เดือน: มีนาคม 2569
ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์กับภัยคุกคามทางดิจิทัล (Cyber Security and Digital Awareness)

| เป้าหมายการเรียนรู้ | ประเด็นการเรียนรู้ | ||
| 1. ผู้เข้ารับการอบรมสามารถอธิบายเกี่ยวกับรูปแบบของภัยคุกคามทางดิจิทัลในลักษณะต่างๆ 2. ผู้เข้ารับการอบรมสามารถอธิบายความสำคัญ และความจำเป็นของความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์กับภัยคุกคามทางดิจิทัล 3. ผู้เข้ารับการอบรมสามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในยุคปัจจุบัน รวมทั้งสามารถปฏิบัติตามและใช้กฎหมายด้านดิจิทัล (Digital Government) |
1. ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์กับภัยคุกคามทางดิจิทัล 2. แนวคิด ความสำคัญของความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์กับภัยคุกคามทางดิจิทัล 3. รูปแบบของภัยคุกคามทางดิจิทัล 4. ความเสี่ยงในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในยุคปัจจุบัน 5. เครื่องมือและซอฟต์แวร์ที่ช่วยในการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ 6. บทบาทขององค์กรในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ 7. ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์กับการทำงาน 8. วิธีการป้องกันภัยคุกคามทางดิจิทัล 9. กฎหมายด้านดิจิทัล (Digital Laws) 10. กรณีศึกษา |
||
| วิทยากร | กลุ่มเป้าหมาย | ||
| 1. พล.อ.ต.อมร ชมเชย | 1. บุคลากรภาครัฐ 2. บุคคลทั่วไป |
||
| วิธีการประเมินผล | จำนวนชั่วโมงการเรียนรู้ | ||
| ทำแบบทดสอบหลังเรียนได้ตั้งแต่ 60 % ขึ้นไป | 2 ชั่วโมง | ||
| หมายเหตุ | เงื่อนไขการลงทะเบียน | ||
| ไม่บังคับเรียนตามลำดับเนื้อหา | ไม่มีเงื่อนไข | ||
| เปิดให้ลงทะเบียน | เข้าเรียนได้ | ||
| 1 ม.ค. 2569 ถึง 31 ธ.ค. 2569 | 1 ม.ค. 2569 ถึง ไม่มีกำหนด | ||
| Link เข้าอบรมหลักสูตร | |||
| https://learningportal.ocsc.go.th/learningspace/courses/1182 |
ความมั่นคงปลอดภัยบนอินเทอร์เน็ตและการปฏิบัติตนสำหรับข้าราชการยุคดิจิทัล

| เป้าหมายการเรียนรู้ | ประเด็นการเรียนรู้ | ||
| 1. เพื่อให้สามารถอธิบายสถานการณ์การใช้งานอินเตอร์เน็ตและการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในยุคดิจิทัล 2. เพื่อให้สามารถยกตัวอย่างการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์และสิ่งที่ต้องพึงระวัง เพื่อให้ปลอดภัยจากภัยคุกคาม 3. เพื่อให้สามารถยกตัวอย่างภัยคุกคามต่าง ๆ ได้ 4. เพื่อให้สามารถปฏิบัติตามขั้นตอนการป้องกันตรวจสอบความปลอดภัยด้วยตนเอง |
1. แนวโน้มการใช้งานอินเตอร์เน็ตในประเทศไทย สถิติการใช้งานของประเทศไทย ความสัมพันธ์และการกระจายตัวของข้อมูล วิวัฒนาการของเว็บไซต์ 2. รูปแบบและลักษณะการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ สิ่งที่ต้องพึงระวังในการใช้งานบนอินเทอร์เน็ต พรบ. ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ 3. การใช้โปรแกรมและการบริโภคข้อมูลโดยขาดความยั้งคิด 4. การตั้งค่าความปลอดภัยสำหรับ Facebook Gmail LINE |
||
| วิทยากร | กลุ่มเป้าหมาย | ||
| 1. อาจารย์ณัฐ พยงค์ศรี | 1. บุคลากรภาครัฐ 2. บุคคลทั่วไป |
||
| วิธีการประเมินผล | จำนวนชั่วโมงการเรียนรู้ | ||
| ทำแบบทดสอบหลังเรียนได้ตั้งแต่ 60 % ขึ้นไป | 3 ชั่วโมง | ||
| หมายเหตุ | เงื่อนไขการลงทะเบียน | ||
| ไม่บังคับเรียนตามลำดับเนื้อหา | ไม่มีเงื่อนไข | ||
| เปิดให้ลงทะเบียน | เข้าเรียนได้ | ||
| 1 ม.ค. 2569 ถึง 31 ธ.ค. 2569 | 1 ม.ค. 2569 ถึง ไม่มีกำหนด | ||
| Link เข้าอบรมหลักสูตร | |||
| https://learningportal.ocsc.go.th/learningspace/courses/1078 |
การเขียนหนังสือราชการ : เสริมทักษะการเขียนหนังสือราชการ

| เป้าหมายการเรียนรู้ | ประเด็นการเรียนรู้ | ||
