รายงานของผู้สอบบัญชีและรายงานการเงินกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2568
เดือน: มีนาคม 2569
ข้อมูลสาระสำคัญในสัญญา (ใบสั่งจ้าง สลก.39/2569) จ้างปรับปรุงอาคารและระบบสาธารณูปโภค (ห้างหุ้นส่วนสามัญ เอส.ซี.เอ็นจิเนียริ่ง) โดยวิธีเฉพาะเจาะจง
ประกาศผู้ชนะการเสนอราคา จ้างปรับปรุงอาคารและระบบสาธารณูปโภค โดยวิธีเฉพาะเจาะจง
กรมลดโลกร้อน ร่วมเป็นเจ้าภาพจัดประชุม IPCC ครั้งที่ 64 เร่งวางโรดแมป “AR7” วางรากฐานข้อมูลวิทยาศาตร์เพื่อกู้วิกฤตโลก

วันที่ 24 มีนาคม 2569 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมร่วมกับคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change: IPCC) เปิดการประชุมคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 64 (The Sixty-fourth Session of the Intergovernmental Panel on Climate Change: IPCC-64) นำโดย ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม นายปวิช เกศววงศ์ และนายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม นักวิทยาศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพภูมิอากาศและตัวแทนรัฐบาลจาก 138 ประเทศ จากประเทศสมาชิก 195 ประเทศเข้าร่วม เพื่อกำหนดกรอบการทำงานและขอบเขตของรายงานการประเมินฉบับที่ 7 (AR7) ซึ่งจะเป็นเข็มทิศสำคัญ ในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในการดำเนินนโยบายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลกในทศวรรษนี้ โดยจะช่วยเสริมสร้างความเข้าใจบนพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับสาเหตุ ผลกระทบ ความเสี่ยง และทางเลือกในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมทั้งคู่มือในเรื่อง เทคโนโลยีการกำจัดคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Dioxide Removal Technologies) และเทคโนโลยีการดักจับ การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture, Utilization, and Storage: CCUS) คู่มือจัดทำบัญชีการปล่อยมลสารที่มีอายุสั้นในบรรยากาศ และการพิจารณาโครงการและงบประมาณภายใต้กองทุนทรัสต์ของ IPCC (IPCC Trust Fund) ณ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ กรุงเทพมหานคร
ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ในนามรัฐบาลไทย มีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้เป็นเจ้าภาพร่วมจัดการประชุม IPCC ครั้งที่ 64 ณ กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นการประชุมสำคัญระดับโลกด้านวิทยาศาสตร์สภาพภูมิอากาศ และขอต้อนรับคณะผู้บริหาร IPCC (Professor Sir Jim Skea ประธาน IPCC, Mr. Abdalah Mokssit เลขาธิการ IPCC), ผู้แทนจาก WMO, UNEP, UNFCCC และนักวิทยาศาสตร์จากทั่วโลก โดยเน้นย้ำความท้าทายจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรง (Global Boiling) ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ เศรษฐกิจ และชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน โดยความรู้ทางวิทยาศาสตร์มีความสำคัญสูงสุดในการหาทางออก ประเทศไทยให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเชื่อมโยงองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์กับการดำเนินงานจริง โดยเฉพาะการสนับสนุนการดำเนินงานภายใต้ความตกลงปารีส อาทิ การเร่งเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี พ.ศ. 2593 (ค.ศ. 2050) การผลักดันพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสร้างตลาดคาร์บอนเครดิต รวมถึงการปรับตัวที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ โดยสร้างระบบเตือนภัยที่ทันสมัยเพื่อช่วยเหลือประชาชน การดำเนินงานทั้งหมดมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน (Partnership) เพื่อนำพาประเทศไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ อีกทั้งได้ยืนยันความพร้อมของไทยในฐานะเจ้าภาพร่วมที่จะสนับสนุนการแลกเปลี่ยนความรู้ เพื่อสร้างสังคมโลกที่ยืดหยุ่นและยั่งยืน
Professor Jim Skea ประธาน IPCC กล่าวขอบคุณกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย ในฐานะหน่วยงานร่วมจัดการประชุมในครั้งนี้ และย้ำว่ารายงานของ IPCC จะสะท้อนถึงความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นของมนุษยชาติที่มีต่อวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศ ซึ่งได้ช่วยผลักดันความพยายามระดับโลกในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเป็นรากฐานทางวิทยาศาสตร์ที่สำคัญสำหรับการเสริมสร้างและพัฒนาระบบธรรมาภิบาลด้านสภาพภูมิอากาศโลกอย่างต่อเนื่อง
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”










“กรมลดโลกร้อน” มอบรางวัล G-GREEN ระดับประเทศ ประกาศความสำเร็จ ช่วยหนุนขับเคลื่อนไทย สู่เศรษฐกิจและสังคมคาร์บอนต่ำ

วันที่ 23 มีนาคม 2569 ณ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) โดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม จัดงานประกาศเกียรติคุณตราสัญลักษณ์ G – Green ระดับประเทศขึ้น โดยมี ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานเปิด และให้เกียรติมอบรางวัลตราสัญลักษณ์ G – Green ระดับประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 357 รางวัล แบ่งเป็น ระดับ G Platinum จำนวน 3 รางวัล ระดับ G Plus จำนวน 34 รางวัล และระดับดีเยี่ยม G ทอง จำนวน 176 รางวัล รวมทั้งสิ้น 213 รางวัล
ขณะที่ ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ให้เกียรติมอบรางวัลตราสัญลักษณ์ G – Green ระดับประเทศ แบ่งเป็น ระดับดีมาก (G เงิน) จำนวน 87 รางวัล และระดับดี (G ทองแดง) จำนวน 57 รางวัล รวมทั้งสิ้น 144 รางวัล
ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ทส. โดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ได้ดำเนินโครงการส่งเสริมการผลิต การบริการและการบริโภคที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพื่อสร้างความตระหนักรู้การใช้ทรัพยากรและพลังงานอย่างคุ้มค่า และมีประสิทธิภาพ มีการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ดีควบคู่กับการจัดการของเสียหรือมลพิษ สนับสนุนการขับเคลื่อนไทยสู่เศรษฐกิจและสังคมคาร์บอนต่ำและลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สำหรับสถานประกอบการ สำนักงาน อุทยานแห่งชาติ โดยใช้กระบวนการประเมินรับรองความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ภายใต้สัญลักษณ์ G – Green รวมจำนวน 6 โครงการ
ดร.รวีวรรณ กล่าวต่อว่า สำหรับโครงการที่ดำเนินการ ได้แก่ หนึ่ง โครงการส่งเสริมการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Production) สอง โครงการส่งเสริมโรงแรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Hotel) สาม โครงการส่งเสริมโรงแรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน (Green Hotel Plus) สี่ โครงการส่งเสริมอุทยานแห่งชาติสีเขียว (Green National Park) ห้า โครงการส่งเสริมสำนักงานสีเขียว (Green Office) และ หก โครงการส่งเสริมร้านอาหารที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Restaurant)
ด้าน ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวเพิ่มว่า จากการดำเนินการในปี 2568 มีสถานประกอบการ สำนักงาน ได้รับการรับรองและขึ้นทะเบียนความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จำนวน 357 แห่ง ส่งผลให้สถานประกอบการ โรงแรม ร้านอาหาร อุทยานแห่งชาติ และสำนักงาน สามารถลดต้นทุนและลดมลพิษที่เกิดขึ้น มีความเข้าใจในการจัดการด้าน สิ่งแวดล้อม ตลอดจนเพิ่มโอกาสและช่องทางสำหรับผู้บริโภคในการเลือกซื้อสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
ดร.พิรุณ กล่าวอีกว่า การจัดงานประกาศเกียรติคุณตราสัญลักษณ์ G – Green ระดับประเทศครั้งนี้ ยังเป็นการยกย่องเชิดชูเกียรติให้กับสถานประกอบการ โรงแรม ร้านอาหาร อุทยานแห่งชาติ และสำนักงาน ที่ผ่านการประเมินและได้การรับรองตราสัญลักษณ์ G – Green ด้านการผลิต การบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมให้เป็นแบบอย่างที่ดีและสร้างแรงบันดาลใจในการนำไปพัฒนาสถานประกอบการและองค์กรของตนเองต่อไป พร้อมประชาสัมพันธ์การดำเนินงานส่งเสริมการผลิต การบริการ และการบริโภคที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และเผยแพร่ตราสัญลักษณ์ G – Green ให้เป็นที่รู้จักกว้างขวาง
“ที่สำคัญ ในการจัดงานครั้งนี้ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ยังได้จัดให้มีพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือกับ 3 หน่วยงาน ได้แก่ พิธีลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือด้านมาตรฐานการท่องเที่ยวไทยและมาตรฐานการบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม กับกรมการท่องเที่ยว, พิธีลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือด้านความยั่งยืนและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Resilience and Adaptation) กับสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) และพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการให้สิทธิประโยชน์กับผู้ประกอบการที่ลงทะเบียน SMEs ผู้รับบริการภาครัฐด้านการดำเนินธุรกิจที่ส่งเสริมการผลิต การบริการ และการบริโภคที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม กับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ สสว.” ดร.พิรุณ กล่าว
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”


















ข้อมูลสาระสำคัญในสัญญาซื้อขายครุภัณฑ์คอมพิวเตอร์ จำนวน 11 รายการ
สส. จัดโครงการเรียนรู้สถานที่สำคัญทางศาสนาตามหลักวิถีวัฒนธรรมไทย
วันจันทร์ที่ 23 มีนาคม 2569 นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วยนายปรมินทร์ แสนทรงศักดิ์ เลขานุการกรม/รองหัวหน้ากลุ่มงานจริยธรรมนำคณะเจ้าหน้าที่ฯ ศึกษาดูงานภายใต้โครงการเรียนรู้สถานที่สำคัญทางศาสนาตามหลักวิถีวัฒนธรรมไทยโดยภาคเช้า รับฟังการบรรยายเกี่ยวกับการดำเนินงานภาคีเครือข่ายของกรมฯ ที่สำคัญด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พื้นที่ต้นแบบสังคมคาร์บอนต่ำ ชุมชนบ้านรางพลับ และพื้นที่สีเขียว ป่านิเวศ (Eco Forest) วัดป่าสันติพุทธาราม จังหวัดราชบุรี และภาคบ่ายศึกษาดูงานสถานที่สำคัญทาง วัฒนธรรมไทยส่งเสริมการอนุรักษ์ศิลปะวัฒนธรรมที่ดีงาม พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย จังหวัดนครปฐม ถือเป็นการนำความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานและการดำเนินชีวิตผ่านการเรียนรู้จากสถานที่จริง
ทั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมโครงการฯ จำนวน 63 คน

22 มีนาคม วันน้ำโลก (World Water Day)

วันที่ 22 มีนาคมของทุกปี กำหนดให้เป็น “วันน้ำโลก” โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างการรับรู้ถึงคุณค่าของน้ำ และกระตุ้นให้เกิดความตระหนักถึงปัญหาให้กับประชากรกว่า 2.1 พันล้านคนทั่วโลก ที่ยังมีบางส่วนไม่สามารถเข้าถึงน้ำดื่มที่สะอาดและปลอดภัยได้อย่างเพียงพอ พร้อมทั้งส่งเสริมการดำเนินการเพื่อแก้ไขวิกฤตน้ำของโลก
หัวใจสำคัญของวันน้ำโลก คือการสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน เป้าหมายที่ 6 (น้ำสะอาดและการสุขาภิบาลสำหรับทุกคน) ภายในปี ค.ศ. 2030 โดยในแต่ละปี UN-Water จะกำหนดหัวข้อหลักในการรณรงค์ ซึ่งในปี 2026 ได้กำหนดหัวข้อ “Water and Gender” เพื่อเน้นย้ำความสำคัญของความเท่าเทียมทางเพศในการเข้าถึงและบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ
ในปัจจุบัน โลกกำลังเผชิญกับความท้าทายที่ซับซ้อนมากขึ้น ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภัยพิบัติที่เกี่ยวข้องกับน้ำ ข้อจำกัดด้านงบประมาณ บรรทัดฐานทางสังคม และช่องว่างด้านธรรมาภิบาล ปัจจัยเหล่านี้ทำให้การบริหารจัดการน้ำจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และการมีส่วนร่วมของทุกเพศทุกวัย เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงน้ำสะอาดและสุขอนามัยได้อย่างเท่าเทียม
นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังเป็นวิกฤตที่เกี่ยวข้องกับน้ำโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วมที่รุนแรงขึ้น ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น ธารน้ำแข็งที่ลดลง ไฟป่า และภัยแล้ง อย่างไรก็ตาม “น้ำ” ก็เป็นหนึ่งในทรัพยากรสำคัญในการแก้ไขปัญหานี้ การจัดการน้ำอย่างยั่งยืนจึงมีบทบาทสำคัญในการสร้างความยืดหยุ่นให้กับสังคมและระบบนิเวศ รวมถึงช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
สุดท้ายนี้ ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาได้ โดยเริ่มจากชีวิตประจำวันในระดับบุคคลและครัวเรือน มาร่วมเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมสู่ความเท่าเทียมและความยั่งยืน เพื่อให้ “น้ำ” เป็นทรัพยากรที่ทุกคนเข้าถึงได้อย่างเป็นธรรมและเพียงพอสำหรับอนาคตของเรา 💧
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”
แหล่งที่มา :
– World Water Day, UNWATER, United Nations.
– Water and Climate Change, UNWATER, United Nations.
ทำความรู้จัก “ดัชนีความเสี่ยง CRI”: เครื่องมือใหม่เพื่ออนาคตไทย รับมือวิกฤติภูมิอากาศอย่างแม่นยำ

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้กลายเป็นวิกฤตการณ์สำคัญที่ส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะประเทศไทยที่เผชิญความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติที่มีความรุนแรงและความถี่เพิ่มขึ้น ทั้งน้ำท่วม ภัยแล้ง และคลื่นความร้อน ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานและวิถีชีวิตของประชาชนอย่างมีนัยสำคัญ
แม้ในระดับสากลจะมีดัชนีชี้วัดความเสี่ยงที่หลากหลาย เช่น Climate Risk Index (CRI) หรือ World Risk Index (WRI) เพื่อใช้ติดตามสถานการณ์และสนับสนุนการกำหนดนโยบาย แต่เครื่องมือดังกล่าวมักพัฒนาบนฐานข้อมูลและบริบทของต่างประเทศ ซึ่งอาจไม่สามารถสะท้อนความเปราะบางเชิงพื้นที่ของประเทศไทยได้อย่างแม่นยำเพียงพอ ดังนั้น การพัฒนาดัชนีความเสี่ยงที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการเป็นฐานข้อมูลเชิงนโยบายที่ตรงจุด และสนับสนุนการวางแผนรับมือในระยะยาวอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับระบบเศรษฐกิจ สังคม และระบบนิเวศของประเทศ ท่ามกลางความผันผวนของสภาพภูมิอากาศโลก
กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ได้พัฒนาดัชนีความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศสำหรับประเทศไทย (Climate Risk Index : CRI Thailand) ขึ้น เพื่อเป็นเครื่องมือสะท้อนความเสี่ยงที่ครอบคลุมทั้งมิติสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม โดยมุ่งพัฒนากลไกที่สามารถประเมินและจัดการความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้การวางแผนรับมือและการจัดสรรทรัพยากรเป็นไปอย่างแม่นยำและตรงจุด
การพัฒนาดัชนี CRI ของประเทศไทยได้รับการออกแบบให้ครอบคลุมทั้งการเรียนรู้จากกรอบสากล การพัฒนากรอบแนวคิดที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศ การใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์ และการมีส่วนร่วมของผู้เชี่ยวชาญและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้ดัชนีที่มีความน่าเชื่อถือและสามารถนำไปใช้ทั้งการวางแผนเชิงนโยบายและการนำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างแท้จริง
แม้ดัชนี CRI ระดับโลกของ Germanwatch จะเป็นต้นแบบสำคัญ แต่ยังมีข้อจำกัดบางประการ เช่น การใช้ฐานข้อมูลระดับโลกที่อาจไม่สะท้อนรายละเอียดเชิงลึกในระดับพื้นที่ของประเทศไทย รวมทั้งการเน้นการประเมินความสูญเสียในเชิงตัวเงินหรือจำนวนผู้เสียชีวิตเป็นหลัก ซึ่งอาจยังไม่ครอบคลุมผลกระทบด้านสังคม วัฒนธรรม หรือระบบนิเวศที่ไม่สามารถตีมูลค่าเป็นตัวเลขได้ ดังนั้น CRI ของประเทศไทยจึงถูกพัฒนาขึ้นบนหลักการทางวิชาการที่สอดคล้องกับแนวทางสากล ควบคู่กับกระบวนการปรึกษาหารือและการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อให้ได้โครงสร้างดัชนีที่สอดคล้องกับบริบทประเทศ และสามารถสะท้อนระดับความเสี่ยงของแต่ละจังหวัดได้อย่างเหมาะสมและเปรียบเทียบกันได้
กล่าวได้ว่า CRI ประเทศไทยครอบคลุมภัยพิบัติสุดขั้ว (Extreme Weather Events) 4 ประเภท ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย ภัยแล้ง และดินโคลนถล่ม โดยกำหนดตัวแปรพิจารณาจากผลกระทบที่เกิดขึ้น แบ่งเป็น 2 มิติหลัก ได้แก่
👥 ผลกระทบต่อประชาชน : จำนวนผู้เสียชีวิต จำนวนผู้เสียชีวิตต่อแสนประชากร และจำนวนผู้ได้รับผลกระทบ
💰 ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ : มูลค่าความเสียหาย และมูลค่าความเสียหายต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (GPP)
ทั้งนี้ ด้วยบริบทของประเทศไทยที่ภาคการเกษตรมีความสำคัญทั้งในเชิงเศรษฐกิจและความมั่นคง ทางอาหาร ดัชนี CRI ของประเทศไทยจึงให้ความสำคัญกับการประเมินความเสียหายทางการเกษตรควบคู่กับภาคเศรษฐกิจอื่น เพื่อสะท้อนผลกระทบเชิงโครงสร้างของประเทศได้อย่างรอบด้านมากยิ่งขึ้น ดัชนี CRI ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือสังเคราะห์ข้อมูลความเสี่ยงทั้งในเชิงพื้นที่และเชิงเวลาอย่างเป็นระบบ โดยสามารถใช้ติดตามสถานการณ์ในระยะสั้น (รายปี) เพื่อสะท้อนสถานการณ์ปัจจุบัน และในระยะยาว (10 ปี) เพื่อวิเคราะห์แนวโน้มและความถี่ของภัยพิบัติในแต่ละพื้นที่ อีกทั้งยังสามารถเชื่อมโยงกับมาตรการที่ดำเนินการในพื้นที่ เพื่อใช้ประเมินผลและพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายที่ชัดเจน ทำให้สามารถปรับแผนยุทธศาสตร์ให้ทันสมัย ยืดหยุ่น และสอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างต่อเนื่อง
ในระยะถัดไป CRI ประเทศไทยมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเป็นเครื่องมือสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบายของทั้งหน่วยงานส่วนกลางและส่วนภูมิภาค โดยเฉพาะการประเมินและจัดลำดับความเสี่ยงเพื่อกำหนดมาตรการรับมือที่เหมาะสมในแต่ละพื้นที่ ควบคู่กับการพัฒนาฐานข้อมูลและเสริมสร้างศักยภาพของหน่วยงานระดับภูมิภาคและท้องถิ่นในการจัดเก็บและใช้ข้อมูลอย่างเป็นระบบ ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการยกระดับการปรับตัวของประเทศไทยให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืนในระยะยาว
บทความโดย : นางรสริน อมรพิทักษ์พันธ์ ผู้อำนวยการกลุ่มงานพัฒนาแนวทางและศักยภาพในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กองขับเคลื่อนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
แหล่งที่มา : กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (2568) การพัฒนาดัชนีความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศสำหรับประเทศไทย (Climate Risk Index: CRI)
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”
21 มีนาคม วันป่าไม้สากล International Day of Forests

ตามมติที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (United Nations General Assembly: UNGA) ได้กำหนดให้วันที่ 21 มีนาคมของทุกปีเป็นวันป่าไม้สากล (International Day of Forests: IDF) เพื่อสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของป่าทุกประเภทและต้นไม้ที่อยู่นอกพื้นที่ป่า
ในปี 2026 นี้ วันป่าไม้สากล ทั่วโลกได้ร่วมรณรงค์ภายใต้แนวคิด “ป่าไม้และเศรษฐกิจ (Forests and economies)” ซึ่งเน้นย้ำถึงบทบาทสำคัญของป่าไม้ในการขับเคลื่อนความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ บทบาทเหล่านี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงรายได้และการจ้างงานจากการผลิตและการค้าผลิตภัณฑ์จากป่าไม้เท่านั้น แต่ป่าไม้ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเกษตร และปกป้องแหล่งต้นน้ำให้มีความสมบูรณ์ นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์จากป่าไม้ยังสามารถใช้ทดแทนวัสดุที่ปล่อยคาร์บอนสูง พร้อมทั้งสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ ได้อีกด้วย
ทั้งนี้ ทรัพยากรป่าไม้ถือเป็นหนึ่งในทรัพยากรที่สำคัญที่สุดในการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งทำหน้าที่เป็นแหล่งดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ มีบทบาทสำคัญในการลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยประเทศไทยได้ตั้งเป้าหมายเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้ครอบคลุม 55% ของพื้นที่ทั้งหมดภายในปี พ.ศ.2580 (ค.ศ.2037) ซึ่งรวมป่าธรรมชาติ พื้นที่ป่าเศรษฐกิจ และพื้นที่สีเขียวในเมืองและชนบท
กรมลดโลกร้อน จึงขอเชิญชวนทุกท่าน ร่วมกันอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ รวมทั้งเพิ่มพื้นที่สีเขียว เพื่อคงไว้ซึ่งความหลากหลายทางชีวภาพและร่วมลดผลกระทบที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไปด้วยกัน
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”
แหล่งที่มา :
– International Day of Forests | 21 March : Forests and economies., Food and Agriculture Organization of the United Nations.
– COACHING คู่มือเกณฑ์การวิเคราะห์ศักยภาพพื้นที่สีเขียวในเมือง “เพื่อสนับสนุนความเป็นกลางทางคาร์บอน”. โครงการเสริมสร้างพื้นที่สีเขียวในเมืองเพื่อรองรับความเป็นกลางทางคาร์บอนของประเทศไทย. กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม