กรมลดโลกร้อน จับมือ UNDP เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น (ร่าง) รายงานแห่งชาติ ฉบับที่ 5 รวมกับรายงานความโปร่งใสรายสองปี ฉบับที่ 2 (NC5/BTR2) ชูการปรับตัวรับวิกฤตโลกเดือด ยกระดับความโปร่งใสไทยสู่สากล

               วันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานเปิดการประชุมรับฟังความคิดเห็นต่อ (ร่าง) รายงานแห่งชาติ ฉบับที่ 5 รวมกับรายงานความโปร่งใสรายสองปี ฉบับที่ 2 (NC5/BTR2) บทที่ 4 ผลกระทบและการปรับตัวจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Impacts and Adaptation) โดยมี นายปวิช เกศววงศ์ และนายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย Ms. Niamh Collier-Smith ผู้แทนโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติประจำประเทศไทย (UNDP Thailand) บริษัท เดอะ ครีเอจี้ จำกัด ในฐานะที่ปรึกษาโครงการ ตลอดจนผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรระหว่างประเทศ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง รวมจำนวน 80 คน ณ ห้องประชุม Dawn ชั้น 2 โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพมหานคร และผ่านระบบออนไลน์
               กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.) ร่วมกับ โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติประจำประเทศไทย (UNDP Thailand) จัดการประชุมครั้งนี้ขึ้น เพื่อรวบรวมข้อคิดเห็นและข้อมูลเฉพาะแต่ละรายสาขาจากทุกภาคส่วน นำไปปรับปรุงเนื้อหาของ (ร่าง) รายงานแห่งชาติ ฉบับที่ 5 รวมกับรายงานความโปร่งใสรายสองปี ฉบับที่ 2 (NC5/BTR2) บทที่ 4 ผลกระทบและการปรับตัวจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ให้มีความครบถ้วน ถูกต้อง และสะท้อนบริบทของประเทศไทยได้อย่างรอบด้านยิ่งขึ้น
               ดร.พิรุณ ได้เปิดเผยว่า สภาพภูมิอากาศในปัจจุบันทวีความรุนแรงและผันผวนอย่างรวดเร็ว โดย องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ได้ประกาศเตือนภัยภาวะ “ซูเปอร์เอลนีโญ” ที่ทำให้อุณหภูมิผิวน้ำทะเลสูงกว่าปกติถึง 2 องศาเซลเซียส ส่งผลกระทบขั้นวิกฤตทั่วโลก สำหรับประเทศไทย จากรายงาน Climate Risk Index 2026 โดย Germanwatch พบว่าความเปราะบางจากสภาพอากาศสุดขั้วทวีความรุนแรงขึ้นอย่างก้าวกระโดด ซึ่งในปี 2024 ประเทศไทยถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่ 17 ของโลกในด้านผลกระทบ จากเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว เพิ่มขึ้นจากอันดับที่ 69 ในปี 2023 สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางและความท้าทายที่ประเทศไทยได้รับผลกระทบโดยตรง ทั้งด้านความมั่นคงทางอาหาร น้ำ สาธารณสุข การท่องเที่ยว การลงทุน และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อกลุ่มเปราะบางในสังคมที่มีขีดจำกัดในการปรับตัว “การจัดทำรายงาน NC5/BTR2 โดยเฉพาะในบทที่ 4 ผลกระทบและการปรับตัวจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จึงเป็นภารกิจเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญยิ่งของประเทศไทย ไม่เพียงแต่เป็นการทำตามพันธกรณีระหว่างประเทศภายใต้กรอบความตกลงปารีส (Paris Agreement) และกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) เท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการประเมินและทบทวนความก้าวหน้าของแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (NAP) เพื่อยกระดับกลไกการรับมือ เพิ่มขีดความสามารถ และสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจและสังคมให้แก่ประชาชนไทยอย่างยั่งยืน” ดร.พิรุณ กล่าว
               ด้าน Ms. Niamh Collier-Smith ผู้แทนโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติประจำประเทศไทย (UNDP Thailand) กล่าวต้อนรับ พร้อมเน้นย้ำบทบาทของ UNDP ในการสนับสนุนกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.) ในการจัดทำรายงานแห่งชาติ ฉบับที่ 5 รวมกับรายงานความโปร่งใสรายสองปี ฉบับที่ 2 (NC5/BTR2) ภายใต้ความตกลงปารีส โดยระบุว่าการประชุมครั้งนี้เป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเพื่อยกระดับคุณภาพของร่างรายงานบทที่ 4 และสนับสนุนการจัดทำรายงานให้สอดคล้องกับกรอบความโปร่งใสที่ยกระดับขึ้น (ETF) ภายใต้ความตกลงปารีส พร้อมทั้งเน้นย้ำว่า จากสถานการณ์ภัยพิบัติและสภาพอากาศสุดขั้วที่ทวีความถี่และความรุนแรง ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานสีเขียวและมาตรการด้านการปรับตัวอย่างจริงจัง โดยรายงานของธนาคารโลก (World Bank) ระบุว่า หากไม่มีการดำเนินมาตรการปรับตัวอย่างเพียงพอ ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอาจทำให้ GDP ของไทยลดลงร้อยละ 7–14 ภายในปี 2050
               ทั้งนี้ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.) มุ่งหวังให้รายงานฉบับนี้เป็นฐานข้อมูลที่สะท้อนการดำเนินงานที่ครอบคลุมถึงประเด็นความเสมอภาคทางเพศและการมีส่วนร่วมของสังคม (Gender Equality and Social Inclusion: GESI) สส. จึงขอเชิญชวนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ร่วมตรวจสอบเนื้อหาและจัดส่งข้อคิดเห็น ตลอดจนเอกสารอ้างอิงสถิติต่าง ๆ หรือกรณีศึกษาในพื้นที่ เพิ่มเติมผ่านช่องทาง Google Form หรืออีเมล adapt.btr@gmail.com ได้ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันจันทร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการรายงานความก้าวหน้าด้านการปรับตัวฯ ของประเทศไทย

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน จัดประชุมคณะทำงานจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกและมาตรการการลดก๊าซเรือนกระจก ภาคกระบวนการทางอุตสาหกรรมและการใช้ผลิตภัณฑ์ ครั้งที่ 1/2569

               วันที่ 2 กรกฎาคม 2569 นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานการประชุมคณะทำงานจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกและมาตรการการลดก๊าซเรือนกระจก ภาคกระบวนการทางอุตสาหกรรมและการใช้ผลิตภัณฑ์ (IPPU) ครั้งที่ 1/2569 โดยมี นายศิวัช แก้วเจริญ ผู้อำนวยการกองขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจก เป็นเลขานุการ พร้อมด้วยคณะทำงานจากหน่วยงานประสานงานหลักและหน่วยงานเจ้าของข้อมูลรายสาขา IPPU และเจ้าหน้าที่ สส. รวมทั้งสิ้น 45 คน ณ ห้องประชุมอารีย์สัมพันธ์ อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม
               ที่ประชุมมีมติเห็นชอบรายงานผลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาคกระบวนการอุตสาหกรรมและการใช้ผลิตภัณฑ์ ประจำปี พ.ศ. 2569 ซึ่งมีผลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายปี พ.ศ. 2567 ปริมาณ 34.74 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า และร่างรายงานการติดตามประเมินผลการลดก๊าซเรือนกระจก ประจำปี พ.ศ. 2569 ซึ่งมีผลการลดก๊าซเรือนกระจกปี พ.ศ. 2567 ปริมาณ 0.85 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า จากกลุ่มมาตรการทดแทนปูนเม็ดและกลุ่มมาตรการทดแทน/ปรับเปลี่ยนสารทำความเย็น (ไม่รวมมาตรการการใช้วัสดุทดแทนปูนซีเมนต์ในคอนกรีตผสมเสร็จ) และมอบหมายกรมโรงงานอุตสาหกรรมประสานงานติดตามผลการลดก๊าซเรือนกระจกมาตรการการใช้วัสดุทดแทนปูนซีเมนต์ในคอนกรีตผสมเสร็จและนำเสนอต่อคณะทำงานในการประชุมครั้งถัดไป ในวันที่ 20 กรกฎาคม 2569 ตลอดจนมอบหมายฝ่ายเลขานุการฯ นำผลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและร่างรายงานผลการติดตามประเมินผลการลดก๊าซเรือนกระจกจากมาตรการรายสาขากระบวนการทางอุตสาหกรรมและการใช้ผลิตภัณฑ์ ปี พ.ศ. 2567 ประจำปี พ.ศ. 2569 เสนอต่อคณะอนุกรรมการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้านวิชาการและฐานข้อมูลเพื่อรับทราบและให้ความเห็นชอบต่อไป MtCO2eq

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

ซูเปอร์เอลนีโญกับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ปกป้องระบบนิเวศไทย เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันต่อวิกฤตภูมิอากาศ (สาขาการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ)

               ป่าไม้ แม่น้ำ พื้นที่ชุ่มน้ำ ป่าชายเลน แนวปะการัง และหญ้าทะเล ไม่ได้เป็นเพียงทรัพยากรธรรมชาติที่สวยงามเท่านั้น แต่ยังเป็น “โครงสร้างพื้นฐานทางธรรมชาติ” ที่ช่วยหล่อเลี้ยงระบบเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของคนไทย อย่างไรก็ตาม ภายใต้สถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะแนวโน้มการเกิด “ซูเปอร์เอลนีโญ” (Super El Niño) ระบบนิเวศของประเทศไทยกำลังเผชิญแรงกดดันครั้งสำคัญ อุณหภูมิที่สูงขึ้น ปริมาณฝนที่ลดลง และสภาพอากาศที่แห้งแล้งยาวนาน ส่งผลให้ความเสี่ยงต่อไฟป่า การเสื่อมโทรมของระบบนิเวศ และการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ในขณะเดียวกัน อุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้นยังส่งผลต่อการเกิดปะการังฟอกขาวและกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเล ซึ่งเป็นฐานทรัพยากรสำคัญของประเทศ

เมื่อความแห้งแล้งจุดชนวนไฟป่า และความร้อนคุกคามทะเลไทย
               ซูเปอร์เอลนีโญทำให้หลายพื้นที่ของประเทศเผชิญสภาพอากาศร้อนและแห้งแล้งต่อเนื่องยาวนาน ความชื้นในดินลดลง ใบไม้ และเชื้อเพลิงธรรมชาติแห้งสะสมมากขึ้น ส่งผลให้โอกาสการเกิดไฟป่าเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ป่าต้นน้ำ และพื้นที่ภูเขาในภาคเหนือและภาคตะวันตก
               เมื่อเกิดไฟป่า ไม่เพียงแต่พื้นที่ป่าจะได้รับความเสียหาย แต่ยังส่งผลต่อคุณภาพอากาศจากหมอกควันและฝุ่นละออง PM2.5 ซึ่งกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในวงกว้าง ขณะเดียวกัน ในทะเลไทย อุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้นจากภาวะโลกร้อนและเอลนีโญ อาจเร่งให้เกิดปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาวในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะแนวปะการังในทะเลอันดามันและอ่าวไทย หากเกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาจส่งผลต่อความหลากหลายทางชีวภาพ ทรัพยากรประมง และการท่องเที่ยวทางทะเลของประเทศ

จากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า สู่การฟื้นฟูระบบนิเวศเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่น
               ภายใต้แผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (NAP) การจัดการทรัพยากรธรรมชาติไม่ได้มุ่งเพียงการควบคุมผลกระทบที่เกิดขึ้น แต่เน้นการเสริมสร้างความยืดหยุ่นของระบบนิเวศในระยะยาว แนวคิดสำคัญคือการใช้ “Nature-based Solutions (NbS)” หรือการใช้ธรรมชาติเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหา ไม่ว่าจะเป็นการฟื้นฟูป่าต้นน้ำ การอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำ การฟื้นฟูป่าชายเลน การดูแลหญ้าทะเล หรือการฟื้นฟูแนวปะการัง ล้วนเป็นแนวทางที่ช่วยให้ระบบนิเวศสามารถปรับตัวและฟื้นตัวจากผลกระทบของสภาพภูมิอากาศได้ดีขึ้น ในขณะเดียวกัน เทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น ดาวเทียม ระบบภูมิสารสนเทศ และข้อมูลภูมิอากาศ กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเฝ้าระวังและบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

