กรมลดโลกร้อน ร่วมบรรยายงานวิชาการประจำปี 2569 ของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (NSTDA Annual Conference: NAC 2026)

เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ให้เกียรติเป็นวิทยากรบรรยาย ภายใต้หัวข้อ “มุมมองด้าน
การลดการปลดปล่อยคาร์บอน และคำแนะนำจาก Regulator” ในงานประชุมวิชาการ
ประจำปี 2569 ของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จังหวัดปทุมธานี โดยมีผู้บริหารจากหน่วยงานต่างๆ อาทิ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศ (EGAT) ศูนย์นวัตกรรมการผลิตยั่งยืน (SMC) องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) (TGO) และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (FTI) ร่วมบรรยายในหัวข้อดังกล่าว ซึ่งมีผู้เข้าร่วมรับฟังมากกว่า 150 คน ในการบรรยายครั้งนี้ นายปวิช เกศววงศ์ นำเสนอภาพรวมการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050 ภายใต้แรงกดดันจากมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม ระหว่างประเทศ เช่น CBAM ตลอดจนความท้าทายด้านพลังงานและเศรษฐกิจภายในประเทศ การดำเนินงานของกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม อยู่ระหว่างผลักดัน ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ…. ซึ่งเป็นกฏหมายหลักในการกำกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยมีมาตรการที่กำหนดให้สถานประกอบการที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับสูงต้องรายงาน ข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และดำเนินมาตรการลดการปล่อยอย่างเป็นระบบ นอกจากนี้ ยังมีการนำกลไกราคาคาร์บอนมาใช้ ทั้ง ETS ภาษีคาร์บอน และการพัฒนาตลาดคาร์บอนเครติดเพื่อเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนสามารถบริหารจัดการต้นทุนคาร์บอน และชดเชยการปล่อยได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งการจัดตั้งกองทุนภูมิอากาศ เพื่อสนับสนุนการลงทุนด้านเทคโนโลยีสะอาด การลดก๊าซเรือนกระจก และการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งนี้ คาดว่ากฏหมายดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ภายในปี 2570 และจะเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันประเทศไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำพร้อมรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”


กรมลดโลกร้อน จัดประชุมคณะอนุกรรมการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ด้านการประสานท่าทีเจรจาและความร่วมมือระหว่างประเทศ ครั้งที่ 1/2569

          วันที่ 28 เมษายน 2569 ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มอบหมายให้ นางสาวปรีญาพร สุวรรณเกษ รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้านการประสานท่าทีเจรจาและความร่วมมือระหว่างประเทศ ครั้งที่ 1/2569 ณ ห้องประชุมอารีย์สัมพันธ์ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.) โดยมี ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นรองประธาน และ นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นอนุกรรมการและเลขานุการ ร่วมประชุมพร้อมกับผู้แทนหน่วยงานที่เข้าร่วมการประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้งสิ้น 23 คน ณ ห้องประชุมอารีย์สัมพันธ์ ชั้น 3 อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม
          คณะอนุกรรมการฯ รับทราบถึงผลการประชุม COP 30 และการประชุมและเอกสารข้อริเริ่ม COP 30 ณ สหพันธ์สาธารณรัฐบราซิล รวมถึงผลการประชุมคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 64 (IPCC 64) พร้อมทั้งรับทราบผลการศึกษาความเป็นไปได้ของการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม COP 33 ของประเทศไทย ทั้งนี้ ได้มีมติเห็นชอบในเรื่องสำคัญ คือ กรอบท่าทีเจรจาของไทยในการประชุมกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ประจำปี พ.ศ. 2569 – 2570 โดยมอบหมายให้ สส.เสนอต่อคณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติและคณะรัฐมนตรีตามขั้นตอนต่อไป รวมทั้งมีมติเห็นชอบรายชื่อหน่วยงานของประเทศไทยในการเข้าร่วมการประชุมองค์กรย่อยภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ประจำปี พ.ศ. 2569 ณ เมืองบอนน์ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”





ประกาศรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกเป็นบุคลากร ตำแหน่ง เจ้าหน้าที่ประสานงานโครงการ (Project Coordinator) กองขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจก กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม

กรมลดโลกร้อน หารือเชิงนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการเงินเพื่อสภาพภูมิอากาศ กับธนาคารกรุงศรีอยุธยา

