17 มิถุนายน วันทะเลทรายและภัยแล้งโลก (Desertification & Drought Day)

               วันที่ 17 มิถุนายนของทุกปี กำหนดให้เป็น “วันทะเลทรายและภัยแล้งโลก” เพื่อสร้างความตระหนักถึงปัญหาความเสื่อมโทรมของที่ดิน การขยายตัวของพื้นที่แห้งแล้ง และผลกระทบจากภัยแล้งที่เกิดขึ้นในหลายภูมิภาคทั่วโลก ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความมั่นคงทางอาหาร ทรัพยากรธรรมชาติ ระบบนิเวศ การย้ายถิ่นฐาน และคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยในปีนี้ขับเคลื่อนภายใต้แนวคิด “Rangelands: Recognize Respect Restore” มุ่งเน้นการอนุรักษ์และฟื้นฟูพื้นที่ทุ่งหญ้า ซึ่งเป็นระบบนิเวศสำคัญต่อความหลากหลายทางชีวภาพ การกักเก็บคาร์บอน และการดำรงชีวิตของผู้คนทั่วโลก (1,2)
               ปัจจุบัน ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การใช้ทรัพยากรที่ดินอย่างไม่เหมาะสม การตัดไม้ทำลายป่า รวมถึงการทำเกษตรที่ขาดการอนุรักษ์ดินและน้ำ ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่เร่งให้เกิดความเสื่อมโทรมของผืนดิน โดย UNCCD กล่าวว่าที่ดินที่มีประสิทธิผล 100 ล้านเฮกตาร์เกิดความเสื่อมโทรมขึ้นในแต่ละปี ภัยแล้งกลายเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าผู้คนจะเผชิญปัญหาการขาดแคลนน้ำภายในปี 2050 มากยิ่งขึ้น (3)
               สำหรับประเทศไทย หลายพื้นที่เริ่มเผชิญผลกระทบจากสภาพอากาศที่แปรปรวน ทั้งฝนทิ้งช่วง อุณหภูมิที่สูงขึ้น และปัญหาการขาดแคลนน้ำในภาคการเกษตร จึงมีการส่งเสริมแนวทางฟื้นฟูและอนุรักษ์ทรัพยากรดินอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการประเมินความเสื่อมโทรมของที่ดิน การวางแผนการใช้ที่ดิน การจัดที่ดินทำกินให้เกษตรกร การจัดการพื้นที่เกษตรกรรมอย่างยั่งยืน การอนุรักษ์ดินและน้ำ การฟื้นฟูที่ดินที่เสื่อมโทรม และการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ (4)
               ในท้ายที่สุด การต่อสู้กับปัญหาการแปรสภาพเป็นทะเลทรายและภัยแล้งต้องอาศัยความร่วมมือแบบบูรณาการจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และภาคประชาสังคม การฟื้นฟูผืนดินที่เสื่อมโทรมไม่เพียงแต่จะช่วยกักเก็บคาร์บอนได้ถึง 3 พันล้านตันต่อปี แต่ยังเป็นการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม การตระหนักถึงคุณค่าของที่ดินจะนำไปสู่การรักษาทรัพยากรที่ดินให้คงอยู่เป็นมรดกที่ยั่งยืนสำหรับอนาคตสืบไป (2,4)

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

แหล่งที่มา :
(1) รองปลัดเกษตรฯ เปิดประชุม UNCCD พิจารณา (ร่าง) รายงานแห่งชาติ (National Report) พร้อมเตรียมจัดงานวันทะเลทรายและภัยแล้งโลก วันที่ 17 มิถุนายน 2569 นี้, กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
(2) 17 มิถุนายน วันทะเลทรายและภัยแล้งโลก, กรมประชาสัมพันธ์
(3) ธีมงาน ‘วันทะเลทรายและภัยแล้งโลก’ ปี 69 Rangelands: Recognize. Respect. Restore, กรุงเทพธุรกิจ : Insight for Opportunities.
(4) กรมพัฒนาที่ดิน จัดใหญ่ 17 มิ.ย. วันทะเลทรายและภัยแล้งโลก ผนึกกำลังฟื้นฟูที่ดิน เชื่อมโอกาสทางเศรษฐกิจ หวังหยุดยั้งการแปรสภาพเป็นทะเลทราย, กรมประชาสัมพันธ์

ทั่วโลกจับตา “เอลนีโญ” สัญญาณความเสี่ยงด้านความร้อนและภัยแล้ง

               ในช่วงปี 2026–2027 นักวิทยาศาสตร์และหน่วยงานด้านภูมิอากาศทั่วโลกกำลังจับตาความเป็นไปได้ของการกลับมาของ “เอลนีโญ” (El Niño) ปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ส่งผลต่อสภาพอากาศในหลายภูมิภาคของโลก รวมถึงประเทศไทย