การดำเนินงานที่เกิดขึ้นจริงในประเทศไทย
        ประเทศไทยได้ดำเนินมาตรการรับมือผลกระทบจากซูเปอร์เอลนีโญและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในมิติทรัพยากรธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง โดยมีการดำเนินงานที่สำคัญคือ
               🔹ระบบติดตามจุดความร้อน (Hotspot Monitoring) กรมป่าไม้ และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ใช้ข้อมูลดาวเทียมในการติดตามจุดความร้อนทั่วประเทศแบบเรียลไทม์ เพื่อเฝ้าระวังและตอบสนองต่อเหตุไฟป่าได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งข้อมูลดังกล่าวช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถประเมินความเสี่ยง วางแผนกำลังพล และควบคุมไฟป่าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
               🔹มาตรการรับมือไฟป่าและหมอกควัน ปี 2569 คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบให้มีการจัดเตรียมเฮลิคอปเตอร์พร้อมถังตักน้ำ (Bucket) สำหรับปฏิบัติการดับไฟป่าทางอากาศ รวมถึงสนับสนุนงบประมาณและอุปกรณ์ให้เครือข่ายอาสาสมัครในพื้นที่เสี่ยงสูง
               🔹อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ–ปุย จังหวัดเชียงใหม่ หนึ่งในพื้นที่ต้นแบบที่มีการบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ชุมชน และอาสาสมัคร เพื่อเฝ้าระวังและควบคุมไฟป่าเชิงรุก ลดความเสียหายต่อระบบนิเวศและคุณภาพอากาศ
               🔹การฟื้นฟูหญ้าทะเลและพะยูนในจังหวัดตรัง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งดำเนินโครงการฟื้นฟูแหล่งหญ้าทะเล ซึ่งเป็นแหล่งอาหารสำคัญของพะยูน และช่วยรักษาความสมบูรณ์ของระบบนิเวศชายฝั่ง
               🔹การเฝ้าระวังปะการังฟอกขาวในทะเลไทย ได้มีการติดตามอุณหภูมิน้ำทะเลและสถานการณ์ปะการังฟอกขาวอย่างใกล้ชิดในพื้นที่สำคัญ เช่น หมู่เกาะสิมิลัน หมู่เกาะสุรินทร์ เกาะเต่า และพื้นที่แนวปะการังในอ่าวไทย เพื่อเตรียมมาตรการลดผลกระทบและฟื้นฟูระบบนิเวศ
               🔹การฟื้นฟูป่าชายเลนในพื้นที่ชายฝั่ง หลายจังหวัดชายฝั่ง เช่น ระนอง พังงา กระบี่ และสมุทรสงคราม ได้ดำเนินโครงการฟื้นฟูป่าชายเลน ซึ่งช่วยลดการกัดเซาะชายฝั่ง เพิ่มแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ และเพิ่มความสามารถในการกักเก็บคาร์บอนของระบบนิเวศ

ยุทธศาสตร์สำคัญที่ประเทศไทยควรเร่งดำเนินการ
        การรับมือซูเปอร์เอลนีโญในสาขาทรัพยากรธรรมชาติต้องมุ่งเน้นการเพิ่มความยืดหยุ่นของระบบนิเวศในระยะยาว คือ
              🔸การยกระดับระบบติดตามไฟป่า จุดความร้อน และสภาพป่าแบบเรียลไทม์ โดยใช้ข้อมูลดาวเทียมและปัญญาประดิษฐ์ร่วมกัน
              🔸การขยายการฟื้นฟูระบบนิเวศด้วยแนวทาง Nature-based Solutions ทั้งป่าต้นน้ำ พื้นที่ชุ่มน้ำ ป่าชายเลน หญ้าทะเล และแนวปะการัง
              🔸การพัฒนาแผนบริหารจัดการความเสี่ยงด้านปะการังฟอกขาวและระบบนิเวศทางทะเลที่เชื่อมโยงกับข้อมูลภูมิอากาศในอนาคต
              🔸การสนับสนุนบทบาทของชุมชน ทั้งในระดับท้องถิ่นและเครือข่ายอาสาสมัครในการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ
              🔸การบูรณาการข้อมูลด้านภูมิอากาศเข้ากับการบริหารจัดการพื้นที่อนุรักษ์ทั่วประเทศ เพื่อให้สามารถวางแผนเชิงรุกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ประชาชนมีส่วนร่วมได้อย่างไร
               การดูแลทรัพยากรธรรมชาติไม่ใช่หน้าที่ของหน่วยงานภาครัฐเพียงอย่างเดียว แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกคน ประชาชนสามารถช่วยลดความเสี่ยงไฟป่าได้ด้วยการงดการเผาในที่โล่ง แจ้งเหตุไฟป่าเมื่อพบความผิดปกติ และร่วมเป็นเครือข่ายเฝ้าระวังในพื้นที่ ในพื้นที่ชายฝั่งและแหล่งท่องเที่ยวทางทะเล ควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่กระทบต่อปะการังและหญ้าทะเล รวมถึงสนับสนุนการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
               เพราะทรัพยากรธรรมชาติไม่ได้เป็นเพียงสมบัติของประเทศ แต่เป็นเกราะป้องกันสำคัญที่ช่วยลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การดูแลธรรมชาติในวันนี้ จึงเป็นการสร้างความมั่นคงให้กับเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของคนไทยในอนาคต การฟื้นฟูและรักษาระบบนิเวศให้เข้มแข็ง คือหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญที่สุดในการสร้างภูมิคุ้มกันให้ประเทศไทยสามารถปรับตัวและก้าวผ่านวิกฤตภูมิอากาศได้อย่างยั่งยืน

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

แหล่งที่มา :
– กรมป่าไม้. (2569). มาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง PM2.5.
– กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (2569). แผนปฏิบัติการป้องกันไฟป่าและหมอกควัน.
– สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน). (2569). FireD: ระบบติดตามจุดความร้อนและไฟป่า. https://fire.gistda.or.th
– กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง. (2569). การติดตามสถานการณ์ปะการังฟอกขาวและการอนุรักษ์หญ้าทะเล.

รมว.สุชาติ มอบที่ปรึกษาฯ ดาริกา แถลงจุดยืนไทยสู้ภัยโลกร้อนในเวทีสหประชาชาติ ด้วยการบริหารสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ควบคู่การสร้างเศรษฐกิจและสังคมที่มั่นคง

               วันที่ 30 มิถุนายน 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) มอบหมายให้ นางสาวดาริกา ศรัณย์เกตุ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เข้าร่วมประชุม Global Conference on Strengthening Synergies between the Paris Agreement and the 2030 Agenda for Sustainable Development ครั้งที่ 7 ซึ่งเป็นเวทีสำคัญในการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างความตกลงปารีส และวาระการพัฒนาอย่างยั่งยืน ปี ค.ศ. 2030 ของสำนักงานกิจการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติ (UNDESA) และกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) พร้อมกับผู้นำองค์กรระหว่างประเทศ ผู้แทนระดับรัฐมนตรี และผู้แทนจากภาครัฐระดับนานาชาติกว่า 300 คน ณ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ กรุงเทพมหานคร
               ในช่วงการประชุมระดับรัฐมนตรี (High-level Segment) นางสาวดาริกา ศรัณย์เกตุ ที่ปรึกษา รมว.ทส. ได้กล่าวถ้อยแถลงแสดงจุดยืนของไทยในการแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อน โดยให้ความสำคัญทั้งด้านการลดก๊าซเรือนกระจก และการปรับตัวต่อผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ด้วยการสร้างเศรษฐกิจและสังคมให้เกิดความเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน ควบคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผ่านกลไกการมีส่วนร่วมของประชาชนระดับประเทศ ตลอดจนความร่วมมือพหุภาคีในระดับสหประชาชาติ เพื่อการลดความเสี่ยงจากวิกฤตโลกที่กำลังเกิดขึ้นอย่างเร่งด่วน พร้อมทั้ง เน้นย้ำถึงนโยบายการสร้างสมดุลการพัฒนาระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อนำไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจที่สามารถสนับสนุนการบรรลุเป้าหมาย Net Zero 2050 ตามที่รัฐบาลไทยให้ความสำคัญอย่างจริงจังและต่อเนื่อง
               การประชุมครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญของประเทศไทยที่ได้แสดงจุดยืนและบทบาทระหว่างประเทศด้วยความมุ่งมั่นแปลงพันธสัญญาที่ประชาคมโลกได้มีร่วมกันไปสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม เพื่อบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน และพันธกรณีด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนผลักดันให้เกิดความก้าวหน้าในการขับเคลื่อนแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนของโลกภายหลังปี ค.ศ. 2030 (Pathway beyond 2030) ไปสู่อนาคตที่สังคมมีภูมิคุ้มกันต่อปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจมีการพัฒนาอย่างเข้มแข็ง และมีความพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

ซูเปอร์เอลนีโญกับสุขภาพคนไทย ปกป้องชีวิตและกลุ่มเปราะบาง ท่ามกลางโลกที่ร้อนขึ้น (สาขาสาธารณสุข)

               เมื่อโลกกำลังเผชิญแนวโน้มการเกิด “ซูเปอร์เอลนีโญ” (Super El Niño) ซึ่งเป็นภาวะเอลนีโญที่มีความรุนแรงสูงกว่าปกติ ผลกระทบที่เกิดขึ้นไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องภัยแล้งหรือการขาดแคลนน้ำเท่านั้น แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางที่มีความสามารถในการปรับตัวต่อสภาพอากาศร้อนจัดได้จำกัด ซึ่งกลายเป็นความเสี่ยงด้านสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศ
               ข้อมูลจากหน่วยงานด้านภูมิอากาศทั้งในและต่างประเทศชี้ให้เห็นว่า ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ต่อเนื่องถึงต้นปี 2570 ประเทศไทยมีแนวโน้มเผชิญอุณหภูมิที่สูงกว่าค่าเฉลี่ย โดยอาจสูงกว่าปกติประมาณ 1.3–2.2 องศาเซลเซียสในหลายพื้นที่ แม้ตัวเลขดังกล่าวอาจดูไม่มากนัก แต่เมื่อรวมกับความชื้นในอากาศ จะทำให้ค่าดัชนีความร้อน (Heat Index) สูงขึ้นจนส่งผลต่อสุขภาพของประชาชนได้อย่างมีนัยสำคัญ

เมื่ออากาศร้อน กลายเป็นความเสี่ยงต่อสุขภาพ
               ซูเปอร์เอลนีโญทำให้ประเทศไทยมีแนวโน้มเผชิญคลื่นความร้อน (Heatwave) และอากาศร้อนจัดต่อเนื่องยาวนานขึ้น อุณหภูมิที่สูงขึ้นส่งผลให้ร่างกายสูญเสียน้ำมากขึ้น หัวใจทำงานหนักขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคลมร้อน (Heat Stroke) ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
               นอกจากนี้ ความร้อนยังส่งผลต่อผู้ป่วยโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคทางเดินหายใจ โรคไต และโรคเรื้อรังอื่น ๆ รวมถึงอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตจากความเครียดและความวิตกกังวลที่เพิ่มขึ้น
               อีกหนึ่งความเสี่ยงที่สำคัญคือความเชื่อมโยงระหว่างความแห้งแล้ง ไฟป่า และฝุ่นละออง PM2.5 ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพทางเดินหายใจของประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือและพื้นที่เสี่ยงไฟป่า

กลุ่มเปราะบาง คือกลุ่มที่ต้องได้รับการปกป้องเป็นพิเศษ
        แม้ว่าความร้อนจะส่งผลต่อทุกคน แต่บางกลุ่มมีความเสี่ยงมากกว่าคนทั่วไป นั่นคือ
               1. กลุ่มผู้สูงอายุ ซึ่งระบบควบคุมอุณหภูมิของร่างกายทำงานได้ลดลงตามวัย
               2. กลุ่มเด็กเล็ก ซึ่งยังไม่สามารถปรับตัวต่อสภาพอากาศร้อนจัดได้ดีเท่าผู้ใหญ่
               3. กลุ่มหญิงตั้งครรภ์ ซึ่งอาจได้รับผลกระทบทั้งต่อสุขภาพของมารดาและทารกในครรภ์
               4. กลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง และโรคไต และ
               5. อีกกลุ่มหนึ่งที่สำคัญคือเกษตรกรและแรงงานกลางแจ้ง ซึ่งต้องทำงานท่ามกลางสภาพอากาศร้อนเป็นเวลานาน และมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะขาดน้ำและโรคลมร้อนสูงกว่ากลุ่มอื่น

จากการรักษาเมื่อเจ็บป่วย สู่การป้องกันล่วงหน้า
               ภายใต้แผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (NAP) ประเทศไทยกำลังให้ความสำคัญกับการปกป้องสุขภาพประชาชนจากผลกระทบของสภาพภูมิอากาศมากขึ้น แนวคิดสำคัญคือ การเปลี่ยนจากการรักษาเมื่อเกิดปัญหา สู่การเฝ้าระวังและป้องกันล่วงหน้า โดยใช้ข้อมูลภูมิอากาศและระบบเตือนภัยเป็นเครื่องมือสำคัญ ซึ่งการพัฒนาระบบ Heat Health Warning System จึงเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ช่วยเชื่อมโยงข้อมูลสภาพอากาศกับข้อมูลด้านสุขภาพ เพื่อแจ้งเตือนความเสี่ยงให้ประชาชนสามารถเตรียมตัวได้ล่วงหน้า

การดำเนินงานที่เกิดขึ้นจริงในประเทศไทย
               ประเทศไทยเริ่มมีการดำเนินงานด้านการปรับตัวต่อความเสี่ยงจากความร้อนอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น โดยทุกภาคส่วนได้เร่งดำเนินการดังนี้
               1. Heat Health Warning System กรมอนามัยร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยา กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พัฒนาระบบเตือนภัยสุขภาพจากความร้อน เพื่อแจ้งเตือนระดับความเสี่ยงในแต่ละพื้นที่ และให้คำแนะนำในการปฏิบัติตัวแก่ประชาชน
               2. การพัฒนาดัชนีความร้อน (Heat Index) ประเทศไทยเริ่มนำข้อมูลอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์มาประเมินค่าดัชนีความร้อน เพื่อสะท้อนความรู้สึกของร่างกายต่อสภาพอากาศจริง และใช้เป็นข้อมูลประกอบการแจ้งเตือนความเสี่ยงด้านสุขภาพ
               3. Heat Action Plan กรุงเทพมหานคร กรุงเทพมหานครได้ดำเนินการจัดทำ Heat Action Plan และ Heat Mapping เพื่อระบุพื้นที่เสี่ยงความร้อนในเมือง พร้อมพัฒนามาตรการรองรับกลุ่มเปราะบางและลดผลกระทบจากคลื่นความร้อน
               4. การเฝ้าระวังโรคลมร้อนในพื้นที่เสี่ยง หน่วยงานสาธารณสุขในหลายจังหวัดได้ดำเนินกิจกรรมเฝ้าระวังโรคลมร้อนในกลุ่มแรงงานกลางแจ้ง เกษตรกร นักเรียน และผู้สูงอายุ รวมถึงเผยแพร่ความรู้ในการป้องกันตนเองจากความร้อน

ยุทธศาสตร์สำคัญที่ประเทศไทยต้องเร่งดำเนินการ
               การรับมือซูเปอร์เอลนีโญในมิติด้านสุขภาพจำเป็นต้องมองไกลกว่าการรักษาพยาบาล โดยการ..
               1. การพัฒนาดัชนีความร้อนความละเอียดสูงในระดับพื้นที่ เพื่อให้สามารถแจ้งเตือนประชาชนได้อย่างแม่นยำมากขึ้น
               2. การขยายระบบ Heat Health Warning System ให้ครอบคลุมทั่วประเทศ และเชื่อมโยงกับระบบเตือนภัยหลายภัย (Multi-Hazard Early Warning System)
               3. การพัฒนาพื้นที่พักคลายร้อน (Cooling Center) ในเขตเมือง โรงเรียน สถานพยาบาล และพื้นที่สาธารณะ
               4. การยกระดับมาตรการดูแลแรงงานกลางแจ้ง เกษตรกร และกลุ่มเปราะบางให้สามารถเข้าถึงข้อมูลและบริการด้านสุขภาพได้อย่างทั่วถึง
               5. การบูรณาการข้อมูลด้านภูมิอากาศและสุขภาพเข้าสู่กระบวนการวางแผนของภาครัฐในทุกระดับ ซึ่งจะช่วยให้สามารถดำเนินงานเพื่อรับมือกับสถานการณ์ และป้องกันปัญหาได้อย่างตรงจุด

ประชาชนควรเตรียมตัวอย่างไร
การป้องกันตนเองจากผลกระทบของความร้อนสามารถเริ่มต้นได้จากเรื่องใกล้ตัวโดยการดื่มน้ำอย่างสม่ำเสมอ แม้ยังไม่รู้สึกกระหาย หลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงเวลาที่อากาศร้อนจัด สวมใส่เสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี และสังเกตอาการผิดปกติ เช่น เวียนศีรษะ อ่อนเพลีย คลื่นไส้ หรือหมดสติ
สำหรับครอบครัว ควรให้ความสำคัญกับการดูแลผู้สูงอายุ เด็กเล็ก และผู้ป่วยโรคเรื้อรังเป็นพิเศษ รวมถึงติดตามประกาศเตือนภัยจากหน่วยงานภาครัฐอย่างสม่ำเสมอ
เพราะในโลกที่กำลังร้อนขึ้นอย่างต่อเนื่อง การปรับตัวด้านสาธารณสุขไม่ได้หมายถึงเพียงการรักษาโรค แต่คือการปกป้องชีวิต สุขภาพ และคุณภาพชีวิตของประชาชนให้สามารถดำรงชีวิตได้อย่างปลอดภัยท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ การเตรียมพร้อมตั้งแต่วันนี้ จึงเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้คนไทยทุกคนสามารถก้าวผ่านความท้าทายจากซูเปอร์เอลนีโญและวิกฤตภูมิอากาศในอนาคตได้อย่างยั่งยืน

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

แหล่งที่มา :
– กรมอนามัย. (2569). Heat Health Warning System สำหรับประเทศไทย.
– กรมอนามัย. (2569). แนวทางป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพจากความร้อน.
– กระทรวงสาธารณสุข. (2569). ระบบเฝ้าระวังผู้ป่วยโรคลมร้อน (Heat Stroke Surveillance).
– สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน). (2569). LifeDee Application และ Heat Index Monitoring.
– กรุงเทพมหานคร. (2568). Heat Action Plan และ Heat Mapping กรุงเทพมหานคร.

 

รมว.สุชาติ มอบรองปลัดฯ ปรีญาพร มอบประกาศนียบัตร “ปธส. 11 – 12” เติมอาวุธซีอีโอยุคใหม่ พลิกวิกฤตโลกเดือดสู่โอกาสธุรกิจ สร้างผู้นำธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อมขับเคลื่อนประเทศสู่ Net Zero

               29 มิถุนายน 2569 – กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) โดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดงานเสวนา “CEO ยุคใหม่ กับการเปลี่ยนความท้าทายด้านภูมิอากาศ ให้เป็นโอกาสทางธุรกิจ” และ พิธีมอบประกาศนียบัตรและเข็มวิทยฐานะแก่ผู้สำเร็จการอบรมหลักสูตรประกาศนียบัตรธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อมสำหรับนักบริหารระดับสูง (ปธส.) รุ่นที่ 11 และรุ่นที่ 12 ณ ห้องมัฆวานรังสรรค์ สโมสรทหารบก (วิภาวดี) กรุงเทพฯ เพื่อสร้างภาคีความร่วมมือของผู้นำยุคใหม่ในการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
               นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มอบหมายให้ นางสาวปรีญาพร สุวรรณเกษ รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานในพิธี กล่าวแสดงความยินดีและมอบโอวาทแก่ผู้สำเร็จการอบรม โดยเน้นย้ำว่า ประเด็นการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นวาระสำคัญในทุกเวทีการเจรจาระดับโลก แม้ประเทศไทยจะปล่อยก๊าซเรือนกระจกในสัดส่วนที่น้อย แต่เราเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความเสี่ยงสูงที่จะได้รับผลกระทบอันดับต้น ๆ การเตรียมพร้อมรับมือและมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากขาดวิสัยทัศน์และการมีส่วนร่วมของผู้บริหารระดับสูง “กระทรวงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าผู้สำเร็จการอบรมทุกท่านจะเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง เป็นต้นแบบธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อมที่ช่วยขับเคลื่อนประเทศ โดยยึดหลักความสมดุลระหว่างการอนุรักษ์ การพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน เพื่อร่วมสร้างความร่วมมือในการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมไปสู่ความยั่งยืนต่อไป” รองปลัด ทส. กล่าว
               ด้าน ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า หลักสูตร ปธส. มุ่งเน้นการเสริมสร้างศักยภาพนักบริหารระดับสูง ทั้งจากภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ เอกชน สื่อมวลชน และสถาบันการศึกษา ให้มีความรู้ความเข้าใจทักษะการบริหารจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างรอบด้านตามหลักธรรมาภิบาล เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนนโยบายไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม โดยในวันนี้มีผู้เข้ารับประกาศนียบัตรและเข็มวิทยฐานะจาก รุ่นที่ 11 จำนวน 77 ท่าน และรุ่นที่ 12 จำนวน 93 ท่าน รวมทั้งสิ้น 170 ท่าน สำหรับกิจกรรมภายในงานช่วงเช้า ได้มีการจัดเวทีเสวนาไฮไลท์ในหัวข้อ “CEO ยุคใหม่ กับการเปลี่ยนความท้าทายด้านภูมิอากาศ ให้เป็นโอกาสทางธุรกิจ” โดยได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิระดับประเทศ ได้แก่ ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย, คุณวัธ จิรโรจน์ จากธุรกิจ SC Grand และ ศ.ดร.พิสุทธิ์ เพียรมนกุล รองคณบดีด้านความยั่งยืนและการมีส่วนร่วมของสังคม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้อำนวยการสถาบันคาร์บอนเพื่อความยั่งยืน จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาร่วมแลกเปลี่ยนกลยุทธ์การปรับตัวของภาคธุรกิจ แนวโน้มด้านสิ่งแวดล้อม และการเปลี่ยนความท้าทายด้านสภาพภูมิอากาศให้เป็นโอกาสการเติบโตทางเศรษฐกิจสีเขียวอย่างยั่งยืน
               ทั้งนี้ หลักสูตร ปธส. ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557 โดยสร้างนักบริหารสิ่งแวดล้อมระดับสูงไปแล้วกว่า 10 รุ่น รวม 647 ท่าน การสำเร็จการศึกษาของรุ่นที่ 11 และ 12 ในวันนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการเพิ่มพลังเครือข่ายผู้นำที่จะเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนประเทศไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนท่ามกลางวิกฤตสภาพภูมิอากาศ

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

ซูเปอร์เอลนีโญกับการท่องเที่ยวไทย สร้างความยืดหยุ่นให้แหล่งท่องเที่ยวไทย ท่ามกลางความท้าทายจากสภาพภูมิอากาศ (สาขาการท่องเที่ยว)

               การท่องเที่ยว เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของเศรษฐกิจไทย สร้างรายได้ให้กับประเทศและเป็นแหล่งรายได้หลักของชุมชนจำนวนมากทั่วประเทศ แต่ในยุคที่สภาพภูมิอากาศโลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ภาคการท่องเที่ยวกำลังเผชิญความท้าทายครั้งสำคัญจากปรากฏการณ์สภาพอากาศสุดขั้วที่เกิดถี่และรุนแรงขึ้น หนึ่งในความเสี่ยงที่ประเทศไทยกำลังเผชิญคือแนวโน้มการเกิด “ซูเปอร์เอลนีโญ” (Super El Niño) ซึ่งส่งผลให้ปริมาณฝนลดลง อุณหภูมิสูงขึ้น เกิดภาวะคลื่นความร้อน และกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่งโดยตรง แม้การท่องเที่ยวอาจไม่ได้เป็นภาคส่วนแรกที่ได้รับผลกระทบเหมือนภาคเกษตรหรือทรัพยากรน้ำ แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นกลับส่งต่อเป็นลูกโซ่ไปยังแหล่งท่องเที่ยว ผู้ประกอบการ และชุมชนท้องถิ่นทั่วประเทศ

เมื่อสภาพภูมิอากาศเปลี่ยน แหล่งท่องเที่ยวก็เปลี่ยนตาม
               ซูเปอร์เอลนีโญส่งผลต่อภาคการท่องเที่ยวในหลายมิติ ทั้ง ความเสี่ยงด้านน้ำในเมืองท่องเที่ยวและพื้นที่เกาะ ซึ่งต้องรองรับทั้งประชาชนและนักท่องเที่ยวจำนวนมาก หากปริมาณน้ำต้นทุนลดลงอย่างต่อเนื่อง อาจกระทบต่อการให้บริการและคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ อุณหภูมิที่สูงขึ้นและคลื่นความร้อนที่เกิดบ่อยขึ้น ส่งผลต่อประสบการณ์การท่องเที่ยว โดยเฉพาะกิจกรรมกลางแจ้ง การเดินทาง และกิจกรรมเชิงธรรมชาติ อีกทั้งยังส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล โดยเฉพาะปะการังฟอกขาว หญ้าทะเลเสื่อมโทรม และความเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศชายฝั่ง ซึ่งเป็นทรัพยากรสำคัญของการท่องเที่ยวไทย และสิ่งที่สำคัญคือ ความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจท้องถิ่นที่พึ่งพาการท่องเที่ยวเป็นหลัก หากทรัพยากรธรรมชาติเสื่อมโทรมหรือสภาพอากาศไม่เอื้อต่อการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง

จากการฟื้นฟูหลังเกิดผลกระทบ สู่การท่องเที่ยวที่ยืดหยุ่นต่อสภาพภูมิอากาศ
               ประเทศไทยกำลังขับเคลื่อนแนวคิด Climate Resilient Tourism หรือ “การท่องเที่ยวที่ยืดหยุ่นต่อสภาพภูมิอากาศ” เพื่อให้แหล่งท่องเที่ยวสามารถปรับตัวและดำเนินกิจกรรมได้แม้ต้องเผชิญความผันผวนของสภาพอากาศ แนวคิดดังกล่าวมุ่งเน้นการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน การลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ การวางแผนการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ และการพัฒนากิจกรรมท่องเที่ยวที่ไม่พึ่งพาสภาพอากาศมากเกินไป นอกจากนี้ ยังรวมถึงการดูแลสุขภาพและความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว การเพิ่มพื้นที่สีเขียวในแหล่งท่องเที่ยว และการใช้ข้อมูลภูมิอากาศเพื่อประกอบการวางแผนในระดับพื้นที่

การดำเนินงานที่เกิดขึ้นจริงในประเทศไทย
               การจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง โดยกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งดำเนินมาตรการฟื้นฟูปะการัง หญ้าทะเล และระบบนิเวศชายฝั่งในหลายพื้นที่ของประเทศ พร้อมจัดทำแผนที่ความเสี่ยงการกัดเซาะชายฝั่ง เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง นอกจากนี้ยังอยู่ระหว่างการยกระดับมาตรการบริหารจัดการการท่องเที่ยวทางทะเลในพื้นที่เปราะบางเพื่อสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ
               จังหวัดภูเก็ต ในฐานะเมืองท่องเที่ยวระดับนานาชาติ ได้ดำเนินมาตรการบริหารจัดการน้ำเพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำของประชาชนและนักท่องเที่ยว โดยมีการวางแผนสำรองน้ำและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการแหล่งน้ำในพื้นที่
               เกาะเต่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ให้ความสำคัญกับการจัดการน้ำในช่วงฤดูแล้ง มีการรณรงค์ใช้น้ำอย่างประหยัด และบริหารจัดการน้ำเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวในช่วงที่มีความต้องการใช้น้ำสูง
               พื้นที่ฟื้นฟูปะการังในทะเลอันดามันและอ่าวไทย หลายพื้นที่ เช่น จังหวัดกระบี่ พังงา ตรัง และสุราษฎร์ธานี มีการดำเนินโครงการฟื้นฟูแนวปะการังและหญ้าทะเล เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของระบบนิเวศทางทะเลต่อภาวะโลกร้อนและอุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้น

ยุทธศาสตร์สำคัญที่ประเทศไทยควรเร่งดำเนินการ
การสร้างความยืดหยุ่นให้ภาคการท่องเที่ยวจำเป็นต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง โดยการ จัดทำ Climate Risk Assessment สำหรับแหล่งท่องเที่ยวสำคัญทั่วประเทศ เพื่อประเมินความเสี่ยงจากภัยแล้ง คลื่นความร้อน และผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ การพัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำในเมืองท่องเที่ยวและพื้นที่เกาะ เพื่อรองรับสถานการณ์ฝนทิ้งช่วงและภัยแล้งที่อาจเกิดขึ้นบ่อยขึ้น การเพิ่มพื้นที่
สีเขียวในแหล่งท่องเที่ยว ลดปรากฏการณ์เกาะความร้อนในเมือง (Urban Heat Island) และสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับนักท่องเที่ยว การพัฒนารูปแบบการท่องเที่ยวที่หลากหลาย ลดการพึ่งพากิจกรรมที่ได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศโดยตรง และการบูรณาการข้อมูลภูมิอากาศเข้ากับการวางแผนการท่องเที่ยวในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับประเทศ จังหวัด ไปจนถึงชุมชนท้องถิ่น

นักท่องเที่ยวและผู้ประกอบการควรเตรียมตัวอย่างไร
               นอกเหนือจากภาครัฐที่เร่งดำเนินการแล้ว การปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ผู้ประกอบการท่องเที่ยวควรให้ความสำคัญกับการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มพื้นที่สีเขียวในสถานประกอบการ และจัดทำแผนรองรับสถานการณ์สภาพอากาศสุดขั้วเพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวและทรัพย์สิน ขณะที่นักท่องเที่ยวสามารถมีส่วนร่วมได้โดยการใช้น้ำอย่างประหยัด ลดผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ เลือกใช้บริการของผู้ประกอบการที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม และปฏิบัติตามแนวทางอนุรักษ์ในแหล่งท่องเที่ยว

               เพราะการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนในอนาคต ไม่ได้หมายถึงเพียงการสร้างรายได้ แต่หมายถึงการรักษาทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศที่เป็นหัวใจสำคัญของการท่องเที่ยวไทยให้คงอยู่สำหรับคนรุ่นต่อไป ควบคู่กับการสร้างความยืดหยุ่นให้กับเศรษฐกิจ ชุมชน และแหล่งท่องเที่ยวของประเทศไทยในระยะยาว

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

แหล่งที่มา :
กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง. (2569). การฟื้นฟูแนวปะการังและหญ้าทะเลของประเทศไทย.
กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง. (2569). ฐานข้อมูลการกัดเซาะชายฝั่งประเทศไทย.
Green Climate Fund. (2024). Increasing resilience to climate change impacts in marine and coastal areas along the Gulf of Thailand.
United Nations Development Programme Thailand. (2024). Coastal adaptation and resilience projects in Thailand.
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย. (2569). แนวทางการท่องเที่ยวยั่งยืนและ Green Tourism.

 

กรมลดโลกร้อน เข้าร่วมสำรวจพื้นที่ อช.ทับลาน ร่วมกับ รมว.ทส. เพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องที่ดินทำกิน

               วันที่ 28 มิถุนายน 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม มอบหมายให้ นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย นายปรมินทร์ แสนทรงศักดิ์ เลขานุการกรม เข้าร่วมรับฟังปัญหาจากประชาชนในพื้นที่อุทยานแห่งชาติ (อช.) ทับลาน โดยมี นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) พร้อมด้วย ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และผู้บริหารกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงในเขต อช.ทับลาน ท้องที่จังหวัดนครราชสีมา และจังหวัดปราจีนบุรี ณ โรงเรียนบ้านราษฎร์พัฒนา ตำบลบ้านราษฎร์ อำเภอเสิงสาง จังหวัดนครราชสีมา
               รมว.ทส. เน้นย้ำว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการเร่งรัดตรวจสอบและพิสูจน์สิทธิของชาวบ้านดั้งเดิมผู้ยากไร้เป็นรายแปลงอย่างรัดกุม เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม และการบังคับใช้กฎหมายกับรีสอร์ทที่บุกรุกป่าอย่างเข้มงวด และยืนยันว่าจะไม่มีการตัดผืนป่าธรรมชาติอย่างแน่นอน โดยมีผู้แทนกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) ร่วมชี้แจงแนวทางการดำเนินการการสอบพิสูจน์สิทธิ์ และข้อกฎหมายตามมติคณะกรรมการอุทยานฯ ให้ประชาชนได้รับทราบอย่างชัดเจน พร้อมแสดงแผนที่พื้นที่ทับซ้อน และลงพื้นที่ชุมชน “โครงการพัฒนาพื้นที่เพื่อความมั่นคง” (พมพ.) และ “โครงการจัดสรรที่ดินทำกินแก่ราษฎรผู้ยากไร้ในพื้นที่ป่าสงวนเสื่อมโทรม” (คจก.) เพื่อพบปะและรับฟังเสียงสะท้อนจากราษฎรดั้งเดิมที่รัฐเคยอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในยุคปราบปรามพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ซึ่งยังคงประสบปัญหาขาดความชัดเจนเรื่องเอกสารสิทธิ์ที่ดินทำกินมาอย่างยาวนาน

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

รมว.สุชาติ กำชับ กรมลดโลกร้อน เร่งชี้แจงร่าง พรบ. ลดโลกร้อน ให้เกิดประโยชน์สูงสุดด้านสิ่งแวดล้อม ควบคู่การพัฒนาเศรษฐกิจแห่งอนาคต

               นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กำชับให้กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมดำเนินการชี้แจงข้อมูล ข้อเท็จจริง และประเด็นทางวิชาการที่เกี่ยวข้องกับร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. ต่อคณะกรรมการกฤษฎีกาอย่างครบถ้วน รอบด้าน และต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนการพิจารณาร่างกฎหมายให้มีความสมบูรณ์และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชนทุกมิติ โดยมี ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดี สส. และนายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดี สส. พร้อมด้วยคณะเจ้าหน้าที่ ดำเนินการตามแนวนโยบายดังกล่าวอย่างต่อเนื่องเข้าสู่การพิจารณาร่วมกับคณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นสัปดาห์ที่ 8
               ทั้งนี้ ความคืบหน้าในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติฯ ได้มีการให้ข้อมูลในรายมาตราถึงหมวด 4 ซึ่งมุ่งให้จัดตั้งกองทุนภูมิอากาศ เป็นกลไกการเงินเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศ ทั้งในด้านลดก๊าซเรือนกระจก การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการพัฒนาระบบนิเวศที่เหมาะสมต่อการดำเนินงานของทุกภาคส่วน โดย สส. มุ่งสนับสนุนข้อมูลและข้อเท็จจริงเพื่อให้การพัฒนาร่างกฎหมายแล้วเสร็จโดยเป็นไปอย่างรอบคอบ สมบูรณ์ และทันต่อสถานการณ์ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมโดยมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระยะยาวต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

รัฐมนตรีสุชาติ มอบกรมลดโลกร้อนร่วมเวที ROAD TO NET ZERO 2026 แลกเปลี่ยนมุมมองการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน สู่เศรษฐกิจไทยที่ยั่งยืน

               วันที่ 25 มิถุนายน 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) มอบหมายให้ ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ร่วมปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “Thailand Green Transition สมดุลเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และพลังงาน” ภายในงาน ROAD TO NET ZERO 2026 “Energy Transition: เปลี่ยนผ่านพลังงานไทย สู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ” ณ โรงแรมอีสติน แกรนด์ พญาไท กรุงเทพฯ จัดโดยบริษัท ฐานเศรษฐกิจ มัลติมีเดีย จำกัด เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองการวางทิศทางพลังงานไทย พร้อมโอกาสการลงทุนใหม่ และร่วมกำหนดอนาคตประเทศไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยมีผู้เข้าร่วมฟังบรรยาย จำนวนกว่า 100 คน
               ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช ได้เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นและการสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของ รมว.ทส. ที่ต้องการให้ประเทศเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อประโยชน์ด้านเศรษฐกิจและสังคมที่มั่นคง ยั่งยืน และมุ่งสู่การบรรลุเป้าหมาย Net Zero 2050 อย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะด้านพลังงานและการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม (Just transition) ซึ่งจะช่วยสร้างโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจและดึงดูดการลงทุนสีเขียวในระยะยาวภายใต้กรอบร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา เข้าสู่สัปดาห์ที่ 8 ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านของประเทศไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และยกระดับขีดความสามารถในรองรับกติกาเศรษฐกิจโลกแห่งอนาคตได้ต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”