          วันที่ 24 เมษายน 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และ ดร.กิตติศักดิ์ พฤกษ์กานนท์ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และความร่วมมือระหว่างประเทศ ร่วมหารือเชิงนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการเงินด้านภูมิอากาศ กับนายโทโมฮิโระ อิชิคาวะ Managing Director and Head of Government and Regulatory Affairs, Mitsubishi UFJ Financial Group (MUFG) และนายพูนสิทธิ์ ว่องธวัชชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงานรัฐกิจและนักลงทุนสัมพันธ์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ณ ห้องประชุมวาสนา ชั้น 4 อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม
การเข้าพบในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหารือและแลกเปลี่ยนข้อมูลในภาพรวมเกี่ยวกับนโยบายและการเงินด้านภูมิอากาศ รวมถึงความคืบหน้า ทิศทาง และแนวโน้มการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องในระดับประเทศ ตลอดจนบทบาทสำคัญของภาคสถาบันการเงิน โดยเฉพาะภาคธนาคารพาณิชย์ ในการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและการเสริมสร้างความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งนี้ การหารือดังกล่าวช่วยเสริมสร้างความเข้าใจร่วมกัน และกำหนดแนวทางสนับสนุนความร่วมมือในอนาคต ซึ่งเป็นส่วนสำคัญต่อการขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศไทย
  “ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”





กรมลดโลกร้อน จัดประชุมผู้เชี่ยวชาญรายสาขา โครงการยกระดับพัฒนาการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

          วันพฤหัสบดีที่ 23 เมษายน 2569 นายปวิศ เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานเปิดการประชุมผู้เชี่ยวชาญรายสาขา โครงการยกระดับพัฒนาการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เข้าร่วมประชุมดังกล่าว ซึ่งกรมเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมจัดขึ้น ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ณ ห้องประชุมกรรณิการ์ – ราชาวดี อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมจำนวน 20 คน
ในการประชุมนี้จัดขึ้นเพื่อร่วมพิจารณา ให้ข้อคิดเห็น และข้อเสนอแนะเชิงวิชาการต่อร่างแนวทางการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในแต่ละสาขาตามแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ โดยมุ่งเน้นการแลกเปลี่ยนมุมมอง ข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะ ตลอดจนบทเรียนและประสบการณ์จากการดำเนินงานจริง ซึ่งข้อเสนอแนะที่ได้จากผู้เชี่ยวชาญรายสาขาจะถูกรวบรวมเพื่อนำมาประกอบการปรับปรุงและพัฒนาเนื้อหาแนวทางการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ให้มีความเหมาะสม ชัดเจน และสามารถนำไปใช้เป็นกรอบแนวทางในการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดผลสัมฤทธิ์ในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม
 “ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”




รมว.ทส. ลงพื้นที่เชียงใหม่ ติดตามงาน “สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์” ย้ำขับเคลื่อนอนุรักษ์–วิจัย–ท่องเที่ยวเชิงนิเวศสู่เศรษฐกิจสีเขียว

               วันที่ 17 เมษายน 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และคณะผู้บริหารกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ณ สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่
               โดยมี ดร.ปิยเกษตร สุขสถาน รองผู้อำนวยการองค์การสวนพฤกษศาสตร์ ให้การต้อนรับและบรรยายสรุปผลการดำเนินงาน ครอบคลุมทั้งด้านการบริหารจัดการพื้นที่ การวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืช การเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
               โอกาสนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วยปลัดกระทรวงฯ และคณะผู้บริหาร ได้เยี่ยมชมพื้นที่ภายในสวนพฤกษศาสตร์ฯ อาทิ แหล่งรวบรวมพรรณไม้หายาก เส้นทางศึกษาธรรมชาติ และนิทรรศการด้านความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อรับฟังข้อมูลการดำเนินงานในพื้นที่อย่างใกล้ชิด พร้อมแลกเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาให้สอดคล้องกับบทบาทของการเป็นแหล่งเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่มีคุณภาพในระดับประเทศ
               ดร.รวีวรรณ ปลัดกระทรวงฯ ได้เน้นย้ำบทบาทสำคัญของสวนพฤกษศาสตร์ ในฐานะแหล่งรวบรวม อนุรักษ์ และฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศ ควบคู่กับการเป็นศูนย์กลางการศึกษาวิจัยพืชพรรณและองค์ความรู้ด้านทรัพยากรธรรมชาติ ที่สามารถต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนในทุกมิติ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์และสินค้าขององค์การสวนพฤกษศาสตร์ โดยเน้นอัตลักษณ์ความเป็นไทย ผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับทรัพยากรชีวภาพ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างเข้มแข็ง
               นายสุชาติ ชมกลิ่น กล่าวว่า “กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้ความสำคัญกับการยกระดับองค์การสวนพฤกษศาสตร์ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของประเทศ ควบคู่กับการเป็นศูนย์กลางด้านการอนุรักษ์และวิจัยพืชพรรณ โดยมุ่งผลักดันให้เกิดการพัฒนาและขยายเครือข่ายสวนพฤกษศาสตร์ให้ครอบคลุมในทุกภูมิภาค และในอนาคตมีเป้าหมายส่งเสริมให้เกิดสวนพฤกษศาสตร์ในทุกจังหวัด โดยบูรณาการการทำงานร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อยกระดับการท่องเที่ยวเชิงนิเวศให้มีมาตรฐาน เป็นแหล่งเรียนรู้ของประชาชน และเป็นกลไกสำคัญในการสร้างรายได้ให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน”
               ทั้งนี้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะเดินหน้าขับเคลื่อนการพัฒนาองค์การสวนพฤกษศาสตร์และแหล่งเรียนรู้ด้านทรัพยากรธรรมชาติทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นการบูรณาการองค์ความรู้ด้านการอนุรักษ์ การวิจัย และการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน ควบคู่กับการยกระดับศักยภาพการให้บริการด้านการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยมีแหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติที่มีคุณภาพ กระจายอยู่ในทุกภูมิภาค อันจะนำไปสู่การสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

“อยู่รอด” ในโลกที่เปลี่ยนไป… คุณพร้อมรับมือวิกฤตภูมิอากาศแล้วหรือยัง?

               สภาพอากาศสุดขั้วไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป ทั้งคลื่นความร้อนที่รุนแรงขึ้นและภัยธรรมชาติที่คาดเดาได้ยาก 🌡️⛈️ วันนี้ กรมลดโลกร้อน ชวนทุกคนมาอัปเกรด 4 ทักษะสำคัญเพื่อการ “ปรับตัว” และอยู่รอดอย่างปลอดภัยในยุคโลกเดือด 
               การเตรียมพร้อมตั้งแต่วันนี้ คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดสำหรับคุณและครอบครัว 🛡️💚

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

12 เมษายนวันป่าชุมชนชายเลนไทย

               📢 ป่าชุมชนชายเลนเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีคุณค่าและมีบทบาทสำคัญต่อระบบนิเวศชายฝั่งของประเทศไทยอย่างยิ่ง ทั้งในด้านการเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์นานาชนิด รวมถึงช่วยรักษาสมดุลของระบบนิเวศชายฝั่งให้คงความอุดมสมบูรณ์ นอกจากนี้ ป่าชายเลนยังมีบทบาทในการช่วยป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง ลดความรุนแรงของคลื่นลม และเป็นแนวป้องกันภัยธรรมชาติจากทะเลได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังสามารถดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุของภาวะโลกร้อน ช่วยบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
               ป่าชุมชนชายเลนยังมีความสำคัญในมิติทางเศรษฐกิจและสังคม โดยเป็นแหล่งสร้างรายได้และความมั่นคงทางอาหารให้กับชุมชนชายฝั่ง ผ่านการทำประมงพื้นบ้าน และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอย่างยั่งยืน ซึ่งการบริหารจัดการป่าชายเลนในรูปแบบ “ป่าชุมชน” นั้น เน้นให้ประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วมในการดูแล อนุรักษ์ และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอย่างสมดุล เพื่อให้เกิดความยั่งยืนทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน
               การกำหนดให้วันที่ 12 เมษายน เป็นวันป่าชุมชนชายเลนไทย มีเป้าหมายเพื่อสร้างความตระหนักรู้ให้กับประชาชนถึงความสำคัญของป่าชายเลน และส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และดูแลทรัพยากรธรรมชาติให้คงอยู่อย่างยั่งยืน
               🌱 เนื่องในโอกาสวันป่าชุมชนชายเลนไทย ขอเชิญชวนทุกภาคส่วนร่วมกันเห็นคุณค่าและมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และใช้ประโยชน์จากป่าชายเลนอย่างรู้คุณค่า เพื่อรักษาความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ และส่งต่อระบบนิเวศที่สมบูรณ์ให้กับคนรุ่นต่อไปอย่างยั่งยืน

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

แหล่งที่มา :
– 12 เมษายน วันป่าชุมชนชายเลนไทย “ชุมชนเข้มแข็ง ป่าชายเลนยั่งยืน”., TEI : Thailand Environment Institute.
– 12 เมษายน “วันป่าชุมชนชายเลนไทย”., กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช
– 12 เมษายน วันป่าชุมชนชายเลนไทย (Thai Mangrove Community Forests Day)., กองทัพภาคที่ 2

“Just transition” สำคัญอย่างไรต่อการลดก๊าซเรือนกระจกอย่างยั่งยืน

               “การเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นธรรม” หรือ Just Transition เป็นหนึ่งในหลักการสำคัญที่ได้รับการกล่าวถึงภายใต้ความตกลงปารีส (Paris Agreement) โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญในการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศควบคู่กับการคำนึงถึงการเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นธรรม และการสร้างงานที่มีคุณค่าและมีคุณภาพ สอดคล้องกับบริบทการพัฒนาของแต่ละประเทศ ซึ่งแนวคิด Just Transition มีจุดเริ่มต้นตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1970 จากการเคลื่อนไหวของภาคแรงงานที่ต้องการให้การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมเกิดขึ้นโดยไม่สร้างภาระหรือความเหลื่อมล้ำให้กับแรงงานและชุมชน ต่อมา แนวคิดดังกล่าวได้รับการนำมาปรับใช้ในบริบทของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั้งมิติทางสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม ซึ่งภาคีประเทศต่าง ๆ มุ่งเน้นการดำเนินมาตรการลดก๊าซเรือนกระจกและบรรลุเป้าหมาย Net Zero Emissions โดยการเปลี่ยนผ่านดังกล่าวส่งผลกระทบต่อกลุ่มคนและภาคส่วนต่าง ๆ แตกต่างกัน ตัวอย่างเช่น การลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลอาจส่งผลต่อแรงงานและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมดั้งเดิม ขณะที่ภาคพลังงานหมุนเวียนและเทคโนโลยีสะอาดอาจได้รับโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจ ในขณะเดียวกัน ประชาชนกลุ่มเปราะบางหรือผู้มีรายได้น้อยอาจเผชิญข้อจำกัดในการเข้าถึงเทคโนโลยีหรือพลังงานทางเลือกที่มีต้นทุนสูงกว่า หากไม่มีมาตรการรองรับที่เหมาะสม การนำหลักการ Just Transition มาปรับใช้จึงช่วยให้การขับเคลื่อนมาตรการการลดก๊าซเรือนกระจกและการเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำเกิดขึ้นอย่างยั่งยืน โดยเปิดมุมมองการดำเนินงานในด้านการทำงานสีเขียว (Green Job) การคำนึงถึงสิทธิมนุษยชน ความเป็นธรรมทางสังคม และการไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง การลดผลกระทบเชิงลบที่อาจเกิดขึ้น และส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนสามารถมีส่วนร่วมและได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนผ่านอย่างเหมาะสม ซึ่งจะนำไปสู่ประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในระยะยาว
               อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาล่าสุดของกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) ในปี 2025 พบว่า ประเทศส่วนใหญ่ยังมีการกล่าวถึงแนวคิด Just Transition ในแผนการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (NDC) และยุทธศาสตร์การพัฒนาระยะยาวแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ (LT-LEDS) ค่อนข้างจำกัด และยังขาดรายละเอียดเชิงปฏิบัติในการนำหลักการดังกล่าวไปใช้ในภาคส่วนสำคัญ รวมถึงการเสริมสร้างความหลากหลายทางเศรษฐกิจและภูมิคุ้มกันทางสังคม สำหรับประเทศไทย การเพิ่มมุมมองด้าน Just Transition ในการกำหนดนโยบายและแผนด้านการลดก๊าซเรือนกระจก จะช่วยสนับสนุนการมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero Emissions ให้เกิดขึ้นอย่างสมดุลและยั่งยืน โดย NDC 3.0 ประเทศไทยได้ประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมผ่านระบบการประเมินที่คำนึงถึงการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำที่เป็นธรรม โดยมีเป้าหมายเพื่อลดผลกระทบด้านลบ พร้อมเพิ่มโอกาสในการเติบโตอย่างยั่งยืน การสร้างงานสีเขียว และความครอบคลุมทางสังคม ซึ่งจะช่วยให้การเปลี่ยนผ่านด้านสภาพภูมิอากาศเป็นการเปลี่ยนผ่านที่ทุกคนสามารถก้าวไปข้างหน้าร่วมกันได้

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

แหล่งที่มา :
– UNFCCC
– UNFCCC – Katowice Committee of Experts on the Impacts of the Implementation of Response Measures (KCI)
– The London School of Economics and Political Science (LSE)

ปล่อยก๊าซเรือนกระจกก็มีราคาที่ต้องจ่าย! สรุปชัด “ETS” และ “ภาษีคาร์บอน” เครื่องมือคู่ใจสู้โลกร้อน ต่างกันยังไง?

“ราคาคาร์บอน” คือเครื่องมือที่ทำให้การทำลายสิ่งแวดล้อมมีต้นทุน เพื่อเปลี่ยนจาก “การปล่อยมลพิษ” มาเป็น “การรักษ์โลก” แทน 🌱
          📌 Cap-and-Trade (ETS): เหมือน “โควตาคาร์บอน” ใครประหยัดเก่งจนเหลือสิทธิ เอาไปขายเป็นเงินได้! เน้นคุมปริมาณการปล่อยไม่ให้เกินเกณฑ์
         📌 Carbon Tax: เหมือน “ภาษีสิ่งแวดล้อม” จ่ายตามจริงตามจำนวนที่ปล่อย วางแผนง่าย และชัดเจน
ประเทศไทยเรากำลังขยับตัวเตรียมใช้ทั้ง 2 ระบบ เพื่อให้สอดรับกับเทรนด์โลกและปกป้องอนาคตของเราทุกคน

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”