เอลนีโญคืออะไร?
               เอลนีโญเกิดจากการที่อุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณตอนกลางและตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนสูงกว่าค่าปกติ ส่งผลให้รูปแบบลม ฝน และความกดอากาศเปลี่ยนแปลงไป
สำหรับประเทศไทย เอลนีโญมักทำให้
               • อากาศร้อนขึ้น
               • ฝนตกน้อยลง
               • เสี่ยงต่อภาวะขาดแคลนน้ำ
               • เพิ่มโอกาสเกิดไฟป่าและภัยแล้ง

รู้ได้อย่างไรว่าเอลนีโญรุนแรงแค่ไหน?
               นักวิทยาศาสตร์ใช้ค่าความผิดปกติของอุณหภูมิผิวน้ำทะเลในพื้นที่ Niño 3.4 เป็นตัวชี้วัด โดยแบ่งระดับความรุนแรง ดังนี้
               0.5–0.9°C = เอลนีโญอ่อน
               1.0–1.4°C = เอลนีโญปานกลาง
               1.5–1.9°C = เอลนีโญรุนแรง
               ≥ 2.0°C = เอลนีโญรุนแรงมาก หรือที่นิยมเรียกว่า “ซูเปอร์เอลนีโญ”

ซูเปอร์เอลนีโญ คืออะไร?
               แม้จะไม่ใช่คำจำกัดความทางวิทยาศาสตร์อย่างเป็นทางการ แต่เป็นคำที่ใช้เรียกเหตุการณ์เอลนีโญที่มีความรุนแรงมากเป็นพิเศษ โดยอุณหภูมิผิวน้ำทะเลสูงกว่าค่าปกติประมาณ 2°C ขึ้นไป เหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก แต่เมื่อเกิดขึ้นมักส่งผลกระทบอย่างกว้างขวาง ทั้งภัยแล้ง คลื่นความร้อน ไฟป่า ฝนตกหนัก และน้ำท่วมในหลายพื้นที่ทั่วโลก สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจและการดำรงชีวิตในหลายประเทศ

เหตุการณ์ซูเปอร์เอลนีโญที่สำคัญในอดีต ได้แก่
               • ปี 1982–1983
               • ปี 1997–1998
               • ปี 2015–2016

สถานการณ์ล่าสุด
               แบบจำลองพยากรณ์จาก NOAA, IRI และ ECMWF บ่งชี้ว่ามีแนวโน้มเกิดเอลนีโญในช่วงปี 2026–2027 และอาจพัฒนาเป็นเอลนีโญที่มีความรุนแรงได้ อย่างไรก็ตาม ระดับความรุนแรงยังมีความไม่แน่นอน และจำเป็นต้องติดตามข้อมูลพยากรณ์อย่างต่อเนื่อง

               แม้ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าปี 2026–2027 จะเกิดซูเปอร์เอลนีโญหรือไม่ แต่สัญญาณจากแบบจำลองพยากรณ์ทั่วโลกบ่งชี้ว่าเอลนีโญอาจกลับมาอีกครั้ง การติดตามข้อมูลอย่างต่อเนื่องและการเตรียมพร้อมด้านทรัพยากรน้ำจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

แหล่งอ้างอิง
1. National Oceanic and Atmospheric Administration
2. International Research Institute for Climate Society (IRI)
3. European Centre for Medium-Range Weather Forecasts
4. กรมอุตุนิยมวิทยา

16 มิถุนายน วันเต่าทะเลโลก (World Sea Turtle Day) 🐢

               วันที่ 16 มิถุนายน ของทุกปีเป็น ‘วันเต่าทะเลโลก’ (World Sea Turtle Day) วันที่ทั่วโลกร่วมกันตระหนักถึงความสำคัญของเต่าทะเล และส่งเสริมการอนุรักษ์เต่าทะเล เพื่อรักษาความสมดุลของระบบนิเวศทางทะเลให้คงอยู่อย่างยั่งยืน
               เต่าทะเลถือเป็นหนึ่งในสิ่งมีชีวิตสำคัญของระบบนิเวศทางทะเล มีบทบาทในการรักษาความอุดมสมบูรณ์ของแนวปะการัง รวมถึงช่วยรักษาความสมดุลของห่วงโซ่อาหารในทะเล ซึ่งล้วนเป็นส่วนสำคัญต่อความหลากหลายทางชีวภาพของทะเลและมหาสมุทร อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันเต่าทะเลมีจำนวนที่ลดลงอย่างมาก จากการทำประมงเกินขนาด การติดเครื่องมือประมง ขยะทะเล รวมถึงการสูญเสียพื้นที่วางไข่ตามแนวชายหาด อีกทั้งยังพบว่าเต่าทะเลในประเทศไทย เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์อีกด้วย
               นอกจากนี้ วิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อการอยู่รอดของเต่าทะเลในอนาคต อุณหภูมิที่สูงขึ้น ส่งผลต่อสัดส่วนเพศของลูกเต่า เพราะอุณหภูมิในหลุมฟักมีผลต่อการกำหนดเพศ หากอุณหภูมิสูงเกินไป ลูกเต่าจะฟักออกมาเป็นเพศเมียมากกว่าเพศผู้ ซึ่งอาจกระทบต่อการขยายพันธุ์ในระยะยาว รวมถึงระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น และพายุที่รุนแรง ส่งผลให้ชายหาดที่เป็นแหล่งวางไข่ตามธรรมชาติถูกกัดเซาะและเสียหาย อีกทั้งแนวปะการังที่เสื่อมโทรม ส่งผลให้แหล่งอาหารหลักของเต่าทะเลมีปริมาณลดลง กระทบต่อการดำรงชีวิตของเต่าทะเลในธรรมชาติ
               ท่ามกลางวิกฤตที่กำลังคุกคามเต่าทะเลมากขึ้น การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของมนุษย์จึงเป็นอีกหนึ่งพลังสำคัญที่จะช่วยลดผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเลได้ ไม่ว่าจะเป็น
               🧺 ลดการใช้พลาสติกแบบใช้แล้วทิ้ง ด้วยการพกถุงผ้า แก้วน้ำส่วนตัว หลอดโลหะ และหลีกเลี่ยงการใช้ขวดหรือภาชนะพลาสติก
               🏖️ ร่วมเก็บขยะชายหาด ทิ้งขยะอย่างถูกที่ถูกวิธี และระวังไม่ทิ้งอุปกรณ์ชายหาดที่อาจเป็นอันตรายต่อลูกเต่า
               ⚡ลดผลกระทบจากแสงไฟบริเวณชายหาดในช่วงกลางคืน หรือเลือกใช้ไฟแสงสีแดง เพื่อช่วยให้ลูกเต่าสามารถหาทางกลับสู่ทะเลได้อย่างปลอดภัย
               🐟 สนับสนุนการทำประมงอย่างยั่งยืน โดยการเลือกซื้ออาหารทะเลที่ได้มาตรฐาน MSC (Marine Stewardship Council) ซึ่งรับรองว่ามาจากการจับสัตว์น้ำแบบไม่ใช่อวนลากขนาดใหญ่
               🌱 ปรับพฤติกรรมเพื่อลดโลกร้อน เช่น ประหยัดพลังงาน ลดการใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล เลือกการเดินทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลต่อเต่าทะเลและระบบนิเวศทางทะเล

“อย่าปล่อยให้ความเพิกเฉยของเรา กลายเป็นนาทีสุดท้ายของเต่าทะเล มาร่วมลดโลกร้อนวันนี้ คืนน่านน้ำที่ปลอดภัยให้เพื่อนร่วมโลก” 🐢🌊

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

แหล่งที่มา :
– 16 มิถุนายน วันเต่าทะเลโลก (World Sea Turtle Day), กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม
– 16 มิถุนายน วันเต่าทะเลโลก (World Sea Turtle Day), กลุ่มงานความหลากหลายทางชีวภาพ, มูลนิธิสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI : Thailand Environment Institute)
– ‘วันเต่าทะเลโลก’ (World Sea Turtle Day), มูลนิธิสืบนาคะเสถียร
– ทำไมเต่าทะเลถึงสำคัญและทำให้มหาสมุทรอุดมสมบูรณ์, Black Turtle Dive
– “เต่าทะเล” ในโลกมี 8 ชนิด พบในประเทศไทย 5 ชนิด, ศูนย์องค์ความรู้ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม , สถาบันการพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน (สพท.)

รมว.สุชาติ แจ้งเตือนรับมือ “เอลนีโญ” ลากยาวถึงปี 2570 พร้อมเปิดฐานข้อมูลภูมิอากาศความละเอียดสูงสู้ภัยแล้ง

