7 วิธีลดพลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้ง เริ่มที่ตัวเรา โลกน่าอยู่ก็จะกลับมา

               หากเราไม่ดำเนินการขั้นเด็ดขาดเพื่อลดมลภาวะจากขยะพลาสติกตั้งแต่การผลิตไปจนถึงการบริโภค มีการคาดการณ์กันว่าภายในปี 2050 (พ.ศ. 2593) จะมีพลาสติกในมหาสมุทรมากกว่าปลาเสียอีก โดยเฉพาะพลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้ง (Single Use Plastics) ที่ผลิตจากเชื้อเพลิงฟอสซิลในปริมาณมหาศาล ซึ่งโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) แสดงให้เห็นว่าการรั่วไหลของมลพิษพลาสติกสู่ระบบนิเวศทางน้ำเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าภายในปี 2030 ซึ่งจะส่งผลร้ายแรงต่อสุขภาพมนุษย์ เศรษฐกิจโลก ความหลากหลายทางชีวภาพ และสภาพภูมิอากาศ (1) (2) (9)
               “พลาสติกถูกคิดค้นขึ้นมาให้มีความคงทน แต่เรากลับเลือกที่จะใช้วัสดุอันชาญฉลาดนี้ผิดวิธีและทิ้งไปหลังการใช้เพียงครั้งเดียว – ความสะดวกสบายของพลาสติก ทำให้เรามองไม่เห็นผลกระทบที่มันมีต่อโลก เราจำเป็นต้องนำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนมาเป็นหัวใจของระบบเศรษฐกิจและสังคม เพื่อที่ทุกคนจะสามารถเห็นคุณค่าที่แท้จริงของพลาสติกได้” คาคุโกะ โยชิดะ (Kakuko Yoshida) ผู้ประสานงานระดับโลกด้านสารเคมี ของเสีย และคุณภาพอากาศของโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) ระบุ (2)
               เมื่อคุณประโยชน์ของพลาสติกกลายเป็นผู้ร้ายทำลายโลกอย่างหนัก จำเป็นต้องมีการขับเคลื่อนเชิงนโยบายของทุกประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่ทิ้งขยะพลาสติกเป็นอันดับต้น ๆ รวมถึงทุก ๆ คนที่จะต้องช่วยกันปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจากผู้มีส่วนสร้างมลพิษให้กลายเป็น “พลเมืองสายกรีน” ด้วยการลุกขึ้นมาต่อสู้กับมลภาวะจากพลาสติก ซึ่งมีคำแนะนำที่ควรนำไปปฏิบัติ 7 ประการ ดังนี้ (1) (2)
1. ใช้ชีวิตตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน
               ในเบื้องต้นทุกภาคส่วนต้องทำความเข้าใจและยอมรับแนวคิด “เศรษฐกิจหมุนเวียน” (Circular Economy) ว่าหมายถึงการที่ผลิตภัณฑ์และวัสดุที่ใช้ในการผลิตต้องถูกนำกลับมาใช้ซ้ำแทนที่จะถูกทิ้งเป็นขยะ ซึ่งปัจจุบันโลกเดินตามแนวทางนี้แค่เพียง 8.6% แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า เป็นไปไม่ได้ที่จะปรับเปลี่ยนการผลิตและการบริโภคให้เดินหน้าไปสู่ความยั่งยืน ตัวอย่างที่พอจะเป็นไปได้ทันทีอย่างเช่น การใช้แก้วกาแฟ ขวดน้ำ และบรรจุภัณฑ์อาหารที่สามารถใช้ซ้ำ แม้กระทั่งผ้าอ้อมและผลิตภัณฑ์อนามัยแบบใช้ซ้ำ แปรงสีฟันไม้ไผ่ สบู่หรือแชมพูแบบก้อนที่จะช่วยปกป้องมหาสมุทรและโลกไปพร้อมกันได้ โดยเฉพาะช่วยลดปัญหาจากสภาพภูมิอากาศ เนื่องจากการลดขยะ 1 กิโลกรัม จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 0.8 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (2) (6)
2. พกถุงผ้า Say No ถุงพลาสติก
               มีการใช้ถุงพลาสติกประมาณ 1 ล้านใบในทุก ๆ นาที หลายประเทศและเมืองต่าง ๆ จึงเริ่มห้ามใช้ถุงพลาสติก เช่น รวันดา, แคลิฟอร์เนีย หรือบ้างก็เริ่มเก็บค่าธรรมเนียมและภาษี เช่น ไอร์แลนด์, วอชิงตัน ดี.ซี. เพื่อจูงใจให้ลดการใช้พลาสติกและทำจนเป็นนิสัย โดยที่ทุกคนสามารถนำถุงผ้าแบบใช้ซ้ำติดตัวไปซื้อของ (หลีกเลี่ยงถุงไนลอนหรือโพลีเอสเตอร์เพราะทำจากพลาสติกเช่นกัน) (1)
3. พกพาขวดน้ำส่วนตัว
               การพกขวดน้ำหรือกระบอกน้ำดื่มส่วนตัวจะหลีกเลี่ยงการใช้พลาสติกได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าพกใส่กระเป๋า หรือวางไว้บนโต๊ะทำงาน ซึ่งรวมถึงการมีแก้วสำหรับเครื่องดื่มร้อน และเครื่องดื่มเย็นด้วย เพราะถ้าไม่เริ่มปรับที่ตัวเรา นั่นเท่ากับเราเองนั่นแหละที่มีส่วนปล่อยให้ขวดพลาสติกที่ทำจากพอลิเอทิลีนเทเรฟทาเลต (PET) ตกอยู่ในสภาพแวดล้อมไปอีกกว่า 400 ปี (1)
4. เลิกใช้หลอดพลาสติก
               หลอดพลาสติกเป็นหนึ่งในขยะพลาสติกที่พบในมหาสมุทรมากที่สุดทั่วโลก ผู้บริโภคสามารถเลี่ยงการใช้หลอดพลาสติกหรือปฏิเสธมันได้ ไม่ว่าที่บ้าน ร้านอาหาร หรือคาเฟ่ ด้วยการพกหลอดดูดส่วนตัวไว้ใช้ เช่น หลอดที่ทำจากกระดาษ โลหะหรือหลอดไม้ไผ่ที่ปัจจุบันหาได้ง่ายขึ้น เพื่อจะได้เลิกใช้หลอดพลาสติกไปเลย (1)
5. เลี่ยงการซื้ออาหารที่ก่อขยะพลาสติก
               หากวันไหนจะต้องสั่งอาหารกลับบ้านให้เลือกร้านรักษ์โลก หรือไม่ใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกหรือใช้บรรจุภัณฑ์และอุปกรณ์ที่ย่อยสลายได้ กรณีจัดงานเลี้ยงก็ให้เลือกอุปกรณ์รับประทานอาหารที่สามารถใช้ซ้ำได้ เช่น จานหรือแก้วน้ำ ฝรั่งเศสเป็นประเทศแรกที่ออกกฎหมายห้ามใช้จาน ถ้วย และอุปกรณ์พลาสติกซึ่งเริ่มมีผลบังคับใช้ไปเมื่อปี 2020 เพื่อส่งเสริมนวัตกรรมในผลิตภัณฑ์ย่อยสลายได้ โดยรวมของทางเลือกนี้ก็คือให้พึงระลึกไว้เสมอว่า เราจะมองหาทางเลือกใหม่ และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตัวเองให้เป็นมิตรกับมหาสมุทรมากขึ้น (1) แต่ถ้าปัจจัยแวดล้อมไม่เอื้ออำนวย ต้องย้อนมาแก้ที่ตัวเรา นั่นคือเลี่ยงการบริโภคอาหารเมนูที่จะสร้างขยะพลาสติกในมื้อนั้น ๆ
