแจกจ่ายข้าวกล่องพร้อมน้ำดื่ม รวม 3,600 ชุด ครอบคลุมพื้นที่สำคัญ ได้แก่
               1) ศูนย์พักพิงค่ายจักรพงษ์ จำนวน 260 ชุด 2) บุคลากรทางการแพทย์และผู้ป่วย โรงพยาบาลค่ายจักรพงษ์ จำนวน 600 ชุด และโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จำนวน 200 ชุด 3) ประชาชนผู้ประสบภัยในพื้นที่อำเภอเมือง อำเภอประจันตคาม และอำเภอบ้านสร้าง ผ่านผู้แทนชุมชน จำนวน 1,540 ชุด 4)เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานภาคสนาม กำลังพลมณฑลทหารบกที่ 12 (มทบ.12) และหน่วยงานสนับสนุน จำนวน 800 ชุด 5) ชุมชนและเจ้าหน้าที่บริเวณที่พักรอบแฟลตตำรวจ สถานีตำรวจภูธรเมืองปราจีนบุรี ถนนเทศบาลดำริ จำนวน 200 ชุด
               กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ยังคงติดตามสถานการณ์และพร้อมสนับสนุนกำลังคน ยานพาหนะ อาหาร และสิ่งจำเป็น เพื่อช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ประสบภัยอย่างต่อเนื่อง ให้ความช่วยเหลือเข้าถึงพื้นที่และประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างทั่วถึง

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

โลกร้อนทำภัยพิบัติป่วนหนัก สุชาติสั่งกรมลดโลกร้อนเร่งพัฒนา “ดัชนีพหุภัยและแผนที่ความเสี่ยงภูมิอากาศระยะยาว”

               สถานการณ์ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วโลกในช่วงที่ผ่านมา ทั้งน้ำท่วม ดินถล่ม พายุ และฝนตกหนัก รวมถึงสถานการณ์น้ำท่วมในประเทศไทย ที่สร้างความเสียหายกว่า 31 จังหวัด สะท้อนถึงความท้าทายจากสภาพภูมิอากาศที่มีความแปรปรวนและเหตุการณ์รุนแรงที่สร้างผลกระทบต่อประชาชน เศรษฐกิจ และโครงสร้างพื้นฐาน นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จึงสั่งการกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม หรือ “กรมลดโลกร้อน” เร่งพัฒนาเครื่องมือประเมินความเสี่ยงภูมิอากาศ เพื่อสนับสนุนการวางแผนรับมือภัยพิบัติของประเทศจากการตั้งรับไปสู่การบริหารความเสี่ยงเชิงรุก
               นายสุชาติ กล่าวว่า ข้อมูลการคาดการณ์ปริมาณฝนจากแบบจำลองภูมิอากาศโลก ที่กรมลดโลกร้อนจัดทำขึ้น พบว่า ในช่วงประมาณ 15 ปีข้างหน้า พื้นที่ภาคใต้ ภาคตะวันออก และภาคตะวันตกของประเทศไทยมีแนวโน้มเผชิญปริมาณฝนเพิ่มขึ้น ขณะที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคกลางตอนล่างมีแนวโน้มเผชิญปริมาณฝนลดลง สะท้อนให้เห็นว่าความเสี่ยงในแต่ละภูมิภาคมีความแตกต่างและซับซ้อน การบริหารจัดการจึงจำเป็นต้องมีข้อมูลที่สามารถมองแนวโน้มความเสี่ยงในอนาคตควบคู่กับข้อมูลสถานการณ์ปัจจุบัน
               ดร. รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการพยากรณ์อากาศ การแจ้งเตือนภัย และการบริหารจัดการภัยพิบัติอยู่แล้ว แต่ภายใต้สถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การอาศัยข้อมูลและสถิติในอดีตเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอต่อการวางแผนในระยะต่อไป จำเป็นต้องนำข้อมูลการคาดการณ์ภูมิอากาศในอนาคตและแนวโน้มความเสี่ยงของแต่ละพื้นที่มาใช้ประกอบการตัดสินใจ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมลดโลกร้อน จึงมีแผนในการพัฒนาชุดข้อมูลการคาดการณ์ภูมิอากาศระยะกลางและข้อมูลความเสี่ยง เพื่อสนับสนุนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการวางแผนป้องกันและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นระบบ
               ดร. พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 – 2569 ที่ผ่านมา กรมฯ ได้จัดทำข้อมูลการคาดการณ์ภูมิอากาศ ซึ่งแสดงข้อมูลแนวโน้มของฝน อุณหภูมิ ความชื้น ตั้งแต่ปัจจุบัน – ปี ค.ศ. 2100 ที่มีความละเอียดในระดับ 5 x 5 กิโลเมตร รวมทั้ง จัดเตรียมระบบคอมพิวเตอร์และแบบจำลองภูมิอากาศสำหรับการประมวลผลขั้นสูง เพื่อรองรับการเพิ่มความละเอียดของข้อมูลภูมิอากาศระยะกลางและภาพฉายระยะยาวในอนาคต โดยในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 กรมฯ จะอยู่ระหว่างการพัฒนา 2 เครื่องมือสำคัญ ได้แก่ “ดัชนีพหุภัย” (Multi-Hazard Index: MHI) และ “แผนที่ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” (Climate Risk Map: CRM) เพื่อให้หน่วยงานภาครัฐ จังหวัด และท้องถิ่นมีข้อมูลประกอบการวางแผนเตรียมพร้อมรับมือความเสี่ยงในแต่ละพื้นที่ได้ล่วงหน้า
               สำหรับ ดัชนีพหุภัย (MHI) จะใช้ข้อมูลคาดการณ์ฝน อุณหภูมิ และลม ระยะ 3–6 เดือน จาก Climate Forecast System (CFS) มาประมวลผลร่วมกับแบบจำลองภูมิอากาศของกรมฯ และเทคโนโลยี Machine Learning เพื่อเพิ่มรายละเอียดของข้อมูลในพื้นที่เสี่ยง เครื่องมือนี้จะช่วยวิเคราะห์ว่าพื้นที่ใดมีแนวโน้มเผชิญภัยหลายประเภท ภัยใดอาจเกิดขึ้นพร้อมกัน หรือเกิดเชื่อมโยงต่อเนื่องกัน และพื้นที่ใดควรได้รับการเฝ้าระวังเป็นพิเศษ หรือ “Multi-Hazard Hotspot” เพื่อให้หน่วยงานสามารถเตรียมมาตรการรองรับได้ล่วงหน้า
               ตัวอย่างเช่น ในช่วงพายุฤดูร้อน พื้นที่หนึ่งอาจเผชิญฝนตกหนักและลมแรงพร้อมกัน ทำให้เกิดผลกระทบรุนแรงกว่าการเกิดภัยเพียงประเภทเดียว หรือกรณีฝนตกหนักต่อเนื่องจนดินอิ่มตัวและนำไปสู่ดินถล่ม ขณะที่ภาคเกษตรอาจเผชิญอุณหภูมิสูงร่วมกับฝนทิ้งช่วง ส่งผลให้ความชื้นในดินลดลง เกิดภาวะขาดแคลนน้ำและกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตร การมองความเสี่ยงแบบเชื่อมโยงดังกล่าวจะช่วยให้การวางแผนรับมือภัยมีความครอบคลุมมากขึ้น
               ส่วนแผนที่ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (CRM) จะนำข้อมูลการคาดการณ์ภูมิอากาศจากแบบจำลองภูมิอากาศโลกตั้งแต่ปัจจุบันถึงปี ค.ศ. 2100 มาวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลภัยพิบัติในอดีต ลักษณะภูมิประเทศ การใช้ประโยชน์ที่ดิน ตลอดจนข้อมูลด้านเศรษฐกิจและสังคม เพื่อจัดทำเป็นแผนที่ความเสี่ยงเชิงพื้นที่ในระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) ครอบคลุมความเสี่ยงสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ ดินถล่ม ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น อุณหภูมิเฉลี่ยระยะยาวเพิ่มขึ้น และการเปลี่ยนแปลงของปริมาณฝน
               โดยข้อมูลความเสี่ยงดังกล่าวจะแบ่งออกเป็น 2 ช่วงเวลา โดยช่วงปัจจุบันถึงปี ค.ศ. 2050 จะพัฒนาให้มีรายละเอียดในระดับพื้นที่ เพื่อสนับสนุนการวางผังเมือง การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการจัดทำแผนปฏิบัติการด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ขณะที่ข้อมูลช่วงหลังปี ค.ศ. 2050–2100 จะใช้สำหรับพิจารณาแนวโน้มความเสี่ยงในระยะยาวและสนับสนุนการศึกษาวิจัย เช่น แนวโน้มผลกระทบจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น
               ดร. พิรุณ กล่าวเพิ่มเติมว่า ชุดข้อมูลดัชนีพหุภัยและแผนที่ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ คาดว่าจะพัฒนาแล้วเสร็จและเปิดให้ใช้งานผ่านศูนย์ข้อมูลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Information Center: CCIC) ของกรมฯ ในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี พ.ศ. 2570 และ พ.ศ. 2571 ตามลำดับ พร้อมเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมอุตุนิยมวิทยา สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และหน่วยงานอื่น ๆ เพื่อสนับสนุนการวางแผนและเตรียมการรับมือความเสี่ยงล่วงหน้า
               นายสุชาติ ย้ำว่า เครื่องมือทั้ง 2 ระบบ ไม่ใช่ระบบเตือนภัยฉุกเฉินระยะสั้นหรือระบบพยากรณ์อากาศโดยตรง แต่เป็นข้อมูลสนับสนุนการตัดสินใจสำหรับการวางแผนเชิงป้องกันในระยะกลางและระยะยาว ช่วยให้จังหวัดและท้องถิ่นเห็นแนวโน้มว่าพื้นที่ใดอาจเผชิญความเสี่ยงประเภทใด และควรเตรียมมาตรการรับมืออย่างไร ทำให้สามารถจัดลำดับพื้นที่ มาตรการ งบประมาณ และทรัพยากรให้สอดคล้องกับประเภทและระดับความเสี่ยงได้มากขึ้น เมื่อเข้าใกล้ช่วงเวลาที่อาจเกิดภัย ข้อมูลดังกล่าวยังสามารถนำมาวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลพยากรณ์อากาศ ข้อมูลตรวจวัด และสถานการณ์จริง เพื่อยกระดับการเฝ้าระวังและการสื่อสารความเสี่ยงไปยังประชาชนได้อย่างเหมาะสม
               พร้อมกันนี้ นายสุชาติได้สั่งการให้กรมลดโลกร้อนเร่งขับเคลื่อน แผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (National Adaptation Plan: NAP) และเร่งจัดทำแผนปฏิบัติการด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศรายสาขา (NAP Action Plan) ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใน 6 สาขาหลัก เพื่อให้การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเชื่อมโยงตั้งแต่ระดับนโยบายไปสู่การดำเนินงานในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม
               “การรับมือภัยพิบัติในยุคที่สภาพภูมิอากาศกำลังเปลี่ยนแปลง ไม่สามารถพิจารณาจากรูปแบบที่เคยเกิดขึ้นในอดีตเพียงอย่างเดียว ประเทศไทยต้องสามารถมองเห็นแนวโน้มความเสี่ยงล่วงหน้า และนำข้อมูลมาใช้เตรียมความพร้อมก่อนเกิดภัย การพัฒนาฐานข้อมูล เครื่องมือประเมินความเสี่ยง ระบบเตือนภัย การบริหารจัดการภัย และการเสริมศักยภาพของประชาชน จะเป็นพื้นฐานสำคัญในการลดความสูญเสีย และสร้างภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศอย่างยั่งยืน” นายสุชาติ กล่าว

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อนร่วมลงพื้นที่เดินหน้าช่วยชาวลาดกระบังต่อเนื่องวันที่ 7 เร่งดูแลผู้ประสบภัย–กลุ่มเปราะบาง ย้ำ 1362 ขอความช่วยเหลือ 24 ชม.

               วันนี้ (4 ตุลาคม 2569) เวลา 13.30 น. ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ปกท.ทส.) พร้อมด้วยนายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ ทส. ลงพื้นที่ให้กำลังใจและติดตามการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่เขตลาดกระบังที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ณ ศูนย์ประสานงานกรุงเทพมหานคร เขตลาดกระบัง สจล. พร้อมมอบกุ้ยช่ายตลาดพลู 600 ถุง ขนมขบเคี้ยว และถุงยังชีพกว่า 700 ชุด โดยภารกิจช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ดำเนินต่อเนื่องเป็นวันที่ 7 ตามข้อสั่งการของนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
               ดร.รวีวรรณ กล่าวว่า นายสุชาติ รมว.ทส. ย้ำว่า “การช่วยเหลือประชาชนรอไม่ได้ ต้องเร่งเข้าถึงให้เร็วที่สุด” พร้อมกำชับให้ ทส. ดูแลประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยเปิดสายด่วนพิทักษ์ป่า 1362 ตลอด 24 ชั่วโมง สำหรับแจ้งเหตุ แจ้งพิกัด หรือขอความช่วยเหลือน้ำท่วมและน้ำป่าไหลหลาก เพื่อประสานหน่วยงานเข้าช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็ว
               สำหรับภารกิจช่วยเหลือครั้งนี้ ทส. ระดมหน่วยงานในสังกัดร่วมดูแลประชาชน โดยกรมป่าไม้และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จัดครัวสนามเคลื่อนที่ร่วมกับครัวพระราชทาน ส่งมอบอาหารปรุงสดใหม่กว่า 6,000 กล่อง ขณะที่กรมทรัพยากรน้ำบาดาลและกรมทรัพยากรน้ำสนับสนุนน้ำดื่มวันละ 20,000 ขวด พร้อมนำรถผลิตน้ำดื่มเคลื่อนที่ประจำจุดเคหะร่มเกล้า 33 ส่วนกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งนำเรือขนส่งอาหารและสิ่งของจำเป็นเข้าไปช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่เข้าถึงยากและกลุ่มเปราะบาง
               ขณะเดียวกัน กรมควบคุมมลพิษจัดรถรับ–ส่งผู้ป่วย โดยเฉพาะผู้ป่วยฟอกไตและผู้ที่จำเป็นต้องพบแพทย์ สนับสนุนการอพยพและลำเลียงสิ่งของ รวมถึงช่วยเหลือผู้สูงอายุ เด็ก และผู้ป่วยติดเตียงในพื้นที่น้ำท่วมสูง และในระหว่างที่เร่งช่วยเหลือประชาชน ทส. ได้เตรียมแผนฟื้นฟูพื้นที่ควบคู่กันไป โดยบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเร่งจัดการน้ำเสีย ขยะ และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม พร้อมเตรียมกำลังคนและอุปกรณ์สำหรับทำความสะอาดครั้งใหญ่ (Big Cleaning) เพื่อฟื้นฟูพื้นที่ทันทีเมื่อระดับน้ำลดลง และช่วยให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว ภายใต้การทำงาน “ทส.หนึ่งเดียว” พร้อมเดินหน้าช่วยเหลือจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย
               ทส. ขอขอบคุณหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนผู้มีจิตศรัทธาทุกภาคส่วนที่ร่วมสนับสนุนภารกิจช่วยเหลือผู้ประสบภัย เพื่อให้ประชาชนผ่านพ้นวิกฤตและกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว สำหรับประชาชนที่ประสบปัญหาน้ำท่วมหรือน้ำป่าไหลหลาก สามารถแจ้งเหตุ แจ้งพิกัด หรือขอความช่วยเหลือได้ที่ 1362 สายด่วนพิทักษ์ป่า ตลอด 24 ชั่วโมง

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ร่วมลงพื้นที่ลาดกระบังอีกครั้ง เติมกำลังใจผู้ประสบภัย–เจ้าหน้าที่ ดูแลพี่น้องประชาชนอย่างเต็มที่

               วันนี้ (3 ตุลาคม 2569) เวลา 10.00 น. นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) พร้อมด้วย นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และคณะผู้บริหาร ลงพื้นที่ศูนย์ประสานงานการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย เขตลาดกระบัง เป็นอีกครั้ง เพื่อติดตามสถานการณ์และความคืบหน้าการช่วยเหลือประชาชน พร้อมตรวจความพร้อมของกำลังพล ยุทโธปกรณ์ เรือ รถครัวสนาม และระบบสนับสนุนต่าง ๆ โดยการลงพื้นที่ครั้งนี้ นอกจากติดตามการปฏิบัติงานแล้ว ยังมีเป้าหมายสำคัญในการ สร้างขวัญและกำลังใจให้แก่เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่อง และส่งกำลังใจถึงพี่น้องประชาชนที่ต้องอพยพมาอยู่ในศูนย์พักพิง ท่ามกลางสถานการณ์น้ำท่วมที่ยังไม่คลี่คลาย
               นายสุชาติ กล่าวว่า การลงพื้นที่อย่างต่อเนื่องทำให้สามารถรับทราบปัญหาจากหน้างานและปรับแผนการช่วยเหลือให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริงได้อย่างรวดเร็ว พร้อมกำชับทุกหน่วยงานภายใต้แนวทาง “ทส.หนึ่งเดียว” ทำงานเชิงรุกร่วมกับท้องถิ่นอย่างเต็มกำลัง ทั้งการดูแลอาหาร น้ำดื่ม การเดินทาง และการดูแลกลุ่มเปราะบาง เพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงประชาชนอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะพื้นที่ที่เข้าถึงได้ยาก
               รมว.ทส. กล่าวว่า สิ่งสำคัญนอกเหนือจากการดูแลเรื่องปากท้อง คือการดูแล “ขวัญและกำลังใจ” ของผู้ประสบภัย เพราะหลายคนต้องออกจากบ้านมาใช้ชีวิตอยู่ในศูนย์พักพิงเป็นเวลาหลายวัน จึงต้องการเติมเต็มความช่วยเหลือให้หลากหลายมากขึ้น เพื่อสร้างความสดชื่นและช่วยผ่อนคลายความเครียดให้กับเด็ก ๆ ผู้สูงอายุ และพี่น้องประชาชนที่พักอยู่ในศูนย์ รวมถึงสร้างกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ที่ทำงานดูแลประชาชนอย่างเต็มกำลัง
               พร้อมเน้นย้ำการกระจายอาหารและน้ำดื่มให้ถึงมือผู้ประสบภัยอย่างต่อเนื่อง พร้อมตรวจสอบประสิทธิภาพของรถครัวสนามและจุดแจกจ่ายอาหาร เพื่อให้อาหารปรุงสุกใหม่และน้ำดื่มสะอาดถูกลำเลียงส่งต่อถึงประชาชนในพื้นที่ที่เข้าถึงยากอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงดูแลกลุ่มเปราะบาง โดยประสานหน่วยแพทย์เคลื่อนที่และรถฉุกเฉิน เพื่อรองรับผู้ป่วยติดเตียง ผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัว ให้ได้รับความช่วยเหลือทางการแพทย์อย่างทันท่วงที
               ทั้งนี้ รมว.สุชาติ ยังได้สั่งการเตรียมแผนฟื้นฟูหลังน้ำลด โดยจัดเตรียมกำลังพลและเครื่องมือให้พร้อมเข้าพื้นที่ทันทีที่สถานการณ์เอื้ออำนวย เพื่อสำรวจความเสียหาย ล้างทำความสะอาดบ้านเรือน และช่วยประชาชนฟื้นฟูพื้นที่ให้สามารถกลับมาใช้ชีวิตตามปกติได้โดยเร็วที่สุด

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

รมว.สุชาติ สั่งการกรมลดโลกร้อน ชี้แจงร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. ในสัปดาห์ที่ 21

               นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สั่งการกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.) ให้ชี้แจงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. อย่างต่อเนื่อง ในสัปดาห์ที่ 21 โดยมุ่งเน้นให้เกิดความชัดเจนและต่อเนื่องมีความครบถ้วนรอบด้าน และสามารถช่วยให้ประเทศไทยวางรากฐานการเติบโตทางเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน
               ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และเจ้าหน้าที่ได้เข้าร่วมประชุมชี้แจงข้อมูลประกอบการพิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าว โดยในสัปดาห์นี้ คณะกรรมการพิจารณาร่างกฎหมายในหมวด 10 ภาษีคาร์บอน และได้พิจารณาประเด็นความแตกต่างระหว่างกลไกการปรับราคาคาร์บอนข้ามพรมแดน (CBAM) และกลไกภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) ในมิติผู้มีหน้าที่และความรับผิดในที่คราวจะต้องชำระราคาคาร์บอน รวมถึงประเด็นการกำหนดให้กรมสรรพสามิตและกรมศุลกากรเป็นหน่วยงานผู้เรียกเก็บภาษีคาร์บอน และประเด็นการยื่นแบบ การชำระภาษีคาร์บอน และการแจ้งการประเมินภาษี โดยในการประชุมครั้งถัดไปจะพิจารณาประเด็นเกี่ยวกับอำนาจในการประเมินภาษีของเจ้าพนักงานต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

3 วิกฤต 1 โลก: Climate Change × Land Degradation × Biodiversity Loss

               การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเสื่อมโทรมของที่ดิน และการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นวิกฤตสิ่งแวดล้อมที่เชื่อมโยงและส่งผลกระทบต่อกันเป็นวงจร เมื่อวิกฤตหนึ่งรุนแรงขึ้น ก็สามารถเร่งให้วิกฤตอื่นรุนแรงตามไปด้วย

3 วิกฤต คืออะไร
       • การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change)
               เกิดจาก : การสะสมของก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมของมนุษย์ เช่น การใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล การตัดไม้ทำลายป่า และการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน
               ส่งผลให้ : อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงขึ้นและรูปแบบสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง
               ผลที่ตามมา : คลื่นความร้อน ภัยแล้ง น้ำท่วม พายุรุนแรง และระดับน้ำทะเลสูงขึ้น
       • การเสื่อมโทรมของที่ดิน (Land Degradation)
               เกิดจาก : การใช้ที่ดินอย่างไม่ยั่งยืน เช่น การตัดไม้ทำลายป่า การทำเกษตรที่ไม่เหมาะสม และการใช้ทรัพยากรเกินศักยภาพของพื้นที่
               ส่งผลให้ : คุณภาพและความสามารถของที่ดินในการรองรับการผลิตและการทำงานของระบบนิเวศลดลง
               ผลที่ตามมา : ดินเสื่อม การชะล้างพังทลายของดิน การสูญเสียความอุดมสมบูรณ์ และความสามารถในการกักเก็บน้ำและคาร์บอนลดลง
       • การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Loss)
               เกิดจาก : การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน การใช้ประโยชน์จากสิ่งมีชีวิตเกินขนาด มลพิษ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และชนิดพันธุ์ต่างถิ่นรุกราน
               ส่งผลให้ : จำนวนประชากรและแหล่งที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตลดลง รวมถึงระบบนิเวศมีความสมบูรณ์น้อยลง
               ผลที่ตามมา : พืชและสัตว์ลดลง ความหลากหลายทางพันธุกรรมลดลง ระบบนิเวศอ่อนแอ และความสามารถในการฟื้นตัวจากการเปลี่ยนแปลงและภัยคุกคามลดลง

เมื่อ 3 วิกฤตส่งผลต่อกัน
       • ที่ดินเสื่อมโทรม → สภาพภูมิอากาศและความหลากหลายทางชีวภาพ
               การเสื่อมโทรมของที่ดินทำให้ความสามารถในการกักเก็บคาร์บอนลดลง และอาจเพิ่มการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ขณะเดียวกัน การสูญเสียพืชพรรณและถิ่นที่อยู่อาศัยยังส่งผลให้ความหลากหลายทางชีวภาพลดลง
       • สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง → ที่ดินและความหลากหลายทางชีวภาพ
               การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิและรูปแบบของฝน รวมถึงเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว สามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสื่อมโทรมของที่ดิน และเปลี่ยนแปลงสภาพถิ่นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิต
       • การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ → ระบบนิเวศและสภาพภูมิอากาศ
               การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพทำให้ระบบนิเวศอ่อนแอและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพลดลง ทั้งในด้านการกักเก็บคาร์บอน การรักษาดินและน้ำ ตลอดจนความสามารถในการปรับตัวและฟื้นตัวจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ผลกระทบไม่ได้เกิดขึ้นเพียงด้านใดด้านหนึ่ง
               เมื่อที่ดินเสื่อมโทรม ระบบนิเวศอ่อนแอ และสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง ความสามารถของธรรมชาติในการหล่อเลี้ยงชีวิตและสนับสนุนความเป็นอยู่ของมนุษย์ย่อมลดลงตามไปด้วย

