ทส.นำ 4 สุดยอดเมือง เข้ารับพระราชทานถ้วยรางวัลชนะเลิศ เทศบาล-อบต. น่าอยู่อย่างยั่งยืนยอดเยี่ยม ระดับประเทศ ประจำปี 2567

ทส. นำ 4 สุดยอดเมือง เข้ารับพระราชทานถ้วยรางวัลชนะเลิศ เทศบาล-อบต. น่าอยู่อย่างยั่งยืนยอดเยี่ยม ระดับประเทศ ประจำปี 2567

          กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม นำผู้แทนเทศบาลและองค์การบริหารส่วนตำบล เข้าเฝ้าทูลละอองพระบาทสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี รับพระราชทานถ้วยรางวัลชนะเลิศเทศบาลน่าอยู่อย่างยั่งยืนยอดเยี่ยม ระดับประเทศ และถ้วยรางวัลชนะเลิศองค์การบริหารส่วนตำบลน่าอยู่อย่างยั่งยืนยอดเยี่ยมระดับประเทศ ประจำปี 2567 สร้างขวัญและกำลังใจในพัฒนาท้องถิ่นสู่ความน่าอยู่ขับเคลื่อนสิ่งแวดล้อมยั่งยืน พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
          เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2568 เวลา 14.30 น. ณ วังสระปทุม สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานพระราชวโรกาสให้ นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และดร. พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม นำผู้แทนเทศบาลและองค์การบริหารส่วนตำบล ที่ได้รับรางวัลจากการประเมินเมืองสิ่งแวดล้อมยั่งยืน ระดับประเทศ ประจำปี 2567 เข้าเฝ้าทูลละอองพระบาทรับพระราชทานถ้วยรางวัลชนะเลิศเทศบาลน่าอยู่อย่างยั่งยืนยอดเยี่ยม ระดับประเทศ ประจำปี 2567 จำนวน 3 แห่ง ได้แก่ 1) เทศบาลนครระยอง จังหวัดระยอง โดยนายวิชิต ศรีชลา นายกเทศมนตรีนครระยอง 2) เทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ โดยนายกีรฒิการย์ พิมพะนิตย์ นายกเทศมนตรีเมืองกาฬสินธุ์ 3) เทศบาลตำบลคลองตำหรุ จังหวัดชลบุรี โดยนายอิฏฐาทรัพย์ อายุเจริญ นายกเทศมนตรีตำบลคลองตำหรุ และรางวัลชนะเลิศองค์การบริหารส่วนตำบลน่าอยู่อย่างยั่งยืนยอดเยี่ยม ระดับประเทศ ประจำปี 2567 จำนวน 1 แห่ง ได้แก่ องค์การบริหารส่วนตำบลหนองไฮ จังหวัดศรีสะเกษ
โดยนายประกาศิต สุพรหมธีรกูร นายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองไฮ ในการนี้ ดร. พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ได้ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายหนังสือ “วิถีเมืองยั่งยืน 7”
          นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า การเข้ารับพระราชทานถ้วยรางวัลชนะเลิศเทศบาลน่าอยู่อย่างยั่งยืนยอดเยี่ยม ระดับประเทศ และถ้วยรางวัลชนะเลิศองค์การบริหารส่วนตำบลน่าอยู่อย่างยั่งยืนยอดเยี่ยม ระดับประเทศ ประจำปี 2567 นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณ และเป็นการสร้างขวัญ กำลังใจต่อการมุ่งมั่นที่จะพัฒนาท้องถิ่นสู่ความน่าอยู่อย่างยั่งยืน ภายใต้แนวคิด “การพัฒนาที่ยั่งยืน” เพื่อนำไปสู่การสร้างสมดุลระหว่างการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม ไปพร้อมกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม โดยใช้กลไกการมีส่วนร่วม ของทุกภาคส่วนในทุกระดับ เพื่อขับเคลื่อนสู่การบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน
          ด้าน ดร. พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า เทศบาลและองค์การบริหารส่วนตำบล ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศจากการประเมินเมืองสิ่งแวดล้อมยั่งยืน ระดับประเทศ ประจำปี 2567 นับว่ามีการดำเนินการที่โดดเด่น โดย เทศบาลนครระยอง จังหวัดระยอง มีวิสัยทัศน์ว่า “นครระยองน่าอยู่ สู่สังคมแห่งความสุขและปลอดภัย” โดดเด่นในการจัดการสิ่งแวดล้อมในเมืองทั้งการจัดการขยะ การจัดการน้ำเสีย พื้นที่สีเขียว ให้ความสำคัญกับการเข้าถึงเท่าเทียมด้านบริการสาธารณสุข จัดทำแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เพื่อลดความเสี่ยงจากสาธารณภัย เทศบาลเมืองกาฬสินธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ มีวิสัยทัศน์ “เป็นเมืองอุดมสุข” เพิ่มประสิทธิภาพการจัดการน้ำ การระบายน้ำและป้องกันน้ำท่วม สร้างพื้นที่ผู้สูงอายุ คัดกรองสุขภาพแรงงานในพื้นที่ มีแผนพลังงานทดแทน Solar Rooftop ในปี 2569 โครงการศูนย์กำจัดขยะมูลฝอยแบบผสมผสานเทคโนโลยี เพื่อป้องกันปัญหาขยะระยะยาว โมเดลชุมชนกรุณา พัฒนาคุณภาพชีวิตประชากร 4 มิติ ภายใต้แนวคิด เมืองเรียนรู้รองรับสังคมผู้สูงวัย เทศบาลตำบลคลองตำหรุ จังหวัดชลบุรี มีวิสัยทัศน์ “พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ฟื้นฟูเศรษฐกิจ ส่งเสริมคุณภาพชีวิต เท่าเทียมสิทธิเข้าถึงการรักษา พัฒนาอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ยึดมั่นหลักธรรมาภิบาล” มุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมในเมือง จัดสรรสาธารณูปโภคที่ครบครัน ดูแลสุขภาพครอบคลุม ทุกกลุ่มวัย มีการจัดการขยะมูลฝอยอย่างครบวงจร จัดตั้งศูนย์บริการเบ็ดเสร็จ One Stop Service เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชน ผ่านระบบท้องถิ่นดิจิทัล องค์การบริหารส่วนตำบลหนองไฮ อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ มีวิสัยทัศน์ “องค์กรมีประสิทธิภาพ ทันสมัย ประชาชนมีคุณภาพชีวิตทีดี มีความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ” ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน โดยส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน การใช้พลังงานทดแทน เตรียมแผนพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พัฒนาระบบบริการอนามัยสิ่งแวดล้อม อนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชุมชน ด้วยการมีส่วนร่วม
          อนึ่ง กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ได้นำแนวคิด “การพัฒนาที่ยั่งยืน” มาปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมในระดับท้องถิ่นภายใต้การดำเนินงาน “เมืองสิ่งแวดล้อมยั่งยืน” เพื่อพัฒนาและยกระดับเมืองในประเทศไทยให้มีคุณภาพสิ่งแวดล้อมเทียบเท่ามาตรฐานสากล รวมทั้งส่งเสริม และสนับสนุนให้เกิดนวัตกรรมการพัฒนาเมืองสิ่งแวดล้อมยั่งยืน พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
***********************************
          ขอบคุณภาพจาก ข่าวพระราชสำนัก NBT
          “ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

ทส. นำ 4 สุดยอดเมือง เข้ารับพระราชทานถ้วยรางวัลชนะเลิศ เทศบาล-อบต. น่าอยู่อย่างยั่งยืนยอดเยี่ยม ระดับประเทศ ประจำปี 2567

ทส. นำ 4 สุดยอดเมือง เข้ารับพระราชทานถ้วยรางวัลชนะเลิศ เทศบาล-อบต. น่าอยู่อย่างยั่งยืนยอดเยี่ยม ระดับประเทศ ประจำปี 2567

ทส. นำ 4 สุดยอดเมือง เข้ารับพระราชทานถ้วยรางวัลชนะเลิศ เทศบาล-อบต. น่าอยู่อย่างยั่งยืนยอดเยี่ยม ระดับประเทศ ประจำปี 2567

 

กรมลดโลกร้อน ร่วมขับเคลื่อน “MNRE Zero Food Waste” มุ่งสู่เป้าหมาย SDGs

กรมลดโลกร้อน ร่วมขับเคลื่อน “MNRE Zero Food Waste” มุ่งสู่เป้าหมาย SDGs

          วันที่ 20 ตุลาคม 2568 ดร. พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เข้าร่วมงานสัมมนาโครงการ “MNRE Zero Food Waste” จัดขึ้นโดยกรมควบคุมมลพิษ ณ ห้องประชุมศักดิ์สิทธิ์ ตรีเดช ชั้น 2 อาคารกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยมีนายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดงาน พร้อมมอบนโยบายด้านการจัดการขยะอาหาร ซึ่งการสัมมนาครั้งนี้ มีผู้แทนหน่วยงานจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทั้ง 15 หน่วยงาน หน่วยงานบริเวณรอบซอยอารีย์สัมพันธ์ ได้แก่ หน่วยงานในกระทรวงการคลัง และกรมประชาสัมพันธ์ สมาคมซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า และมูลนิธิการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน (มูลนิธิ 3R) มาร่วมกันแลกเปลี่ยนแนวทางที่เหมาะสมในการจัดการขยะอาหาร โดยมีผู้บริหารและผู้แทนสถานประกอบการเข้าร่วมกว่า 450 คน
          จากข้อมูลรายงานสถานการณ์มลพิษของประเทศไทย ปี 2567 ปริมาณขยะมูลฝอยเกิดขึ้น 27 ล้านตันเป็นขยะอาหาร 10 ล้านตัน ซึ่งจะปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณ 2.53 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ถ้าหากเราสามารถลดการเกิดขยะอาหารได้ครึ่งหนึ่งตามเป้าหมาย SDGs จะช่วยลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณ 1.27 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือเท่ากับการปลูกต้นไม้ประมาณ 106 ล้านต้น หรือหากเราสามารถป้องกันไม่ให้อาหารเหล่านั้นครึ่งหนึ่งกลายเป็นขยะ จะสามารถนำไปช่วยเหลือกลุ่มผู้เปราะบางในประเทศไทยได้ถึง 10 ล้านคน คิดเป็นมูลค่าไม่น้อยกว่า 300,000 ล้านบาท อีกทั้งขยะอาหารเหล่านี้หากไม่มีการคัดแยกและจัดการอย่างถูกต้อง จะทำให้ขยะที่มีศักยภาพรีไซเคิลไม่สามารถจำหน่ายและนำกลับไปรีไซเคิลได้ เนื่องจากขยะเกิดการปนเปื้อนหรือหากมีการทำความสะอาดก็จะก่อให้เกิดปัญหาในการจัดการน้ำเสียเพิ่มเติม อีกทั้งยังก่อให้เกิดปัญหามากมาย อาทิ น้ำชะขยะ เกิดกลิ่นเหม็นรบกวน เกิดสัตว์พาหะนำโรค รวมถึงการจัดการที่ไม่ถูกต้องยังก่อให้เกิดปัญหาก๊าซเรือนกระจก ส่งผลให้เกิดปัญหาโลกร้อนในปัจจุบัน ซึ่งปัญหาข้างต้นเหล่านี้จึงเป็นความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจะต้องร่วมกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องบริหารจัดการให้ถูกต้องและดีขึ้น
          งานสัมมนาครั้งนี้มีการจัดเสวนา “แนวทางขับเคลื่อน ทส. ให้เป็น MNRE Zero Food Waste โดยความร่วมมือจากหน่วยงานเอกชน” ซึ่งนางสาวระเบียบ ภูผา ผู้อำนวยการกองขับเคลื่อนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ร่วมเป็นวิทยากรเสวนา กับหน่วยงานในกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สมาคมซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า และมูลนิธิการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน อีกทั้ง มีการจัดแสดงนิทรรศการ MNRE Zero Food Waste จำนวน 7 บูธ ประกอบด้วย สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เสนอการจัดการขยะอาหารเกี่ยวข้องอย่างไรกับ SDGs กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เสนอภาวะโลกเดือดจากการกำจัดขยะอาหาร กรมควบคุมมลพิษ เสนอภาพรวมโครงการ MNRE Zero Food Waste องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) เสนอโครงการ LESS และ T-VER กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เสนอรูปแบบการจัดการขยะมูลฝอยภายในอุทยาน สมาคมซาเล้งและร้านรับซื้อของเก่า เสนอการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับขยะอาหารและแนวทางการรับซื้อวัสดุ Low Value และมูลนิธิการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน เสนอ EPR และกรณีศึกษาในพื้นที่เกาะเต่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี
          นายสุชาติกล่าวว่า ปัญหาขยะอาหาร (Food Waste) เป็นประเด็นสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับโลก ประเทศไทยมีปริมาณขยะอาหารมากถึง 10 ล้านตันต่อปี และขยะอาหารเหล่านี้ยังเป็นแหล่งกำเนิดก๊าซมีเทนที่ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อนมากกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 28 เท่า รัฐบาลโดยการนำของท่านอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ให้ความสำคัญกับปัญหาดังกล่าว และได้มอบหมายให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมดำเนินการผลักดันให้เกิดผลในการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม จึงได้มุ่งเป้าไปที่หน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นต้นแบบของหน่วยงานที่มีการจัดการขยะเป็นศูนย์ (Zero Waste) และได้เน้นย้ำว่าหน่วยงานในกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ต้องเป็นต้นแบบของ Zero Food Waste ในระยะเวลา 4 เดือน ก่อนจะขยายผลไปยังหน่วยงานอื่น ๆ หน่วยงานราชการอื่น ๆ และให้ทุกหน่วยงานสามารถดำเนินการเพื่อให้ขยะเป็นศูนย์ (Zero Waste) ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดของการจัดการขยะมูลฝอยต่อไป

          “ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ร่วมขับเคลื่อน “MNRE Zero Food Waste” มุ่งสู่เป้าหมาย SDGs

กรมลดโลกร้อน ร่วมขับเคลื่อน “MNRE Zero Food Waste” มุ่งสู่เป้าหมาย SDGs

กรมลดโลกร้อน ร่วมขับเคลื่อน “MNRE Zero Food Waste” มุ่งสู่เป้าหมาย SDGs

กรมลดโลกร้อน ร่วมขับเคลื่อน “MNRE Zero Food Waste” มุ่งสู่เป้าหมาย SDGs

กรมลดโลกร้อน ร่วมขับเคลื่อน “MNRE Zero Food Waste” มุ่งสู่เป้าหมาย SDGs

กรมลดโลกร้อน ร่วมจัด Thailand IKI Cooperation Workshop 2025

กรมลดโลกร้อน ร่วมจัด Thailand IKI Cooperation Workshop 2025

 

          เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการของแผนงานปกป้องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระดับสากล ประจำปี พ.ศ. 2568 (Thailand IKI Cooperation Workshop 2025) ณ โรงแรม Best Western จตุจักร กรุงเทพฯ โดยมี Ms. Ebba Scholl, Deputy Ambassador Minister, Deputy Chief of Mission, German Embassy Bangkok กล่าวต้อนรับ และนายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และผู้แทนองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) เข้าร่วมเป็นเกียรติในพิธีเปิด การประชุมเชิงปฏิบัติการฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์และความคิดเห็นจากหน่วยงานร่วมดำเนินโครงการ และหน่วยงานกำหนดนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความหลากหลายทางชีวภาพของไทย มีผู้เข้าร่วมประชุมกว่า 150 คน
          ในโอกาสนี้ ดร. พิรุณ ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ “Leveraging Private Climate Finance for NDC, NAP and NBSAP Implementation” ได้เน้นย้ำถึงการยกระดับความมุ่งมั่นในการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย ​โดยยกระดับเป้าหมาย Net Zero ให้เร็วขึ้นเป็นปี พ.ศ. 2593 (ค.ศ. 2050) จากเดิมที่ตั้งไว้ที่ปี พ.ศ. 2608 (ค.ศ. 2065) และจะจัดส่งเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกตามแผน NDC 3.0 อย่างเป็นทางการก่อนการประชุม COP 30 นอกจากนั้น ยังได้กล่าวถึงมาตรการดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชน ซึ่งการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจสีเขียว ต้องอาศัยภาคเอกชนเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนนวัตกรรมและความสามารถในการแข่งขัน โดยมีแผนงานสำคัญที่กำลังดำเนินการเพื่อสร้างกลไกสนับสนุนดังกล่าว ทั้งนี้ ดร. พิรุณ ได้แสดงความขอบคุณรัฐบาลสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีและโครงการ IKI (International Climate Initiative) ที่ให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่องมายาวนานกว่า 16 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2552 ด้วยโครงการรวมกว่า 30 โครงการ ซึ่งในการดำเนินงานระยะถัดไปนั้น จะเน้นเรื่องของการเงินเพื่อสภาพภูมิอากาศและเครื่องมือทางการตลาด เป็นหัวใจสำคัญ
          “ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ร่วมจัด Thailand IKI Cooperation Workshop 2025

กรมลดโลกร้อน ร่วมจัด Thailand IKI Cooperation Workshop 2025

กรมลดโลกร้อน ร่วมจัด Thailand IKI Cooperation Workshop 2025

กรมลดโลกร้อน ร่วมจัด Thailand IKI Cooperation Workshop 2025

กรมลดโลกร้อน ร่วมจัด Thailand IKI Cooperation Workshop 2025

 

ขอเชิญร่วมแสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับบุคคลที่ผ่านการประเมินประสบการณ์และหรือผลงานในการสมัครเข้ารับการคัดเลือกเพื่อดำรงตำแหน่ง “กรรมการ ก.พ.ค.”

ร่วมแสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับบุคคลที่ผ่านการประเมินประสบการณ์และหรือผลงานในการสมัครเข้ารับการคัดเลือกเพื่อดำรงตำแหน่ง "กรรมการ ก.พ.ค."

ทส. จัดพิธีบำเพ็ญกุศลน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ ในหลวงรัชกาลที่ 9 เนื่องในวันนวมินทรมหาราช 13 ตุลาคม

ทส. จัดพิธีบำเพ็ญกุศลน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ ในหลวงรัชกาลที่ 9 เนื่องในวันนวมินทรมหาราช 13 ตุลาคม

          วันที่ 10 ตุลาคม 2568 นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดร.ชญานันท์ ภักดีจิตต์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม คณะผู้บริหาร ข้าราชการ พนักงาน และเจ้าหน้าที่ ร่วมพิธีบำเพ็ญกุศลเนื่องในวันนวมินทรมหาราช 13 ตุลาคม 2568 และทำบุญตักบาตรพระสงฆ์จากวัดสร้อยทอง จำนวน 10 รูป เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลและร่วมน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ทรงมีต่อปวงชนชาวไทย ทั้งในด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิต นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ณ ห้องประชุมศักดิ์สิทธิ์ ตรีเดช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
          พร้อมกันนี้ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม โดย ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วยนายปวิช เกศววงศ์ และนายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม นำคณะผู้บริหาร ข้าราชการ พนักงาน และเจ้าหน้าที่ กล่าวน้อมรำลึกพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องในวัน “นวมินทรมหาราช” เพื่อเป็นการแสดงความจงรักภักดี น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ อีกทั้งจัดการบรรยายให้ความรู้ สร้างแรงบันดาลใจ ในการดำเนินงานภายใต้เบื้องพระยุคลบาท เรื่อง การมีจิตสาธารณะตามแนวพระราชดำริในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งได้รับเกียรติจากพันเอก สันติพงษ์ ชิงดวง ฝ่ายเสนาธิการประสานงาน ศูนย์อำนวยการใหญ่จิตอาสาพระราชทาน ภาค 3 เป็นวิทยากรบรรยายดังกล่าว ตลอดจนร่วมกันทำความสะอาด สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการปฏิบัติงาน ณ บริเวณโดยรอบกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีผู้เข้าร่วมทั้งหมด 261 คน
          ทั้งนี้ “วันนวมินทรมหาราช“ ตรงกับวันที่ 13 ตุลาคมของทุกปี ซึ่งเป็นวันคล้ายวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 9 แห่งราชวงศ์จักรี โดยคณะรัฐมนตรี ได้มีมติเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2566 เห็นชอบให้กำหนดชื่อวันดังกล่าวตามที่ได้ขอพระราชทานชื่อจากพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งคำว่า วันนวมินทรมหาราช แปลว่า “วันที่ระลึกถึงพระมหาราชรัชกาลที่ 9 ผู้ยิ่งใหญ่“

          “ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

ทส. จัดพิธีบำเพ็ญกุศลน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ ในหลวงรัชกาลที่ 9 เนื่องในวันนวมินทรมหาราช 13 ตุลาคม

ทส. จัดพิธีบำเพ็ญกุศลน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ ในหลวงรัชกาลที่ 9 เนื่องในวันนวมินทรมหาราช 13 ตุลาคม

ทส. จัดพิธีบำเพ็ญกุศลน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ ในหลวงรัชกาลที่ 9 เนื่องในวันนวมินทรมหาราช 13 ตุลาคม

ทส. จัดพิธีบำเพ็ญกุศลน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ ในหลวงรัชกาลที่ 9 เนื่องในวันนวมินทรมหาราช 13 ตุลาคม

ทส. จัดพิธีบำเพ็ญกุศลน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ ในหลวงรัชกาลที่ 9 เนื่องในวันนวมินทรมหาราช 13 ตุลาคม

ทส. จัดพิธีบำเพ็ญกุศลน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ ในหลวงรัชกาลที่ 9 เนื่องในวันนวมินทรมหาราช 13 ตุลาคม

ทส. จัดพิธีบำเพ็ญกุศลน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ ในหลวงรัชกาลที่ 9 เนื่องในวันนวมินทรมหาราช 13 ตุลาคม

กรมลดโลกร้อน บรรยายพิเศษ Climate Action Leadership Forum: CAL-Forum รุ่น 4

กรมลดโลกร้อน บรรยายพิเศษ Climate Action Leadership Forum: CAL-Forum รุ่น 4

          เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (กรมลดโลกร้อน) บรรยายพิเศษ Climate Action Leadership Forum: CAL-Forum รุ่น 4 ซึ่งจัดโดยองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ณ ห้องบอลรูม ชั้น 2 สโมสรราชพฤกษ์ นอร์ธปาร์ค กรุงเทพฯ ในหัวข้อ Carbon Pricing กลไกราคาคาร์บอนภาคบังคับ: Emission Trading และบทบาทตลาดทุน กับการซื้อขาย Carbon ในตลาดภาคบังคับ โดยมีผู้บริหารระดับสูงจากทั้งภาครัฐ เอกชน และภาคธุรกิจ ที่มีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยกว่า 50 คน เข้าร่วมรับฟังเกี่ยวกับสถานการณ์การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก กลไกราคาคาร์บอนทั่วโลกทั้งในภาคบังคับและภาคสมัครใจ ทิศทางนโยบายด้านการค้าและเศรษฐกิจของต่างประเทศที่มุ่งขับเคลื่อนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากทุกภาคส่วน ตลอดจนการดำเนินงานของประเทศไทยเพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันด้านคาร์บอนเครดิตภายใต้ข้อ 6 ของความตกลงปารีส และการผลักดันร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. เพื่อสนับสนุนการพัฒนาระบบเศรษฐกิจและสังคมไปสู่การเป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี พ.ศ. 2593 (ค.ศ. 2050) และมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างยั่งยืน

          “ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน บรรยายพิเศษ Climate Action Leadership Forum: CAL-Forum รุ่น 4

กรมลดโลกร้อน บรรยายพิเศษ Climate Action Leadership Forum: CAL-Forum รุ่น 4

กรมลดโลกร้อน บรรยายพิเศษ Climate Action Leadership Forum: CAL-Forum รุ่น 4

กรมลดโลกร้อน เดินหน้าติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานในภาคเกษตร และกำหนดแนวทางการดำเนินงานสำหรับโครงการภายใต้กองทุนภูมิอากาศสีเขียว

กรมลดโลกร้อน เดินหน้าติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานในภาคเกษตร และกำหนดแนวทางการดำเนินงานสำหรับโครงการภายใต้กองทุนภูมิอากาศสีเขียว

          เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม โดย ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วยนายศิวัช แก้วเจริญ ผอู้อำนวยการกองขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจก และนายกิตติศักดิ์ พฤกษ์กานนท์ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และความร่วมมือระหว่างประเทศ ร่วมประชุมติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานในภาคเกษตรภายใต้โครงการกองทุนภูมิอากาศสีเขียว (โครงการเพิ่มศักยภาพการปลูกข้าวที่เท่าทันต่อภูมิอากาศ: Thai Rice GCF) และโครงการภายใต้ Article 6 ร่วมกับกรมการข้าว องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ประจำประเทศไทย และสถาบันวิจัยข้าวระหว่างประเทศ (IRRI) ณ ห้องประชุมกรรณิการ์-ราชาวดี ชั้น 3 อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม
          โดยมีผลการประชุมที่สำคัญ อาทิ การทบทวนผลการลดก๊าซเรือนกระจกภายใต้โครงการ Thai Rice NAMA ที่ได้สิ้นสุดโครงการเมื่อปี 2567 การพัฒนาระบบ MRV ในโครงการ Thai Rice GCF ที่สอดคล้องกับระบบการรายงานผลการลดก๊าซเรือนกระจกระดับประเทศ และการพิจารณาพื้นที่ดำเนินโครงการเพื่อหลีกเลี่ยงการทับซ้อนของการดำเนินงานภายใต้ Article 6 โดยที่ประชุมเน้นย้ำถึงประโยชน์สูงสุดที่เกิดขึ้นแก่เกษตรกรและความยั่งยืนเมื่อโครงการสิ้นสุดลง

          “ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน เดินหน้าติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานในภาคเกษตร และกำหนดแนวทางการดำเนินงานสำหรับโครงการภายใต้กองทุนภูมิอากาศสีเขียว

กรมลดโลกร้อน เดินหน้าติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานในภาคเกษตร และกำหนดแนวทางการดำเนินงานสำหรับโครงการภายใต้กองทุนภูมิอากาศสีเขียว

กรมลดโลกร้อน เดินหน้าติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานในภาคเกษตร และกำหนดแนวทางการดำเนินงานสำหรับโครงการภายใต้กองทุนภูมิอากาศสีเขียว

กรมลดโลกร้อน เดินหน้าติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานในภาคเกษตร และกำหนดแนวทางการดำเนินงานสำหรับโครงการภายใต้กองทุนภูมิอากาศสีเขียว

กรมลดโลกร้อน ร่วมงาน “THAILAND ZERO FOOD WASTE FORUM 2025” แสดงพลังพันธมิตรขับเคลื่อนประเทศไทย สู่เป้าขยะอาหารเป็นศูนย์ ปี 2573

กรมลดโลกร้อน ร่วมงาน “THAILAND ZERO FOOD WASTE FORUM 2025”

          วันที่ 8 ตุลาคม 2568 ดร. พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ร่วมงาน “THAILAND ZERO FOOD WASTE FORUM 2025” ภายใต้แนวคิด “รวมพลัง ลดทิ้ง สร้างค่า เปลี่ยนความท้าทายเป็นโอกาส” โดยได้รับเกียรติจาก นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วย ดร.ชญานันท์ ภักดีจิตต์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และผู้บริหาร ทส. ร่วมแสดงพลังพันธมิตรทุกภาคส่วน ประกาศเจตนารมณ์ร่วมผลักดันประเทศไทยสู่สังคมไร้ขยะอาหาร ณ ออดิทอเรียม ชั้น 6 ทรู ดิจิทัล พาร์ค (East) โดย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ทส.ได้เน้นย้ำถึงความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ตั้งแต่ระดับรัฐบาลไปจนถึงท้องถิ่น รวมถึงภาคเอกชน โดยเฉพาะการดึงเยาวชนเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินงานร่วมกับภาครัฐ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการดำเนินงานไปสู่เป้าหมาย “ขยะอาหารเป็นศูนย์”
         สำหรับงาน “THAILAND ZERO FOOD WASTE FORUM 2025” จัดขึ้นโดย บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ กรุงเทพธุรกิจ ซึ่งให้ความสำคัญกับปัญหาขยะอาหารที่ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม โดยร่วมมือกับพันธมิตรภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน ขับเคลื่อนการจัดการขยะอาหารอย่างสร้างสรรค์ เพื่อเปลี่ยนของเหลือให้เป็นคุณค่าใหม่ สร้างเศรษฐกิจหมุนเวียน ควบคู่ไปกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยตั้งเป้าลดขยะอาหารเป็นศูนย์ภายในปี 2573 ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ข้อ 12.3 ของสหประชาชาติ ทั้งนี้ การดำเนินงานได้ครอบคลุมการจัดการขยะอาหารตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ ต้นน้ำ: ร่วมมือกับผู้ผลิตและเกษตรกรในการเพาะปลูกอย่างรับผิดชอบ ลดการสูญเสียตั้งแต่ต้นทาง กลางน้ำ: บริหารจัดการสินค้าภายในสาขาให้เกิดขยะน้อยที่สุด ปลายน้ำ: นำขยะอาหารกลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ภายใต้แนวคิด “ขยะเป็นศูนย์ ประโยชน์เป็นแสน” โดยเปลี่ยนขยะอาหารให้เป็นอาหารสำหรับแมลงโปรตีน BSF (Black Soldier Fly) ซึ่งช่วยลดต้นทุนอาหารสัตว์ และยังสามารถนำไปแปรรูปเป็นอาหารสัตว์คุณภาพสูงและปุ๋ยอินทรีย์

          “ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ร่วมงาน “THAILAND ZERO FOOD WASTE FORUM 2025”

กรมลดโลกร้อน ร่วมงาน “THAILAND ZERO FOOD WASTE FORUM 2025”

กรมลดโลกร้อน ร่วมงาน “THAILAND ZERO FOOD WASTE FORUM 2025”

กรมลดโลกร้อน ร่วมงาน “THAILAND ZERO FOOD WASTE FORUM 2025”

กรมลดโลกร้อน ร่วมงาน “THAILAND ZERO FOOD WASTE FORUM 2025”

ขอเชิญหน่วยงาน องค์กร และบุคคลทั่วไปเสนอชื่อสตรี ที่มีบทบาทและผลงานโดดเด่น ด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมฯ เนื่องนวันสตรีสากล ประจำปี 2569

วันสตรีสากล ประจำปี 2569

ดาวน์โหลดเอกสารเพิ่มเติม

รองนายกฯ สุชาติ ลงพื้นที่เขาใหญ่ ผลักดันอุทยานแห่งชาติ สู่มาตรฐานสากล ภายใต้นโยบาย “เที่ยวสุขใจ ปลอดภัย ได้มาตรฐาน”

รองนายกฯ สุชาติ ลงพื้นที่เขาใหญ่ ผลักดันอุทยานแห่งชาติ สู่มาตรฐานสากล ภายใต้นโยบาย “เที่ยวสุขใจ ปลอดภัย ได้มาตรฐาน”

          รองนายกฯ สุชาติ ลงพื้นที่เขาใหญ่ ผลักดันอุทยานแห่งชาติ สู่มาตรฐานสากล ภายใต้นโยบาย “เที่ยวสุขใจ ปลอดภัย ได้มาตรฐาน”
          วันที่ 5 ตุลาคม 2568 นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย ดร.ชญานันท์ ภักดีจิตต์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งนายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา เพื่อติดตามการบริหารจัดการอุทยานแห่งชาติ การให้บริการนักท่องเที่ยว การเตรียมความพร้อมในการให้ความช่วยเหลือนักท่องเที่ยว และภารกิจการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ รวมถึงตรวจเยี่ยมเส้นทางศึกษาธรรมชาติอารยสถาปัตย์ และสิ่งอำนวยความสะดวกในอุทยานแห่งชาติสำหรับผู้พิการ และรับฟังสรุปสถานการณ์ความมั่นคงบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ก่อนมอบนโยบายสำคัญ 9 ด้าน เพื่อยกระดับมาตรฐานการจัดการอุทยานแห่งชาติให้ทัดเทียมระดับสากล ในฐานะที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่เป็นอุทยานแห่งแรกของประเทศไทยและเป็นส่วนหนึ่งของผืนป่าอนุรักษ์มรดกโลกทางธรรมชาติ “ดงพญาเย็น-เขาใหญ่”
          รองนายกฯ สุชาติ กล่าวว่า การที่ได้รับสนองพระบรมราชโองการเป็นรัฐมนตรีต่อเนื่องในคณะรัฐมนตรี 4 สมัย นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ พร้อมได้เน้นย้ำความสำคัญของการพัฒนาอย่างยั่งยืนควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ และมอบแนวทางการยกระดับอุทยานแห่งชาติสู่มาตรฐานสากล 9 ด้าน ภายใต้นโยบาย “เที่ยวสุขใจ ปลอดภัย ได้มาตรฐาน” ตั้งแต่การเพิ่มความเข้มงวดในการป้องกันปราบปรามด้วยเทคโนโลยี การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และคาร์บอนต่ำ การควบคุมจำนวนนักท่องเที่ยวตามขีดความสามารถในการรองรับ (Carrying Capacity) ไปจนถึงการเตรียมความพร้อมของศูนย์กู้ภัยอุทยานแห่งชาติทั้ง 7 แห่ง เพื่อดูแลความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวในช่วงเทศกาล การพัฒนา “อารยสถาปัตย์” หรือการออกแบบที่เป็นมิตรกับทุกคน (Universal Design) ที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ได้พัฒนาเส้นทางศึกษาธรรมชาติสำหรับผู้พิการ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวก ทั้งห้องน้ำ ทางลาดชัน และที่จอดรถ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงและสัมผัสกับความงามของธรรมชาติได้อย่างเท่าเทียม เพื่อส่งเสริมให้พื้นที่ป่าอนุรักษ์ไปสู่การรับรองเป็นมรดกอาเซียนและมรดกโลกเพิ่มขึ้น พร้อมยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวตามหลัก ISO 13009 และ Green Destination
         นอกจากนี้ ยังได้ให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยี Smart Patrol มาใช้ในการลาดตระเวนป้องกันปราบปราม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลรักษาพื้นที่ป่า การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับสัตว์ป่า โดยเฉพาะปัญหาช้างป่าออกนอกพื้นที่ในจังหวัดนครราชสีมาและนครนายก โดยได้ให้จัดตั้งชุดเคลื่อนที่เร็วเพื่อเฝ้าระวังและดูแลความปลอดภัยของประชาชนอย่างต่อเนื่อง การส่งเสริมให้ประชาชนในพื้นที่ป่าอนุรักษ์มีส่วนร่วมในการจัดการที่ดินและพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง การเตรียมความพร้อมรับมือกับปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่น PM 2.5 โดยเน้นย้ำให้มีการบูรณาการกับกระทรวงมหาดไทย พร้อมทั้งยังได้กำชับให้ผู้บังคับบัญชาทุกระดับชั้นให้ความสำคัญกับการดูแลสวัสดิการของเจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ในพื้นที่แนวชายแดน และให้ปรับปรุงหน่วยพิทักษ์อุทยานในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาให้สามารถใช้เป็นบังเกอร์หรือหลุมหลบภัยในสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในแนวหน้า

         “ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

 

รองนายกฯ สุชาติ ลงพื้นที่เขาใหญ่ ผลักดันอุทยานแห่งชาติ สู่มาตรฐานสากล ภายใต้นโยบาย “เที่ยวสุขใจ ปลอดภัย ได้มาตรฐาน”

รองนายกฯ สุชาติ ลงพื้นที่เขาใหญ่ ผลักดันอุทยานแห่งชาติ สู่มาตรฐานสากล ภายใต้นโยบาย “เที่ยวสุขใจ ปลอดภัย ได้มาตรฐาน”

รองนายกฯ สุชาติ ลงพื้นที่เขาใหญ่ ผลักดันอุทยานแห่งชาติ สู่มาตรฐานสากล ภายใต้นโยบาย “เที่ยวสุขใจ ปลอดภัย ได้มาตรฐาน”

รองนายกฯ สุชาติ ลงพื้นที่เขาใหญ่ ผลักดันอุทยานแห่งชาติ สู่มาตรฐานสากล ภายใต้นโยบาย “เที่ยวสุขใจ ปลอดภัย ได้มาตรฐาน”

รองนายกฯ สุชาติ ลงพื้นที่เขาใหญ่ ผลักดันอุทยานแห่งชาติ สู่มาตรฐานสากล ภายใต้นโยบาย “เที่ยวสุขใจ ปลอดภัย ได้มาตรฐาน”