| 1. เพื่อให้สามารถอธิบายลักษณะของหนังสือติดต่อราชการและความแตกต่างของหนังสือภายนอก หนังสือภายในและหนังสือประทับตราได้ 2. เพื่อให้สามารถอธิบายการเขียนหนังสือติดต่อราชการให้ถูกต้อง ถูกแบบ ถูกเนื้อหา ถูกหลักภาษา 3. เพื่อให้สามารถเขียนหนังสือติดต่อราชการได้บรรลุจุดประสงค์และเป็นผลดี |
1. ลักษณะของหนังสือติดต่อราชการ 2. วิธีการเขียนหนังสือติดต่อราชการให้ดี 3. ฝึกปฏิบัติ การเขียนหนังสือราชการ : เสริมทักษะการเขียนหนังสือราชการ |
||
| วิทยากร | กลุ่มเป้าหมาย | ||
| 1. อาจารย์ประวีณ ณ นคร 2. อาจารย์ฐิติมา ศิริวิโรจน์ |
1. บุคลากรภาครัฐ 2. บุคคลทั่วไป |
||
| วิธีการประเมินผล | จำนวนชั่วโมงการเรียนรู้ | ||
| ทำแบบทดสอบหลังเรียนได้ตั้งแต่ 60 % ขึ้นไป | 4 ชั่วโมง | ||
| หมายเหตุ | เงื่อนไขการลงทะเบียน | ||
| ไม่บังคับเรียนตามลำดับเนื้อหา | ไม่มีเงื่อนไข | ||
| เปิดให้ลงทะเบียน | เข้าเรียนได้ | ||
| 1 ม.ค. 2569 ถึง 31 ธ.ค. 2569 | 1 ม.ค. 2569 ถึง ไม่มีกำหนด | ||
| Link เข้าอบรมหลักสูตร | |||
| https://learningportal.ocsc.go.th/learningspace/courses/1019 |
กรมลดโลกร้อน เปิดเวทีมหกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เครือข่ายเมืองต้นแบบสิ่งแวดล้อมยั่งยืนพร้อมรับปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ

วันที่ 16 มีนาคม 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานในพิธีเปิดเวทีมหกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เครือข่ายเมืองต้นแบบสิ่งแวดล้อมยั่งยืนพร้อมรับปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ ซึ่งกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับ สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย มูลนิธิฟรีดริค เอแบร์ท ประเทศไทย หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ และธนาคารโลก จัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจรวมถึงถ่ายทอดนวัตกรรมและองค์ความรู้ ด้านความพร้อมการรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถาบันการศึกษา ภาคเอกชน ภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ณ ศูนย์ประชุมวายุภักษ์ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร
กิจกรรมในช่วงเช้าจัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “เล่าสู่กันฟัง” เป็นการนำเสนอการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย ทั้งการขับเคลื่อนทางด้านนโยบาย มาตรการทางกฎหมายและกลไกทางการเงินต่าง ๆ รวมถึงเครื่องมือ และข้อมูลที่เป็นประโยขน์ต่อการพัฒนาเมืองมุ่งสู่ความพร้อมรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตลอดจนนวัตกรรมสนับสนุนการรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมมีความเข้าใจ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริงในระดับพื้นที่ จากนั้นในช่วงบ่าย เป็นการเจาะลึกผ่าน 3 เวทีวิชาการแลกเปลี่ยนเรียนรู้คู่ขนาน (Parallel Sessions) ประกอบด้วย 1.Resilient Cities: การพัฒนาเมืองที่อิงกับธรรมชาติและการปรับตัว 2.Social-Ecological Transformation: การเปลี่ยนผ่านด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมในเมือง 3.Green Finance for Urban Resilience: เครื่องมือทางการเงินสีเขียวเพื่อรับมือความเสี่ยงสภาพภูมิอากาศ
นอกจากนี้ภายในงานยังมีนิทรรศการนวัตกรรมและตัวอย่างความสำเร็จจากเมืองที่เป็นแบบอย่างที่ดี ในการจัดการสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับกลุ่มเป้าหมายกว่า 400 คน โดยมุ่งหวังให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและภาคีเครือข่าย สามารถนำแนวคิดและแบบอย่างการดำเนินงานที่ดีที่ได้รับไปปรับใช้ในการวางแผนพัฒนาเมืองตามบริบทของตนเอง เพื่อรับมือและลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างยั่งยืนต่อไป
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”












กรมลดโลกร้อน นำร่องกรมแรกของไทยกับภารกิจ EV เพื่อโลก

การขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050 ไม่ได้เป็นเพียงแผนงานบนกระดาษ แต่คือภารกิจที่ต้องลงมือทำจริง รถยนต์ไฟฟ้าเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่จะช่วยให้ประเทศเดินหน้าไปสู่เป้าหมาย Net-zero ในปี 2050 ตามทิศทางเดียวกับนานาประเทศ การเปลี่ยนจากรถสันดาปสู่รถ EV จึงเป็นภารกิจเร่งด่วนของภาคขนส่งไทย โดยเฉพาะการขานรับ มติคณะรัฐมนตรีที่กำหนดให้หน่วยงานภาครัฐลดการใช้พลังงานลงร้อยละ 20 เพื่อเป็นต้นแบบแก่ภาคเอกชนและประชาชน กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม จึงเดินหน้ากลยุทธ์ “ประหยัดพลังงานคู่ขนานนวัตกรรมสะอาด” อย่างเต็มตัว
กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ด้วยการเป็น “กรมแรกของไทย” ที่ขานรับนโยบาย EV 3.5 โดยนำร่องใช้ รถตู้ไฟฟ้า 12 ที่นั่ง กรมแรกของประเทศไทย ที่จดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก รวมถึงรถกระบะไฟฟ้าเพื่อปฏิบัติงานภาคสนาม ซึ่งนอกจากจะช่วยลดการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงตามนโยบายความมั่นคงทางพลังงานของรัฐบาลแล้ว ยังส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมหาศาล ดังนี้
– Zero Tailpipe Emission: รถ EV ไม่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกขณะขับขี่โดยตรง ไม่ปล่อยก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ (NOx) และลด PM 2.5 จากการเผาไหม้ ทำให้คุณภาพอากาศในเมืองดีขึ้น
– ลด Carbon Footprint : โดยประสิทธิภาพในการลดก๊าซจะขึ้นอยู่กับประเภทของรถยนต์และแหล่งที่มาของพลังงานไฟฟ้าที่ใช้ชาร์จ หากใช้ไฟที่มาจากการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิล สามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้โดยเฉลี่ย 40-50% เมื่อเทียบกับรถยนต์น้ำมัน โดยรถตู้ดีเซล ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เฉลี่ยประมาณ 230-260 gCO₂/km และรถกระบะดีเซล ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เฉลี่ยประมาณ 211 – 225 gCO₂/km
– Energy Efficiency: รถ EV แปลงพลังงานจากแบตเตอรี่มาเป็นพลังงานขับเคลื่อนได้ถึง 87 – 91% ในขณะที่รถยนต์น้ำมันแปลงได้เพียง 16 – 25%
– การบำรุงรักษาต่ำ: ไม่มีเครื่องยนต์, น้ำมันเครื่อง, หรือหัวเทียน ทำให้ลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงลง หากภาครัฐเปลี่ยนมาใช้รถ EV จะช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของกรมฯ ได้อย่างมีนัยสำคัญ สอดคล้องกับมาตรการประหยัดพลังงานภาครัฐที่มุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าที่สุด
การใช้งานรถตู้ไฟฟ้ากรมแรกของกรมลดโลกร้อนในวันนี้ คือการพิสูจน์ว่า “มาตรการภาครัฐ” และ “การรักษาสิ่งแวดล้อม” สามารถเดินหน้าไปด้วยกันได้ เพื่อสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้ทุกหน่วยงานก้าวสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”
แหล่งข้อมูลอ้างอิง:
– มติคณะรัฐมนตรีด้านการประหยัดพลังงานในภาคราชการ
– องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (TGO)
– สถาบันยานยนต์ (TAI)
เตรียมพร้อมรับฤดูแล้ง : การปรับตัวด้านสุขภาพต่อสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง

ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงฤดูแล้งซึ่งมักมาพร้อมกับสภาพอากาศที่ร้อนจัด ความแห้งแล้ง และความผันผวนของสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้นจากแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระยะยาว สถานการณ์ดังกล่าวไม่เพียงส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและระบบเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะความเสี่ยงจากคลื่นความร้อน ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 โรคติดต่อที่เกิดจากพาหะ รวมถึงความเครียดจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ เช่น น้ำท่วมฉับพลัน ไฟป่า หรือพายุรุนแรงที่เกิดขึ้นผิดฤดูกาล กลุ่มประชากรที่มีความเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง และประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย จึงมีแนวโน้มได้รับผลกระทบมากกว่ากลุ่มอื่น การเตรียมความพร้อมและการปรับตัวของระบบสุขภาพและสังคมจึงเป็นกลไกสำคัญในการลดความเสี่ยงและเสริมสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนในสภาวะภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