ทางออกต้องจัดการทั้ง 3 วิกฤตไปพร้อมกัน
               • ฟื้นฟูที่ดินและระบบนิเวศที่เสื่อมโทรม
               • ส่งเสริมการใช้ที่ดินและการผลิตอย่างยั่งยืน
               • อนุรักษ์และฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ
               • ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเสริมสร้างความสามารถในการปรับตัว

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

แหล่งที่มา :
– IPCC. (2019). Climate change and land: An IPCC special report on climate change, desertification, land degradation, sustainable land management, food security, and greenhouse gas fluxes in terrestrial ecosystems.
– Intergovernmental Science-Policy Platform on Biodiversity and Ecosystem Services. (2019). Summary for policymakers of the global assessment report on biodiversity and ecosystem services. IPBES Secretariat.
– United Nations Convention to Combat Desertification. (2022). The global land outlook (2nd ed.): Land restoration for recovery and resilience. UNCCD.

ปลัด ทส. ลุยน้ำท่วมเคหะร่มเกล้า-ลาดกระบัง ต่อเนื่องเป็นวันที่ 6 ย้ำเคียงข้างประชาชนจนกว่าสถานการณ์คลี่คลาย

               วันนี้ (2 ตุลาคม 2569) เวลา 17.30 น. ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ลงพื้นที่ไปยังศูนย์ประสานงานกรุงเทพมหานคร เขตลาดกระบัง เพื่อแจกจ่ายสิ่งของอุปโภคบริโภคที่จําเป็นแก่ผู้ประสบภัย ได้เเก่ ถุงยังชีพ จำนวน 400 ถุง ชุดชั้นในรวม 1,500 ตัว ไข่ไก่เเละข้าวสาร ตลอดจนยาสามัญประจําบ้าน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและช่วยเหลือประชาชนให้สามารถดำรงชีวิตในช่วงสถานการณ์อุทกภัยได้อย่างต่อเนื่อง
               โดยก่อนหน้านี้ เวลา 14.30 น. ปลัดกระทรวงฯ ได้ลงพื้นที่ชุมชนเคหะร่มเกล้าเพื่อติดตามสถานการณ์อุทกภัยเเละให้ความช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ โดยมอบถุงยังชีพ จำนวน 300 ถุง พร้อมตรวจเยี่ยมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ประจำรถประกอบอาหารจากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช และกรมป่าไม้ ที่ระดมกำลังปรุงอาหารสุกใหม่แจกจ่ายวันละ 20,000 กล่อง รวมถึงจุดผลิตน้ำดื่มสะอาดจากกรมทรัพยากรน้ำบาดาล และกำลังพลจากกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่คอยอำนวยความสะดวกในการลำเลียงอาหารและรับส่งประชาชนในพื้นที่
               ในการนี้ ดร.รวีวรรณ ได้กล่าวขอบคุณเเละให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานทุกนายด้วยความห่วงใย เพราะการทำงานท่ามกลางสถานการณ์อุทกภัยมีความยากลำบากและเสี่ยงอันตราย ขอให้ทุกคนดูแลสุขภาพและความปลอดภัยของตนเองด้วย เเละขอให้มั่นใจว่าพวกเราจะร่วมมือร่วมใจกันสู้และอยู่เคียงข้าง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้ประชาชนจนกว่าสถานการณ์จะกลับสู่ภาวะปกติ
               ทั้งนี้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะยังคงเดินหน้าบูรณาการความร่วมมือจากทุกหน่วยงานในสังกัดอย่างเต็มกำลัง เพื่อสนับสนุนภารกิจบรรเทาความเดือดร้อน ดูแลสุขภาพอนามัย และอำนวยความสะดวกแก่พี่น้องประชาชนผู้ประสบภัยอย่างต่อเนื่อง จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลายและกลับคืนสู่ภาวะปกติ

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”