
เดือน: พฤษภาคม 2569
ข้อมูลสาระสำคัญในสัญญา (ใบสั่งจ้าง สลก.45/2569) จ้างจัดทำกรอบรูปพระบรมฉายาลักษณ์ และพานพุ่มดอกไม้สด จำนวน 4 รายการ (บริษัท พีทวินพลัส จำกัด) โดยวิธีเฉพาะเจาะจง
จากเป้าหมายการปรับตัวระดับโลก…สู่การสร้างภูมิคุ้มกันในระดับพื้นที่

🌍 กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ได้ดำเนิน “โครงการติดตามประเมินผลการดำเนินงานด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศรายสาขา ตามแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการดำเนินงานในสาขาที่มีแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างชัดเจน พัฒนาเครื่องมือและวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลในการติดตามประเมินผลในระดับพื้นที่ ตอบโจทย์เป้าหมายการปรับตัวระดับโลก (Global Goal on Adaptation : GGA)
🎯 เราทำสิ่งนี้ไปเพื่ออะไร ?
ศึกษา : ถอดบทเรียนการดำเนินงานในสาขาที่มีแผนการปรับตัวฯ รองรับชัดเจน
ใช้ประโยชน์ : กลุ่มเป้าหมายสามารถนำความรู้และเครื่องมือใช้ติดตามประเมินผลในพื้นที่ได้จริง
ยกระดับ : นำผลลัพธ์ที่ได้ไปปรับปรุงกระบวนการขับเคลื่อนการดำเนินงาน ภายใต้แผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (Thailand’s National Adaptation Plan : NAP)
💡 4 เครื่องมือสำคัญ ช่วยเปลี่ยน “แนวคิด” ให้กลายเป็น “ข้อมูลเชิงประจักษ์” ได้แก่
1. ข้อมูลพื้นฐาน & บริบทความเสี่ยง : วิเคราะห์ตั้งแต่ความเสี่ยง เทคโนโลยีที่ใช้ ไปจนถึงผลสัมฤทธิ์การดำเนินงาน
2. ความเชื่อมโยงนโยบาย : ตรวจสอบความสอดคล้องตั้งแต่แผนระดับชาติ (NAP) แผนรายสาขา จนถึงแผนระดับจังหวัด
3. ตัวชี้วัดการปรับตัว : ประเมินผลลัพธ์จริงที่ต้องตอบโจทย์ทั้งระดับประเทศและระดับโลก (GGA)
4. การถอดบทเรียน : มองหาข้อจำกัด ความท้าทายเชิงระบบ ปัจจัยความสำเร็จ และ Good Practices เพื่อนำไปขยายผลต่อ

🌾 ถอดรหัส “นาน้อยโมเดล” เกษตรเท่าทันภูมิอากาศ บนพื้นที่สูง
จากการนำเครื่องมือติดตามประเมินผลไปใช้ใน สาขาการเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร ณ ต.บัวใหญ่ อ.นาน้อย จ.น่าน นำมาสู่การปรับตัวผ่าน 6 แนวปฏิบัติเกษตรเท่าทันภูมิอากาศ (CSA)
☀️ 1. ระบบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์
🚜 2. ลดการชะล้างหน้าดินด้วยการไถแบบ Keyline
🍂 3. ปรับปรุงดินด้วย Biochar (ถ่านชีวภาพ)
🌱 4. ปลูกพืชทดแทนพืชเชิงเดี่ยว
🌽 5. จัดการเศษข้าวโพดด้วย BCG Model (แปรรูปเป็นบรรจุภัณฑ์ชีวภาพ)
📱 6. ระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Digital Traceability)
✨ ผลลัพธ์ความสำเร็จเชิงประจักษ์
ด้านเศรษฐกิจ : ลดการสูญเสียผลผลิตได้ถึง 20% มีรายได้ใหม่จากการแปรรูปเศษข้าวโพด และรายได้จากพืชทางเลือก
ด้านสังคม : มีความมั่นคงทางอาหารจากการทำเกษตรอินทรีย์ที่หลากหลาย ชุมชนพึ่งพาตนเองได้
ด้านสิ่งแวดล้อม : ฝนลดแต่ดินยังชุ่มชื้น ลดการใช้สารเคมี และลดฝุ่น PM 2.5 จากการหยุดเผาเศษวัสดุการเกษตร

😷 เพราะเด็กเล็ก คือ กลุ่มที่เปราะบางที่สุด ส่องโมเดล “ห้องเรียนปลอดฝุ่น”
กรุงเทพมหานคร เผชิญวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่เป็นตัวเร่งฝุ่น PM2.5 ทั้งจากความเร็วลมที่ลดลง 31% สภาวะโดมความร้อนเมือง (Urban Heat Island) และอุณหภูมิที่สูงขึ้น ทำให้ กทม. มีความเสี่ยงภัยด้านสาธารณสุขสูงเป็นอันดับ 1 ของประเทศ (ภายใต้แบบจำลอง SSP2-4.5)
โครงการฯ ได้ติดตามประเมินผล สาขาสาธารณสุข ณ ศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน ชุมชนฟื้นนครร่วมเกล้า ระยะ 4 โซน 10 เขตลาดกระบัง ผ่าน “4 กลยุทธ์สู่ห้องเรียนปลอดฝุ่น” 🔒 Closed Windows/Sealing : ป้องกันฝุ่นเข้าจากภายนอก 🔄 Active Ventilation (ERV) : ระบบระบายอากาศแลกเปลี่ยนความร้อน ดึงอากาศดีเข้า-ไล่อากาศเสียออก 🍃 Air Purification : เครื่องฟอกอากาศประสิทธิภาพสูงภายในห้อง 📊 Monitoring: ตรวจวัดและแสดงผลคุณภาพอากาศ (AQI) ตลอดเวลา
✨ ผลลัพธ์เชิงประจักษ์เพื่ออนาคตของชาติ
Healthy Kids : อัตราการเจ็บป่วยจากโรคระบบทางเดินหายใจลดลง เด็กๆ มีคุณภาพการนอนหลับที่ดี มีสมาธิและสมรรถภาพในการทำกิจกรรมดีขึ้น
คุณภาพอากาศดีขึ้น : ระดับ PM 2.5 ลดลง 97% เมื่อเปรียบเทียบก่อนและหลังการติดตั้ง ระบบ ERV อากาศภายในห้องสะอาดบริสุทธิ์

ถอดรหัสความสำเร็จจากพื้นที่ต้นแบบทั้ง 6 สาขา ปัจจัยสู่ความเข้มแข็งและการปรับตัวอย่างยั่งยืน

☂ การถอดบทเรียนจากพื้นที่ต้นแบบ เป็นกลไกสำคัญของระบบติดตาม ประเมินผล การวิจัย และการเรียนรู้ (Monitoring, Evaluation, Research and Learning: MERL) ที่ช่วยสังเคราะห์องค์ความรู้จากการดำเนินงานจริง เพื่อนำไปสู่การพัฒนาเชิงระบบอย่างมีประสิทธิภาพ กระบวนการดังกล่าวมุ่งวิเคราะห์ทั้ง “ปัจจัยแห่งความสำเร็จ” ที่ส่งเสริมความเข้มแข็งและความยั่งยืนของชุมชน ตลอดจน “ปัจจัยเชิงข้อจำกัด” ที่เป็นอุปสรรคต่อการปรับตัวและการพัฒนาในระยะยาว บทเรียนที่ได้จะถูกนำมาสังเคราะห์เป็นข้อเสนอเชิงนโยบายและแนวทางปฏิบัติ เพื่อสนับสนุนการขยายผลและยกระดับศักยภาพของพื้นที่ต้นแบบในอนาคต

✿ ปัจจัยสู่ความสำเร็จเพื่อการปรับตัวที่ยั่งยืน
1. การบูรณาการข้อมูลและเทคโนโลยีดิจิทัล : การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและระบบข้อมูลเชิงพื้นที่มีบทบาทสำคัญต่อการบริหารจัดการความเสี่ยงและการตัดสินใจเชิงพื้นที่
– ใช้แอปพลิเคชันและระบบภูมิสารสนเทศ (GIS) เพิ่มความแม่นยำในการวิเคราะห์ข้อมูล การจัดทำผังน้ำดิจิทัล และการระบุพื้นที่เสี่ยง
– มีระบบเฝ้าระวังและแจ้งเตือนภัยแบบเรียลไทม์ด้านน้ำและคุณภาพอากาศ เพิ่มประสิทธิภาพในการรับมือภาวะวิกฤต
– นำนวัตกรรมดิจิทัลด้านสาธารณสุขมาใช้ เช่น Telemedicine และ Health Rider ลดข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการสุขภาพช่วงเกิดภัยพิบัติ
2. การมีส่วนร่วมของเครือข่ายและภาคีทุกภาคส่วน : ความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ เป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการขับเคลื่อนงานในระดับพื้นที่
– นำกลไก “บวร” (บ้าน วัด โรงเรียน ราชการ) และความร่วมมือกับสถาบันการศึกษามาช่วยเสริมพลังการดำเนินงานให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม
– ความเข้มแข็งขององค์กรชุมชนและกลุ่มผู้ใช้น้ำส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีส่วนร่วมและเป็นธรรม
– บทบาทของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม./อสส.) เข้าถึงกลุ่มเปราะบางด้านสุขภาพจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
3. การใช้แนวทางธรรมชาติและการผสมผสานภูมิปัญญา : การประยุกต์ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นร่วมกับองค์ความรู้สมัยใหม่เพิ่มประสิทธิภาพในการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ
– การนำระบบจัดการน้ำโบราณมาผสานกับวิศวกรรมสมัยใหม่เพื่อป้องกันน้ำท่วม
– การใช้ฝายแกนดินซีเมนต์ที่ต้นทุนต่ำและใช้วัสดุในพื้นที่
– การฟื้นฟูระบบนิเวศชายฝั่งและหญ้าทะเล เพื่อเป็นแนวป้องกันทางธรรมชาติและช่วยฟื้นฟูคุณภาพสิ่งแวดล้อม
4. การปรับเปลี่ยนรูปแบบเศรษฐกิจให้เท่าทันภูมิอากาศ : การพัฒนาเศรษฐกิจที่คำนึงถึงความยืดหยุ่นต่อสภาพภูมิอากาศเพิ่มความมั่นคงด้านรายได้และศักยภาพการแข่งขันของชุมชนให้ปรับตัวและดำเนินต่อได้อย่างยั่งยืน
– การส่งเสริมเกษตรทางเลือกมูลค่าสูงที่ใช้น้ำน้อย
– การพัฒนาอุตสาหกรรมและฟาร์มคาร์บอนต่ำ
– การออกแบบกิจกรรมท่องเที่ยวที่ยืดหยุ่นตามฤดูกาลและสภาพอากาศ
✿ ปัจจัยข้อจำกัดในการปรับตัว
พื้นที่ต้นแบบมีความก้าวหน้าในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่ยังคงมีข้อจำกัดที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพและความยั่งยืนของการดำเนินงาน
1. ข้อจำกัดด้านทรัพยากรและงบประมาณ ส่งผลต่อการบำรุงรักษาโครงสร้างพื้นฐาน การจัดหาอุปกรณ์จำเป็น และการลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ที่มีต้นทุนสูง
2. ปัญหาด้านบุคลากรและทักษะเฉพาะทาง การขาดผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูลดิจิทัล ระบบคาดการณ์ และความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงองค์ความรู้ระหว่างพื้นที่
3. ข้อจำกัดเชิงนโยบายและกฎหมาย ความขัดแย้งด้านการใช้ประโยชน์ที่ดิน การบังคับใช้ผังเมือง และการขาดระบบฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงระหว่างหน่วยงาน
4. ความรุนแรงของสภาพภูมิอากาศที่เกินขีดความสามารถ ทั้งระบบรองรับและปัญหาข้ามพรมแดนที่ชุมชนไม่สามารถจัดการได้โดยลำพัง
5. ปัจจัยด้านสังคมและเศรษฐกิจ สังคมสูงวัย การย้ายถิ่นแรงงาน และความผันผวนทางเศรษฐกิจ ลดศักยภาพและแรงจูงใจในการปรับตัวของชุมชนในระยะยาว
แหล่งอ้างอิง
โครงการจัดทำระบบติดตามประเมินผลการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม





ประกาศผู้ชนะการเสนอราคา จ้างจัดทำพระบรมฉายาลักษณ์ และพานพุ่มดอกไม้สด จำนวน 4 รายการ โดยวิธีเฉพาะเจาะจง
รมว. สุชาติ ผลักดันให้ไทยใช้การพัฒนาแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำช่วยสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) เน้นย้ำให้กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.) ขับเคลื่อนการพัฒนาแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำควบคู่กับการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน โดย สส. ร่วมกับหน่วยวิจัยด้านพลังงานที่ยั่งยืนและสิ่งแวดล้อมสรรค์สร้างแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดประชุมเผยแพร่ผลการศึกษาผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมต่อการปรับปรุงยุทธศาสตร์ระยะยาวในการพัฒนาแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำของประเทศไทย เพื่อหารือและรับฟังความคิดเห็นจากภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้เกี่ยวข้องกว่า 170 คน ในวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซ่า ลาดพร้าว กรุงเทพฯ
ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดี สส. ปฏิบัติหน้าที่ประธานการประชุม ได้รับฟังผลการใช้แบบจำลองวิเคราะห์รูปการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมตามยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำที่มีเป้าหมายไปสู่ Net Zero 2050 ในปี พ.ศ. 2593 โดยมีนายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดี สส. และผู้แทนจากภาคส่วนต่างๆ ร่วมอภิปราย ให้ข้อสังเกต ตลอดจนคำแนะนำสำหรับนำไปใช้ปรับปรุงแนวทางประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้นให้สะท้อนถึงรูปแบบและนโยบายการพัฒนาประเทศที่เหมาะสมต่อการสร้างศักยภาพทางเศรษฐกิจและสังคมของไทยให้แข่งขันและดำเนินการร่วมกับประชาคมโลกได้ในระยะยาว
ทั้งนี้ ผลการประชุมจะสนับสนุนการพัฒนาแนวทางจัดการผลกระทบเชิงลบที่ต่อทุกภาคส่วนอย่างเป็นรูปธรรม บนความมุ่งหมายให้เกิดการปรับตัวและประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศได้ต่อไป
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”









สส. จัดกิจกรรมเนื่องในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา (วันวิสาขบูชา) และวันต้นไม้ประจำปีของชาติ พ.ศ. 2569

กรมลดโลกร้อน ร่วมงานเปิดโครงการ “STOP FOOD WASTE กินดี รักษ์โลก รับโชคเพิ่ม” ขับเคลื่อนการจัดการขยะอาหารอย่างยั่งยืนตามนโยบายรัฐบาล

วันที่ 27 พฤษภาคม 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และ นางสาวอุมา ศรีสุข ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการมีส่วนร่วมต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ร่วมเป็นเกียรติในพิธีเปิดโครงการ “STOP FOOD WASTE กินดี รักษ์โลก รับโชคเพิ่ม” โดยมี นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) เป็นประธาน โดยมีคุณวรลักษณ์ ตุลาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มการตลาด บริษัทเดอะมอลล์กรุ๊ป จำกัด พร้อมด้วยนายบรรณรักษ์ เสริมทอง เลขาธิการสำนักงานนโยบายเเละเเผนทรัพยากรธรรมชาติเเละสิ่งแวดล้อม และคณะผู้บริหาร ร่วมงาน ณ เดอะมอลล์ไลฟ์ สโตร์ บางกะปิ กรุงเทพมหานคร
นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทส. เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม การจัดการขยะ และมลพิษอย่างจริงจัง โดยเฉพาะปัญหาขยะอาหาร ซึ่งก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจจำนวนมากในแต่ละปี จากกระบวนการผลิต การจำหน่าย และการบริโภคที่ไม่มีประสิทธิภาพ จนทำให้อาหารจำนวนมากกลายเป็นของเสียโดยไม่จำเป็น
โครงการดังกล่าวนี้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับบริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด และภาคีเครือข่ายภาคเอกชน จัดขึ้นเพื่อรณรงค์และขับเคลื่อนการบริหารจัดการขยะอาหาร (Food Waste) อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านความร่วมมือกับร้านอาหารภายในศูนย์การค้าในการสร้างระบบนิเวศลดขยะอาหารแบบครบวงจร ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง
นายสุชาติ ยังกล่าวว่าเพิ่มเติมว่า กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ดำเนินงานร่วมกับบริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป อย่างต่อเนื่องในการขับเคลื่อนประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะปัญหาขยะอาหาร ซึ่งปัจจุบันถือเป็นปัญหาสำคัญระดับโลก ทุกประเทศต่างให้ความสำคัญและเร่งดำเนินมาตรการลดผลกระทบ ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของประชาชน ทั้งนี้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไม่ได้มีภารกิจเพียงการดูแลป่าไม้ อุทยานแห่งชาติ หรือสัตว์ป่าเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงการดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกมิติ ทั้งด้านคุณภาพอากาศ มลพิษ สิ่งแวดล้อม และการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งปัญหาขยะอาหารถือเป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันแก้ไข ซึ่งรัฐบาล โดยนายกรัฐมนตรี ได้กำหนดนโยบายด้านการจัดการขยะ มลพิษ และสิ่งแวดล้อมไว้อย่างชัดเจน และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้นำนโยบายดังกล่าวมาขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมจะไม่สามารถประสบผลสำเร็จได้ หากขาดความร่วมมือจากภาคเอกชน สื่อมวลชน และประชาชน ซึ่งถือเป็นพลังสำคัญในการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”










กรมลดโลกร้อน จัดประชุมเพื่อนำเสนอภาพรวมการติดตามประเมินผลและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

วันพุธที่ 27 พฤษภาคม 2569 นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานการประชุมเพื่อนำเสนอภาพรวมการติดตามประเมินผลและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ภายใต้โครงการติดตามประเมินผลการดำเนินงานด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศรายสาขา ตามแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ ทั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมจากหน่วยงานรายสาขาและผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งในห้องประชุม และผ่านระบบออนไลน์ รวมกว่า 150 คน ณ โรงแรม เซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซ่า ลาดพร้าว กรุงเทพฯ
การจัดประชุมในครั้งนี้ เป็นการสรุปภาพรวมโครงการฯ มีการบรรยาย เสวนา และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ดังนี้
1. สร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องการปรับตัวร่วมกัน เชื่อมโยงระดับสากล ระดับชาติ ไปจนถึงระดับพื้นที่
2. แนวทางการคัดเลือกสาขาและพื้นที่ที่จะใช้ศึกษา
3. เครื่องมือการติดตามประเมินผลการดำเนินงานด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศรายสาขา ในระดับพื้นที่
4. ถอดบทเรียนพื้นที่ศึกษา “โครงการการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในภาคเกษตรเพื่อเพิ่มการฟื้นตัวและความยั่งยืนในพื้นที่สูง อำเภอนาน้อย จังหวัดน่าน” (สาขาเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร)
5. ถอดบทเรียนพื้นที่ศึกษา “โครงการห้องเรียนปลอดฝุ่น ของศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนชุมชนฟื้นนครร่มเกล้า ระยะ 4 โซน 10 (เคหะร่มเกล้า) เขตลาดกระบัง” (สาขาสาธารณสุข)
6. เสวนา ในหัวข้อ “บทเรียนจากพื้นที่ : สู่การยกระดับการติดตามประเมินผลการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ”
7. ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายทั้งในระดับพื้นที่และภาพรวม รวมถึงกลไกทางการเงิน
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”







โครงการจัดทำระบบติดตามประเมินผลการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศถอดบทเรียน “พื้นที่ปฏิบัติที่ดี (Good Practices)” สาขาการตั้งถิ่นฐานและความมั่นคงของมนุษย์

🏡โครงการปรับปรุงภูมิทัศน์ริมสองฝั่งคลองแม่ข่า เทศบาลนครเชียงใหม่
ชุมชนริมคลองแม่ข่าเผชิญความเสี่ยงสูงจากฝนตกหนักและน้ำท่วมขัง บ้านเรือนเปราะบางและน้ำเสียส่งผลกระทบต่อสุขภาพและความเป็นอยู่ โครงการจึงปรับตัวโดยฟื้นฟูคลอง เพิ่มประสิทธิภาพระบายน้ำ ควบคู่การจัดระเบียบและยกระดับที่อยู่อาศัยให้มั่นคงปลอดภัย รวมถึงพัฒนาระบบบำบัดน้ำเสียจากชุมชนสอดคล้องมาตรการด้านคุณภาพชีวิตและการพัฒนาเมืองสำหรับกลุ่มเปราะบาง เชื่อมโยงตัวชี้วัดในประเด็นที่ 5 คุณภาพชีวิตของสมาชิกในสังคม (ตัวชี้วัด: จำนวนที่อยู่อาศัยสำหรับกลุ่มครัวเรือนเปราะบางที่ได้รับการพัฒนาหรือปรับปรุงให้แข็งแรง/มั่นคง หน่วยเป็นหลังคาเรือน) และตัวชี้วัด GGA: 9e01 สัดส่วนโครงการยกระดับชุมชนแออัดที่รวมการปรับตัวและนำโดยท้องถิ่น

🏡สำนักงานโยธาธิการและผังเมือง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
ปรับตัวผ่านการวางผังเมืองที่คำนึงถึงสภาพภูมิอากาศ โดยกำหนดโซนการใช้ที่ดิน เช่น พื้นที่รับน้ำและพื้นที่ควบคุมการก่อสร้าง เพื่อให้เมืองสามารถอยู่ร่วมกับน้ำได้อย่างปลอดภัย เชื่อมโยงตัวชี้วัดในประเด็นที่ 1 ผังเมือง (ตัวชี้วัด: จำนวนผังเมืองรวมที่เริ่มจัดทำหรือปรับปรุงเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ) และตัวชี้วัด GGA: 10b06 สัดส่วนรัฐบาลท้องถิ่นที่บูรณาการการปรับตัวเข้ากับนโยบาย (ซึ่งในที่นี้คือการบูรณาการแผนการปรับตัวฯ เข้ากับแผนผังเมืองรวมและผังเมืองระดับจังหวัด)

🏡นิคมอุตสาหกรรมนวนคร จังหวัดปทุมธานี
นิคมอุตสาหกรรมปรับตัวทั้งเชิงโครงสร้าง โดยสร้างแนวป้องกันน้ำท่วมมาตรฐานสูง และเชิงบริหาร เช่น ระบบติดตามน้ำล่วงหน้าและแผนอพยพ เชื่อมโยงตัวชี้วัดในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการปกป้องโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจและการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ให้ปลอดภัยจากภัยพิบัติ และตัวชี้วัด GGA: 10c03 จำนวนผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงทางสังคม/เศรษฐกิจจากภัยพิบัติ (การปรับตัวนี้ช่วยลดจำนวนผู้ได้รับผลกระทบลงอย่างมีนัยสำคัญ) ตัวชี้วัดที่ 10c04 ความสูญเสียทางเศรษฐกิจโดยตรงจากภัยพิบัติเป็นสัดส่วนต่อ GDP (การปกป้องนิคมฯ คือการปกป้องฐานรายได้ของประเทศ) และ 10a01 จำนวนภาคีที่มีการบูรณาการการปรับตัวเข้ากับแผนงาน (สะท้อนถึงภาคเอกชนที่มีการนำแผนปรับตัวเข้าสู่กลยุทธ์องค์กร)

แหล่งอ้างอิง
โครงการจัดทำระบบติดตามประเมินผลการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม