เดือน: กันยายน 2569
ประกาศผู้ชนะการเสนอราคา จ้างเหมาบริการรถยนต์ จำนวน 2 คัน พร้อมพนักงานขับรถยนต์ โดยวิธีเฉพาะเจาะจง
16 กันยายน วันโอโซนโลก (World Ozone Day)

สหประชาชาติได้กำหนดให้ 16 กันยายนของทุกปีเป็น วันโอโซนโลก (World Ozone Day) ให้ทุกคนได้ตระหนักถึงความสำคัญของ โอโซน (Ozone: O₃) ซึ่งเป็นก๊าซที่สามารถพบได้ตามธรรมชาติบนบรรยากาศชั้น สตราโทสเฟียร์ (Stratosphere) วางตัวเป็นชั้นบาง ๆ ที่ทำหน้าที่สำคัญ คือเป็นเกราะป้องกันไม่ให้โลกได้รับรังสีอัลตราไวโอเล็ต ( UV ) จากดวงอาทิตย์โดยตรง โดยเฉพาะรังสี UV-B ที่จะเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตและระบบนิเวศบนโลก
ทว่าหลังจากยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ชั้นโอโซน (Ozone Layer) ที่คอยปกป้องเราไว้กลับได้รับความเสียหายมาเรื่อย ๆ อันเป็นผลมาจากการใช้สารเคมีที่มีคลอรีนหรือโบรมีนเป็นองค์ประกอบโดยเฉพาะ สารคลอโรฟลูออโรคาร์บอน (CFCs) ที่มีความสามารถในการสลายชั้นโอโซนสูง ส่งผลให้เกิดเป็นรูโหว่โอโซนขนาดใหญ่ที่บริเวณขั้วโลก
ดังนั้นในวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2530 ทุกประเทศทั่วโลกจึงได้ร่วมกันลงนามใน พิธีสารมอนทรีออล (Montreal Protocol) เพื่อช่วยกันกำจัดและเลิกใช้สารทำลายชั้นโอโซน พร้อมทั้งคอยรับผิดชอบติดตามผลการฟื้นฟูชั้นโอโซนอย่างต่อเนื่อง นับเป็นความร่วมมือระดับประเทศเพื่อช่วยกันแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง
และในปีนี้ก็ได้ครบรอบ 10 ปี หลังการแก้ไขพิธีสารมอนทรีออล ณ กรุงคิกาลี ปี พ.ศ. 2559 โดยมีจุดประสงค์เพื่อยุติการใช้ไฮโดรฟลูออโรคาร์บอน (HFCs) ที่เป็นสารหล่อความเย็นทดแทน CFCs แต่กลับเป็นก๊าซเรือนกระจกร้ายแรง หากสามารถบรรลุเป้าหมายดังกล่าวจะสามารถลดอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกได้ถึง 0.5°C ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในข้อตกลงการบรรเทาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระยะสั้น ที่เห็นผลประจักษ์ชัดเจน
ความสำเร็จของพิธีสารมอนทรีออลและการแก้ไขที่คิกาลี ชี้ให้เห็นถึงความเป็นไปได้ในอนาคตที่เราจะสามารถรักษาและบรรเทาวิกฤตสิ่งแวดล้อมไว้ได้ เพียงอาศัยความร่วมมือจากทุก ๆ คน
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”
แหล่งที่มา :
– 20 Questions and Answers., UN Environment Programme : Ozone Secretariat.
– The Kigali Amendment 2016-2026., UN Environment Programme : Ozone Secretariat.
– โอโซน., หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก จันทบุรี., กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม.
รมว.สุชาติ ชง ครม. เร่งขับเคลื่อนไทยสู้ภัยโลกเดือดร่วมกับนานาชาติ โดยผ่านความเห็นชอบต่ออายุความร่วมมือสถาบัน GGGI ถึงปี 2572

ผลการประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 มีมติเห็นชอบต่อความตกลงต่ออายุบันทึกความเข้าใจระหว่างสถาบันเพื่อการพัฒนาที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมโลก (Global Green Growth Institute : GGGI) และกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสิ่งแวดล้อม โดย นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า สถาบัน GGGI เป็นองค์กรระดับนานาชาติ ที่ร่วมจัดการปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกับรัฐบาลไทยมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558 โดยได้มีการส่งเสริมและสนับสนุนทั้งด้านเทคนิควิชาการ รวมทั้งจัดหาแหล่งงบประมาณ จากประเทศพัฒนาแล้วมาขับเคลื่อนนโยบายของประเทศไทยมาโดยตลอด จึงเสนอต่ออายุความร่วมมือเพื่อสานต่อความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของไทยให้เกิดความต่อเนื่อง ภายใต้กรอบการดำเนินงาน ๔ ปี พ.ศ. ๒๕๖๙ – ๒๕๗๒ (Thailand Country Planning Framework 2026 – 2029) โดยมุ่งเน้นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมคาร์บอนต่ำและการพัฒนาที่ยั่งยืน ผ่านการสนับสนุนทางเทคนิควิชาการ นวัตกรรมและเทคโนโลยี การพัฒนาศักยภาพ รวมถึงการสนับสนุนด้านการเงินและการลงทุน เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยให้บรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกร่วมกับประชาคมโลกตามความตกลงปารีส โดยมีโครงการความร่วมมือที่สำคัญ อาทิ โครงการความร่วมมืออาเซียน – สาธารณรัฐเกาหลีในการลดการปล่อยก๊าซมีเทน (ASEAN Korea Cooperation on Methane Mitigation: AKCMM) โครงการ High-Integrity ASEAN Carbon Initiative (HACI) รวมถึง โครงการเผยแพร่และขับเคลื่อนแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศรายสาขาของประเทศไทย พ.ศ. 2569 – 2573 ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีได้มอบหมายอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นผู้ลงนามในความตกลง ดังกล่าว กับผู้อำนวยการบริหาร สถาบัน GGGI เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานความร่วมมือระหว่างทั้งสองหน่วยงาน ในด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมต่อไป
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”


กรมลดโลกร้อน ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการพัฒนาโมเดลนำร่องเพื่อสร้างความพร้อมด้านพลังงานสะอาด และโครงสร้างพื้นฐานสำหรับอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำในพื้นที่จังหวัดระยอง (MOU I-SPARK)

เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดงานและกล่าวปาฐกถา งาน GASTECH Exhibition and Conference พร้อมทั้งให้เกียรติเป็นประธานเปิดงานบูธนิทรรศการกลุ่ม ปตท. พร้อมด้วยนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และ นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน ทั้งนี้ ภายในงานได้จัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการพัฒนาโมเดลนำร่องเพื่อสร้างความพร้อมด้านพลังงานสะอาด และโครงสร้างพื้นฐานสำหรับอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำในพื้นที่จังหวัดระยอง (MOU I-SPARK) ระหว่างกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม โดย ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม , บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) โดย ดร.บุรณิน รัตนสมบัติ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจใหม่และความยั่งยืน, การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยโดย นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย,กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติโดย นายวรากร พรหโมบล อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ และสำนักงานนโยบายและแผนพลังงานโดย นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน พร้อมด้วย นายศิวัช แก้วเจริญ ผู้อำนวยการกองขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจก และเจ้าหน้าที่ สส. ณ บูธนิทรรศการ ปตท. ภายในงาน GASTECH Exhibition and Conference 2026 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพมหานคร
บันทึกความเข้าใจฯ ฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อผลักดันความร่วมมือการดำเนินงานในการศึกษาและพัฒนาโมเดลนำร่องเพื่อสร้างความพร้อมด้านพลังงานสะอาดและโครงสร้างพื้นฐานสำหรับอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำในพื้นที่จังหวัดระยอง เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ทั้งนี้ ทุกฝ่ายจะร่วมกันศึกษาและสนับสนุนการดำเนินงานเพื่อพัฒนาโครงการฯ เช่น การศึกษาและจัดทำข้อเสนอแนะเกี่ยวกับกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการพิจารณาแนวทางสนับสนุนของภาครัฐ และแบ่งปันข้อมูลทางวิชาการ ข้อมูลด้านเทคนิค หรือแนวทางการบริหารจัดการโครงการการพัฒนาโมเดลเศรษฐกิจสีเขียวที่เกี่ยวข้อง ความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญในการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่างๆ เพื่อยกระดับขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำของประเทศไทย และเสริมบทบาทของไทยในระดับอาเซียนและเวทีโลกด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืนที่จะขับเคลื่อนประเทศ ไปสู่การบรรลุเป้าหมาย Net Zero ในปี ค.ศ.2050
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”