6. สร้างทางเลือกใหม่ในการซื้อสินค้า
               การเลือกซื้อสินค้าที่มีส่วนประกอบของบรรจุภัณฑ์พลาสติกเข้าบ้านให้น้อยลงจะช่วยลดพลาสติกในชีวิตประจำวันได้ อาทิ ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง สเปรย์ระงับกลิ่นกาย ของใช้ส่วนตัวที่มีไมโครบีดส์ซึ่งสร้างความเสียหายต่อสิ่งมีชีวิตในทะเล และอาจส่งผลต่อสุขภาพมนุษย์ หรือแม้กระทั่งการหลีกเลี่ยงซื้อเสื้อผ้าที่ทำจากเส้นใยสังเคราะห์ เพราะเมื่อซักจะปล่อยไมโครไฟเบอร์ลงน้ำ ซึ่งในที่สุดอาจไปจบที่มหาสมุทร และอาจกลายเป็นอาหารของปลาหรือสิ่งมีชีวิตอื่นในทะเลที่หลงผิดกินเข้าไปเพราะเข้าใจว่าเป็นอาหาร (1) (2)
7. เลิกสูบบุหรี่
               การสูบบุหรี่ไม่เพียงเป็นภัยสุขภาพสาธารณะที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่อาจมีคนไม่ทราบว่าก้นกรองบุหรี่นั้นทำมาจากพลาสติกที่เรียกว่า เซลลูโลสอะซิเตท ซึ่งผู้สูบบุหรี่ทั่วโลกซื้อบุหรี่ประมาณ 6.5 ล้านล้านมวนต่อปี หรือคิดเป็น 18,000 ล้านมวนต่อวัน ฉะนั้นเมื่อก้นบุหรี่ถูกทิ้งสู่สิ่งแวดล้อม ไม่เพียงแต่พลาสติกเท่านั้นที่สร้างมลภาวะ แต่ยังรวมถึงนิโคติน โลหะหนัก และสารเคมีอื่น ๆ อีกมากมายที่สิ่งแวดล้อมต้องดูดซับไว้ โดยเฉพาะตามแนวชายหาดและในมหาสมุทรซึ่งเป็นภัยคุกคามต่อสัตว์ทะเล (2) (3) โดยก้นบุหรี่พบได้บ่อยที่สุดในสิ่งแวดล้อม รองลงมาคือ บรรจุภัณฑ์อาหาร ขวดพลาสติก ฝาขวดพลาสติก ถุงพลาสติกใส่ของชำ หลอดพลาสติก และไม้คนของเหลวที่ทำจากพลาสติก (4)
               อย่างไรก็ดี แม้ทั่วโลกจะมีความพยายามที่จะแก้ไขปัญหานี้ แต่ยังจำเป็นต้องเพิ่มเครื่องมือที่เกี่ยวกับการผลิตและการบริโภคพลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้งที่เข้มงวดมากขึ้น โดยกำหนดเป้าหมายการลดจำนวนที่ชัดเจนและให้แรงจูงใจในการหาทางเลือกของบรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืนควบคู่ไปด้วย ในขณะเดียวกันต้องได้รับความร่วมมือและความรับผิดชอบจากภาคอุตสาหกรรมในการจัดการผลิตภัณฑ์ในช่วงท้ายอายุการใช้งาน โดยเฉพาะการออกแบบผลิตภัณฑ์โดยคำนึงถึงการรีไซเคิล และการนำกลับมาใช้ใหม่ (8)
               ตลอดจนสร้างความร่วมมือกับภาคส่วนอื่น ๆ อย่างเช่น ความร่วมมืออย่างจริงจังกับผู้รีไซเคิล ผู้ให้บริการเทคโนโลยี และนักสิ่งแวดล้อมในการพัฒนาและดำเนินการโซลูชันบรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืน รวมถึงการลงทุนในงานวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างทางเลือกที่ยั่งยืนสำหรับพลาสติกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการรณรงค์เพิ่มความตระหนักของสาธารณะเกี่ยวกับผลกระทบที่เป็นอันตรายจากมลพิษพลาสติก และข้อดีของเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคไปสู่ทางเลือกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดพฤติกรรมการบริโภคที่ยั่งยืน และที่สำคัญไม่น้อยไปกว่ากันก็คือ การสร้างความพร้อมโครงสร้างพื้นฐานการจัดการขยะที่ดี เพื่อการจัดการที่มีประสิทธิภาพ (8)
               ไทยติดอันดับ 1 ใน 10 ของประเทศที่ปล่อยขยะพลาสติกลงสู่ทะเลมากที่สุดในปี 2568 จากรายงานระบุว่า ประเทศต่าง ๆ ทิ้งขยะลงทะเลรวมกันคิดเป็นกว่า 80% ของขยะพลาสติกทั้งหมดที่ถูกปล่อยลงทะเลทั่วโลก (5) ประเทศไทยเริ่มประกาศเจตนารมณ์ลดการใช้ถุงพลาสติกตั้งแต่ปี 2562 โดยดึงภาคเอกชนงดแจกถุงพลาสติก และได้ทำกันมาต่อเนื่อง แต่ตัวเลขการใช้บรรจุภัณฑ์ย่อยสลายยากนี้ยังน่าวิตก โดยไทยมีการใช้ถุงพลาสติกอยู่เฉลี่ย 25 นาที ต่อ 1 ใบ ขณะที่ปี 2567 ซึ่งเป็นครึ่งทางของโรดแมปการจัดการขยะพลาสติกที่เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2561 และตั้งเป้าความสำเร็จไว้ภายในปี 2573 โดยในระยะที่ 2 ได้ตั้งเป้าลดการเลิกใช้พลาสติก และรีไซเคิลขยะพลาสติกกลับมาใช้ประโยชน์ให้ได้ 100% ภายในปี 2570 (7)
               การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมง่าย ๆ ตลอดจนการกำหนดทิศทางและเครื่องมือในเชิงนโยบายที่ชัดเจนจะช่วยเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ระหว่างทุกภาคส่วนกับพลาสติกได้ เมื่อการปฏิบัติทำได้อย่างต่อเนื่องเราก็จะเป็นหนึ่งในผู้ลงมือหยุดยั้งมลพิษพลาสติก ในขณะเดียวกันเมื่อการขับเคลื่อนนโยบายเดินเข้าใกล้เป้าหมายที่วางไว้ ปริมาณมลพิษพลาสติกในระบบนิเวศจะค่อย ๆ ลดลง โลกดี ๆ ที่น่าอยู่ก็จะหวนกลับมา