แนวทางการปรับตัวต่อผลกระทบด้านสุขภาพจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจำเป็นต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบและบูรณาการทั้งในระดับนโยบาย ระบบบริการสุขภาพ และระดับชุมชน ประการแรกคือการพัฒนาระบบเฝ้าระวังและระบบเตือนภัยด้านสุขภาพที่เชื่อมโยงข้อมูลด้านสภาพอากาศและข้อมูลโรค เพื่อคาดการณ์ความเสี่ยงและแจ้งเตือนประชาชนได้อย่างทันท่วงที ประการที่สองคือการเสริมสร้างศักยภาพบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขให้สามารถรับมือกับโรคและภาวะสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศ เช่น โรคลมแดด โรคทางเดินหายใจ และโรคที่เกิดจากพาหะนำโรค ควบคู่กับการพัฒนาความยืดหยุ่นของสถานพยาบาล โดยเฉพาะโรงพยาบาลและหน่วยบริการสุขภาพให้สามารถดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่องในภาวะภัยพิบัติ ผ่านการประเมินความปลอดภัยของสถานพยาบาล การจัดเตรียมห้องปลอดฝุ่น อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล และระบบสำรองด้านพลังงานและน้ำ นอกจากนี้ การใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น ระบบสื่อสารเตือนภัย การแพทย์ทางไกล (Telemedicine) และระบบข้อมูลสุขภาพดิจิทัล สามารถช่วยให้การดูแลผู้ป่วยและการติดตามสถานการณ์ทำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ในระดับพื้นที่ การสร้างความเข้มแข็งของชุมชนถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของการปรับตัว โดยการพัฒนาศักยภาพอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และเครือข่ายชุมชนในการดูแลสุขภาพเบื้องต้น การจัดเตรียมชุดอุปกรณ์ด้านสุขภาพสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉิน และการพัฒนาศูนย์สุขภาพชุมชนให้สามารถรองรับสถานการณ์ภัยพิบัติได้ นอกจากนี้ การให้ความสำคัญกับการดูแลกลุ่มเปราะบาง เช่น การติดตามผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยติดบ้านติดเตียงผ่านระบบเยี่ยมบ้าน รวมถึงการจัดทำแผนอพยพและระบบช่วยเหลือผู้ป่วยในสถานการณ์ฉุกเฉิน เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่ช่วยลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นได้ การดำเนินการเหล่านี้ควบคู่กับการสื่อสารความเสี่ยงด้านสุขภาพให้ประชาชนเข้าใจง่าย เข้าถึงได้ และสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง จะช่วยให้ประชาชนสามารถเตรียมตัวรับมือกับสถานการณ์สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างเหมาะสม
ในท้ายที่สุด การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้านสุขภาพมิใช่เป็นเพียงภารกิจของหน่วยงานสาธารณสุขเท่านั้น แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคประชาสังคม และประชาชน การตระหนักรู้ถึงความเสี่ยงด้านสุขภาพจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง และการปรับพฤติกรรมเพื่อดูแลสุขภาพของตนเองและครอบครัว เช่น การติดตามข้อมูลสภาพอากาศ การป้องกันตนเองจากความร้อนและมลพิษทางอากาศ รวมถึงการเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ฉุกเฉิน จะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับสังคมไทยโดยรวม เมื่อทุกภาคส่วนร่วมกันขับเคลื่อนการปรับตัวอย่างเป็นระบบ ประเทศไทยจะสามารถลดผลกระทบด้านสุขภาพจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และก้าวสู่สังคมที่มีความปลอดภัยและยืดหยุ่นต่อความเสี่ยงในอนาคตได้อย่างยั่งยืน