               จากรายงานล่าสุดของหน่วยงานด้านสภาพภูมิอากาศสากลระดับโลก ทั้ง NOAA, IRI และ ECMWF ได้ระบุผลการคาดการณ์ที่ตรงกันว่า โลกของเรามีโอกาสสูงมากถึงร้อยละ 96 – 98 ที่จะเปลี่ยนผ่านเข้าสู่สภาวะเอลนีโญในช่วงเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคม 2569 นี้ และปรากฏการณ์ดังกล่าวจะลากยาวต่อเนื่องไปจนถึงช่วงต้นปี 2570 โดยแบบจำลองชี้ว่าความรุนแรงจะพุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2569 ถึงเดือนมกราคม 2570 ซึ่งอาจส่งผลกระทบและสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมหากไม่มีการเตรียมพร้อมรับมือที่ดี โดยนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) ได้ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และการยกระดับคุณภาพสิ่งแวดล้อมของประเทศ รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้กำหนดนโยบายสำคัญในด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม ได้แก่ การบริหารจัดการน้ำและป้องกันภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ การพัฒนาระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ การผลักดันให้ประเทศบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี ค.ศ. 2050 รวมถึงการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีคุณค่าและสมดุล และได้มอบหมายให้กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (กรมลดโลกร้อน) เดินหน้าเร่งขับเคลื่อนนโยบายเชิงรุก จัดทำฐานข้อมูลภูมิอากาศความละเอียดสูงสู้ภัยแล้ง เพื่อลดความสูญเสียและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ประเทศ พร้อมทั้งเร่งให้ความรู้และแนวทางแก้ไขแก่ประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเร่งด่วน
               ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ผลกระทบต่อประเทศไทยที่ต้องเฝ้าระวังเมื่อเริ่มเข้าสู่สถานการณ์เอลนีโญว่า จะมีผลกระทบทั้งในมิติของปริมาณฝนและอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงไป ตั้งแต่ช่วงเดือนมิถุนายน 2569 ถึงมกราคม 2570 ปริมาณฝน
               ในหลายพื้นที่ของประเทศจะมีค่าต่ำกว่าปกติ และเมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูฝนหลักระหว่างเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคม แม้ไทยจะได้รับความชื้นจากมรสุมตะวันตกเฉียงใต้มาช่วย แต่หากเอลนีโญ ทวีความรุนแรงขึ้น ปริมาณฝนในหน้าฝนก็มักจะน้อยลงไปด้วย นอกจากนี้ในช่วงปลายฤดูฝนระหว่างเดือนกันยายนถึงตุลาคม พายุหมุนเขตร้อนในมหาสมุทรแปซิฟิกอาจก่อตัวห่างจากชายฝั่งเอเชียมากกว่าปกติ ซึ่งหากพายุเหล่านี้ไม่เคลื่อนเข้าใกล้ไทย ฝนในช่วงปลายฤดูก็จะยิ่งลดน้อยลงไปอีก รวมไปถึงพื้นที่ภาคใต้ที่จะเผชิญกับภาวะฝนน้อยลงในช่วงเดือนธันวาคมและมกราคมซึ่งเป็นฤดูฝนของพื้นที่ดังกล่าว ในส่วนของอุณหภูมิและสภาพอากาศ ประเทศไทยจะมีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงกว่าค่าปกติเล็กน้อย ทำให้อากาศจะอบอุ่นขึ้นโดยรวม โดยเฉพาะในช่วงเดือนธันวาคม 2569 ถึงกุมภาพันธ์ 2570 ซึ่งจะส่งผลให้ฤดูหนาวในปีนี้อาจจะไม่หนาวเย็นเหมือนปีที่ผ่านมา
               ดร.พิรุณ กล่าวเพิ่มเติมว่า เพื่อเป็นแนวทางแก้ไขและมาตรการปรับตัวรับวิกฤตตามนโยบายของ รมว.ทส. ปี 2569 นี้กรมลดโลกร้อนได้พัฒนาข้อมูลการคาดการณ์ภูมิอากาศจนถึงปี ค.ศ. 2100 ภายใต้สถานการณ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจก ณ ปัจจุบัน (SSP2-4.5) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับสูง (SSP5-8.5) ซึ่งมีความละเอียดระดับ 25 x 25 กิโลเมตร และ 5 x 5 กิโลเมตร ประกอบด้วยข้อมูลปริมาณฝน อุณหภูมิสูงสุด อุณหภูมิต่ำสุด อุณหภูมิเฉลี่ย และความชื้นสัมพัทธ์ และเผยแพร่ให้หน่วยงานต่างๆ นำข้อมูลไปใช้ในการวางแผนรับมือกับน้ำท่วมและภัยแล้งในระยะยาว โดยชุดข้อมูลทั้งหมดอยู่ภายใต้ศูนย์ข้อมูลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Information Center) ซึ่งทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มกลางที่เผยแพร่ข้อมูลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศอย่างครบวงจร นอกจากนี้ กรมฯ ยังร่วมกับบริษัท เวเธอร์ นิวส์ อิงค์ อยู่ระหว่างการพัฒนาชุดข้อมูลความเสี่ยงจากน้ำท่วมในแม่น้ำ ที่มีความละเอียดสูงถึง 90 เมตร x 90 เมตร โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในต้นปี 2570
               ในยุคที่โลกต้องเผชิญกับความแปรปรวนของสภาพอากาศสุดขั้วที่ทวีความรุนแรงขึ้น กรมลดโลกร้อน จะพัฒนาแผนที่ความเสี่ยงด้านภูมิอากาศ (Climate Risk Map) ที่มีความละเอียดในระดับตำบล ครอบคลุมภัยต่างๆ เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ง ดินถล่ม การเพิ่มขึ้นของน้ำทะเล การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิ โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี พ.ศ. 2571 โดยแผนที่ความเสี่ยงด้านภูมิอากาศ จะเป็นเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ที่สำคัญในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับประเทศ โดยประโยชน์ของแผนที่ดังกล่าว มีดังนี้
               การชี้เป้าพื้นที่เปราะบางและการบริหารจัดการทรัพยากร ประโยชน์ที่สำคัญที่สุดของแผนที่ความเสี่ยงฯ คือการบูรณาการข้อมูลสภาพภูมิอากาศเข้ากับข้อมูลเชิงพื้นที่ที่มีความละเอียดสูง ทำให้ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถระบุตำแหน่งของชุมชน พื้นที่การเกษตร หรือพื้นที่ทางเศรษฐกิจที่มีความเปราะบางต่อภัยคุกคาม เช่น ภัยแล้งรุนแรง น้ำท่วมฉับพลัน หรือการรุกตัวของน้ำทะเลได้อย่างแม่นยำ ข้อมูลเหล่านี้เป็นหัวใจสำคัญในการจัดสรรงบประมาณ การวางแผนกำลังคน และการเตรียมรับมือได้อย่างตรงจุด ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการตั้งรับภัยพิบัติมาเป็นการป้องกันเชิงรุก
               การเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารและเศรษฐกิจฐานราก ในมิติของเศรษฐกิจ แผนที่ความเสี่ยงฯ เปรียบเสมือนเข็มทิศนำทางให้กับภาคการเกษตร เมื่อเกษตรกรและหน่วยงานส่งเสริมการเกษตรทราบถึงแนวโน้มและพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งหรือน้ำท่วมล่วงหน้า ย่อมสามารถนำข้อมูลไปวางแผนปรับเปลี่ยนปฏิทินการเพาะปลูก เลือกใช้สายพันธุ์พืชที่ทนทานต่อสภาพแวดล้อม หรือเตรียมแหล่งน้ำสำรองได้อย่างเหมาะสม การปรับตัวอย่างรู้เท่าทันนี้ไม่เพียงแต่ช่วยปกป้องรายได้ของเกษตรกร แต่ยังเป็นการรักษาความมั่นคงทางอาหารของประเทศไม่ให้ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ
               การผังเมืองและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ยืดหยุ่น ข้อมูลจากแผนที่ความเสี่ยงฯ ยังมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการกำหนดทิศทางการออกแบบผังเมืองและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การนำข้อมูลพื้นที่เสี่ยงมาประกอบการตัดสินใจจะช่วยให้ภาครัฐหลีกเลี่ยงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในพื้นที่เสี่ยงภัย หรือสามารถออกแบบระบบสาธารณูปโภค เช่น ระบบระบายน้ำและถนน ให้มีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Resilience) ได้ดีขึ้น ดร.พิรุณ กล่าวทิ้งท้าย