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

แหล่งที่มา :
(1) Five things you can do to end plastic pollution., World Bank Blogs., WORLD BANK GROUP.
(2) 7 ways you can counter the scourge of single-use plastics., United Nations : Environment Programme.
(3) Cigarette butts are toxic plastic pollution. Should they be banned?, National Geographic.
(4) iGreen, โลกจมกองพลาสติก ต้องเปลี่ยนวิธีผลิต ลดการบริโภค กำจัดอย่างยั่งยืน
(5) Ocean Pollution Facts : Statistics & Rankings (2025)., GreenMatch.
(6) Thai PBS, 5 วิธีลด “ขยะพลาสติก” ลดภาวะโลกเดือด
(7) Thai PBS, ทั่วโลกใช้ “ถุงพลาสติก” นาทีละ 1 ล้านใบ
(8) Closing the loop : A framework for tackling single-use plastic waste in the food and beverage industry through circular economy., ScienceDirect.
(9) Thai PBS, งานวิจัยเผยปี 2050 ปริมาณขยะพลาสติกมากกว่าจำนวนปลาในมหาสมุทรทั่วโลก

เปิดรับสมัคร เจ้าหน้าที่ประสานงานโครงการ 1 ตำแหน่ง ทำงาน ณ กลุ่มบัญชีก๊าซเรือนกระจก กองขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจก กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม

โลกรีไซเคิลขวด PET

               ขยะพลาสติกอันตรายมากกว่าที่คิดและมันก็เพิ่มขึ้นทุกปีด้วยความตระหนักและความร่วมมือในการลด และเลิกใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง (Single-use Plastics) ยังอยู่ในอัตราต่ำ มีการใช้ผลิตภัณฑ์พลาสติกมากเกินความจําเป็น ทำให้มีขยะพลาสติกบางส่วนหลุดรอดลงสู่แหล่งน้ำและทะเล ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและสิ่งมีชีวิตในทะเล อีกทั้งการคัดแยกขยะจากชุมชนและครัวเรือนยังไม่เป็นไปตามเป้า ทำให้การรวบรวมขยะเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ทำได้แค่บางส่วน (1) หรือสามารถนำขยะมาวนใช้ประโยชน์ซ้ำในอัตราที่ต่ำ อย่างข้อมูลปี 2566 ประเทศไทยมีขยะมูลฝอยประมาณ 26.95 ล้านตัน สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้เพียง 9.31 ล้านตัน (2)
               กรมควบคุมมลพิษจึงจัดทําแผนปฏิบัติการด้านการจัดการขยะพลาสติก ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2566 –2570) เพื่อขับเคลื่อนการดําเนินงานการจัดการขยะพลาสติกโดยตั้งเป้าให้ปริมาณขยะพลาสติกเป้าหมาย (เช่น ขวดพลาสติก ฝาขวด และถุงพลาสติกหูหิ้ว) เข้าสู่ระบบฝังกลบขยะลดลงร้อยละ 100 และผลิตภัณฑ์พลาสติกเป้าหมายเข้าสู่ระบบรีไซเคิล ร้อยละ 100 รวมถึงลดปริมาณขยะพลาสติกที่มีโอกาสหลุดรอดลงสู่ทะเล ร้อยละ 50 (3)
               ในขณะที่ภาคเอกชนที่ดำเนินการได้โดดเด่น ยกตัวอย่างเช่น บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส ตั้งเป้าปี 2573 รีไซเคิลพลาสติกปีละ 1 แสนล้านขวด (6) บริษัท ไทยพลาสติก รีไซเคิล กรุ๊ป จะรับซื้อขวด PET สูงสุด 30,000 ตันต่อปี หรือ 1,500 ล้านขวด (7)
               ทว่า ภาพรวมทั่วโลกพบว่า ขยะพลาสติกทั่วโลกที่ถูกรวบรวมเพื่อการรีไซเคิลมีเพียง 9% ของขยะพลาสติกทั้งหมด ที่เหลืออีก 91% ถูกนำเข้าสู่กระบวนการฝังกลบ เผาทำลาย หรือกลายเป็นขยะในสิ่งแวดล้อม (4) โดยมี 10 ประเทศผู้นำการรีไซเคิลขวด PET ประกอบด้วย เยอรมนี 98% นอร์เวย์ 97% ญี่ปุ่น 77% ฝรั่งเศส 58.2% สหราชอาณาจักร 57.6% เกาหลีใต้ 54.4% อิตาลี 45% ออสเตรเลีย 31.8% สหรัฐ 29.3% แคนาดา 9% โดยอุตสาหกรรมรีไซเคิลขวดพลาสติกทั่วโลกมีมูลค่า 3,200 ล้านปอนด์ ปอนด์ (ประมาณ 4,047 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในปี 2022 และคาดว่าจะเติบโตที่อัตราต่อปีแบบทบต้น (CAGR) 5.3% ตั้งแต่ปี 2023 ถึงปี 2031 และจะแตะระดับ 5,100 ล้านปอนด์ (ประมาณ 6,451 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ภายในสิ้นปี 2031 (5)
               ปัจจุบันประมาณการว่ามีพลาสติกกว่า 8-14 ล้านตัน ถูกทิ้งลงในมหาสมุทรทุกปี ซึ่งการจัดการขยะพลาสติกในอัตราที่ต่ำกว่าเกณฑ์ส่งผลให้แต่ละปีมีสัตว์ทะเลถูกสังเวยจากมลพิษพลาสติกกว่า 1 ล้านตัว อย่างไรก็ดี หากทั่วโลกสามารถนำขวด PET มาใช้ซ้ำได้จะช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 94.4 กิโลกรัมต่อปี (8)

