กรมลดโลกร้อน สร้างความร่วมมือ ทสจ. ขับเคลื่อนเมืองสิ่งแวดล้อมยั่งยืน พร้อมรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

วันนี้ (7 มกราคม 2568) ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานการประชุมเตรียมการจัดงานวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2568 พร้อมด้วยนายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เพื่อติดตามความก้าวหน้าในการเตรียมงานของหน่วยงานภายในกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ณ ห้องประชุมอารีย์สัมพันธ์ ชั้น 3 กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม
งานวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2568 ปีนี้ ทส. จัดกิจกรรมให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้เกี่ยวกับการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนมีจิตสำนึกที่ดีด้านสิ่งแวดล้อม และมีส่วนร่วมปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศให้เกิดความยั่งยืน ภายใต้แนวคิด “รวมพลังเด็กไทย Kids เปลี่ยนโลก” ในวันเสาร์ที่ 11 มกราคม 2568 ณ บริเวณโซนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทำเนียบรัฐบาล โดยมีการแบ่งโซนกิจกรรมการเรียนรู้ออกเป็น 3 โซน ได้แก่ 1) โซนการเรียนรู้ด้านทรัพยากรน้ำในแผ่นดิน 2) โซนการเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อม และ 3) โซนการเรียนรู้ด้านทรัพยากรธรรมชาติ พร้อมด้วยกิจกรรมไฮไลท์ อาทิ การถ่ายภาพกับโมเดล “น้องหมูเด้ง” ขบวนพาเหรดมาสคอต การรณรงค์ให้ความรู้เรื่องลดขยะอาหาร ลดโลกเดือด และกิจกรรมร่วมสนุกบนเวทีกลางเพื่อรับของรางวัลมากมาย รวมทั้งยังได้จัดเตรียมอาหาร ขนมและเครื่องดื่มไว้สำหรับเด็กทุกคนที่เข้าร่วมกิจกรรม ซึ่งเด็ก ๆ สามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้ตั้งแต่เวลา 8.00 – 15.00 น. ณ บริเวณโซนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทำเนียบรัฐบาล

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน จับมือภาคีเครือข่าย เชิญชวนนักวิ่งสายบุญ ร่วมกิจกรรม “We can run : Fund for legs” ปีที่ 2

วันที่ 18 ธันวาคม 2567 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) โดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับ ภาคีเครือข่าย แถลงข่าว เชิญชวนนักวิ่งและผู้ที่สนใจ ร่วมกิจกรรม เดิน-วิ่ง มินิมาราธอนการกุศล Recycle for Life “We can run: Fund for legs” ปีที่ 2 เพื่อสนับสนุนการผลิตขาเทียม ส่งต่อคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้พิการมีความยากไร้ พร้อมสร้างสังคมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยมี ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานในพิธีเปิดการแถลงข่าว พร้อมด้วย ศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์นิเวศน์ นันทจิต เลขาธิการมูลนิธิขาเทียม ในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี คุณกิติยา แสนทวีสุข กรรมการและเหรัญญิก มูลนิธิการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน (มูลนิธิ 3R) ผู้บริหารภาคีเครือข่ายภาคเอกชน ร่วมแถลงข่าว และมีการเปิดมุมมองการสร้างแรงบันดาลใจ โดยคุณเบเบ้ ธันย์ชนก ฤทธินาคา Influencer ดารานักแสดง คุณหลุยส์ เฮด ดารา นักแสดง จาก 7 สี ปันรักให้โลก ผู้ได้รับขาเทียมจากมูลนิธิขาเทียมฯ และนักวิ่งผู้เป็นแรงบันดาลใจ ร่วมเปิดมุมมอง ณ ชั้น 3 อาคารไทยเบฟควอเตอร์ ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพมหานคร
ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า สืบเนื่องจากปี 2566 ที่ผ่านมา กรมลดโลกร้อน ร่วมกับภาคีเครือข่าย จัดกิจกรรมเดิน-วิ่ง มินิมาราธอน “We can run: Fund for legs” ภายใต้โครงการ Recycle for Life เพื่อมูลนิธิขาเทียม ในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ณ บริเวณลานกลางท้องสนามหลวง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร โดยมีเป้าหมายสนับสนุนการผลิตขาเทียม มอบแด่ผู้พิการที่มีความยากไร้ ให้กลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีและสามารถใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างปกติ ซึ่งได้รับความสนใจจากประชนเป็นอย่างดี และได้มีการส่งมอบขาเทียมให้กับมูลนิธิขาเทียมฯ 85 ขา เป็นมูลค่ากว่า 2,125,000 บาท อีกทั้งสามารถรวบรวมกระป๋องอลูมิเนียมใช้แล้วกลับเข้าสู่ระบบรีไซเคิล 4,080,000 ใบ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 484.5 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า โดยการรีไซเคิลกระป๋องเทียบกับการขุดแร่ใหม่
ดร.พิรุณ กล่าวต่อว่า สำหรับการจัดกิจกรรม เดิน-วิ่ง มินิมาราธอนการกุศล Recycle for Life “We can run: Fund for legs” ปีที่ 2 ในครั้งนี้ ยังคงเป็นการจัดงานแบบปลอดคาร์บอน (Carbon Neutral Event) ซึ่งเกิดขึ้นจากการผนึกกำลังของภาคีเครือข่าย ประกอบด้วย มูลนิธิขาเทียม ในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี มูลนิธิการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน (มูลนิธิ 3R) บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) กลุ่มธุรกิจ TCP บริษัท ไทยน้ำทิพย์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด บริษัท หาดทิพย์ จำกัด (มหาชน) บริษัท ไทยเบเวอร์เรจแคน จำกัด บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ รีไซเคิล จำกัด ช่อง 7HD โครงการ 7 สี ปันรักษ์ให้โลก โดยกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 30 มีนาคม 2568 ณ บริเวณลานกลางท้องสนามหลวง แบ่งเป็น 2 ระยะทาง ได้แก่ ระยะ Mini Marathon 10 กิโลเมตร และระยะ Micro Marathon 5 กิโลเมตร อีกทั้ง ในครั้งนี้มีเป้าหมายที่เข้มข้นมากขึ้น ด้วยการตั้งเป้าสนับสนุนการผลิตขาเทียม 100 ขา คิดเป็นมูลค่ากว่า 2,500,000 บาท รวบรวมกระป๋องอลูมิเนียมใช้แล้วกลับเข้าสู่ระบบรีไซเคิล 4,800,000 ใบ โดยนักวิ่งนำ “กระป๋องอลูมิเนียมเปล่า จำนวน 5 กระป๋อง” มาแลกรับเสื้อและบิบ และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 570 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ทำให้กิจกรรมดี ๆ ในครั้งนี้ นอกจากจะช่วยส่งเสริมให้ทุกคนหันมาสนใจการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่ดีของตัวเองแล้ว ยังสามารถช่วยให้คนอื่นมีคุณภาพชีวิตที่ดีอีกด้วย จึงขอใช้โอกาสนี้เชิญชวนผู้ที่รักการวิ่งและผู้ที่สนใจ สมัครเข้าร่วม กิจกรรมเดิน-วิ่ง มินิมาราธอนการกุศล Recycle for Life “We can run: Fund for legs” ปีที่ 2 โดยสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง Facebook page กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในส่งต่อคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้พิการที่มีความยากไร้ พร้อมสร้างสังคมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ด้วยหลักแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ไปด้วยกัน

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน เปิดเวทีกำหนดทิศทางการดำเนินงานด้านการปรับตัวฯ 6 สาขาความเสี่ยง เร่งขยายผลสู่ระดับพื้นที่

วันที่ 17 ธันวาคม 2567 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) โดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.) เปิดงานทิศทางประเทศไทยกับภารกิจด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์การดำเนินงานใน 6 สาขาความเสี่ยง เพื่อขยายผลการขับเคลื่อนจากส่วนกลางไปสู่ระดับพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีนายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วย ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวรายงาน และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ โรงแรม เดอะ สุโกศล กรุงเทพมหานคร
​นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า จากข้อมูล IPCC ระบุว่า ที่ผ่านมาอุณภูมิของโลกได้เพิ่มสูงขึ้นแล้ว 1.3 องศาเซลเซียส และในอีก 5 ปีข้างหน้า มีโอกาสที่จะเกิน 1.5 องศาเซลเซียส ซึ่งผลกระทบที่สำคัญ ได้แก่ การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล ปะการังเสี่ยงอยู่ในภาวะฟอกขาว เกิดภัยแล้งรุนแรงในบางภูมิภาคของโลก ผลผลิตทางการเกษตรลดลง อีกทั้งรูปแบบของภูมิอากาศทั่วโลกในบางพื้นที่ เริ่มเปลี่ยนแปลงแล้วเมื่อเทียบกับอดีต สำหรับประเทศไทยจะเผชิญกับความเสี่ยงที่รุนแรงและยากต่อการคาดการณ์มากขึ้น เช่น ภาคใต้เกิดฝนตกหนักแบบกระจุกตัว (Rainbomb) เกิดน้ำท่วมฉับพลันและดินโคลนถล่ม ประชาชนได้รับผลกระทบกว่า 7 แสนครัวเรือน มีผู้เสียชีวิต 35 ราย มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจราว 5 พัน – 1 หมื่นล้านบาท และจากการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 29 (COP29) ที่ผ่านมา ได้มีการพิจารณาตัวชี้วัดเป้าหมายด้านการปรับตัวระดับโลก (Global Goal on Adaptation : GGA) โดยจะสรุปผลการจัดทำตัวชี้วัดดังกล่าวในการประชุมที่บอนน์ ประเทศเยอรมนี ในช่วงกลางปีหน้า ขณะที่เป้าหมายการสนับสนุนทางการเงินเพื่อแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก (BAKU Finance Goal) มีมติเห็นชอบการระดมเงินทุนจากประเทศพัฒนาแล้ว 3 แสนล้านเหรียญสหรัฐต่อปี ภายในปี พ.ศ. 2578 ซึ่งยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา จึงเสนอวงเงินที่ต้องการอย่างน้อย 1.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐต่อปี เพื่อดำเนินการลดก๊าซเรือนกระจก การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการลดความสูญเสียและความเสียหายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
สำหรับประเทศไทย ได้ถูกจัดอันดับประเทศที่ได้รับความเสี่ยงจากเหตุการณ์ภูมิอากาศสุดขั้ว เป็นอันดับ 9 ของโลก จำเป็นต้องเร่งดำเนินการเรื่องการปรับตัว ซึ่งที่ผ่านมา ทส. โดยกรมลดโลกร้อน ได้จัดทำแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (NAP) ที่สอดคล้องกับเป้าหมายด้านการปรับตัวระดับโลก และได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 2 เมษายนที่ผ่านมา ซึ่งในปี 2568 จะจัดทำแผนปฏิบัติการด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศรายสาขา (Thailand’s Action Plan on Adaptation) เพื่อขับเคลื่อนงานด้านการปรับตัวสู่ระดับพื้นที่ โดยจะมีโครงการสำคัญ (Flagship Project) ภายใต้แผนปฏิบัติการฯ นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาข้อมูลการคาดการณ์ภูมิอากาศในระยะยาวจากแบบจำลองภูมิอากาศ และการปรับปรุงแผนที่ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพื่อสนับสนุนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปใช้ในการวางแผนและกำหนดนโยบาย อีกทั้ง ทส. ได้ลงนาม MOU ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข ขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการปรับตัวฯ สาขาสาธารณสุขภายใต้แผน NAP เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา และจะมีแผนจะลงนาม MOU ให้ครบ 5 สาขา ประกอบด้วยกระทรวงมหาดไทย กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนเป้าหมายด้านการปรับตัวระดับโลกและระดับประเทศ สู่ระดับจังหวัดและท้องถิ่น โดยจะเชื่อมโยงกับการดำเนินงานภายใต้แผนปฏิบัติการปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับพื้นที่ รับผิดชอบโดยสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด
สำหรับงานในวันนี้นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการสร้างความร่วมมือเพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงาน เพื่อให้ประชาชนชาวไทยมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างยั่งยืน

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน จัดประชุมคณะอนุกรรมการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้านกฎหมาย ครั้งที่ 15/2567

เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2567 ที่ผ่านมา กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) จัดการประชุมคณะอนุกรรมการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้านกฎหมาย ครั้งที่ 15/2567 โดยมี นายชัชชม อรรฆภิญญ์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมายในคณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ เป็นประธาน ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นรองประธาน นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นอนุกรรมการและเลขานุการ และนายกิตติศักดิ์ พฤกษ์กานนท์ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และความร่วมมือระหว่างประเทศ ทำหน้าที่อนุกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ ณ ห้องประชุมอารีย์สัมพันธ์ อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม โดยคณะอนุกรรมการฯ รับทราบความก้าวหน้าร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. และร่วมกันพิจารณาร่างแนวทางปฏิบัติสำหรับการใช้คาร์บอนเครติดเพื่อวัตถุประสงค์ระหว่างประเทศ
มติที่ประชุม เห็นชอบในหลักการต่อร่างแนวทางปฏิบัติสำหรับการใช้คาร์บอนเครติดเพื่อวัตถุประสงค์ระหว่างประเทศ และมอบหมายให้ สส. เสนอคณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ และคณะรัฐมนตรีตามขั้นตอนต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

ดร.เฉลิมชัย นำขบวนรณรงค์ เที่ยวงานกาชาดแบบเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ลดใช้ Single-use plastic ลดปัญหาสิ่งแวดล้อม

วันที่ 16 ธันวาคม 2567 ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วยนายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดร.พิรุณ สัยยสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และผู้บริหาร ทส. ร่วมขบวนเดินรณรงค์ เที่ยวงานกาชาดแบบเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ลดใช้ Single-use plastic คัดแยกขยะก่อนทิ้ง เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ณ สวนลุมพินี กรุงเทพมหานคร
งานกาชาดประจำปี 2567 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 11 – 22 ธันวาคม 2567 ภายใต้แนวคิด“ทศมราชา 72 พรรษาถวายพระพร” โดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ได้ร่วมออกร้านกาชาด ภายใต้แนวคิด “ทศมราชา นทีชีวา ประชาร่มเย็น” อีกทั้งมีกิจกรรมภายในร้านกาชาด ทส. ที่น่าสนใจหลายกิจกรรม ทั้งการแสดงนิทรรศการโครงการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 รวม 21 โครงการ กิจกรรมให้ความรู้ด้านสิ่งแวดล้อม โดยมีกิจกรรม“เกมบิงโกลดโลกเดือด” และ“เกมมองอนาคตลดโลกเดือด” เพื่อรณรงค์สร้างความรู้ความเข้าใจด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม การคัดแยกขยะ กิจกรรมร่วมถ่ายภาพกับโมเดลน้องหมูเด้ง การแสดงจาก 20 มาสคอตของหน่วยงานในสังกัด ทส. การแสดงดนตรี ตลอดจนร่วมลุ้นรางวัลกับกิจกรรมสอยดาว รวมทั้งการแจกกล้าไม้และน้ำดื่ม “ฟรี” ตลอด 12 วัน 12 คืน
นอกจากนี้ ยังได้จัดกิจกรรมรณรงค์เชิญชวนประชาชนที่มาเที่ยวงานร่วมกันงดใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว (single-use plastic) จำนวน 3 ประเภทด้วยกัน ได้แก่ ถุงพลาสติกหูหิ้ว (ถุงก๊อบแก๊บ) แก้วพลาสติกและหลอดพลาสติก และโฟมบรรจุอาหาร อีกทั้งเชิญชวนให้พกถุงผ้า กระบอกน้ำส่วนตัว และเดินทางมาเที่ยวงานโดยรถสาธารณะ เพื่อร่วมกันลดการสร้างขยะใหม่อันจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งขอความร่วมมือจากหน่วยงาน ร้านค้า ต่างๆ และผู้มาเที่ยวงานร่วมกันคัดแยกขยะก่อนทิ้ง ซึ่งภายในงานจะมีเจ้าหน้าที่ และจิตอาสา จากสำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร ให้คำแนะนำการคัดแยกขยะตามจุดต่างๆ โดยขยะที่มีการคัดแยกประเภทเรียบร้อยแล้วจะถูกนำไปกำจัดอย่างถูกวิธี ซึ่งการจัดการขยะในงานกาชาดจะสามารถนำไปเป็นโมเดลต้นแบบของงานมหกรรมรื่นเริงการกุศลที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Fair) ให้กับงานอื่น ๆ ต่อไปด้วย ซึ่งการจัดงานในครั้งนี้ได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นจำนวนมาก

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

ปลัดฯ ทส. ร่วมเสวนา กรุงเทพฯ เมืองหลวงแห่งอนาคต เมืองแห่งศตวรรษที่ 22

วันนี้ (14 ธันวาคม 2567) เวลา 16.00 น. นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ปกท.ทส.) ร่วมเสวนาในหัวข้อ กรุงเทพฯ เมืองหลวงแห่งอนาคต : วิสัยทัศน์และแผนการพัฒนาเมืองศตวรรษ ที่ 22 ร่วมกับ ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ประธานมูลนิธิโรงพยาบาลพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารในพระสังฆราชูปถัมภ์ โดยมี ศ.สพ.ญ.ดร.นันทริกา ชันซื่อ ประธานมูลนิธิ เอิร์ธ อะเจนด้า เป็นผู้ดำเนินการเสวนา จัดโดยชมรมศิษย์เก่าหลักสูตรมหานคร ในงาน รวมพลคนมหานคร 11+1 ซึ่งมี นายพินิจ จารุสมบัติ ประธานชมรมศิษย์เก่าหลักสูตรมหานคร เป็นประธานกล่าวเปิดงาน และมี ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เข้าร่วม ณ อาคารอเนกประสงค์ วปอ. ถนนวิภาดี กรุงเทพฯ
โดยปลัดฯ จตุพร ในฐานะศิษย์เก่าหลักสูตรมหานคร รุ่นที่ 1 ได้กล่าวแสดงวิสัยทัศน์ถึงการพัฒนากรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองหลวงแห่งอนาคตที่ทุกคนอยากมาอยู่ ว่า ปัจจุบันปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อเมืองหลวงทั่วโลก โดยเฉพาะ กรุงเทพฯ ในฐานะเมืองศูนย์กลางของประเทศไทย ได้รับการประเมินว่า เป็นเมืองที่มีความเสี่ยงสูงที่สุดเป็นอันดับ 9 ของโลกที่จะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ดังนั้น การจะเป็นเมืองแห่งอนาคต กรุงเทพฯ จะต้องเป็นเมืองแห่งความยืดหยุ่น (Resilient city) ที่สามารถรับมือและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงหรือภัยต่าง ๆ ทั้งภัยจากธรรมชาติ และภัยจากการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศได้ นอกจากนี้ กรุงเทพฯ ยังเป็นเมืองที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงที่สุดในประเทศไทย หรือประมาณ 10% ของประเทศ ดังนั้น ต้องมีการวางแผนการดำเนินงานตามเป้าหมายที่ประเทศกำหนดในการลดก๊าซเรือนกระจกให้มีความสอดคล้องกัน จึงจะทำให้กรุงเทพฯ มีความยั่งยืน และพร้อมต้อนรับคนทุกคนให้อยู่ในเมืองได้อย่างปลอดภัย ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นของ ศ.ดร.สุชัชวีร์ ศิษย์เก่าหลักสูตรมหานคร รุ่นที่ 5 ที่เห็นว่าทางรอดที่สำคัญของกรุงเทพฯ คือ ต้องเร่งวางแนวทางในการแก้ปัญหาที่สำคัญ 2 เรื่อง คือ เรื่องของการศึกษา และเรื่องของสิ่งแวดล้อม ที่จะทำให้กรุงเทพฯ สู้กับภัยพิบัติจากการเปลี่ยนแปลงในอนาคตได้

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

DCCE ร่วมกับ GIZ และ RU-CORE จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ หารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อชุดข้อมูลที่ใช้ในการประเมินความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

วันศุกร์ที่ 13 ธันวาคม 2567 กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (DCCE) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) และศูนย์วิจัยการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศระดับภูมิภาคและพลังงานทดแทน มหาวิทยาลัยรามคำแหง (RU-CORE) จัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อทวนสอบและรวบรวมข้อเสนอแนะเพิ่มเติมต่อร่างชุดตัวแปรและดัชนีสำหรับการประเมินความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ณ โรงแรม เดอะ ควอเตอร์ อารีย์ บาย ยูเอชจี กรุงเทพมหานคร โดยมีนายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานเปิดการประชุมในสาขาการจัดการทรัพยากรน้ำ และนางสาวระเบียบ ภูผา ผู้อำนวยการกองขับเคลื่อนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นประธานเปิดการประชุมในสาขาการตั้งถิ่นฐานและความมั่นคงของมนุษย์ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กองขับเคลื่อนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผู้เชี่ยวชาญและเจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมการประชุม ประมาณ 60 คน​
ที่ประชุมได้ให้ความเห็นต่อ (ร่าง) ชุดตัวแปรและดัชนีสำหรับการประเมินความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งประกอบด้วย ภัยอันตรายจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (Climate Hazard) การเปิดรับความเสี่ยง (Exposure) ความเปราะบาง (Vulnerability) ความไว (Sensitivity) และความสามารถในการปรับตัว (Adaptive Capacity) โดยกรมลดโลกร้อน จะนำข้อคิดเห็นจากการประชุมไปพัฒนาชุดข้อมูลสำหรับประเมินความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและปรับปรุงระบบฐานข้อมูลความเสี่ยงเชิงพื้นที่จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ร่วมกับ TU-RAC จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นต่อห่วงโซ่ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สาขาการตั้งถิ่นฐานและความมั่นคงของมนุษย์

วันศุกร์ที่ 6 ธันวาคม 2567 กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.) โดยกองขับเคลื่อนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ร่วมกับ สถาบันวิจัยและให้คำปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (TU-RAC) จัดประชุมเพื่อรับฟังความคิดเห็นต่อห่วงโซ่ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สาขาการตั้งถิ่นฐานและความมั่นคงของมนุษย์ และคู่มือการจัดทำห่วงโซ่ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ณ โรงแรม เดอะ สุโกศล กรุงเทพมหานคร และผ่านระบบออนไลน์ (Zoom meeting) โดยได้รับเกียรติจาก นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานกล่าวเปิดการประชุม ผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วย ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ผู้แทนจากสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเครือข่ายภาคประชาสังคม นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ รวมทั้งเข้าประชุมในรูปแบบออนไลน์ จำนวน 175 คน ทั้งนี้กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมจะนำข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะไปปรับปรุงข้อมูลห่วงโซ่ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและคู่มือฯ ให้มีความครบถ้วน สมบูรณ์ ก่อนนำไปเผยแพร่ให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อใช้ประโยชน์ต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

ดร.เฉลิมชัย เปิดงานวันสิ่งแวดล้อมไทย และวัน ทสม. แห่งชาติ ปี 2567 นำเสนอผลการประชุม COP29 มุ่งยกระดับความร่วมมือภาครัฐ-เอกชน-ประชาสังคม แก้ไขปัญหาโลกเดือด สู่เป้าหมายระดับโลก

วันที่ 4 ธันวาคม 2567 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เปิดกิจกรรมเนื่องในวันสิ่งแวดล้อมไทยและวันอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้านแห่งชาติ ประจำปี 2567 ภายใต้แนวคิด “Impact – Driven Policy: Empowering Action for Change รวมพลังลดโลกเดือด: เปลี่ยนเรา เปลี่ยนโลก” พร้อมเปิดเวทีนำเสนอผลการประชุม COP29 มุ่งยกระดับความร่วมมือ ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม แก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทยสู่เป้าหมายระดับโลก โดยได้รับเกียรติจาก ดร. เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานในพิธีเปิดงาน และกล่าวรายงานโดยนายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ณ ห้องประชุมวายุภักษ์ ชั้น 4 โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะกรุงเทพมหานคร
ดร. เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า สืบเนื่องจากจุดเริ่มต้นของวันสิ่งแวดล้อมไทย พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงห่วงใยต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมของไทยและโลกที่นับวันจะทวีความรุนแรงขึ้น และให้ถือเป็นหน้าที่ของทุกคนที่ร่วมมือกันแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม และนับเป็นระยะเวลากว่า 30 ปี ที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้น้อมนำพระราชดำรัสมาเป็นแนวทางการขับเคลื่อนภารกิจให้เกิดผลสัมฤทธิ์ โดยมุ่งเน้นให้เครือข่ายภาคประชาชน เครือข่าย ทสม. เป็นฟันเฟืองสำคัญในการส่งเสริมการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ระดับท้องถิ่น ระดับประเทศ ส่งผลต่อเนื่องไปสู่การดำเนินงานร่วมกับประชาคมโลก และในโอกาสนี้ อยากให้ทุกคนเห็นความสำคัญกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเป็นปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมระดับโลก ที่ประเทศไทยได้รับผลกระทบในขณะนี้ และจะต่อเนื่องไปอีกในระยะยาว ทำให้ประเทศไทยจำเป็นต้องยกระดับการดำเนินงาน ตามพันธกรณีภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความตกลงปารีส โดยเร่งสร้างความพร้อมของการดำเนินงานในมิติการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศให้บรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน ในปี ค.ศ. 2050 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ในปี ค.ศ. 2065 รวมทั้งสร้างภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแก่ทุกภาคส่วน
ดร. เฉลิมชัย กล่าวต่อว่า จากการประชุม COP29 ณ ประเทศอาเซอร์ไบจาน ช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ประเทศไทยได้แสดงความมุ่งมั่นในการยกระดับการดำเนินงานทั้งการปฏิบัติตามเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจก รวมถึงบูรณาการแผนการปรับตัวระดับชาติให้เชื่อมโยงกับระดับท้องถิ่น พร้อมกับการเร่งพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้าให้แก่ประชาชนระดับพื้นที่ โดยเน้นย้ำว่าการสนับสนุนด้านการเงินเพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตามกรอบอนุสัญญาฯ จะเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนการดำเนินงานดังกล่าวให้เกิดขึ้นจริง ซึ่งแนวทางดำเนินงานของประเทศไทย มีความมุ่งมั่นให้ภาครัฐเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนการดำเนินงาน โดยมีภาคเอกชน และภาคประชาชน เครือข่าย ทสม. เป็นกลไกสนับสนุนการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ส่งเสริมให้เกิดการมีส่วนร่วมของประชาชนในระดับพื้นที่ และมีความรู้ความเข้าใจที่ลึกซึ้งและชัดเจน ให้สามารถขับเคลื่อนการดำเนินงานอย่างได้อย่างเป็นรูปธรรม
​“สุดท้ายนี้ ขอเน้นย้ำว่าปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นปัญหาระดับโลก และต้องใช้ระยะเวลายาวนานในการจัดการปัญหาร่วมกัน จึงขอให้ใช้โอกาสนี้ สื่อสารสาระสำคัญจากผลการประชุม COP29 ในมุมมอง “จากโลกสู่เรา เพื่อเปลี่ยนเรา เปลี่ยนโลก” และมุ่งหวังให้ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ได้รับรู้และร่วมกันขับเคลื่อนการดำเนินงานไปสู่เป้าหมายของประเทศอย่างเหมาะสมและเป็นรูปธรรม เพื่อส่งต่อโลกใบนี้ให้แก่อนุชนรุ่นหลังต่อไปได้อย่างยั่งยืน”
​สำหรับกิจกรรมเนื่องในวันสิ่งแวดล้อมไทย และวัน ทสม. แห่งชาติ ปี 2567 ครั้งนี้ ได้มีการเปิดเวทีนำเสนอสรุปผลการประชุม COP29 โดย ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม รวมถึงการเสวนาในหัวข้อ “Impact – Driven Policy : Empowering Action for Change รวมพลังลดโลกเดือด: เปลี่ยนเรา เปลี่ยนโลก” และ “สาระสำคัญจาก COP29 สู่การดำเนินงานของประเทศไทย” ในประเด็นต่างๆ ได้แก่ กรอบความโปร่งใสภายใต้ความตกลงปารีส (Transparency Framework) การเงินเพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Finance) ความสูญเสียและความเสียหาย (Loss and Damage) และเป้าหมายการปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเสริมพลังการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Action for Climate Empowerment) และการเสริมศักยภาพ (Capacity Building) รวมถึง ความร่วมมือภายใต้กลไกข้อ 6 ของความตกลงปารีส (Article6) อีกทั้งการจัดแสดงนิทรรศการให้ความรู้สาระสำคัญจาก COP29 และผลการดำเนินงานของ เครือข่าย ทสม. โดยมีผู้เข้าร่วมงานจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน เยาวชนและเครือข่ายสถานศึกษา องค์กรระหว่างประเทศ และ เครือข่าย ทสม. รวมกว่า 800 คน ทั้งนี้ การจัดงานครั้งนี้ เป็นการจัดงานแบบคาร์บอนนิวทรัลอีเว้นท์ ได้มีการนำคาร์บอนเครดิตจากโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย หรือ T-VER มาชดเชยปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

 

“กรมลดโลกร้อน” เปิดเวทีนำเสนอผลงานเครือข่าย ทสม. ปี 2567 มุ่งสร้างความเข้มแข็ง บูรณาการเครือข่าย แก้ไขปัญหาโลกเดือด

วันที่ 3 ธันวาคม 2567 กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดการประชุมเครือข่าย ทสม. ประจำปี และกิจกรรมวัน ทสม. แห่งชาติ” ภายใต้แนวคิด “IMPACT – DRIVEN POLICY: รวมพลัง ทสม. ลดโลกเดือด: เปลี่ยนเรา เปลี่ยนโลก” พร้อมเปิดเวทีนำเสนอผลการดำเนินงานเครือข่าย ทสม. ปี 2567 แลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์การทำงานด้านการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม พร้อมการตั้งรับปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมี ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานในพิธีเปิด และมีผู้แทนเครือข่าย ทสม. และผู้แทนสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดทั่วประเทศ กว่า 400 คน เข้าร่วมประชุม ณ โรงแรมมารวย การ์เด้น กรุงเทพมหานคร
ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า “ทสม.” เป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ ตลอดจนเป็นผู้ประสานงานในท้องถิ่นเพื่อพัฒนาความร่วมมือระหว่างภาคประชาชน หน่วยงานของรัฐ และองค์กรท้องถิ่น ในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทั้งในระดับชุมชน ท้องถิ่น และจังหวัด จนเกิดผลงานอย่างเป็นรูปธรรม
ซึ่งปัจจุบัน มีสมาชิก ทสม. จำนวน 290,976 คน ครอบคลุมทั่วประเทศ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กรมฯ ได้สร้างความรู้ ความเข้าใจให้กับเครือข่าย ทสม. เรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงการส่งเสริมบทบาทให้เครือข่าย ทสม. เป็น “โซ่ข้อกลาง” เชื่อมประสานการทำงานระหว่างภาครัฐและประชาชนในพื้นที่ให้มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม และมีความตระหนักต่อคุณค่า ความสำคัญของฐานทรัพยากรต่าง ๆ ในชุมชน จนนำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและมีวิถีชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และการตั้งรับปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยดำเนินการ ตามหลัก 4 ป. ได้แก่ ประสาน ประชาสัมพันธ์ ปฏิบัติ และประเมินผล พร้อมสนับสนุนการขับเคลื่อนการดำเนินงานอย่างเต็มที่ ทั้งเรื่องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การเสริมสร้างความสามารถในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่สอดคล้องตามบริบทของพื้นที่ตนเอง
การดำเนินงานในปี 2567 กรมฯ ได้ส่งเสริมและสนับสนุนการขับเคลื่อนการดำเนินงานของเครือข่าย ทสม. โดย (1) ปรับปรุงระเบียบ หลักเกณฑ์ และข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สอดคล้องกับโครงสร้างและภารกิจ ของกรมฯ ภารกิจด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (2) ปรับปรุงฐานข้อมูล ทสม. ให้เป็นภาพรวมของกรมฯ (3) การโอนเงินสนับสนุน การพัฒนาเครือข่าย ทสม. 76 จังหวัด (4) ถอดบทเรียนเสริมองค์ความรู้ สู่ผลสำเร็จของ ทสม. และเครือข่าย ทสม. ดีเด่น (6) การอบรม/ประชุม เชิงปฏิบัติการ สร้างการเรียนรู้ การขับเคลื่อนงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และขยายองค์ความรู้ทั้งเชิงประเด็นและเชิงพื้นที่ ในมิติด้านการปรับตัวและการลดก๊าซเรือนกระจก (7) การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของเครือข่าย ทสม. ผลิตผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ( 8 ) การสร้างเครือข่ายเฝ้าระวัง ไฟป่า ลดหมอกควัน (9) การส่งเสริมบทบาทและพัฒนาศักยภาพเครือข่าย ทสม. โดย “ส่งเสริมเครือข่าย ทสม. สู่สังคมคาร์บอนต่ำ” (10) การส่งเสริมให้เครือข่าย ทสม. เข้าถึงแหล่งทุนด้านสิ่งแวดล้อม (กองทุนสิ่งแวดล้อม) (11) การพัฒนาพื้นที่ต้นแบบ/พื้นที่ขยายผล เพื่อขอรับใบรับรอง LESS
สำหรับในปี 2568 กรมฯ จะยังคงมุ่งเน้นการเสริมสร้างความเข้มแข็งและบูรณาการความร่วมมือของเครือข่ายทุกภาคส่วน โดยมี 5 เป้าหมาย ได้แก่ (1) เครือข่ายและภาคีทุกภาคส่วนสามารถขับเคลื่อนกิจกรรมด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมได้อย่างต่อเนื่อง (2) มีพื้นที่ที่มีการขับเคลื่อนกิจกรรมอย่างเป็นรูปธรรมและต่อเนื่อง (3) มีเครือข่ายในการทำงานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง (4) ประชาชนมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนกิจกรรมด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และ (5) ประชาชน ชุมชน มีพฤติกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยการดำเนินโครงการในปี 2568 นี้ จะต้องตอบโจทย์สถานการณ์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย มุ่งมั่นแก้ไขปัญหาที่สอดคล้องเวทีโลก COP 29 อีกทั้งจำเป็นต้องทำงานในเชิงรุกเพื่อแสดงพลังร่วมมือ พร้อมกำหนดแนวทางร่วมกัน ทั้งประเด็นการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การบูรณาการการดำเนินงานในระดับพื้นที่ กลไกทางการเงิน รวมถึงการสื่อสารกับภาคีที่เกี่ยวข้องเพื่อกระตุ้นและสร้างกระแสให้สังคมรับรู้ถึงปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”