บทความโดย
นางสาวนุชนารถ ไกรสุวรรณสาร
นักวิชาการสิ่งแวดล้อมชำนาญการพิเศษ
กองขับเคลื่อนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”
แหล่งที่มา :
1. WHO. Climate and Health Country Profile: Thailand
2. กระทรวงสาธารณสุข. Health National Adaptation Plan (HNAP)
3. กรมอนามัย. การปรับตัวด้านสุขภาพต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
4. กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม, แผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ









ข้อมูลสาระสำคัญในสัญญา จ้างที่ปรึกษาจัดทำรายงานและประเมินผลการดำเนินงานเสริมสร้างพลังความร่วมมือดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย
การคัดเลือกคณะกรรมการเครือข่าย ทสม. กรุงเทพมหานคร
กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม แจ้งการดำเนินการคัดเลือกคณะกรรมการเครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน (ทสม.) กรุงเทพมหานคร ตามประกาศคณะกรรมการอำนวยการ ทสม. กรุงเทพมหานคร เรื่อง กรอบเวลาและขั้นตอนการคัดเลือกคณะกรรมการเครือข่าย ทสม. กรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2568 ลงวันที่ 29 ธันวาคม 2568 และประกาศบัญชีรายชื่อ ทสม. ที่มีสิทธิในการคัดเลือกคณะกรรมการเครือข่าย ทสม. ลงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569
โดยขอให้ ทสม. กรุงเทพมหานครดำเนินการ ดังนี้
-
ตรวจสอบรายชื่อผู้มีสิทธิในการคัดเลือก ตามประกาศฯ หากพบว่าได้สมัครเป็นสมาชิกก่อนวันประกาศรายชื่อ แต่ไม่มีรายชื่อ หรือข้อมูลไม่ถูกต้อง ให้แจ้งฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการอำนวยการ ทสม. กรุงเทพมหานคร ภายในวันที่ 17 มีนาคม 2569 ลิงค์ตรวจสอบรายชื่อ https://www.dcce.go.th/19551/
-
ทสม. ที่มีรายชื่อและอยู่ในชุมชนเดียวกัน ให้ดำเนินการคัดเลือกกันเอง เพื่อให้ได้ผู้แทนของชุมชน ไม่น้อยกว่า 1 คน สำหรับเข้ารับการคัดเลือกเป็นคณะกรรมการเครือข่าย ทสม. ระดับเขต
-
ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกเป็นผู้แทนชุมชน ให้จัดส่งหนังสือรับรองการเข้ารับการคัดเลือกเป็นคณะกรรมการเครือข่าย ทสม. ระดับเขต ตามแบบที่กำหนด ไปยังฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการอำนวยการ ทสม. กรุงเทพมหานคร ภายในวันที่ 27 มีนาคม 2569
-
ที่อยู่: กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เลขที่ 49 ซอย 30 ถนนพระรามที่ 6 แขวงพญาไท เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร 10400
-
อีเมล: nev_net@dcce.mail.go.th
ประกาศคณะกรรมการอำนวยการ อาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน กรุงเทพมหานคร เรื่อง ประกาศรายชื่อ ทสม. ที่มีสิทธิคัดเลือกคณะกรรมการเครือข่าย ทสม.
คณะกรรมการอำนวยการ ทสม. กรุงเทพมหานคร ได้ออกประกาศเรื่องกรอบเวลาและขั้นตอนการคัดเลือกคณะกรรมการเครือข่าย ทสม. กรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2568 ลงวันที่ 29 ธันวาคม 2568 และประกาศบัญชีรายชื่อ ทสม. ที่มีสิทธิในการคัดเลือกคณะกรรมการเครือข่าย ทสม. ลงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569
จึงขอให้ อาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน (ทสม.) กรุงเทพมหานคร ตรวจสอบรายชื่อผู้มีสิทธิในการคัดเลือก หากสมัครก่อนวันประกาศรายชื่อแต่ไม่มีรายชื่อ หรือข้อมูลไม่ถูกต้อง ให้แจ้งฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการอำนวยการ ทสม. กรุงเทพมหานคร ภายในวันที่ 17 มีนาคม 2569
กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เลขที่ 49 ซอย 30 ถนนพระรามที่ 6 แขวงพญาไท เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร 10400
หมายเลขโทรศัพท์ 0 2298 5649
หรือทางอีเมล nev_net@dcce.mail.go.th