กรมลดโลกร้อน จัดประชุมคณะกรรมการกำกับโครงการความร่วมมือไทย – เยอรมัน ด้านพลังงาน คมนาคม และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Steering Committee Meeting for Thai – German Cooperation on Energy, Mobility and Climate: TGC-EMC) ครั้งที่ 1/2569

               เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการกำกับโครงการความร่วมมือไทย – เยอรมัน ด้านพลังงาน คมนาคม และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Steering Committee Meeting for Thai – German Cooperation on Energy, Mobility and Climate: TGC-EMC) ครั้งที่ 1/2569 ณ ห้องประชุมอารีย์สัมพันธ์ ชั้น 3 อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เพื่อติดตามความก้าวหน้าตามแผนการดำเนินโครงการ (Project Work Plan) ประจำปี 2569 ของแต่ละกลุ่มงาน ประกอบด้วย กลุ่มงานพลังงานหมุนเวียน กลุ่มงานคมนาคมขนส่ง กลุ่มงานอุตสาหกรรม กลุ่มงานพลังงานชีวมวล และกลุ่มการเงิน (ThaiCi) โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานดำเนินโครงการฯ 7 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) สำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร (กทม.) กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) กรมความร่วมมือระหว่างประเทศ (TICA) พร้อมด้วย คุณอินซ่า อิลเก้น ผู้บริหารโครงการ TGC – EMC (GIZ) โดยที่ประชุมฯ ได้มีมติเห็นชอบต่อความก้าวหน้าการดำเนินงานตามแผนโครงการของแต่ละกลุ่มงาน ประจำปี 2569 ประกอบด้วย 4 ผลผลิตภายใต้โครงการ TGC – EMC ได้แก่ ผลผลิตด้านเทคนิค ผลผลิตด้านนโยบาย ผลผลิตด้านโครงการนำร่อง และผลผลิตด้านการเงิน (ThaiCi) และให้ทุกกลุ่มงานติดตามการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด และเป็นไปตามแผนการดำเนินโครงการ (Project Work Plan) ประจำปี 2569 เพื่อให้สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ของโครงการ TGC-EMC ต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

รมว.สุชาติ สั่งเร่งชี้แจงร่าง พ.ร.บ. ลดโลกร้อน จนก้าวเข้าสู่ครึ่งทางในสัปดาห์ที่ 12

               นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สั่งการกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.) ให้เตรียมการด้านข้อมูลและแนวทางสนับสนุนการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกาที่เกี่ยวข้องกับร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. ในช่วงสัปดาห์ที่ 12 โดยมุ่งเน้นให้เกิดความชัดเจนและต่อเนื่อง โดยคำนึงถึงหลักวิชาการ ความเป็นสากล และประโยชน์ต่อสาธารณชน
               ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก และเจ้าหน้าที่ ได้เข้าร่วมประชุมชี้แจงข้อมูลประกอบการพิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าวอย่างต่อเนื่องจนคืบหน้าไปถึงหมวด 6 ส่วนที่ 2 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการรายงานปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการทวนสอบข้อมูลปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงการเปิดเผยข้อมูลข้อมูลที่จำเป็น โดยคำนึงถึงประสิทธิภาพ การรักษาความลับทางการค้า สิทธิเสรีภาพ และความโปร่งใส แล้วเสร็จ รวมทั้งได้เริ่มพิจารณาในหมวด 7 ซึ่งว่าด้วยการจัดทำแผนปฏิบัติการด้านการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ทั้งนี้ ถือเป็นความก้าวหน้าในการพิจารณาจากสาระสำคัญของบทบัญญัติ จำนวน 14 หมวด ที่เดินทางมาถึงครึ่งทางในสัปดาห์นี้

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน จัดประชุมคณะทำงานจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกและมาตรการการลดก๊าซเรือนกระจก ภาคป่าไม้และการใช้ประโยชน์ที่ดิน และภาคของเสีย ครั้งที่ 1/2569

               เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานการประชุมคณะทำงานจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกและมาตรการการลดก๊าซเรือนกระจก ภาคป่าไม้และการใช้ประโยชน์ที่ดิน และภาคของเสีย ครั้งที่ 1/2569 โดยมี นายศิวัช แก้วเจริญ ผู้อำนวยการกองขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจก เป็นเลขานุการ พร้อมด้วย รศ.ดร.สาพิศ ดิลกสัมพันธ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจก ภาคป่าไม้ และการใช้ประโยชน์ที่ดิน และ รศ.ดร.ชลอ จารุสุทธิรักษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกและมาตรการลดก๊าซเรือนกระจกภาคของเสีย ร่วมกับคณะทำงานจากหน่วยงานประสานงานหลักภาคป่าไม้และการใช้ประโยชน์ที่ดิน คือ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช และภาคของเสีย คือ กรมควบคุมมลพิษ ตลอดจนผู้แทนจากหน่วยงานเจ้าของข้อมูลทั้ง 2 ภาคส่วน รวมเจ้าหน้าที่ สส. จำนวนทั้งสิ้น 68 คน ณ ห้องประชุมอารีย์สัมพันธ์ อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม
ที่ประชุมมีมติเห็นชอบ
        1) รายงานการปล่อยและดูดกลับก๊าซเรือนกระจกภาคป่าไม้และการใช้ประโยชน์ที่ดิน ประจำปี พ.ศ. 2569 ซึ่งมีปริมาณการดูดกลับสุทธิ ดังนี้
               – ปี พ.ศ. 2566 เท่ากับ -99.31 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
               – ปี พ.ศ. 2567 เท่ากับ -106.37 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
        2) รายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาคของเสีย ประจำปี พ.ศ. 2569 ซึ่งมีผลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายปี พ.ศ. 2567 ปริมาณ 21.24 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
        3) ปรับปรุงค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและผลการลดก๊าซเรือนกระจกย้อนหลัง
        4) ร่างรายงานผลการติดตามประเมินผลการลดก๊าซเรือนกระจกสาขาจัดการของเสียชุมชนและน้ำเสียอุตสาหกรรม ประจำปี พ.ศ. 2569 ซึ่งมีผลการลดก๊าซเรือนกระจกปี พ.ศ. 2567 ปริมาณ 7.39 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
               ทั้งนี้ ที่ประชุมได้มอบหมายฝ่ายเลขานุการฯ นำผลบัญชีก๊าซเรือนกระจกภาคป่าไม้และการใช้ประโยชน์ที่ดิน ปี พ.ศ. 2566-2567 ภาคของเสีย ปี พ.ศ. 2567 และร่างรายงานผลการติดตามประเมินผลการลดก๊าซเรือนกระจกจากมาตรการรายสาขาการจัดการของเสียชุมชนและน้ำเสียอุตสาหกรรม ปี พ.ศ. 2567 เสนอต่อคณะอนุกรรมการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้านวิชาการและฐานข้อมูลเพื่อรับทราบและให้ความเห็นชอบต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ขับเคลื่อนนโยบาย รมว.ทส. ในการจัดการทรัพยากรป่าไม้ สร้างสมดุลระหว่างคนกับป่าและกลไกร่วมสนับสนุนการขับเคลื่อน Net Zero สู้ภัยโลกร้อน

               วันที่ 24 กรกฎาคม 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มอบหมายให้นางสาวดาริกา ศรัณย์เกตุ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานงานประชุมสมัชชาเครือข่ายป่าชุมชนจังหวัดเชียงใหม่ ครั้งที่ 6 ภายใต้แนวคิด “SOCIAL FORESTRY 2026 : ชุมชนดูแลป่า สังคมร่วมดูแล…คุณ” ณ ห้องประชุมสนามกีฬาสมโภชเชียงใหม่ 700 ปี อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วย นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เพื่อขับเคลื่อนนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติภายใต้สิทธิและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ภายใต้การสนับสนุนทั้งข้อมูล ความรู้ เทคโนโลยี การสร้างความร่วมมือกับภาคี และกลไกทางการเงิน เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนได้จัดการฐานทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพ สร้างความมั่นคงทางอาหารของชุมชนและรับมือผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่นับวันจะทวีความรุนแรงและถี่มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ภาคเหนือที่มีทั้งปัญหาไฟป่า ฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) อุทกภัย ดินถล่ม และภัยพิบัติทางธรรมชาติ ดังนั้น การเสริมสร้างขีดความสามารถของเครือข่ายประชาชนในการจัดการฐานทรัพยากรในท้องถิ่นจึงมีความสำคัญ เพราะประชาชนมีบทบาทต่อการจัดการระดับพื้นที่ ทั้งการดูแล รักษา ฟื้นฟู และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอย่างสมดุลและยั่งยืน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จึงมุ่งเน้นสร้างระบบสนับสนุน เพื่อให้ประชาชนและชุมชนก้าวขึ้นเป็น “หุ้นส่วน” ในการบริหารจัดการทรัพยากรของประเทศอย่างแท้จริง เพราะ “การดูแลทรัพยากรธรรมชาติและป่าไม้ไม่ใช่หน้าที่ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของคนทั้งสังคม” โดยมีทิศทาง
การขับเคลื่อนที่สำคัญ ดังนี้
               1. ส่งเสริมแนวคิด “ป่าไม้สังคม” (Social Forestry) ให้เป็นรูปธรรม เพราะการดูแลป่าไม่ใช่ภารกิจของชุมชนเพียงลำพัง แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของสังคม ชุมชน คือ “ผู้พิทักษ์ผืนป่า” ในขณะที่สังคมต้องทำหน้าที่เป็น “หุ้นส่วน” ในการสนับสนุน ร่วมคิด ร่วมทำ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์ และการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน
               2. บูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพราะการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติในปัจจุบัน ต้องอาศัยการผนึกกำลังระหว่างภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาควิชาการ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และประชาชน เพื่อสนับสนุนทั้งด้านองค์ความรู้ งบประมาณ เทคโนโลยี และนวัตกรรมให้สอดคล้องกันอย่างเป็นระบบ
               3. การปรับปรุงแก้ไขกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง กระทรวงทรัพย์ฯ พร้อมรับฟังข้อเสนอแนะและมุ่งมั่นที่จะผลักดันการปรับปรุงแก้ไขข้อจำกัดทางกฎหมายและระเบียบปฏิบัติเพื่อลดอุปสรรคและอำนวยความสะดวกให้แก่การดำเนินงานของชุมชนให้เกิดความชัดเจน เป็นธรรม และสอดคล้องกับบริบทปัจจุบัน
               4.เตรียมความพร้อมทุกภาคส่วนเพื่อรองรับพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับการดำเนินงานของชุมชนและของประเทศโดยเฉพาะการสร้างความโปร่งใสในกลไกคาร์บอนเครดิต เพื่อป้องกันการกล่าวอ้างด้านสิ่งแวดล้อมที่เกินจริง (Greenwashing) และสร้างระบบการประเมินผลที่มีความรับผิดชอบและตรวจสอบได้
               5. ขับเคลื่อนการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพระดับพื้นที่ ทั้งการจัดการไฟป่าอย่างมีส่วนร่วมการฟื้นฟูป่าต้นน้ำและการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างสมดุลคือแนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมที่สุดในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
               6. ส่งเสริมบทบาทของภาคเอกชนในฐานะหุ้นส่วนการอนุรักษ์ กระทรวงทรัพย์ฯ สนับสนุนให้ภาคเอกชนยกระดับการดำเนินงานสู่การสร้างคุณค่าร่วม (Creating Shared Value: CSV) ผ่านกลไกและมาตรการจูงใจของรัฐ เช่น มาตรการลดหย่อนภาษีใน “โครงการภาคีสนับสนุนป่าชุมชนลดโลกร้อน” เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ภาคธุรกิจเข้ามาร่วมลงทุนเพื่อ ฟื้นฟูธรรมชาติและเติบโตควบคู่ไปกับชุมชนอย่างยั่งยืน

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

ประกาศผู้ชนะการเสนอราคา จ้างเหมาบำรุงรักษาเครื่องมือวิทยาศาตร์ จำนวน 3 รายการ_โดยวิธีเฉพาะเจาะจง

ประกาศผู้ชนะการเสนอราคา จ้างเหมาบำรุงรักษาเครื่องมือวิทยาศาสตร์ จำนวน 3 รายการ_โดยวิธีเฉพาะเจาะจง

ประกาศผู้ชนะการเสนอราคา จ้างเหมาผลิตตัวอย่างมาตรฐานและค่ากำหนดของรายการทดสอบ_GHGs จำนวน 3 รายการ_โดยวิธีเฉพาะเจาะจง

ประกาศผู้ชนะการเสนอราคา จ้างเหมาผลิตตัวอย่างมาตรฐานและค่ากำหนดของรายการทดสอบ_GHGs จำนวน 3 รายการ_โดยวิธีเฉพาะเจาะจง

ประกาศผู้ชนะการเสนอราคา จ้างซ่อมบำรุงรถยนต์ส่วนกลาง หมายเลขทะเบียน 1กฎ 131 กรุงเทพมหานคร โดยวิธีเฉพาะเจาะจง_บริษัทโตโยต้า เฟรนส์ชิป จำกัด

ประกาศผู้ชนะการเสนอราคา จ้างซ่อมบำรุงรถยนต์ส่วนกลาง หมายเลขทะเบียน 1กฎ 131 กรุงเทพมหานคร โดยวิธีเฉพาะเจาะจง_บริษัทโตโยต้า เฟรนส์ชิป จำกัด

ประกาศผู้ชนะการเสนอราคา จ้างซ่อมระบบรักษาความปลอดภัย ศูนย์วิจัยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม โดยวิธีเฉพาะเจาะจง_บริษัท โรจน์ไพบูลย์ อีควิ๊ปเม้นท์ จำกัด

ประกาศผู้ชนะการเสนอราคา จ้างซ่อมระบบรักษาความปลอดภัย ศูนย์วิจัยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม _โดยวิธีเฉพาะเจาะจง_บริษัท โรจน์ไพบูลย์ อีควิ๊ปเม้นท์ จำกัด

สส. เข้าร่วมรับฟังเทศน์มหาชาติเวสสันดรชาดก เนื่องในวันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษาประจำปีพุทธศักราช 2569

วันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม 2569 นางสาวกุลธิดา ชาติสันติกุล ผู้อำนวยการกลุ่มกฎหมาย นำคณะเจ้าหน้าที่ เข้าร่วมรับฟังเทศน์มหาชาติเวสสันดรชาดก เนื่องในวันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษาประจำปีพุทธศักราช 2569 โดยรับฟังบรรยายธรรม ภัณฑ์ที่ 12 ฉกษัตริย์ – ภัณฑ์ที่ 13 นครภัณฑ์ ณ พระอุโบสถ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฏี เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร เพื่อน้อมถวายเป็นพระราชกุศล แต่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ พระบรมราชินีนาดพระบรมราชชนนี พันปีหลวง และเป็นการสืบสานศิลปวัฒนธรรมของชาติ ทั้งนี้ มีเจ้าหน้าที่เข้าร่วมฯ จำนวน 14 คน

กรมลดโลกร้อน จัดประชุมคณะอนุกรรมการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้านการประสานท่าทีเจรจาและความร่วมมือระหว่างประเทศ ครั้งที่ 2/2569

               เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มอบหมายให้ นางสาวปรีญาพร สุวรรณเกษ รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้านการประสานท่าทีเจรจาและความร่วมมือระหว่างประเทศ ครั้งที่ 2/2569 ณ ห้องประชุมอารีย์สัมพันธ์ อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม โดยมี ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นรองประธานอนุกรรมการ เข้าประชุมพร้อมผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกับทางออนไลน์ รวม 24 หน่วยงาน (จำนวน 62 คน)
               ฝ่ายเลขานุการได้รายงานคณะอนุกรรมการฯ รับทราบผลการประชุมเพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงาน ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับนานาชาติ ภายใต้องค์กรย่อยภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ประจำปี พ.ศ. 2569 ณ เมืองบอนน์ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี และคณะทำงานอาเซียนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 17 พร้อมทั้งรับทราบแนวทางการจัดทำข้อตกลงกรอบความร่วมมือระหว่างสำนักเลขาธิการกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พิธีสารเกียวโต และความตกลงปารีส และรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย
               ทั้งนี้ คณะอนุกรรมการฯ ได้ร่วมกันพิจารณาเรื่องสำคัญ โดยมีมติเห็นชอบให้เสนอคณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติพิจารณาตามขั้นตอนต่อไป จำนวน 2 เรื่อง ได้แก่
               1) องค์ประกอบคณะผู้แทนของประเทศไทย ในการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 31 (COP 31) และการประชุมอื่นที่เกี่ยวข้อง ณ เมืองอันตัลยา สาธารณรัฐตุรกี
               2) ร่างแถลงการณ์ร่วมอาเซียนว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสำหรับการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 31 (ASEAN Joint Statement on Climate Change to UNFCCC COP 31)

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”