แนวคิด “สีขาวช่วยลดความร้อน” อีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจในการลดความร้อนและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

📖 เรื่อง “สีขาวช่วยลดความร้อนในภาวะโลกเดือด ได้จริงหรือ”
จากวารสารด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
โดย กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม
✨ Highlights:
• อธิบายหลักการ “Albedo” การสะท้อนแสงของสีขาว ที่ช่วยลดการสะสมความร้อนในอาคาร
• งานวิจัยพบว่า หลังคาสีขาวสามารถลดอุณหภูมิพื้นผิวได้สูงสุดประมาณ 6.2°C และช่วยลดอุณหภูมิอากาศรอบบ้านได้
• ยกตัวอย่างกรณีศึกษาจากหมู่บ้านสีขาวใน “ไซคลาดิก” ประเทศกรีซ และเมือง “อาเมดาบัด” ที่มีการปรับเปลี่ยนหลังคาเป็นสีขาว
🌍 เพราะ “โลกเดือด” ใกล้ตัวกว่าที่คิด การเริ่มต้นปรับตัวจากบ้านของเรา ด้วยการเลือกใช้
“สีขาว” อย่างเหมาะสม เป็นอีกหนึ่งวิธีง่าย ๆ ที่ช่วยลดความร้อน และร่วมสร้างอนาคตที่ยั่งยืน

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ประชุมคณะทำงานจัดทำข้อมูลการประเมินคุณธรรม และความโปร่งใส ในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (ITA) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ครั้งที่ 1/2569

               วันที่ 27 มีนาคม 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธาน พร้อมด้วย นายปวิช เกศววงศ์ และ นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งการประชุมครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อรับทราบเกณฑ์การประเมินและพิจารณาแนวทางในการจัดเตรียมข้อมูล เพื่อรับการตรวจประเมินต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

สส. จัดประชุมคณะทำงานจัดทำข้อมูลการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (ITA) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ครั้งที่ 1/2569

กรมลดโลกร้อน จัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือ เรื่อง การจัดการสิ่งแวดล้อมสู่เมืองพร้อมรับปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในพื้นที่ลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา จังหวัดสงขลา

               วันที่ 26 มีนาคม 2569 นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ ความร่วมมือ เรื่อง การจัดการสิ่งแวดล้อมสู่เมืองพร้อมรับปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในพื้นที่ลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา จังหวัดสงขลา โดยได้รับเกียรติจาก นายชูชีพ ธรรมเพชร รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ร่วมเป็นสักขีพยานและกล่าวแสดงเจตนารมณ์ความร่วมมือ พร้อมทั้งผู้ร่วมลงนามจากหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ รวมจำนวน 16 หน่วยงาน ประกอบด้วย กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม จังหวัดสงขลา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา จำนวน 12 แห่ง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และมหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งหน่วยงานร่วมเป็นสักขีพยาน ได้แก่ สำนักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจังหวัดสงขลา สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 16 (สงขลา) และสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดสงขลา ณ ห้องประชุมสันติภาพ ชั้น 7 โรงแรมลีการ์เดนส์พลาซ่า อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา
               กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการ “เมืองสิ่งแวดล้อมยั่งยืน” ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มุ่งยกระดับศักยภาพเมืองในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผ่านการพัฒนาเครื่องมือ กลไก และการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เพื่อเสริมสร้างความพร้อม ลดความเสี่ยง และความสูญเสียจากผลกระทบด้านสภาพภูมิอากาศ พร้อมสร้างภูมิคุ้มกันให้สังคมไทยในระยะยาว หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญ คือ การเสริมสร้างขีดความสามารถขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมเมือง ภัยพิบัติและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยได้ดำเนินโครงการพัฒนาศักยภาพเมืองด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศ เพื่อเพิ่มพูนองค์ความรู้ และสร้างความร่วมมือระหว่างภาคีเครือข่ายทั้งในระดับพื้นที่และระดับประเทศ
               สำหรับพื้นที่ลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา จังหวัดสงขลา มีขนาดพื้นที่ประมาณ 2,400 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุม 5 อำเภอ ถือเป็นพื้นที่สำคัญทั้งในมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังเป็นเส้นทางหลักในการรองรับและระบายน้ำจากเทือกเขาบรรทัดลงสู่ทะเลสาบสงขลา การบริหารจัดการพื้นที่ดังกล่าวให้สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนอย่างบูรณาการ การลงนามความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับการจัดการสิ่งแวดล้อมเมือง บูรณาการการทำงานร่วมกันและเสริมสร้างศักยภาพของทุกภาคส่วนในการวางแผนและดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อมุ่งสู่การพัฒนาเมืองที่ยั่งยืนและพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต
               สำหรับในการดำเนินงานภายใต้ความร่วมมือฯ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมจะร่วมกับหน่วยงานภาคีร่วมลงนาม MOU จะดำเนินการขับเคลื่อนการจัดทำแผนการจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระดับเมืองในแต่ละพื้นที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภา ทั้ง 12 แห่ง ตลอดจนกิจกรรมนำร่องในแต่ละพื้นที่รวมทั้งกำหนดแนวทางการทำงานร่วมกันในการจัดการภัยพิบัติจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตลอดพื้นที่ลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภาต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน จัดประชุมกลุ่มย่อย (Focus Group) เพื่อหารือต่อการปรับปรุงยุทธศาสตร์ระยะยาวในการพัฒนาแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำของประเทศไทย ครั้งที่ 3

               วันที่ 25 มีนาคม 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานการประชุมการประชุมกลุ่มย่อย (Focus Group) เพื่อหารือต่อการปรับปรุงยุทธศาสตร์ระยะยาวในการพัฒนาแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำของประเทศไทย ครั้งที่ 3 พร้อมด้วย นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และ ดร.กิตติศักดิ์ พฤกษ์กานนท์ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และความร่วมมือระหว่างประเทศ ซึ่งกรมฯ จัดขึ้นร่วมกับหน่วยวิจัยด้านพลังงานที่ยั่งยืนและสิ่งแวดล้อมสรรค์สร้างแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยมี หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและภาคเอกชน และเจ้าหน้าที่ สส. เข้าร่วมจำนวน 108 คน ณ ห้องประชุมแคทลียา โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพฯ
               การประชุมในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อหารือต่อเนื่องเกี่ยวกับมาตรการการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในสาขาพลังงานและคมนาคมขนส่ง และสาขากระบวนการทางอุตสาหกรรมและการใช้ผลิตภัณฑ์ จากการประชุมกลุ่มย่อยครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 นำมาซึ่งข้อสรุปเพื่อกำหนดมาตรการและลำดับเวลาในการเปลี่ยนผ่านไปสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี ค.ศ. 2050 โดยผลการประชุมในครั้งนี้จะนำไปใช้ประกอบการปรับปรุงและวิเคราะห์ผลกระทบของเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ต่อเศรษฐกิจและสังคม ก่อนเข้าสู่กระบวนการรับฟังความคิดเห็นในประเด็นด้านผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมในช่วงเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569 ต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน เป็นเจ้าภาพจัดงานเลี้ยงรับรองผู้เข้าร่วมประชุม IPCC-64

วันที่ 24 มีนาคม 2569 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นเจ้าภาพงานเลี้ยงรับรองผู้เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ ๖๔ (The Sixty-fourth Session of the Intergovernmental Panel on Climate Change: IPCC-64) ณ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ กรุงเทพมหานคร โดย ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้มอบหมายให้ ดร. พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานกล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมประชุมในนามของรัฐบาลไทย พร้อมเน้นย้ำว่า แม้โลกของเราจะตั้งอยู่บนพื้นฐานของวิทยาศาสตร์ และนำการวิจัยไปกำหนดนโยบายโลก แต่หัวใจสำคัญของการขับเคลื่อน คือ “ความร่วมมือและมิตรภาพระหว่างผู้คน” ที่จะขับเคลื่อนการดำเนินงานไปสู่จุดมุ่งหมายและสร้างความหวังร่วมกันไปสู่อนาคตที่ดีขึ้น พร้อมหวังว่าผู้แทนที่เข้าร่วมประชุมทุกท่านจะใช้ช่วงเวลาในระหว่างการประชุมให้เกิดผลสัมฤทธิ์ และขอให้สายสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นช่วยจุดประกายให้เกิดความร่วมมือที่ทรงพลังต่อไปอีกในระยะยาว แม้ว่าการประชุมนี้จะสิ้นสุดลง และ Professor Sir Jim Skea ประธาน IPCC ได้กล่าวขอบคุณรัฐบาลไทยสำหรับการต้อนรับที่อบอุ่น พร้อมกล่าวชื่นชมความมุ่งมั่นและโครงการริเริ่มที่สำคัญของไทยในการดำเนินงานด้านภูมิอากาศ และคาดหวังว่าการประชุมจะประสบความสำเร็จได้ตามเป้าหมาย

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

ร่วมเรียนรู้แนวคิด “ป่าครอบครัว” แนวทางการปลูกป่าเชิงรุกที่ส่งเสริมให้ครอบครัวเป็นจุดเริ่มต้นของการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม

📖 เรื่อง ปลูกป่าเชิงรุก “ป่าครอบครัว” คุณเท่านั้นที่เปลี่ยนโลกได้ 
จากวารสารด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
โดย กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม
✨ Highlights:
• นำเสนอแนวคิด “ป่าครอบครัว” ในการฟื้นฟูระบบนิเวศและเพิ่มพื้นที่สีเขียว
• ส่งเสริมหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง สู่ความมั่นคงระดับครัวเรือน
• เน้นบทบาทครอบครัวในการเป็นหน่วยพื้นฐานของการเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
• สนับสนุนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ
🌱 ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนสังคมสู่ความยั่งยืน เริ่มต้นได้จาก “ครอบครัวของคุณ”

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน เปิดศูนย์เรียนรู้ลดโลกร้อนต้นแบบในเมือง “นางเลิ้งโมเดล” ชูจุดเด่นผสานวัฒนธรรม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม มุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน

               วันที่ 24 มีนาคม 2569 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เปิด “ศูนย์เรียนรู้ลดโลกร้อน กรุงเทพมหานคร นางเลิ้งโมเดล ท่องเที่ยววิถีชุมชน ลดโลกร้อน” โดยมี นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานในพิธีเปิด ณ บ้านเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี และศูนย์ฟอร์ดเพื่อนชุมชน (Ford Community Center) มุ่งสร้างพื้นที่ต้นแบบการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในบริบทสังคมเมือง โดยชูจุดเด่นการผสานมรดกทางวัฒนธรรมและวิถีชีวิตดั้งเดิมเข้ากับการจัดการสิ่งแวดล้อมสมัยใหม่ ภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจ BCG และการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Tourism) ยกระดับชุมชนเก่าแก่ใจกลางกรุงสู่พื้นที่ต้นแบบ (Best Practice) ในการรับมือวิกฤตโลกเดือดด้วยนวัตกรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น
               นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า กรมฯ มีเป้าหมายขยายศูนย์เรียนรู้ลดโลกร้อนให้ครบ 7 แห่งทั่วประเทศภายในปี 2570 เพื่อเป็นพื้นที่เรียนรู้และแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการปรับตัว (Adaptation) และการลดก๊าซเรือนกระจก (Mitigation) ที่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ ยกระดับให้เป็นแหล่งเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง และขยายผลสู่พื้นที่ต้นแบบอื่น ๆ สำหรับ “นางเลิ้งโมเดล” ศูนย์เรียนรู้ลดโลกร้อนแห่งนี้เต็มไปด้วยเสน่ห์ของวัฒนธรรม วิถีชีวิต และอาหารไทยโบราณที่สืบทอดกันมายาวนานกว่า 100 ปี ถือเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในบริบทของชุมชนเมือง ซึ่งไม่ใช่เพียงพื้นที่สำหรับจัดกิจกรรมเท่านั้น แต่เป็นพื้นที่เรียนรู้ที่แสดงให้เห็นถึงการบูรณาการนวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ากับภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม มีความโดดเด่น คือการผสานมิติสิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม และเศรษฐกิจชุมชนเข้าด้วยกันอย่างลงตัว โดยเฉพาะแนวคิดการท่องเที่ยววิถีชุมชนแบบคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Community Tourism) ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายระดับสากล Global Goal on Adaptation (GGA) ภายใต้ข้อตกลงปารีส จึงทำให้การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตของคนในชุมชน และยังสามารถสร้างรายได้ สร้างโอกาส และรักษามรดกทางวัฒนธรรมของชุมชนไปพร้อมกัน
               นายโกเมศ กล่าวต่อว่า การดำเนินงานที่เป็นรูปธรรมของชุมชน ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมการคัดแยกขยะในครัวเรือน การจัดตั้งธนาคารขยะพลาสติกของชุมชน การนำขยะมาสร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ผ่านกระบวนการ Upcycling รวมถึงการพัฒนากิจกรรมท่องเที่ยวที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น การเดินเที่ยวชุมชน การเรียนรู้วิถีชีวิตและวัฒนธรรมท้องถิ่น ตลอดจนการเรียนรู้การจัดการสิ่งแวดล้อมของชุมชน สะท้อนให้เห็นว่า การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไม่ใช่เพียงเรื่องของเทคโนโลยีหรือนโยบายระดับประเทศเท่านั้น แต่สามารถเริ่มต้นได้จาก “ชุมชน” จากความร่วมมือของคนในพื้นที่ ที่ร่วมกันคิด ร่วมกันทำ และร่วมกันสร้างอนาคตที่ยั่งยืน
               กรมฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า การเปิดศูนย์เรียนรู้ลดโลกร้อนแห่งนี้ ไม่ใช่เพียงการเปิดสถานที่แห่งหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นการเปิด “พื้นที่แห่งการเรียนรู้” สำหรับประชาชน เยาวชน นักเรียน นักศึกษา ตลอดจนผู้ที่สนใจ ได้มาเรียนรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และเห็นตัวอย่างของการลงมือทำจริง ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับชุมชน ซึ่งความสำเร็จของนางเลิ้งโมเดลนอกจากจะเป็นต้นแบบสำคัญของการพัฒนาชุมชนเมืองที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม แต่ยังสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้ชุมชนเมืองอื่น ๆ เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมายสังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืนต่อไปได้

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”