กรมลดโลกร้อน ร่วมกับ GIZ ประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อรับฟังข้อเสนอแนะการพัฒนาแผนที่นำทางแหล่งกักเก็บคาร์บอน (Carbon Sink Roadmap) ของประเทศไทย และพัฒนาศักยภาพผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการกักเก็บคาร์บอน

          เมื่อวันจันทร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ได้ให้เกียรติเป็นประธานกล่าวเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อรับฟังข้อเสนอแนะการพัฒนาแผนที่นำทางแหล่งกักเก็บคาร์บอน (Carbon Sink Roadmap) ของประเทศไทย และพัฒนาศักยภาพผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการกักเก็บคาร์บอน พร้อมด้วย นายศิวัช แก้วเจริญ ผู้อำนวยการ
          กองขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจก นายธวัชชัย แสงคำสุข องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) ประจำประเทศไทย และเจ้าหน้าที่กรม ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 16 – 17 กุมภาพันธ์ 2569 ณ โรงแรม เบสท์ เวสเทิร์น จตุจักร กรุงเทพมหานคร ซึ่งการประชุมในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอแนวทางกระบวนการในการจัดทำแผนที่นำทางแหล่งกักเก็บคาร์บอน (Carbon Sink Roadmap) ของประเทศไทย ผลและแนวทางการดำเนินงาน รวมทั้งขอบเขตพื้นที่ปฏิบัติงานด้านแหล่งกักเก็บคาร์บอนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระบบนิเวศป่าบก ป่าชายเลนและหญ้าทะเล และพื้นที่สีเขียวในเมือง ทั้งนี้ แผนที่นำทางจากสถานการณ์จำลอง (Scenario) โดยการเพิ่มพื้นที่ป่าบกประกอบด้วยป่าธรรมชาติและป่าเศรษฐกิจ ภายในปี พ.ศ. 2580 การเพิ่มพื้นที่ป่าชายเลน และการฟื้นฟูหญ้าทะเล รวมทั้งการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในเมือง พร้อมกับการเพิ่มพื้นที่สาธารณะขั้นต่ำ 10 ตารางเมตร/คน จะสนับสนุนการกักเก็บคาร์บอนที่ 118 MtCO2eq เพื่อบรรลุเป้าหมายการมีส่วนร่วมของประเทศ ฉบับที่ 2 (NDC 3.0) ภายในปี พ.ศ. 2578 ที่ประชุมยังได้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและรับฟังข้อเสนอแนะต่อแนวทาง แผนปฏิบัติการ และข้อเสนอเชิงนโยบายด้านการกักเก็บคาร์บอน รวมทั้ง ได้รับการพัฒนาศักยภาพ และเสริมสร้างองค์ความรู้ผ่านแนวปฏิบัติที่ดี (Good Practice) ในการกักเก็บคาร์บอนของแต่ละระบบนิเวศ เพื่อสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการออกแบบและพัฒนาโครงการด้านการกักเก็บคาร์บอนต่อไป ในการนี้ อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ได้แสดงให้เห็นถึงการตระหนักในความพยายามร่วมกันในการแก้ปัญหาด้านสภาพภูมิอากาศในระดับประเทศและระดับโลก รวมทั้งการบริหารจัดการและการพัฒนาศักยภาพในการเพิ่มพื้นที่ป่าและพื้นที่สีเขียวในเมืองเพื่อเป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนตลอดจนสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”




กรมลดโลกร้อน ร่วมประชุมคณะกรรมการด้านความร่วมมือในการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ ครั้งที่ 1/2569

               เมื่อวันศุกร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ให้เกียรติเป็นประธานประชุมคณะกรรมการฯ ร่วมกับ นายบรรณรักษ์ เสริมทอง เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายชยงค์ บริสุทธิ์สวัสดิ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานเทคโนโลยี คาร์บอนโซลูชั่นและการเติบโตอย่างยั่งยืน บริษัท ปตท.สผ. พร้อมด้วยนายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม นางสาวนารีรัตน์ พันธุ์มณี รองเลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นางสุศมา ปิตากุลดิลก ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานความยั่งยืนและบริหาร บริษัท ปตท.สผ. และคณะทำงาน ได้แก่ ผู้อำนวยการกอง ผู้อำนวยการกลุ่ม และเจ้าหน้าที่กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และ ปตท.สผ. ร่วมประชุม ณ ห้องกรุงเทพ 2 โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว กรุงเทพฯ ซึ่งที่ประชุมได้รายงานความก้าวหน้าในประเด็นการดำเนินงานผลักดันมาตรการทางภาษีเพื่อขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจก โครงการนำร่อง Arthit CCS และ Eastern Thailand CCS Hub การดำเนินงานด้านการอนุรักษ์ ฟื้นฟู ทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพนอกเขตพื้นที่คุ้มครอง (OECMs) ของประเทศไทยและการสนับสนุนเป็นพื้นที่นำร่อง การเชื่อมต่อข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทย (TH-BIF) และการดำเนินงานโครงการถ่านชีวภาพ (Biochar) จากเหง้ามันสำปะหลังเพื่อการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน รวมทั้ง กิจกรรมพัฒนาศักยภาพส่งเสริมการสนับสนุนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระดับพื้นที่ชุมชนเครือข่ายของ ปตท.สผ. และวันสากลแห่งความหลากหลายทางชีวภาพ ประจำปี พ.ศ. 2569 การประชุมสมัชชาภาคีอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ สมัยที่ 17 และที่ประชุมได้รับทราบผลสรุปจากการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 30 (COP30) และการศึกษาดูงานการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความหลากหลายทางชีวภาพ ปี 2568 อีกทั้งในที่ประชุมได้มีการพิจารณาแผนการดำเนินงานการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความหลากหลายทางชีวภาพ ปี 2569 ในการขับเคลื่อนมาตรการทางภาษีโครงการนำร่อง Arthit CCS การยกระดับบัญชีก๊าซเรือนกระจก สาขาพลังงานในหมวดหมู่ 1C การกักเก็บคาร์บอนในพื้นที่อ่าวไทยตอนบน การเพิ่มพื้นที่ OECMs โดยพิจารณาพื้นที่รอบแท่นผลิตในทะเล พื้นที่อนุรักษ์ชายฝั่งทะเลรอบอ่าวไทยของ ปตท.สผ. โครงการ Biochar ที่เป็นกิจกรรมเพื่อสังคมเพื่อลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกร่วมกับภาครัฐ และกิจกรรมการมีส่วนร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชนในระดับประเทศ ภูมิภาคและนานาชาติ หลักสูตรการเรียนรู้เพื่อสนับสนุนแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ รวมทั้ง การแลกเปลี่ยนข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพในระดับพื้นที่ เชื่อมต่อฐานข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับความหลากหลายทางชีวภาพ กับระบบคลังข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทย (TH-BIF) ซึ่งคณะทำงานฯ จะนำข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากที่ประชุมไปขับเคลื่อนการดำเนินงานต่อไป
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”






กรมลดโลกร้อน ร่วมจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ Climate Budget Tagging ครั้งที่ 1


วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานการประชุมเชิงปฏิบัติการเสริมสร้างขีดความสามารถด้านการจัดทำงบประมาณที่คำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Budget Tagging) ครั้งที่ 1 ณ โรงแรมเดอะ ควอเตอร์ ลาดพร้าว บาย ยูเฮชจี สำหรับกลุ่มเป้าหมาย คือ ผู้แทนสำนักงบประมาณ ผู้แทนสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (กองบริหารกองทุนสิ่งแวดล้อม) และหน่วยงานภายในของกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.) รวมประมาณ 40 คน การประชุมครั้งนี้เป็นความร่วมมือภายใต้โครงการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความหลากหลายทางชีวภาพทางทะเลและชายฝั่ง (Climate, Coastal, and Marine Biodiversity: CCMB) ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ผ่านการสนับสนุนภายใต้โครงการ International Climate Initiative (IKI)
          ภาคเช้าเป็นการเชื่อมโยงนโยบายไปสู่การปฏิบัติด้านการจัดทำงบประมาณแผ่นดินที่ต้องคำนึงถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผ่านการนำเสนอและตอบข้อซักถามของ ดร.กิตติศักดิ์ พฤกษ์กานนท์ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และความร่วมมือระหว่างประเทศ ซึ่งร่วมเป็นวิทยากรบรรยายในหัวข้อ “กรอบนโยบายและการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” และนายวุฒิพันธ์ ตันติวงศ์ ผู้อำนวยการกองจัดทำงบประมาณด้านเศรษฐกิจ 2 ซึ่งร่วมเป็นวิทยากรบรรยายในหัวข้อ “บทบาทของสำนักงบประมาณพิจารณาจัดสรรงบประมาณ รวมถึงการติดตามและประเมินผล”
          ภาคบ่ายเป็นการรับฟังการนำเสนอในหัวข้อ “Introduction to Climate Finance and Green Budget Tagging” ซึ่งมุ่งอธิบายแนวคิดพื้นฐานของการเงินด้านภูมิอากาศและการจัดทำ Climate Budget Tagging พร้อมทั้งชี้ให้เห็นถึงข้อดีและข้อจำกัดในการจัดทำและดำเนินการในบริบทของสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development: OECD) ผ่านมุมมองและประสบการณ์ของ Ms. Tamara Kern ผู้แทนจากองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมนี (GIZ)
          การประชุมข้างต้นจะจัดทั้งหมด 4 ครั้ง ซึ่งได้วางแผนดำเนินการภายในปี พ.ศ. 2569 โดยมุ่งเน้นการวางรากฐานความเข้าใจในมิตินโยบาย ระบบงบประมาณ และการเงินเพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อให้สามารถบูรณาการการดำเนินงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และสอดรับกับหลักการจัดสรรงบประมาณในระดับสากล
 “ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”


 

กรมลดโลกร้อน ประชุมหารือร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เพื่อหาแนวทางการจัดทำแผนปฏิบัติการแห่งชาติ (National Action Plan : NAP)

          วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.) นำโดย ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม นายศิวัช แก้วเจริญ ผู้อำนวยการกองขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจก นายปรมินทร์ แสนทรงศักดิ์ เลขานุการกรม และเจ้าหน้าที่ ร่วมประชุมหารือกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) นำโดย ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ประธานอนุกรรมการพัฒนาระบบราชการเกี่ยวกับการส่งเสริมการบริหารภาครัฐระบบเปิดและการมีส่วนร่วม นางอารีย์พันธ์ เจริญสุข ที่ปรึกษาอาวุโส สำนักงาน ก.พ.ร. และนายสุมิทธิ์ เกศวพิทักษ์ ผู้อำนวยการกองพัฒนาระบบบริหารงานส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่น พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมหารือแนวทางการจัดทำแผนปฏิบัติการแห่งชาติ (National Action Plan : NAP) ด้านสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (Climate and Environment) เพื่อยกระดับภาครัฐระบบเปิดด้านสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ณ ห้องประชุมบัวหลวง (401) ชั้น 4 อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม
          ประเทศไทยได้เข้าเป็นสมาชิกภาคีเครือข่ายภาครัฐระบบเปิด (Open Government Partnership : OGP) ส่งผลให้ประเทศไทยมีพันธกิจสำคัญในการจัดทำแผนปฏิบัติการแห่งชาติ (NAP) เพื่อขับเคลื่อนค่านิยมหลักของภาครัฐระบบเปิด อันได้แก่ ความโปร่งใส การมีส่วนร่วมของประชาชน และความรับผิดชอบต่อสาธารณะ ให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรมตามมาตรฐานสากล และที่ประชุมได้พิจารณาหารือในประเด็นที่สำคัญเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Issues) ได้แก่
          1) ด้านการปรับตัว (Climate Adaptation) อธิบดี สส. ได้นำเสนอภารกิจของหน่วยงาน เช่น การทำดัชนีความเสี่ยงในระดับพื้นที่ การสร้างเครือข่ายด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งสามารถบูรณาการกับยุทธศาสตร์ของสำนักงาน ก.พ.ร.
          2) ด้านการลดก๊าซเรือนกระจก (Climate Mitigation) สส. ได้สนับสนุนข้อมูลเพื่อจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (Power Development Plan : PDP) ให้กระทรวงพลังงาน เพื่อการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานที่เป็นธรรม
          3) พื้นที่เชิงยุทธศาสตร์นำร่อง (Strategic Areas) ได้กำหนดพื้นที่เป้าหมายสำคัญในการขับเคลื่อน ได้แก่ สระบุรี (Saraburi Low Carbon and Resilience City) น่าน (NAN Mindfulness and Resilience City) กรุงเทพมหานคร อ่าวพังงา และคุ้งบางกะเจ้า อธิบดี สส. ได้เสนอแนะว่าการดำเนินงานในพื้นที่ควรตอบโจทย์ประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับเป็นสำคัญ และการประเมินการสนับสนุนทั้งด้านการเงินที่จำเป็น รวมทั้งการปรับปรุงกฎ ระเบียบที่เกี่ยวข้อง
     ทั้งนี้ สส. จะสนับสนุนการดำเนินงานดังกล่าว เพื่อให้การจัดทำแผนปฏิบัติการแห่งชาติด้านสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและบรรลุวัตถุประสงค์ในการสร้างธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนและเกิดผลเป็นรูปธรรมตามมาตรฐานสากลต่อไป
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”




กรมลดโลกร้อน ร่วมลงนามคำรับรองการปฏิบัติราชการ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569


            วันนี้ (9 กุมภาพันธ์ 2569) เวลา 10.00 น. ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานในพิธีลงนามคำรับรองการปฏิบัติราชการ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประจําปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมี ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เข้าร่วมพร้อมด้วย คณะผู้บริหาร และหน่วยงานในสังกัด ร่วมลงนามคำรับรองฯ ณ ห้องประชุมอารีย์สัมพันธ์ ชั้น 3 อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมและผ่านระบบ Video Conference
          โอกาสนี้ ปลัดกระทรวงฯ ได้มอบแนวทางการดำเนินงานให้ทุกหน่วยงานทำงานภายใต้แนวคิด “ทส. หนึ่งเดียว” บูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่นและจังหวัด เพื่อลดอุปสรรคทางด้านงบประมาณและขั้นตอนการขอใช้ประโยชน์ในพื้นที่ของภาครัฐ ควบคู่ไปกับการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความโปร่งใสและตรวจสอบได้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคส่วนอื่นและประชาชนในการบริหารจัดการทรัพยากรของประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมให้ความสำคัญกับการทำงานตามตัวชี้วัด (KPIs) ที่ต้องบูรณาการร่วมกันทุกระดับ ตั้งแต่ระดับกระทรวงไปจนถึงระดับบุคคล เพื่อยกระดับคุณภาพการบริหารจัดการองค์กรให้มีมาตรฐานและประสิทธิภาพมากขึ้น
          นอกจากนี้ยังมุ่งเน้นการจัดการทรัพยากรเพิ่มพื้นที่สีเขียว ผ่านกลยุทธ์การลดความสูญเสียจากไฟป่าควบคู่กับการปลูกป่าเสริม และการแก้ไขปัญหา PM 2.5 พร้อมเร่งรัดการปรับปรุงแนวเขตที่ดินรัฐเพื่อขจัดปัญหาพื้นที่ทับซ้อน ขณะเดียวกันได้ขานรับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลด้วยการเพิ่มความคล่องตัวในการอนุมัติอนุญาตโดยเฉพาะการเร่งรัดคำขอใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่า เพื่อให้หน่วยงานราชการและท้องถิ่นสามารถขับเคลื่อนโครงการได้ตามเป้าหมาย รวมไปถึงการมอบหมายให้สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด (ทสจ.) ทำหน้าที่เป็นตัวแทนกระทรวงฯ ในการรายงานความคืบหน้าต่อผู้ว่าราชการจังหวัดอย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาในระดับพื้นที่ได้อย่างเบ็ดเสร็จและบรรลุวัตถุประสงค์ตามที่ตั้งไว้
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”



กรมลดโลกร้อน เปิดตัวโครงการ Climate Action ระดับชุมชน 14 พื้นที่ทั่วประเทศ

                  วันจันทร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม โดยกองส่งเสริมการมีส่วนร่วม
ต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม จัดประชุมออนไลน์ประชุมเปิดตัวโครงการส่งเสริมการดำเนินกิจกรรมของเครือข่ายอาสาสมัครในการจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ผ่านระบบการประชุมทางไกล (Video Conference)
บน Application Zoom Cloud Meetings โดยมี ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม
เป็นประธานการประชุมฯ พร้อมด้วยนายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม นางสาวอุมา ศรีสุข ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการมีส่วนร่วมต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม มีผู้เข้าร่วมประชุมฯ 120 คน ประกอบด้วยผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเพชรบูรณ์ และจังหวัดพังงา ผู้แทนสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติ
และสิ่งแวดล้อมจังหวัด 14 จังหวัด เครือข่าย ทสม. และเครือข่ายสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ ผู้แทนหน่วยงานหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่ รวมทั้งภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง
การประชุมฯ ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเข้าใจที่ตรงกันเกี่ยวกับกรอบและแนวทางการดําเนินโครงการฯ รวมทั้งทําความรู้จักกับตัวแทนจาก 14 พื้นที่เป้าหมาย ทั้งนี้ ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ได้มอบแนวทาง
การดำเนินโครงการฯ ที่สำคัญดังนี้
1. การพัฒนาพื้นที่แบบบูรณาการที่ตอบโจทย์ความต้องการ หรือเป้าหมายได้หลากหลายมิติ
2. การสร้างความเข้มแข็งของพื้นที่เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติ
3. การจัดทำฐานข้อมูลเชิงประจักษ์จากพื้นที่ต้นแบบเพื่อเชื่อมโยงการทำงานระดับกระทรวง
4. การขยายผลความสำเร็จของพื้นที่ต้นแบบไปสู่พื้นที่อื่นทั่วประเทศ
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”


กรมลดโลกร้อนมอบประกาศนียบัตรแต่งตั้ง Climate Change Ambassador 2026


            วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569 กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับ สมาคมนักเรียนเก่าวชิราวุธวิทยาลัยในพระบรมราชูปถัมภ์ และบริษัท ทีพีเอ็น โกลบอล จำกัด ผู้จัดการประกวดนางสาวไทย ประจำปี 2569 จัดพิธีมอบประกาศนียบัตร Climate Change Ambassador 2026 โดย นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ให้เกียรติเป็นผู้มอบประกาศนียบัตรดังกล่าว ให้แก่ผู้เข้าประกวดนางสาวไทย ประจำปี 2569 ทั้ง 39 คน งานวันนี้ได้รับเกียรติจากนายเกียรติคุณ ชาติประเสริฐ ผู้บังคับการวชิราวุธวิทยาลัย พลเรือเอก ปกครอง มนธาตุผลิน นายกสมาคมนักเรียนเก่าวชิราวุธวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ คุณปิยาภรณ์ แสนโกศิก ประธานบริหาร บริษัท ทีพีเอ็น โกลบอล จำกัด นางสาวระเบียบ ภูผา ผู้อำนวยการกองขับเคลื่อนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และแขกผู้มีเกียรติที่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ หอวชิราวุธานุสรณ์ กรุงเทพมหานคร
          ในปีนี้ กรมลดโลกร้อน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ร่วมวางแนวทางกับกองประกวดนางสาวไทย แต่งตั้งให้นางสาวไทย ใน 39 จังหวัด ดำรงตำแหน่ง Climate Change Ambassador เพื่อทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงสำคัญในการสื่อสารและสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับเป้าหมายการพัฒนาประเทศไทยอย่างยั่งยืนบนแนวทางของเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และการมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกคน โดยจะมีการคัดเลือก Climate Change Ambassador จำนวน 5 คน เพื่อเป็น Miss Climate Change 2026 ซึ่งจะประกาศผลในการประกวดนางสาวไทย 2569 รอบตัดสิน ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 ณ แจ้งวัฒนะ ฮอลล์ ชั้น 5.5 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลแจ้งวัฒนะ และถ่ายทอดทั้งระบบดิจิตอล แพลตฟอร์มของทางกองประกวด
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”



ทส. เปิดเวทีอบรม “ปธส.” รุ่น 13 มุ่งเป้าสร้างเครือข่ายผู้นำลุยขับเคลื่อนไทย ยุคภูมิอากาศใหม่ ลดคาร์บอน พร้อมรับภัย สร้างสังคมเท่าเทียม

           นางสาวปรีญาพร สุวรรณเกษ รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ทส.โดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ได้ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดอบรมหลักสูตรประกาศนียบัตรธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อมสำหรับนักบริหารระดับสูง หรือ ปธส. ขึ้นเป็นประจำทุกปี วัตถุประสงค์ เพื่อเพิ่มศักยภาพนักบริหารระดับสูง ในการจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสิ่งแวดล้อมตามหลักธรรมาภิบาล เสริมสร้างประสบการณ์และกระบวนทัศน์ของนักบริหารสิ่งแวดล้อมยุคใหม่ รวมถึงสร้างเครือข่ายความร่วมมือของผู้บริหารระดับสูงระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน รองปลัด ทส. กล่าวอีกว่า สำหรับ ปธส.13 มีผู้ได้รับการคัดเลือกจากภาคเอกชน ข้าราชการจากส่วนกลางและส่วนท้องถิ่น ข้าราชการตุลาการ ข้าราชการทหารและตำรวจ รัฐวิสาหกิจ สถาบันการศึกษา ตลอดจนองค์กรอิสระ สมาคมและมูลนิธิ ให้เข้าร่วม 75 คน โดยใช้เวลาอบรม 182 ชั่วโมง ภายใต้เนื้อหาที่สำคัญตามแนวคิด “ไทยในยุคภูมิอากาศใหม่ : นำการลดคาร์บอน เสริมความพร้อมรับภัย และสร้างสังคมเท่าเทียม หรือ Thailand Climate Leadership : Decarbonization, Resilience, and Social Equity” เช่น หลักธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อมและยุทธศาสตร์การบริหารจัดการ กระแสโลกและแนวโน้มด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และนวัตกรรม การจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นต้น
          “การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ถือเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญของประเทศไทย ที่ต้องขับเคลื่อนให้บรรลุเป้าหมายตามแผนยกระดับเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของไทย หรือ NDC 3.0 โดยมีเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิจากปี 2019 ที่เป็นปีฐานให้ได้ 47% ภายในปี 2035 และมุ่งสู่ Net Zero ภายในปี 2050 ซึ่งต้องใช้ทั้งศักยภาพภายในประเทศและการสนับสนุนจากต่างประเทศ ไม่ว่า การใช้พลังงานสะอาด การพัฒนาเทคโนโลยีที่ไม่ก่อมลพิษ จนถึงการใช้วิธีการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในทุก ๆ มิติ” รองปลัด ทส. กล่าว
          รองปลัด ทส. กล่าว ต่อไปว่า ขณะเดียวกัน การเตรียมความพร้อมรับภัยกับภัยพิบัติ ถือเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ต้องดำเนินการด้วยกระบวนการเชิงรุก ไม่ว่า การวางแผนเชิงพื้นที่ การเสริมสร้างความยืดหยุ่นของภาครัฐและภาคประชาชน โดยปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน ระบบเตือนภัย และมีแผนรับมือภัยพิบัติที่มีประสิทธิภาพ และเป็นข้อมูลสนับสนุนการตัดสินใจของหน่วยงานและชุมชนในระดับท้องถิ่น ควบคู่ไปกับการพัฒนาศักยภาพของบุคลากรผ่านการฝึกอบรม การซักซ้อมแผนรับมือต่อภัยพิบัติ และการสร้างความรู้ความเข้าใจให้ประชาชนสามารถประเมินความเสี่ยงและป้องกันตนเองได้อย่างเหมาะสม
          ขณะที่การสร้างสังคมที่เท่าเทียม รองปลัด ทส. กล่าวว่า เป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืนเช่นกัน นอกจากให้ทุกคนในสังคม เข้าถึงโอกาสการพัฒนาทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน โดยต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังแล้ว ยังหมายถึง การออกแบบนโยบายและกลไกการพัฒนาให้คำนึงถึง “ความเป็นธรรม” ในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การกำหนดทิศทางการพัฒนา การจัดสรรทรัพยากร ไปจนถึงการประเมินผลลัพธ์ โดยเฉพาะในบริบทของการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ขณะเดียวกัน การเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมตัดสินใจและกำหนดอนาคตของตนเอง จะช่วยเสริมสร้างพลังให้ชุมชนสามารถพัฒนาศักยภาพจากฐานทรัพยากรและอัตลักษณ์ของตนได้อย่างยั่งยืน รวมถึงการลงทุนด้านการศึกษา การพัฒนาทักษะและการเข้าถึงเทคโนโลยีอย่างทั่วถึง จะเป็นกุญแจสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำและสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคมช่วยให้ทุกคนเติบโตไปพร้อมกับการพัฒนาของประเทศ และเป็นพลังสำคัญขับเคลื่อนประเทศสู่อนาคตที่ยั่งยืนและเป็นธรรมอย่างแท้จริง
          “หวังว่า ผู้เข้าร่วมหลักสูตร ปธส. รุ่นที่ 13 จะได้นำแนวคิด “ไทยในยุคภูมิอากาศใหม่ : นำการลดคาร์บอน เสริมความพร้อมรับภัย และสร้างสังคมเท่าเทียม” ไปปรับใช้ พร้อมนำไปต่อยอดนำเสนอแนวทางในการสร้างความร่วมมือของภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อให้พร้อมรับปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างยั่งยืนต่อไป”รองปลัด ทส. กล่าว
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”





กรมลดโลกร้อน จัดประชุมคณะทำงานพิจารณาและกลั่นกรองโครงการที่ขอรับการสนับสนุนทางการเงินในกรอบระหว่างประเทศ ครั้งที่ 1/2569

               เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.) เป็นประธานการประชุมคณะทำงานพิจารณาและกลั่นกรองโครงการที่ขอรับการสนับสนุนทางการเงินในกรอบระหว่างประเทศ ครั้งที่ 1/2569 ณ ห้องประชุมอารีย์สัมพันธ์ ชั้น 3 อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม โดยมี ดร.กิตติศักดิ์ พฤกษ์กานนท์ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และความร่วมมือระหว่างประเทศ ทำหน้าที่คณะทำงานและเลขานุการ และคณะทำงานที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ 4 ท่าน ผู้แทนจาก 14 หน่วยงาน และเจ้าหน้าที่ สส.
             โดยที่ประชุมได้รับทราบถึง 1) การเปลี่ยนแปลงผู้มีอำนาจในการรับรองโครงการของประเทศไทย สำหรับกองทุนด้านการปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 2) ขอบเขตอำนาจ บทบาท หน้าที่ของ Designated Authority กลไกพิจารณา และกรอบวงเงินโครงการ สำหรับกองทุนด้านการปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และ 3) ผลการพิจารณาออกหนังสือรับรอง (Letter of Endorsement: LOE) สำหรับแนวคิดโครงการ Enhancing COastal REsilience in the South-East Asia Seas (eCORE-SEAS)
              นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบการออกหนังสือรับรอง (LOE) สำหรับแนวคิดโครงการ จำนวน 6 โครงการ คือ 1) Enhancing Climate (Change) Adaptation and Resilience of Mekong River Communitiesthrough Strengthening of Weather and Climate Services (ECR-MEKONG) 2) Building the Resilience of Persons with Disabilities to Cope with Climate Change in Asia 3) Building Climate-Resilient Community-Based Tourism and Sustainable Supply Chains in Chiang Rai, Thailand 4) Enhancingthe Resilience of Coastal Livelihoods through Marine Ecosystem-based Adaptation on the Gulf of Thailand 5) Building Climate-Resilient Municipalities in Thailand: Integrating Health Adaptation and Climate Change Education และ 6) Microclimate–Energy Nexus Platform for Climate Adaptation in Remote
              ในการนี้ สส. ในฐานะฝ่ายเลขานุการฯ จะเสนอปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมพิจารณาลงนามใน LOE และเสนอต่อกลไกพิจารณาของกองทุนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อทราบต่อไป
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”



กรมลดโลกร้อน ยกระดับกลไก จัดทำระบบติดตามประเมินผลการปรับตัวฯ เชื่อมข้อมูล 6 สาขา รับมือสภาพอากาศสุดขั้ว


                   วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) โดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.) จัดประชุมนำเสนอ “โครงการจัดทำระบบติดตามประเมินผลการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ”เพื่อยกระดับกลไกการติดตามประเมินผลการดำเนินงานด้านการปรับตัวของประเทศไทยให้มีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับเป้าหมายการปรับตัวระดับโลก และรองรับการรายงานในระดับนานาชาติ โดยมีนายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธาน พร้อมด้วย นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ร่วมเป็นเกียรติในพิธีเปิด ซึ่งมี นางสาวระเบียบ ภูผา ผู้อำนวยการกองขับเคลื่อนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กล่าวรายงาน โดยมีผู้เข้าร่วมจากหน่วยงานรายสาขาและผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งในห้องประชุม และผ่านระบบออนไลน์ รวมกว่า 250 คน ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร
               ​นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า จากรายงาน Climate Risk Index (CRI) 2025 พบว่า ในปี 2024 ประเทศไทยมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น อยู่อันดับที่ 17 จากอันดับที่ 72 ในปี 2022 สะท้อนถึงความเปราะบางต่อเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วอย่างชัดเจน ข้อมูลของหน่วยงานบริการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศคอเปอร์นิคัส (Copernicus) ของสหภาพยุโรป และสถาบันเบิร์กลีย์ เอิร์ธ (Berkeley Earth) ของสหรัฐฯ เปิดเผยรายงานประจำปีว่า อุณหภูมิเฉลี่ยโลกในปี 2025 ที่ผ่านมามีค่าสูงกว่ายุคก่อนอุตสาหกรรมอยู่ที่ 1.47 องศาเซลเซียส และอยู่ในลำดับที่ 3 ของอุณหภูมิเฉลี่ยโลกที่ร้อนที่สุด รองจากปี 2024 และ 2023 ตามลำดับ ส่งผลให้ช่วง 11 ปีที่ผ่านมา ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่โลกมีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงสุดเท่าที่เคยมีการบันทึกไว้ นอกจากนี้ Global Risks Report 2026 ฉบับที่ 21 ก็ได้มีการรายงานว่าความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะในด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ยังคงเป็นภัยคุกคามรุนแรงที่สุดของโลกในระยะยาว โดยระบุว่าในระยะสั้น (2 ปี) มีความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศ คือ เหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วที่สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจทันที ส่วนในระยะยาว (10 ปี) มีความเสี่ยงหลัก คือ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ การล่มสลายของระบบนิเวศและผลกระทบสะสมที่อาจทำให้เศรษฐกิจโลกสูญเสียมูลค่ารวมกว่า 10% หากไม่บรรลุเป้าหมาย Paris Agreement และ Net Zero 2050
               นายปวิช กล่าวต่อว่า วันนี้โลกกำลังเคลื่อนมาสู่คำถามที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน คือ “เราจะอยู่กับความเปลี่ยนแปลงนี้อย่างไร” คำตอบนี้ คือ “การปรับตัว” ซึ่งไม่ใช่มาตรการเสริม ไม่ใช่ทางเลือก หากแต่เป็นหัวใจสร้างภูมิคุ้มกันให้กับประเทศ ชุมชน และประชาชน กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ได้จัดทำแผนปฏิบัติการ หรือ action plan ซึ่งเป็นหนึ่งในเป้าหมายการปรับตัวระดับโลก (Global Goal on Adaptation : GGA) ตามมติที่ประชุมรับรอง “Belém Adaptation Indicators” 59 ตัวชี้วัด ประกอบด้วย ตัวชี้วัดรายสาขา (Thematic Target Indicators) 38 ตัวชี้วัด ตัวชี้วัดกระบวน NAP (Dimensional Target Indicators) 21 ตัวชี้วัด ซึ่งตัวชี้วัดเหล่านี้จะถูกนำไปใช้ในการรายงานตามความเหมาะสม ดังนั้น การมีเครื่องมือหรือระบบในการรวบรวมข้อมูล ติดตาม และประเมินผล จะช่วยให้เราทราบว่า ประเทศของเราได้ดำเนินการด้านการปรับตัวอะไรไปแล้วบ้าง เกิดผลลัพธ์จริงหรือไม่ ส่งผลให้การขับเคลื่อนด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
               กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม จึงได้จัดทำระบบติดตามประเมินผลการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ร่วมกับ บริษัท ดิทโต้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อวางแนวทางและออกแบบฐานข้อมูลในลักษณะของเครื่องมือและแพลตฟอร์มที่เป็นระบบหลัก สำหรับรวบรวมและจัดเก็บข้อมูล โดยมีเป้าหมายเพื่อเป็นฐานข้อมูลที่สามารถใช้ในการวิเคราะห์ ออกแบบ หรือเชื่อมโยงกิจกรรมสำหรับรองรับการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ เป็นเครื่องมือหนึ่งของประเทศด้านการปรับตัวอันเป็นกลไกสำคัญที่จะเชื่อมโยงนโยบาย แผนงาน และการปฏิบัติในทุกระดับเข้าด้วยกัน ช่วยให้หน่วยงานสามารถติดตามความก้าวหน้าของแผนปรับตัวตามสาขาต่าง ๆ ได้อย่างเป็นระบบและสามารถเปรียบเทียบระหว่างพื้นที่ และช่วงเวลาได้ สนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบาย การใช้เทคโนโลยี Big Data Iเละ Visualization นำเสนอข้อมูลผ่านแดชบอร์ด ทำให้เข้าใจง่าย สามารถใช้ข้อมูลประกอบการรายงานต่าง ๆ ทั้งในระดับชาติและนานาชาติ
               วันนี้นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการขับเคลื่อนการดำเนินงานตามแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (National Adaptation Plan : NAP) ครอบคลุม 6 สาขาสำคัญ ซึ่งจะเกิดผลเป็นรูปธรรมได้นั้น จำเป็นต้องมีการติดตามและประเมินผลที่มีประสิทธิภาพ สามารถสะท้อนผลลัพธ์ของการดำเนินงานและเชื่อมโยงกับข้อมูลได้จริง ผ่านการพัฒนาระบบติดตามที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ช่วยสนับสนุนการจัดการทรัพยากรและลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงประชาชนชาวไทยมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างยั่งยืน
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”