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

แหล่งที่มา :
(1) กรมควบคุมมลพิษ, แผนปฏิบัติการด้านการจัดการขยะพลาสติก ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2566 – 2570)
(2) ThaiPBS, “ขยะล้นเมือง” คนไทยสร้างขยะเฉลี่ย 7.3 หมื่นตัน/วัน
(3) MGR Online, ครม. อนุมัติแผนปฏิบัติการจัดการขยะพลาสติกระยะ 2 ใช้หลัก ศก.หมุนเวียน คลอด 4 มาตรการ
(4) Finally, a solution to plastic pollution that’s not just recycling, Vox.
(5) Plastic Bottle Recycling : Is It A Solution to the Global Plastic Waste Problem?, GreenMatch.
(6) กรุงเทพธุรกิจ, ‘อินโดรามา’ ลงทุนเทคโนโลยี ตั้งเป้ารีไซเคิล PET แสนล้านขวดต่อปี
(7) ThaiPlastic Recycle, THAIPLASTIC RECYCLE GROUP ชุบชีวิตขวด PET สู่เกล็ดพลาสติกสร้างมูลค่า
(8) Plastic Waste Facts and Statistics, Business Waste.

Save โลกด้วยวิถี 3Rs : Reduce Reuse Recycle

               หลักการ 3Rs – Reduce, Reuse, Recycle หรือลดการใช้, ใช้ซ้ำ และการนำกลับมาใช้ใหม่ เป็นหลักการลดขยะตั้งแต่ต้นทางด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชนและสังคมซึ่งเป็นที่ยอมรับกันทั่วโลก (1)
               หากทุกคนไม่ปรับตัว เมินเฉย และไม่เห็นความสำคัญของ 3Rs ผลที่ตามมาก็คือ ในแต่ละปีจะมีปริมาณขยะพลาสติกลงสู่มหาสมุทรกว่า 10 ล้านตัน และมีสัตว์ทะเลต้องเสียชีวิตจากมลพิษพลาสติกกว่า 1 ล้านตัวต่อปี (2)
               ปี 2566 ประเทศไทยมีขยะมูลฝอยเกิดขึ้นประมาณ 26.95 ล้านตัน หรือประมาณ 73,840 ตัน/วัน เฉลี่ยเท่ากับ 1.12 กิโลกรัม/คน/วัน ขณะทั้งหมดถูกนำกลับมาใช้ประโยชน์ซ้ำเพียง 9.31 ล้านตัน กรุงเทพมหานคร มีขยะมากที่สุด 12,748 ตัน/วัน (สร้างขยะเฉลี่ย 1.53 กก./คน/วัน) (3) (5)
               ธนาคารโลกประเมินว่าในปี 2025 จำนวนประชากรเมืองจะเพิ่มขึ้นเป็น 4,300 ล้านคน และจะสร้างขยะประมาณวันละ 1.42 กิโลกรัม/คน/วัน หรือรวมประมาณ 2,200 ล้านตัน/ปี คาดว่าต้นทุนการจัดการขยะเหล่านี้จะเพิ่มจากปีละ 205,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐเป็น 375,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยประเทศยากจนจะต้องใช้เงินจัดการขยะในชุมชนเมืองมากกว่าประเทศร่ำรวย หรือพบว่าประเทศมีรายได้สูงมีความสามารถในการจัดเก็บขยะเฉลี่ย 98% ของขยะทั้งหมดที่มี แต่ประเทศที่มีรายได้น้อยจะจัดเก็บขยะได้เฉลี่ย 41% (4)
               เมื่อย้อนมาดูงบประมาณการกำจัดขยะในประเทศไทย กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นให้ข้อมูลว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีค่าใช้จ่ายในการจัดการขยะถึงปีละ 13,000 ล้านบาท ส่วนกรุงเทพฯ มีค่าจัดการขยะปีละ 7,000 ล้าน รวมกันสูงถึงปีละ 20,000 ล้านบาท แต่ อปท.จัดเก็บรายได้จากขยะเพียง 2,300 ล้านบาท/ปี และกรุงเทพฯ จัดเก็บได้เพียง 500 ล้านบาท/ปี ดังนั้นทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและกรุงเทพฯ ขาดทุนรวมกันราว 17,200 ล้านบาท (6)
               อย่างไรก็ดี หากทุกช่วยกันปรับพฤติกรรมด้วยหลักการ 3Rs อย่างเช่นลดการสร้างขยะลง 1 ใน 4 จากปกติ หรือพยายามลดลงให้ได้ลงครึ่งหนึ่ง ปริมาณขยะต่อวันก็จะลดลงได้จำนวนมหาศาล นั่นเท่ากับจะช่วยลดงบประมาณการจัดการขยะลงมากกว่าที่เป็นอยู่ต่อปี

ก่อนจะปรับตัวตามหลักการ 3Rs ทุกคนควรต้องลงมือเริ่มต้นจากการคัดแยกขยะออกเป็น 4 ประเภท ดังนี้ (7)
1. ขยะอินทรีย์ : ขยะเศษอาหารและย่อยสลายได้เร็ว เช่น เศษผัก เปลือกผลไม้ เศษอาหาร ใบไม้
2. ขยะรีไซเคิล : ขยะเหลือใช้ที่สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้อีก เช่น ขวดน้ำดื่ม แก้ว กระดาษ กระป๋อง
3. ขยะทั่วไป : ขยะที่ไม่คุ้มค่าในการนำกลับมาใช้ใหม่ และย่อยสลายยาก เช่น โฟม ถุงพลาสติก ซองขนม
4. ขยะอันตราย : ขยะที่มีสารอันตรายและจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น หลอดไฟ ถ่านไฟฉาย แบตเตอรี่

3Rs สู่วิถีกรีน
Reduce – การลดปริมาณขยะ (7) (8) (9)
               อันดับแรกของการเริ่มปรับพฤติกรรรมเพื่อช่วยโลกลดปริมาณขยะก็คือ การลดการบริโภคซึ่งเป็นขั้นตอนแรกที่ทำได้ง่ายที่สุด เพราะเมื่อเราบริโภคน้อยขยะก็น้อยลง ซึ่งจะเป็นวิธีที่ได้ประสิทธิภาพมากที่สุด โดยให้เข้าใจว่าวิธีการนี้หมายถึงความตั้งใจของเราเองในการลดการใช้ทรัพยากรและพลังงานที่ไม่จำเป็นลงหรือบริโภคเท่าที่จำเป็นหรืออย่างพอเหมาะ
     ตัวอย่างการ Reduce มีอะไรบ้าง:
               – การเลือกซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคชนิดเติม อย่างเช่น น้ำยาปรับผ้านุ่ม น้ำยาซักผ้า น้ำยาทำความสะอาด ซึ่งจะช่วยลดขยะพลาสติกจากบรรจุภัณฑ์เหล่านี้
               – ปฏิเสธถุงพลาสติกด้วยการใช้ถุงผ้าหรือถุงสำหรับใช้บรรจุสิ่งของที่มีความคงทนและใช้ซ้ำได้นาน
               – พกแก้วน้ำและหลอดดูดติดตัวเมื่อออกนอกบ้าน รวมถึงมีแก้วน้ำส่วนตัวใช้ในที่ทำงาน
               – ใช้กระดาษรีไซเคิลหรือพิมพ์เอกสารสองหน้า
Reuse – การใช้ซ้ำ (7) (8) (9)
               การนำของที่ยังใช้ได้กลับมาใช้ซ้ำอีกครั้งซึ่งหมายถึงการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดโดยไม่ต้องทิ้ง ใช้แล้วใช้อีก ใช้อย่างรู้ค่า และคุ้มค่ามากที่สุด อย่างเช่น นำวัสดุเหลือใช้มาผลิตเป็นกระถางปลูกต้นไม้ เลือกซื้อหรือใช้ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ได้มากกว่า 1 ครั้ง บำรุงรักษาอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้สามารถใช้ได้ยาวนาน ดัดแปลงสิ่งของให้กลับมาใช้ประโยชน์ได้ใหม่ ซ่อมแซมเครื่องใช้หรืออุปกรณ์ต่าง ๆ ให้กลับมาใช้ประโยชน์ได้ซ้ำ ๆ
     ตัวอย่าง Reuse มีอะไรบ้าง:
               – นำถุงพลาสติกจากร้านสะดวกซื้อหรือซูเปอร์มาเก็ตมาใส่ขยะ
               – นำขวดน้ำพลาสติกใช้แล้วมาใส่น้ำใช้อีกครั้ง
               – นำกล่องคุกกี้มาใส่ของใช้
               – ใช้เสื้อผ้าจากร้านมือสอง, นำเสื้อผ้าเก่ามาดัดแปลงเป็นของใช้อื่น ๆ หรือนำเสื้อผ้าที่ไม่ใช้แล้วไปบริจาคตามจุดรับเสื้อผ้า
               – บริจาคของเล่นและหนังสือที่ไม่ใช้แล้วให้กับสถานที่ที่เปิดรับบริจาค
               – ใช้ภาชนะพลาสติกสำหรับแช่แข็งหรือเก็บอาหาร หรือนำภาชนะพลาสติกติดตัวสำหรับการซื้ออาหารเปียก
               – เก็บกระดาษห่อของขวัญ เชือกรัดของ และกล่องกระดาษไว้ใช้ใหม่
               – ใช้ขวดโหลเก่าสำหรับเก็บของ
               – นำเอกสารเก่า ๆ ที่ไม่ใช้แล้วมาดัดแปลงทำเป็นสมุดบันทึก
Recycle – การนำกลับมาใช้ใหม่ (7) (8) (9)
               การรีไซเคิล คือการเปลี่ยนวัสดุที่ใช้แล้วให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้หรือนำวัสดุมาแปรรูปให้เป็นวัตถุดิบใหม่ และผลิตเป็นสิ่งใหม่ที่สามารถใช้งานได้
     ตัวอย่าง Recycle มีอะไรบ้าง :
               – ขวดน้ำพลาสติก หรือขวด PET ชนิดอื่นสามารถส่งต่อเข้าสู่กระบวนการย่อยเป็นเม็ดพลาสติกแล้วนำมาผลิตเสื้อผ้าหรือของใช้อื่น ๆ ได้
               – การนำกระดาษที่ใช้แล้วมาปั่นทำเป็นกระดาษใหม่
               – นำกระป๋องอลูมิเนียมใช้แล้วไปหลอมใหม่เพื่อผลิตกระป๋องใหม่
               – นำแก้วที่ใช้แล้วมาหลอมและขึ้นรูปใหม่เป็นผลิตภัณฑ์อื่น
               ข้อดีของการรีไซเคิลก็คือ ลดการใช้พลังงาน ลดการใช้วัตถุดิบใหม่ ลดมลพิษทางอากาศและน้ำ (จากการฝังกลบขยะ) ที่สำคัญช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เป็นสาเหตุภาวะโลกร้อนได้นั่นเอง

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

แหล่งที่มา :
(1) Hate Waste : ขยะใครใครก็ไม่รัก, กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม
(2) Plastic Waste Facts and Statistics, Plastic Waste Management, Business Waste.
(3) Thai PBS, “ขยะล้นเมือง” คนไทยสร้างขยะเฉลี่ย 7.3 หมื่นตัว/วัน
(4) THAIPUBLICA ไทยพับลิก้า : กล้าพูดความจริง, วิกฤต “ขยะ” ชุมชนเมือง คนเอเชียสร้างขยะ 1 กก./วัน คาดปริมาณเพิ่มอีก 2 เท่า ภายในปี 2025
(5) THAIPUBLICA ไทยพับลิก้า : กล้าพูดความจริง, กรุงเทพฯ เมืองสร้างขยะมากสุด 9,900 ตัน/วัน หนึ่งคน ผลิต 1.53 กก./วัน ใช้คนเก็บขน 10,221 คน
(6) Think Forward Center : ศูนย์นโยบายเพื่ออนาคต, ปัญหามลพิษจากขยะมูลฝอยและข้อเสนอเชิงนโยบาย
(7) คู่มือประชารัฐร่วมใจ ประเทศไทยไร้ขยะ, กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม
(8) iURBAN : เรื่องราวสร้างสรรค์ ของสังคมทันสมัย, Reduce, Reuse, Recycle, Repair และ Upcycle คือ อะไรและทำอย่างไร
(9) The 5 R’s of Waste Management, Greenbank : Recycling Solutions

 

กรมลดโลกร้อน MOU กฟภ. อบก. และ มช. สร้างความร่วมมือบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก

               วันพุธที่ 5 มีนาคม 2568 กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม โดยนายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เข้าร่วมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ในการศึกษา วิเคราะห์ แนวทางการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก พร้อมทั้งการพัฒนาเทคโนโลยี/แพลตฟอร์มในการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก ร่วมกับหน่วยงานภาคีเครือข่าย ได้แก่ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ณ โถงอาคาร LED ชั้น 1 กฟภ. (สำนักงานใหญ่) ถนนงามวงศ์วาน กรุงเทพมหานคร
               สำหรับบันทึกข้อตกลงความร่วมมือฯ ดังกล่าว จัดทำขึ้นโดย การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดความร่วมมือด้านการศึกษา วิเคราะห์ แนวทางการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก รวมทั้งร่วมกันศึกษาแนวทางการพัฒนาเทคโนโลยีในการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างแพลตฟอร์มในการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกที่พัฒนาขึ้น ภายใต้ชื่อCARBONFORM ที่ใช้สำหรับประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรและเป็นเครื่องมือการขับเคลื่อนเป้าหมาย Carbon Neutrality สำหรับให้บริการหน่วยงานต่างๆ ที่สนใจหรือจำเป็นต้องประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจก นับเป็นการออกแบบมาเพื่อช่วยให้องค์กรต่างๆ บริหารจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สามารถช่วยให้องค์กรบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยขับเคลื่อนให้ประเทศไทยสามารถบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon neutrality) ภายในปี ค.ศ. 2050 และเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero GHG emission) ในปี ค.ศ. 2065 ตามที่ประกาศเจตนารมณ์ไว้ได้