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

ประกาศผู้ชนะการเสนอราคา จ้างที่ปรึกษาประเมินผลการดำเนินงานวิจัยและประเมินผลลัพธ์ ผลกระทบของโครงการวิจัยและนวัตกรรมที่เสร็จสิ้น โดยวิธีเฉพาะเจาะจง

ประกาศผู้ชนะการเสนอราคา จ้างที่ปรึกษาประเมินผลการดำเนินงานวิจัยและประเมินผลลัพธ์ ผลกระทบของโครงการวิจัยและนวัตกรรมที่เสร็จสิ้น โดยวิธีเฉพาะเจาะจง

แพลตฟอร์มหลักที่คนทำงาน ”ด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” ต้องใช้ส่งข้อมูล

               ระบบแพลตฟอร์มดิจิทัล ออกแบบมาเพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานกลางสำหรับการติดตาม ประเมินผล และบริหารจัดการข้อมูลด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยใช้แนวคิดด้านสถาปัตยกรรมระบบ ฐานข้อมูล การประมวลผลข้อมูล และการออกแบบประสบการณ์ผู้ใช้งาน เพื่อให้ระบบมีประสิทธิภาพ รองรับการเชื่อมโยงข้อมูลจากหลายหน่วยงาน และสามารถขยายผลได้ในระยะยาว

องค์ประกอบสำคัญของระบบแพลตฟอร์มดิจิทัล
               สถาปัตยกรรมระบบ (System Architecture) : ใช้โครงสร้างแบบหลายชั้น (Multi-tier Architecture) ประกอบด้วย Frontend, Backend และ Database เพื่อรองรับผู้ใช้งานจำนวนมาก มีความยืดหยุ่น และสามารถพัฒนาเพิ่มเติมได้ในอนาคต
               โครงสร้างฐานข้อมูล (Data Architecture) : ออกแบบโครงสร้างข้อมูลและความสัมพันธ์ของข้อมูลให้รองรับข้อมูลรายสาขาและข้อมูลเชิงพื้นที่ พร้อมรองรับการขยายตัวของข้อมูลและตัวชี้วัดในอนาคต
การนำเข้าข้อมูล (Data Ingestion)
               รองรับการนำเข้าข้อมูลหลายรูปแบบ ได้แก่
                     – การอัปโหลดไฟล์ (CSV, JSON)
                     – การเชื่อมต่อฐานข้อมูลผ่าน ODBC/JDBC
                     – API/Web Service
                     – ข้อมูลไม่มีโครงสร้าง (Unstructured Data)
                     – พร้อมรองรับการทำงานอัตโนมัติผ่าน Scheduled Workflow
               การประมวลผลข้อมูล (Data Processing) : ใช้กระบวนการ ETL (Extract–Transform–Load) และ Workflow Automation ทำความสะอาด ตรวจสอบ และแปลงข้อมูลก่อนจัดเก็บเข้าสู่ฐานข้อมูลกลาง โดยสามารถใช้เครื่องมือ เช่น KNIME ช่วยลดภาระงานและลดความผิดพลาด
               ระบบข้อมูลเชิงพื้นที่ (GIS Architecture) : รองรับข้อมูลเชิงพื้นที่ทั้งแบบ Raster และ Vector รวมถึงระบบแผนที่และ Layer ต่าง ๆ เพื่อใช้ในการวิเคราะห์และแสดงผลข้อมูลเชิงพื้นที่ผ่าน Map Dashboard
               ระบบเชื่อมโยงข้อมูล (Integration Layer) : ใช้มาตรฐาน API และ Web Services ร่วมกับระบบรักษาความปลอดภัย เช่น Security Tokens และ API Gateway เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานได้อย่างปลอดภัยและรวดเร็ว
               การออกแบบ UI/UX : ออกแบบหน้าจอและแดชบอร์ดให้เหมาะสมกับผู้ใช้งานแต่ละระดับ ให้ใช้งานง่าย เข้าถึงข้อมูลได้สะดวก และสนับสนุนการตัดสินใจ
               ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (Cybersecurity) : กำหนดมาตรการรักษาความปลอดภัยเพื่อให้สอดคล้องกับ PDPA และมาตรฐานการบริหารจัดการความเสี่ยง เช่น Role-Based Access Control (RBAC) การเข้ารหัสข้อมูล HTTPS และ Firewall
               ระบบผู้ใช้งาน (User Management) : บริหารจัดการบัญชีผู้ใช้งานและสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลตามบทบาทหน้าที่ เพื่อป้องกันการเข้าถึงข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาต
               ระบบรายงานและแดชบอร์ด (Reporting & Dashboard) : รองรับการสร้างรายงานอัตโนมัติและแดชบอร์ดแบบ Interactive พร้อมระบบส่งออกข้อมูลในรูปแบบ PDF และ Excel เพื่อสนับสนุนการติดตามตัวชี้วัดและการตัดสินใจเชิงนโยบาย

สถาปัตยกรรมระบบติดตามและประเมินผลการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
               ระบบถูกออกแบบในลักษณะ “Data Ecosystem” ที่เชื่อมโยงตั้งแต่การรวบรวมข้อมูล การประมวลผล การจัดเก็บ การวิเคราะห์ และการเผยแพร่ข้อมูลอย่างครบวงจร โดยแบ่งออกเป็น 4 ส่วนหลัก ดังนี้
               • ระบบเชื่อมโยงและนำเข้าข้อมูล (Data Source Integration) : ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลจากหน่วยงานต้นทางหลายรูปแบบ ทั้งไฟล์ ฐานข้อมูล และ API พร้อมกระบวนการควบคุมคุณภาพข้อมูล โดยใช้กระบวนการ ETL และ Workflow Automation เพื่อให้การดึงและปรับปรุงข้อมูลเป็นอัตโนมัติ เช่น Data Cleansing, Data Standardization, Deduplication เป็นต้น
               • ระบบฐานข้อมูลและประมวลผลกลาง (Database System) : ทำหน้าที่เป็น Single Source of Truth ของระบบ เพื่อป้องกันข้อมูลซ้ำซ้อนและสร้างมาตรฐานข้อมูลกลาง พร้อมระบบตรวจสอบความถูกต้อง (Validation) และการประมวลผลข้อมูลอัตโนมัติ โดยแบ่งฐานข้อมูลออกเป็นฐานข้อมูลการดำเนินงานปรับตัวฯ ฐานข้อมูลติดตามผล และฐานข้อมูลสนับสนุนและค่ามาตรฐาน
               • ระบบวิเคราะห์และบริการข้อมูล (Data Visualization & Services) : เปลี่ยนข้อมูลให้เป็นสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจ ผ่านเครื่องมือ BI รวมถึงการนำเสนอข้อมูลในรูปแบบ Infographic และ Dashboard สำหรับผู้ใช้งานแต่ละกลุ่ม เช่น Tableau โดยรองรับ
                    o Interactive Dashboard
                    o Drill-down Analysis
                    o Real-time Monitoring
                    o Automated Reporting
              ระบบแดชบอร์ดและการแสดงผล (Dashboard Layer) : ออกแบบแดชบอร์ดตามบทบาทผู้ใช้งาน (Role-based Dashboard) ได้แก่ ผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ติดตามประเมินผล และหน่วยงานรายสาขา เพื่อติดตามตัวชี้วัดด้านการปรับตัว ทั้งระดับ Process, Output และ Outcome Indicators ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รองรับฟังก์ชันสำคัญ เช่น Filtering Drill-down Export Data และ Alert System

               แพลตฟอร์มดิจิทัลด้านการติดตามและประเมินผลการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นระบบกลางที่ออกแบบให้รองรับการเชื่อมโยงข้อมูลจากหลายหน่วยงานอย่างเป็นระบบ มีมาตรฐานด้านข้อมูล ความปลอดภัย และการวิเคราะห์ข้อมูลที่ทันสมัย ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการติดตามตัวชี้วัด สนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบาย และรองรับการขยายตัวของข้อมูลและเป้าหมายด้านการปรับตัวในอนาคตได้อย่างยั่งยืน

แหล่งอ้างอิง
โครงการจัดทำระบบติดตามประเมินผลการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม

ส่งต่อความมั่นคง เปิดพิมพ์เขียวยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทย จากบทเรียนพื้นที่ต้นแบบสู่การขับเคลื่อนระดับประเทศ

               การถอดบทเรียนจากพื้นที่ต้นแบบทั้ง 6 สาขา เป็นกลไกสำคัญในการสังเคราะห์องค์ความรู้เชิงพื้นที่ไปสู่การพัฒนาและปรับปรุงนโยบายระดับประเทศอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ ด้วย “พิมพ์เขียว” เชิงยุทธศาสตร์ 4 ด้าน ครอบคลุมมิติสำคัญของการพัฒนา ยกระดับขีดความสามารถในการปรับตัว เสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคม และพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืนในระดับนโยบายและการปฏิบัติ

เหตุผลของการจัดทำ “พิมพ์เขียว 4 ด้าน”
               การจัดทำพิมพ์เขียวเชิงยุทธศาสตร์ 4 ด้าน ให้ความสอดคล้องกับกรอบแนวคิดและทิศทางการดำเนินงานทั้งในระดับสากลและระดับประเทศ โดยบูรณาการมิติด้านระบบนิเวศ สังคม เทคโนโลยี และการบริหารจัดการ เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นระบบ ดังนี้
               – รายงาน Intergovernmental Panel on Climate Change Sixth Assessment Report (AR6) ด้วยแนวคิด Climate Resilient Development Pathways การพัฒนาที่มีภูมิคุ้มกันต่อสภาพภูมิอากาศต้องอาศัยการบูรณาการทั้งมิติสิ่งแวดล้อม สังคม และเทคโนโลยีร่วมกัน
               – กรอบ United Nations Framework Convention on Climate Change Global Goal on Adaptation (GGA) กำหนดเป้าหมายการปรับตัวในมิติเชิงระบบ ครอบคลุมการจัดการน้ำ เกษตร สาธารณสุข และโครงสร้างพื้นฐาน ควบคู่กับกลไกสนับสนุนด้านนโยบายและการเงิน
               – แผนแม่บทรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของไทย สอดคล้องกับพิมพ์เขียวทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ การสร้างภูมิคุ้มกัน การพัฒนาศักยภาพบุคลากร การสร้างความตระหนักรู้ และการเสริมกลไกการบริหารจัดการ
               – ผลการวิเคราะห์ SWOT จากพื้นที่ต้นแบบทั้ง 6 สาขา สะท้อนประเด็นสำคัญที่เชื่อมโยงกันทั้งด้านงบประมาณ/การเงิน กฎหมาย/นโยบาย ข้อมูล/เทคโนโลยี รวมถึงระบบนิเวศ/ทรัพยากรธรรมชาติ ไปสู่การกำหนดพิมพ์เขียว 4 ด้าน เพื่อแก้ไขข้อจำกัดและต่อยอดศักยภาพเชิงพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

จากพื้นที่ต้นแบบสู่การขับเคลื่อนนโยบายระดับประเทศ
        1. พิมพ์เขียวด้านโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยี : มุ่งยกระดับระบบข้อมูล โครงสร้างพื้นฐาน และเทคโนโลยี เพื่อเสริมศักยภาพการรับมือความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างแม่นยำและทันท่วงที
               1.1 พัฒนาระบบข้อมูลเชิงพื้นที่และศูนย์บัญชาการอัจฉริยะ ผ่านการใช้เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ (GIS) ระบบติดตามแบบเรียลไทม์ และ AI เพื่อสนับสนุนการคาดการณ์และการตัดสินใจเชิงนโยบาย
               1.2 ส่งเสริมโครงสร้างพื้นฐานที่ยืดหยุ่นต่อสภาพอากาศสุดขั้ว โดยบูรณาการ “โครงสร้างสีเทา” และ “โครงสร้างสีเขียว” รวมถึงการออกแบบเมืองและอาคารรองรับภัยพิบัติ
               1.3 สนับสนุนเทคโนโลยีเพื่อความมั่นคงของมนุษย์ เช่น ระบบสาธารณสุขทางไกล ระบบเตือนภัยที่เข้าถึงง่าย และนวัตกรรมเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในระดับชุมชน

        2. พิมพ์เขียวด้านเศรษฐกิจและการเงินสีเขียว : มุ่งสร้างระบบเศรษฐกิจที่มีความยืดหยุ่นต่อภูมิอากาศ ควบคู่กับการเติบโตอย่างยั่งยืนและคาร์บอนต่ำ
               2.1 ส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจที่ทนทานต่อภัยพิบัติ ผ่านเกษตรและประมงมูลค่าสูง การท่องเที่ยวยืดหยุ่น และอุตสาหกรรมสีเขียว
               2.2 พัฒนากลไกทางการเงินเพื่อการปรับตัว เช่น สินเชื่อสีเขียว ประกันภัยเชิงดัชนีสภาพอากาศ และมาตรการภาษีหรือคาร์บอนเครดิต เพื่อสร้างแรงจูงใจ
               2.3 สนับสนุนการลงทุนในทุนทางสังคมและอาชีพใหม่ อาทิ เศรษฐกิจหมุนเวียน การจ้างงานฟื้นฟูระบบนิเวศ และการพัฒนาทักษะแรงงานด้านอุตสาหกรรมสีเขียว

        3. พิมพ์เขียวด้านธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม : มุ่งใช้ทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศเป็นฐานในการลดความเสี่ยงและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของชุมชน
               3.1 ฟื้นฟูระบบนิเวศให้ทำหน้าที่เป็น “โครงสร้างพื้นฐานสีเขียว” เช่น ป่าชายเลน พื้นที่ชุ่มน้ำ และพื้นที่สีเขียวในเมือง เพื่อช่วยลดผลกระทบจากภัยพิบัติ
               3.2 ส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรแบบมีส่วนร่วม โดยผสานภูมิปัญญาท้องถิ่น เขตอนุรักษ์โดยชุมชน และการจัดการขยะระดับฐานราก
               3.3 พัฒนากลไกเชื่อมโยงธรรมชาติกับเศรษฐกิจคาร์บอน เช่น ตลาดคาร์บอนเครดิตจากธรรมชาติ และการท่องเที่ยวเชิงนิเวศอย่างยั่งยืน

        4. พิมพ์เขียวด้านการบริหารจัดการและกฎหมาย : มุ่งปรับระบบบริหารจัดการและกฎหมายให้เอื้อต่อการปรับตัวเชิงระบบและการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน
               4.1 บูรณาการนโยบายและงบประมาณด้านการปรับตัว จากระดับชาติสู่ท้องถิ่น พร้อมพัฒนาฐานข้อมูลกลางที่ใช้มาตรฐานเดียวกัน
               4.2 ปรับปรุงกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับผังเมือง การใช้ประโยชน์ที่ดิน มาตรฐานอาคาร และการเข้าถึงข้อมูลความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ
               4.3 เสริมสร้างธรรมาภิบาลและการมีส่วนร่วม ผ่านการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น การสร้างกลไกความร่วมมือระหว่างภาคีเครือข่าย และการคุ้มครองกลุ่มเปราะบางอย่างเป็นระบบ

แหล่งอ้างอิง
1. โครงการจัดทำระบบติดตามประเมินผลการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแลงสภาพภูมิอากาศ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
2. https://www.ipcc.ch/report/ar6/wg2/chapter/chapter-18/
3. https://www.iisd.org/articles/deep-dive/uae-framework-global-climate-resilience

ประกาศผู้ชนะการเสนอราคา จ้างศึกษารูปแบบและออกแบบการใช้พืชพันธุ์ไม้ที่เหมาะสมสำหรับใช้ในการลดก๊าซเรือนกระจกและฝุ่นละออง PM2.5

ประกาศผู้ชนะการเสนอราคา จ้างศึกษารูปแบบและออกแบบการใช้พันธุ์ไม้ที่เหมาะสมสำหรับใช้ในการลดก๊าซ_000194

ประกาศผู้ชนะการเสนอราคา จ้างเหมาบริการรถยนต์ จำนวน 1 คัน พร้อมพนักงานขับรถยนต์

ประกาศผู้ชนะการเสนอราคา จ้างเหมาบริการรถยนต์ จำนวน 1 คัน พร้อมพนักงานขับรถยนต์ โดยวิธีเฉพาะเจาะจง _000195

กรมลดโลกร้อน ร่วมทีมจิตอาสาบริการประชาชนด้วยหัวใจ ณ ท้องสนามหลวง ต่อเนื่องเป็นวันที่ 2

               วันนี้ (14 มิถุนายน 2569) เวลา 09.00 น. ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม คณะผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ในสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ลงพื้นที่ปฏิบัติภารกิจจิตอาสาเป็นวันที่ 2 เพื่ออำนวยความสะดวกและให้บริการประชาชนที่เดินทางมาร่วมถวายความอาลัยและสักการะพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมทั้งร่วมถวายความอาลัยแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ณ บริเวณท้องสนามหลวง
               ในการนี้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้จัดเตรียมอาหารว่าง จำนวน 300 ชุด นม จำนวน 20 ลัง และน้ำดื่ม เพื่อให้บริการแก่ประชาชนที่เดินทางมาร่วมแสดงความอาลัย พร้อมจัดกำลังเจ้าหน้าที่จิตอาสาคอยอำนวยความสะดวก ดูแลความเรียบร้อย ให้ข้อมูล และให้ความช่วยเหลือด้านต่าง ๆ แก่ประชาชนอย่างใกล้ชิด เพื่อบรรเทาความเหน็ดเหนื่อยและสร้างความสะดวกสบายแก่ผู้มาร่วมพิธีตลอดช่วงเวลาการปฏิบัติงาน
               การดำเนินกิจกรรมจิตอาสาในครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในการน้อมนำแนวพระราชดำริด้านการบำบัดทุกข์ บำรุงสุข และการทำความดีเพื่อส่วนรวมมาปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”