กรมลดโลกร้อน จัดประชุมคณะทำงานพิจารณาและกลั่นกรองโครงการที่ขอรับการสนับสนุนทางการเงินในกรอบระหว่างประเทศ ครั้งที่ 1/2569

               เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.) เป็นประธานการประชุมคณะทำงานพิจารณาและกลั่นกรองโครงการที่ขอรับการสนับสนุนทางการเงินในกรอบระหว่างประเทศ ครั้งที่ 1/2569 ณ ห้องประชุมอารีย์สัมพันธ์ ชั้น 3 อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม โดยมี ดร.กิตติศักดิ์ พฤกษ์กานนท์ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และความร่วมมือระหว่างประเทศ ทำหน้าที่คณะทำงานและเลขานุการ และคณะทำงานที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ 4 ท่าน ผู้แทนจาก 14 หน่วยงาน และเจ้าหน้าที่ สส.
             โดยที่ประชุมได้รับทราบถึง 1) การเปลี่ยนแปลงผู้มีอำนาจในการรับรองโครงการของประเทศไทย สำหรับกองทุนด้านการปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 2) ขอบเขตอำนาจ บทบาท หน้าที่ของ Designated Authority กลไกพิจารณา และกรอบวงเงินโครงการ สำหรับกองทุนด้านการปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และ 3) ผลการพิจารณาออกหนังสือรับรอง (Letter of Endorsement: LOE) สำหรับแนวคิดโครงการ Enhancing COastal REsilience in the South-East Asia Seas (eCORE-SEAS)
              นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบการออกหนังสือรับรอง (LOE) สำหรับแนวคิดโครงการ จำนวน 6 โครงการ คือ 1) Enhancing Climate (Change) Adaptation and Resilience of Mekong River Communitiesthrough Strengthening of Weather and Climate Services (ECR-MEKONG) 2) Building the Resilience of Persons with Disabilities to Cope with Climate Change in Asia 3) Building Climate-Resilient Community-Based Tourism and Sustainable Supply Chains in Chiang Rai, Thailand 4) Enhancingthe Resilience of Coastal Livelihoods through Marine Ecosystem-based Adaptation on the Gulf of Thailand 5) Building Climate-Resilient Municipalities in Thailand: Integrating Health Adaptation and Climate Change Education และ 6) Microclimate–Energy Nexus Platform for Climate Adaptation in Remote
              ในการนี้ สส. ในฐานะฝ่ายเลขานุการฯ จะเสนอปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมพิจารณาลงนามใน LOE และเสนอต่อกลไกพิจารณาของกองทุนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อทราบต่อไป
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”



กรมลดโลกร้อน ยกระดับกลไก จัดทำระบบติดตามประเมินผลการปรับตัวฯ เชื่อมข้อมูล 6 สาขา รับมือสภาพอากาศสุดขั้ว


                   วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) โดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.) จัดประชุมนำเสนอ “โครงการจัดทำระบบติดตามประเมินผลการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ”เพื่อยกระดับกลไกการติดตามประเมินผลการดำเนินงานด้านการปรับตัวของประเทศไทยให้มีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับเป้าหมายการปรับตัวระดับโลก และรองรับการรายงานในระดับนานาชาติ โดยมีนายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธาน พร้อมด้วย นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ร่วมเป็นเกียรติในพิธีเปิด ซึ่งมี นางสาวระเบียบ ภูผา ผู้อำนวยการกองขับเคลื่อนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กล่าวรายงาน โดยมีผู้เข้าร่วมจากหน่วยงานรายสาขาและผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งในห้องประชุม และผ่านระบบออนไลน์ รวมกว่า 250 คน ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร
               ​นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า จากรายงาน Climate Risk Index (CRI) 2025 พบว่า ในปี 2024 ประเทศไทยมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น อยู่อันดับที่ 17 จากอันดับที่ 72 ในปี 2022 สะท้อนถึงความเปราะบางต่อเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วอย่างชัดเจน ข้อมูลของหน่วยงานบริการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศคอเปอร์นิคัส (Copernicus) ของสหภาพยุโรป และสถาบันเบิร์กลีย์ เอิร์ธ (Berkeley Earth) ของสหรัฐฯ เปิดเผยรายงานประจำปีว่า อุณหภูมิเฉลี่ยโลกในปี 2025 ที่ผ่านมามีค่าสูงกว่ายุคก่อนอุตสาหกรรมอยู่ที่ 1.47 องศาเซลเซียส และอยู่ในลำดับที่ 3 ของอุณหภูมิเฉลี่ยโลกที่ร้อนที่สุด รองจากปี 2024 และ 2023 ตามลำดับ ส่งผลให้ช่วง 11 ปีที่ผ่านมา ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่โลกมีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงสุดเท่าที่เคยมีการบันทึกไว้ นอกจากนี้ Global Risks Report 2026 ฉบับที่ 21 ก็ได้มีการรายงานว่าความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะในด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ยังคงเป็นภัยคุกคามรุนแรงที่สุดของโลกในระยะยาว โดยระบุว่าในระยะสั้น (2 ปี) มีความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศ คือ เหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วที่สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจทันที ส่วนในระยะยาว (10 ปี) มีความเสี่ยงหลัก คือ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ การล่มสลายของระบบนิเวศและผลกระทบสะสมที่อาจทำให้เศรษฐกิจโลกสูญเสียมูลค่ารวมกว่า 10% หากไม่บรรลุเป้าหมาย Paris Agreement และ Net Zero 2050
               นายปวิช กล่าวต่อว่า วันนี้โลกกำลังเคลื่อนมาสู่คำถามที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน คือ “เราจะอยู่กับความเปลี่ยนแปลงนี้อย่างไร” คำตอบนี้ คือ “การปรับตัว” ซึ่งไม่ใช่มาตรการเสริม ไม่ใช่ทางเลือก หากแต่เป็นหัวใจสร้างภูมิคุ้มกันให้กับประเทศ ชุมชน และประชาชน กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ได้จัดทำแผนปฏิบัติการ หรือ action plan ซึ่งเป็นหนึ่งในเป้าหมายการปรับตัวระดับโลก (Global Goal on Adaptation : GGA) ตามมติที่ประชุมรับรอง “Belém Adaptation Indicators” 59 ตัวชี้วัด ประกอบด้วย ตัวชี้วัดรายสาขา (Thematic Target Indicators) 38 ตัวชี้วัด ตัวชี้วัดกระบวน NAP (Dimensional Target Indicators) 21 ตัวชี้วัด ซึ่งตัวชี้วัดเหล่านี้จะถูกนำไปใช้ในการรายงานตามความเหมาะสม ดังนั้น การมีเครื่องมือหรือระบบในการรวบรวมข้อมูล ติดตาม และประเมินผล จะช่วยให้เราทราบว่า ประเทศของเราได้ดำเนินการด้านการปรับตัวอะไรไปแล้วบ้าง เกิดผลลัพธ์จริงหรือไม่ ส่งผลให้การขับเคลื่อนด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
               กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม จึงได้จัดทำระบบติดตามประเมินผลการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ร่วมกับ บริษัท ดิทโต้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อวางแนวทางและออกแบบฐานข้อมูลในลักษณะของเครื่องมือและแพลตฟอร์มที่เป็นระบบหลัก สำหรับรวบรวมและจัดเก็บข้อมูล โดยมีเป้าหมายเพื่อเป็นฐานข้อมูลที่สามารถใช้ในการวิเคราะห์ ออกแบบ หรือเชื่อมโยงกิจกรรมสำหรับรองรับการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ เป็นเครื่องมือหนึ่งของประเทศด้านการปรับตัวอันเป็นกลไกสำคัญที่จะเชื่อมโยงนโยบาย แผนงาน และการปฏิบัติในทุกระดับเข้าด้วยกัน ช่วยให้หน่วยงานสามารถติดตามความก้าวหน้าของแผนปรับตัวตามสาขาต่าง ๆ ได้อย่างเป็นระบบและสามารถเปรียบเทียบระหว่างพื้นที่ และช่วงเวลาได้ สนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบาย การใช้เทคโนโลยี Big Data Iเละ Visualization นำเสนอข้อมูลผ่านแดชบอร์ด ทำให้เข้าใจง่าย สามารถใช้ข้อมูลประกอบการรายงานต่าง ๆ ทั้งในระดับชาติและนานาชาติ
               วันนี้นับว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการขับเคลื่อนการดำเนินงานตามแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (National Adaptation Plan : NAP) ครอบคลุม 6 สาขาสำคัญ ซึ่งจะเกิดผลเป็นรูปธรรมได้นั้น จำเป็นต้องมีการติดตามและประเมินผลที่มีประสิทธิภาพ สามารถสะท้อนผลลัพธ์ของการดำเนินงานและเชื่อมโยงกับข้อมูลได้จริง ผ่านการพัฒนาระบบติดตามที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ช่วยสนับสนุนการจัดการทรัพยากรและลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงประชาชนชาวไทยมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างยั่งยืน
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”



ประกาศผู้ชนะการเสนอราคา ประกวดราคาจ้างผลิดตและเผยแพร่รายการออนไลน์ สร้างการรับรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผ่านสื่อออนไลน์ยอดนิยม ด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding)

ประกาศผู้ชนะการเสนอราคา ประกวดราคาจ้างผลิตและเผยแพร่รายการออนไลน์ฯ

กรมลดโลกร้อน ประกาศรายชื่อโรงแรมผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการโรงแรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Hotel) ปี 2569

#กรมลดโลกร้อน
#กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม
#G – Green

กรมลดโลกร้อน ร่วมงานเนื่องในวันพื้นที่ชุ่มน้ำโลก ประจำปี พ.ศ. 2569

                วันจันทร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย นางสาวระเบียบ ภูผา ผู้อำนวยการกองขับเคลื่อนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ร่วมงานเนื่องในวันพื้นที่ชุ่มน้ำโลก ประจำปี พ.ศ. 2569 ณ บริเวณอัฒจันทร์กลาง สวนเบญจกิติ เขตคลองเตย ภายใต้แนวคิด “Wetland and traditional knowledge : Celebrating cultural heritage พื้นที่ชุ่มน้ำและภูมิปัญญาดั้งเดิม : ร่วมฉลองมรดกทางวัฒนธรรม ได้รับเกียรติจากนายเผด็จ ลายทอง รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นประธานในพิธีเปิดงาน การจัดงานในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และจิตสำนึกในการปกป้องพื้นที่ชุ่มน้ำ สนับสนุนเครือข่ายภายใต้ภารกิจด้านการบริหารจัดการพื้นที่ชุ่มน้ำ และเผยแพร่แนวปฏิบัติทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญา ผู้เข้าร่วมงานในวันนี้รวมทั้งสิ้นกว่า 600 คน
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”