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

ถอดบทเรียนเมืองต้นแบบ คัดแยกขยะ-รีไซเคิล-ขยะเหลือศูนย์

               ปัญหาขยะล้นโลกกลายเป็นประเด็นสำคัญที่ทุกประเทศต้องเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นขยะพลาสติกที่ย่อยสลายยาก ขยะอาหารที่สูญเปล่า หรือขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ขยะเหล่านี้สร้างผลกระทบทั้งต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพของมนุษย์ และทรัพยากรธรรมชาติที่ลดน้อยลงเรื่อย ๆ ข้อมูลจากรายงาน Global Waste Management Outlook 2024 โดย UNEP ระบุว่า ปริมาณขยะมูลฝอยทั่วโลกจะเพิ่มจาก 2,300 ล้านตันในปี 2023 เป็น 3,800 ล้านตันในปี 2050 หากไร้การจัดการที่เหมาะสม (1)
               แนวคิด “Zero Waste” หรือการลดขยะให้เหลือศูนย์เป็นหนึ่งในวิธีที่มีประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างยั่งยืน ด้วยการเปลี่ยนขยะให้กลายเป็นทรัพยากร และการลดการผลิตขยะตั้งแต่ต้นทาง หลายเมืองและประเทศทั่วโลกได้พิสูจน์แล้วว่า แนวคิดนี้สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง และสร้างผลลัพธ์ที่ยั่งยืนได้
               บนเกาะบอร์นโฮล์ม เดนมาร์ก ซึ่งมีประชากรเพียง 40,000 คน โครงการ “เกาะไร้ขยะ” ได้เริ่มต้นขึ้นด้วยเป้าหมายที่ท้าทายคือ การเป็นเกาะปลอดขยะภายในปี 2032 เกาะนี้ได้พัฒนาระบบคัดแยกขยะที่ทันสมัย และสร้างความร่วมมือจากประชาชนและนักท่องเที่ยว ด้วยการให้ความรู้เกี่ยวกับการจัดการขยะอย่างถูกวิธี และส่งเสริมการใช้ทรัพยากรซ้ำในชุมชน
               ไม่เพียงแค่นั้น เกาะบอร์นโฮล์มยังได้ลงทุนในเทคโนโลยีรีไซเคิลที่สามารถนำขยะกลับมาใช้ใหม่ในรูปแบบต่าง ๆ เป้าหมายนี้ไม่เพียงแต่ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงยั่งยืนด้วย ซึ่งมีผู้คนมาเยี่ยมชมเกาะแห่งนี้เป็นประจำทุกปีสูงกว่า 600,000 คน (2)
               อีกหนึ่งตัวอย่างที่โดดเด่นคือ บ้านปลอดขยะในเมืองเมลเบิร์น ออสเตรเลีย บ้านแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นโดยใช้วัสดุรีไซเคิลทั้งหมด พร้อมระบบพลังงานแสงอาทิตย์และระบบน้ำฝนที่ช่วยลดการใช้ทรัพยากรในครัวเรือน ภายในบ้านยังมีระบบหมุนเวียนทรัพยากร เช่น ระบบคอมโพสต์ ระบบการปลูกพืชด้วยน้ำหมุนเวียน และการจัดการขยะอินทรีย์อย่างครบวงจร บ้านนี้เป็นต้นแบบที่พิสูจน์ว่า การอยู่อาศัยอย่างยั่งยืนสามารถทำได้จริง และสร้างแรงบันดาลใจให้กับครอบครัวในเมืองใหญ่ทั่วโลก (2)
               หากพูดถึงเมืองต้นแบบ “Kamikatsu” (คามิคัตสึ) เมืองเล็ก ๆ ในหุบเขาของญี่ปุ่นที่มีประชากรแค่ 1,500 คน มักถูกกล่าวถึงเสมอ เมืองปราศจากขยะแห่งนี้เริ่มต้นแนวคิด Zero Waste ตั้งแต่ปี 2003 โดยมีกลไกการคัดแยกขยะที่ละเอียดและเคร่งครัดถึง 45 ประเภท ทำให้เมืองนี้มีความก้าวหน้าอย่างมาก โดยคาดการณ์ว่า จะสามารถบรรลุเป้าหมายเกิน 80% ในการบรรลุเป้าหมายขยะเป็นศูนย์ภายในปี 2030 (2)
               ชาวเมืองคามิคัตสึจะต้องแยกขยะตั้งแต่ในครัวเรือน และนำไปที่สถานีจัดการขยะที่จัดเตรียมไว้ นอกจากการแยกขยะแล้ว เมืองยังได้จัดตั้งศูนย์การเรียนรู้เกี่ยวกับขยะ (Zero Waste Academy) ซึ่งเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรที่ให้ความรู้และสนับสนุนชุมชนในการจัดการขยะอย่างมีประสิทธิภาพ เมืองนี้สามารถนำขยะกว่า 80% กลับมาใช้ใหม่ เทียบกับค่าเฉลี่ยทั้งประเทศที่สามารถรีไซเคิลได้เพียง 20% เท่านั้น และกำลังมุ่งสู่เป้าหมายการลดขยะเหลือศูนย์อย่างสมบูรณ์ (3)(4)
               ในช่วงปี 1950 ญี่ปุ่นเริ่มให้ความสำคัญกับการรีไซเคิลอย่างจริงจัง แต่เมื่อเศรษฐกิจเติบโตหลังสงคราม โรงงานต่าง ๆ ก็เริ่มทิ้งขยะอุตสาหกรรมจำนวนมาก และการพัฒนาเมืองก็สร้างเศษวัสดุก่อสร้างเพิ่มขึ้น ทำให้ขยะในญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นถึงห้าเท่าในช่วง 20 ปี จาก 8.9 ล้านตันในปี 1960 เป็น 43.9 ล้านตันในปี 1980 ตามรายงานของกระทรวงสิ่งแวดล้อมญี่ปุ่น ขยะในปี 2016 สูงถึง 43.2 ล้านตัน หรือเท่ากับสนามเบสบอลโตเกียวโดม 116 สนาม เพื่อจัดการขยะนี้ เทศบาลต่าง ๆ ทั่วประเทศต้องลงทุนสร้างเตาเผาขยะ และหาวิธีจัดเก็บขยะให้ทันกับปริมาณที่เพิ่มขึ้น (5)
               นอกจากการจัดการขยะในระดับครัวเรือนแล้ว คามิคัตสึยังมีร้าน Kuru Kuru ที่เปิดโอกาสให้ชาวเมืองนำสิ่งของที่ไม่ใช้แล้วมาบริจาค และผู้ที่ต้องการสามารถนำไปใช้ต่อได้ฟรี นอกจากนี้ เมืองยังสร้างระบบสะสมแต้มสำหรับผู้ที่คัดแยกขยะอย่างถูกต้อง ซึ่งแต้มเหล่านี้สามารถนำไปแลกสิ่งของ เช่น กระเป๋า หมวก หรือกระติกน้ำ วิธีการเหล่านี้ไม่เพียงช่วยลดขยะ แต่ยังสร้างความสามัคคี และความร่วมมือในชุมชนได้อย่างดีเยี่ยม (2)
               ในขณะเดียวกัน แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ก็ได้รับความสนใจจากหลายประเทศ เช่น คอสตาริกา สิงคโปร์ และเนเธอร์แลนด์ ซึ่งได้นำมาใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาโครงสร้างทางเศรษฐกิจและการดำเนินชีวิตของประชาชน ประเทศคอสตาริกาได้ยกเลิกการใช้พลาสติกแบบใช้แล้วทิ้ง และส่งเสริมการปลูกป่าเพื่อฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ สิงคโปร์มีแผนแม่บทขยะเป็นศูนย์ (Zero Waste Master Plan) ที่มุ่งลดปริมาณขยะที่จะส่งไปยังพื้นที่ฝังกลบลงหนึ่งในสาม ภายในปี 2030 และเนเธอร์แลนด์ได้ตั้งเป้าหมายลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติลง 50% ภายในปี 2030 พร้อมส่งเสริมการใช้วัตถุดิบรีไซเคิลในกระบวนการผลิต (6)
               “ไม่มีสิ่งใดเป็นขยะ หากสิ่งนั้นอยู่ถูกที่” คือหลักการสำคัญที่สวีเดนยึดถือในการจัดการขยะอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ประเทศนี้แทบจะปราศจากขยะไปโดยสิ้นเชิง ผ่านการดำเนินงานที่ครอบคลุมทั้งระดับนโยบาย กฎหมาย และความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคม (7)
               สวีเดนเป็นประเทศแรกของโลกที่บังคับใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ปี 1967 และยังคงพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนพลังงานไฟฟ้ากว่า 60% ของประเทศมาจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน วันนี้สวีเดนกำลังเดินหน้าสู่เป้าหมายการเป็นประเทศที่ปราศจากเชื้อเพลิงฟอสซิล 100% ภายในปี 2045 ด้วยการออกนโยบายที่เข้มงวด เช่น การเก็บภาษีขยะฝังกลบ การกำหนดให้ผู้ผลิตรับผิดชอบตลอดวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ และการส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียนที่ให้คุณค่ากับการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ทุกมาตรการเหล่านี้ช่วยให้สวีเดนยังคงรักษามาตรฐานสูงสุดในการจัดการขยะและปกป้องสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน และน่าทึ่งในระดับโลก (7)
               ตัวอย่างเมืองต้นแบบเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า ความร่วมมือจากชุมชนและภาครัฐคือหัวใจสำคัญของความสำเร็จในการจัดการขยะเหลือศูนย์ การผสานเทคโนโลยี ระบบที่มีประสิทธิภาพ และการส่งเสริมวัฒนธรรมการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า สามารถเปลี่ยนแนวคิดและสร้างผลกระทบเชิงบวกทั้งต่อสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิต การเรียนรู้จากเมืองและประเทศต้นแบบเหล่านี้จึงเป็นแรงบันดาลใจสำคัญสำหรับทุกพื้นที่ที่ต้องการสร้างโลกยั่งยืนที่ปลอดมลพิษจากขยะ

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

แหล่งที่มา :
(1) SDG MOVE : Moving Towards Sustainable Future, รายงาน UNEP เตือน ภายในปี 2593 ‘ขยะมูลฝอยชุมชน’ จะเพิ่มขึ้นเป็น 3.8 พันล้านตัน – หากไม่มีการจัดการอย่างเร่งด่วน
(2) 6 Best Zero-Waste Projects in the World., Sensoneo
(3) The Cloud : The Magazine on Cloud about Local, Creatuve Culture, Better Living., Kamikatsu Model ถอดความสำเร็จของ Kamikatsu เมืองเล็กกลางหุบเขาที่ขยะกว่า 80% รีไซเคิลได้ และชาวเมืองมุ่งสู่เป้าหมาย Zero Waste ร่วมกัน
(4) a day, สัมผัสชีวิตปลอดขยะท่ามกลางหุบเขา ในคามิคัตสึ เมืองต้นแบบ Zero Waste อันดับหนึ่งของโลก
(5) The Kamikatsu Zero Waste Campaign : How a Little Town Achieved a Top Recycling Rate., nippon : Your Doorway to Japan.
(6) UN Global Compact : Global Compact Network Thailand., นโยบาย Circular Economy จาก 3 ประเทศต้นแบบที่สร้างทางรอดให้ชาติ การดำเนินธุรกิจ การใช้ชีวิตของผู้คน
(7) True Corporation, อ่านแนวคิด “สวีเดนโมเดล” ต้นแบบของโลกด้านการจัดการขยะ มุ่งเป้าสุดหิน 100% Fossil Fuel-Free! รับความท้าทายเป็นประเทศแรกของโลก สู่โอกาสของไทยในการพลิกฟื้น e-Waste

กรมลดโลกร้อน ให้สัมภาษณ์ รายการ “เคลียร์คัด ชัดเจน” NBT2HD “ไทยหลุดประเทศเสี่ยงสูง อากาศสุดขั้ว”

               วันที่ 4 มีนาคม 2568 เวลา 15.00 น. นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม บันทึกเทป รายการ “เคลียร์คัด ชัดเจน” เรื่อง “ไทยหลุดประเทศเสี่ยงสูง อากาศสุดขั้ว” ณ สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย โดยมีคุณนันทิญา จิตตโสภาวดี เป็นผู้ดำเนินรายการ ซึ่งมีประเด็นสำคัญ ได้แก่ การจัดอันดับ Climate Risk Index 2025 10 ประเทศที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ผลกระทบจากเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว การเลื่อนอันดับความเสี่ยงของประเทศไทยและปัจจัยสำคัญในการลดอันดับความเสี่ยง แนวทางดำเนินงานและแผนการรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย รวมถึงได้ขอให้ประชาชนเตรียมรับมือกับผลกระทบในช่วงฤดูร้อนและภัยแล้งที่จะเกิดขึ้น อีกทั้งขอความร่วมมือของทุกภาคส่วน ร่วมกันปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต ขับเคลื่อนประเทศไปสู่เศรษฐกิจและสังคมคาร์บอนต่ำ เพื่อให้ฝ่าวิกฤตและลดผลกระทบจากโลกเดือดที่จะเกิดขึ้นทั้งในปัจจุบันและอนาคต
ทั้งนี้ สามารถติดตามรับชมรายการ “เคลียร์คัด ชัดเจน” เรื่อง “ไทยหลุดประเทศเสี่ยงสูง อากาศสุดขั้ว” ได้ในวันพฤหัสบดี ที่ 6 มีนาคม 2568 เวลา 14.30-15.00 น. ทางช่อง NBT 2HD และ Facebook live : NBT-เอ็นบีที

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

4 มีนาคม วันปะการัง (Coral Day)

               วันปะการัง กำหนดขึ้นเพื่อให้ตระหนักถึงความสำคัญของปะการังที่ช่วยระบบนิเวศทางทะเลให้มีความสมดุลต่อสิ่งแวดล้อมใต้ทะเล โดยวันปะการังถูกกำหนดครั้งแรกในปี พ.ศ. 2539 ที่เมืองโอกินาวา ประเทศญี่ปุ่น และได้มีการจัดตั้งศูนย์วิจัยป้องกันแนวปะการังขึ้นในปี 2543 ที่เกาะชิระโฮะ เมืองอิชิกากิ จังหวัดโอกินาวา
               โดยปะการัง มีประโยชน์ต่อระบบนิเวศเป็นอย่างมาก เพราะสามารถเป็นได้ทั้งที่อยู่อาศัย แหล่งอาหาร ที่หลบภัย เป็นแหล่งอนุบาลสำหรับสัตว์น้ำอีกหลายชนิด และยังเป็นแหล่งศึกษาวิจัยค้นคว้าทางทะเลที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลกอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันผลกระทบจากภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องนี้สามารถส่งผลให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น ระดับที่เพิ่มขึ้นของน้ำทะเลนี้ ทำให้หลายประเทศรวมถึงประเทศไทย ได้รับผลกระทบทั้งทางด้านกายภาพและชีวภาพ โดยการเกิดปรากฎการณ์ปะการังฟอกขาวก็เป็นผลมาจากภาวะโลกร้อน เนื่องจากปะการังเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไวต่อการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิน้ำ โดยอุณหภูมิของน้ำที่สูงขึ้นเพียง 2-3 องศาเซลเซียส สามารถส่งผลให้ปะการังตายได้
               ถ้าเราไม่เริ่มปรับพฤติกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมตั้งแต่วันนี้ ผลกระทบที่ตามมาสุดท้ายจะย้อนกลับมาสู่เรา เมื่อปะการังได้รับผลกระทบ สิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ที่พึ่งพาแนวปะการังก็จะได้รับผลกระทบตามไปด้วย ทำให้เราสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ส่งผลต่อความเป็นอยู่ที่ดี รวมทั้งเศรษฐกิจและแหล่งท่องเที่ยวอีกมากมายที่จะสูญหายไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

แหล่งที่มา :
– กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
– โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช

3 มีนาคม วันสัตว์ป่าและพืชป่าโลก

               ประเทศไทย ได้เสนอต่อที่ประชุมให้วันที่ 3 มีนาคม ของทุกปี เป็น “วันสัตว์ป่าและพืชป่าโลก (World Wildlife Day)” โดยที่ประชุมได้มีมติเป็นเอกฉันท์เห็นชอบตามที่ประเทศไทยเสนอ เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2516 ณ กรุงวอชิงตัน ดี ซี ประเทศสหรัฐอเมริกา ต่อมาในวันที่ 20 ธันวาคม 2556 ที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ครั้งที่ 68 ณ นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้มีมติให้การรับรองและประกาศให้วันที่ 3 มีนาคม ของทุกปี เป็น “วันสัตว์ป่าและพืชป่าโลก” อย่างเป็นทางการ เพื่อเฉลิมฉลองและสร้างความตระหนักถึงความหลากหลายของสัตว์ป่าและพืชป่า อีกทั้งยังเป็นการเน้นย้ำถึงความสำคัญของการอนุรักษ์สิ่งมีชีวิตเหล่านี้
               ประเทศไทยมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง แต่ก็เผชิญกับปัญหาการคุกคามสัตว์ป่าและพืชป่า เช่น การล่าสัตว์ การค้าสัตว์ป่าที่ผิดกฎหมาย การสูญเสียแหล่งที่อยู่อาศัย และในปัจจุบันยังต้องเผชิญกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่ส่งผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพอย่างมากอีกด้วย
               มาร่วมกันอนุรักษ์สัตว์ป่าและพืชป่าโลก ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ช่วยลดโลกร้อน ซึ่งเป็นหนึ่งในภัยคุกคามสิ่งมีชีวิตทุกชนิดบนโลก รวมทั้ง หยุดล่า และค้าสัตว์ป่าพืชป่าผิดกฎหมาย เพื่อรักษาระบบนิเวศให้คงไว้ใช้ประโยชน์ได้อย่างยั่งยืน

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

แหล่งที่มา :
– กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช