Quantitative and Qualitative: ตัวเลขบอกขนาด และ ตัวหนังสือบอกเหตุผล

               ในยุคที่โลกกำลังเผชิญกับความรุนแรงของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้นและต่อเนื่อง การติดตามและประเมินผลการดำเนินงานด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Adaptation) กลายเป็นกลไกสำคัญของการกำหนดนโยบายสาธารณะ ทั้งในระดับโลกและระดับประเทศ เพราะผลกระทบของสภาพภูมิอากาศไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิหรือปริมาณฝนที่เปลี่ยนแปลงไปเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงกับความมั่นคงทางอาหาร สุขภาพ เศรษฐกิจ ทรัพยากรธรรมชาติ และคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกมิติ ภายใต้บริบทดังกล่าว “ตัวชี้วัด” (Indicators) จึงเป็นหัวใจสำคัญของระบบติดตามและประเมินผล เป็นเครื่องมือสะท้อนทั้งระดับความเสี่ยง ความก้าวหน้า และผลลัพธ์ของมาตรการปรับตัว ดังนั้น การเลือกใช้ตัวชี้วัดที่เหมาะสมไม่ใช่แค่การเลือกข้อมูลที่สามารถวัดผลได้เท่านั้น แต่ต้องสามารถอธิบาย “ความหมาย” และ “บริบท” ของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้ด้วย จึงเป็นเหตุผลของการใช้ตัวชี้วัดแบบผสมผสานระหว่าง “เชิงปริมาณ” (Quantitative Indicators) และ “เชิงคุณภาพ” (Qualitative Indicators) ที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในระบบประเมินผลสมัยใหม่

               ตัวชี้วัดเชิงปริมาณเป็นข้อมูลที่สามารถวัดออกมาเป็นตัวเลขหรือค่าทางสถิติได้อย่างชัดเจน มีข้อดีคือสามารถเปรียบเทียบ วิเคราะห์แนวโน้ม และติดตามความเปลี่ยนแปลงในระยะยาวได้อย่างเป็นระบบ ผู้กำหนดนโยบายสามารถมองเห็น “ขนาดของปัญหา” หรือ “ระดับความก้าวหน้า” ได้อย่างรวดเร็วและชัดเจน เช่น จำนวนพื้นที่เกษตรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง ร้อยละของประชากรที่เข้าถึงระบบเตือนภัยล่วงหน้า หรือปริมาณงบประมาณที่ใช้ในการบริหารจัดการน้ำ ส่วนตัวชี้วัดเชิงคุณภาพเป็นข้อมูลที่มุ่งอธิบายลักษณะ พฤติกรรม ความคิดเห็น หรือประสบการณ์ของผู้คน เช่น ระดับความเชื่อมั่นของชุมชนต่อระบบเตือนภัย ความพึงพอใจต่อมาตรการช่วยเหลือของรัฐ หรือการยอมรับเทคโนโลยีใหม่ของเกษตรกร แม้ข้อมูลเหล่านี้จะไม่สามารถวัดค่าออกมาเป็นตัวเลขได้โดยตรง แต่กลับมีบทบาทสำคัญในการอธิบายว่า “เหตุใด” มาตรการบางอย่างจึงประสบความสำเร็จหรือไม่ประสบความสำเร็จ ในเชิงเปรียบเทียบ ตัวชี้วัดเชิงปริมาณเปรียบเสมือน “ภาพถ่ายมุมกว้าง” ที่ช่วยให้เห็นสถานการณ์โดยรวม ขณะที่ตัวชี้วัดเชิงคุณภาพทำหน้าที่เสมือน “กล้องซูม” ที่ช่วยให้เข้าใจรายละเอียดเชิงลึกของชีวิตผู้คนและบริบททางสังคมที่ซ่อนอยู่ภายใต้ตัวเลขเหล่านั้น

               การใช้ตัวชี้วัดเพียงประเภทใดประเภทหนึ่ง อาจทำให้การประเมินผลขาดความสมบูรณ์ เช่น หากใช้เฉพาะตัวชี้วัดเชิงปริมาณ อาจพบว่าโครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันน้ำท่วมสามารถดำเนินการได้ตามเป้าหมายและใช้งบประมาณครบถ้วน แต่ในเชิงคุณภาพกลับพบว่าชุมชนบางกลุ่มไม่สามารถเข้าถึงประโยชน์จากโครงการได้อย่างเท่าเทียม หรือเกิดผลกระทบด้านสังคมที่ไม่ถูกนำมาพิจารณา ในทางกลับกัน หากใช้เฉพาะข้อมูลเชิงคุณภาพเพียงอย่างเดียว ก็อาจไม่สามารถวัดระดับความก้าวหน้าหรือเปรียบเทียบผลลัพธ์ในระดับประเทศได้อย่างชัดเจน ด้วยเหตุนี้ แนวทางที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลจึงเป็นการบูรณาการตัวชี้วัดทั้งสองรูปแบบเข้าด้วยกัน ผ่านกระบวนการตรวจสอบข้อมูลแบบ “สามเส้า” (Triangulation) เพื่อยืนยันว่าข้อมูลเชิงสถิติที่วัดได้นั้นสอดคล้องกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้นกับประชาชนในพื้นที่ ช่วยให้การประเมินผลมีทั้ง “ความแม่นยำ” และ “ความเข้าใจในบริบท” ไปพร้อมกัน

               ในกระบวนการคัดเลือกตัวชี้วัดเชิงปริมาณ นักวิชาการและหน่วยงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนิยมใช้หลัก “SMART” ซึ่งประกอบด้วย ความเฉพาะเจาะจง (Specific) การวัดผลได้จริง (Measurable) ความเป็นไปได้ในการดำเนินงาน (Achievable) ความสอดคล้องกับเป้าหมาย (Relevant) และการมีกรอบเวลาชัดเจน (Time-bound) เพื่อให้มั่นใจว่าตัวชี้วัดสามารถนำไปใช้ประเมินผลได้จริง นอกจากนี้ ยังมีการใช้แนวคิด “ห่วงโซ่ผลกระทบ” (Impact Chain) เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างภัยคุกคาม ความเปราะบาง และศักยภาพในการปรับตัวของพื้นที่ ช่วยให้สามารถระบุได้ว่าควรติดตามตัวชี้วัดในจุดใดจึงจะสะท้อนความเสี่ยงและผลกระทบได้อย่างแท้จริง

               สำหรับตัวชี้วัดเชิงคุณภาพ มักเน้นการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่ โดยเทคนิคที่ได้รับความนิยมคือ “Most Significant Change” (MSC) หรือ “เทคนิคการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุด” ซึ่งเป็นการรวบรวมเรื่องเล่าหรือประสบการณ์ของผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง จากนั้นจึงนำมาวิเคราะห์ร่วมกันเพื่อค้นหาว่าการเปลี่ยนแปลงใดมีความหมายมากที่สุดสำหรับชุมชน วิธีการดังกล่าวช่วยให้สามารถค้นพบผลลัพธ์ที่ไม่สามารถสะท้อนผ่านตัวเลขได้ เช่น ความเข้มแข็งของชุมชน การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม หรือการสร้างความเชื่อมั่นต่อมาตรการของรัฐ

               สำหรับประเทศไทย การติดตามและประเมินผลภายใต้แผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (National Adaptation Plan: NAP) ครอบคลุมทั้ง 6 สาขาหลัก กำลังพัฒนาไปสู่ระบบที่ให้ความสำคัญกับการใช้ข้อมูลแบบผสมผสานมากขึ้น โดยมีเป้าหมายเพื่อให้การประเมินผลสามารถสะท้อนทั้งผลลัพธ์เชิงนโยบายและผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงกับประชาชนในพื้นที่

               ดังนั้น การประเมินผลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ใช่เพียงการรวบรวมข้อมูลจำนวนมาก แต่คือการทำความเข้าใจว่า “ตัวเลข” และ “เรื่องราว” สามารถทำงานร่วมกันอย่างไร เพื่อสร้างภาพสะท้อนของความเปลี่ยนแปลงที่สมบูรณ์ที่สุด เพราะในโลกของการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้น ตัวเลขอาจบอกได้ว่าปัญหามีขนาดใหญ่เพียงใด แต่เรื่องราวของผู้คนต่างหากที่ช่วยอธิบายว่าเหตุใดการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นจึงมีความหมาย และเหตุใดการปรับตัวจึงต้องให้ความสำคัญกับทั้งข้อมูลและมนุษย์ไปพร้อมกัน

แหล่งอ้างอิง
1. สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.)
2. สำนักงานสิ่งแวดล้อมยุโรป (European Environment Agency: EEA)
3. เครือข่ายความรู้ด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (weADAPT)
4. โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (United Nations Development Programme: UNDP)

Baseline Study ถ้าไม่รู้ว่าจุดเริ่มอยู่ไหน จะรู้ได้ไงว่าเรามาไกลแค่ไหน

               ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่กำลังเผชิญกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างรุนแรง ทั้งพายุที่ทวีความถี่และความรุนแรง ภัยแล้งที่ยาวนาน รวมถึงความผันผวนของทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศ การ “ปรับตัว” เพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ จึงไม่ใช่แค่ทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นเงื่อนไขสำคัญของการอยู่รอดของชุมชน ประเทศ และโลก คำถามที่ตามมาคือ เราจะรู้ได้อย่างไรว่ามาตรการปรับตัวที่ดำเนินการอยู่นั้นประสบความสำเร็จจริงและช่วยลดความเสี่ยงได้มากน้อยเพียงใด…

               คำตอบของคำถามอยู่ที่ “Baseline Study” หรือ “การศึกษาเส้นฐาน” ซึ่งเป็นกระบวนการรวบรวมข้อมูลพื้นฐานก่อนเริ่มดำเนินโครงการหรือมาตรการใด ๆ ใช้เป็นจุดอ้างอิงในการเปรียบเทียบผลลัพธ์ในอนาคต เปรียบเสมือนการถ่ายภาพ “ก่อนเริ่มต้น” มีไว้เพื่อให้สามารถย้อนกลับมาดูได้ว่าหลังจากดำเนินงานไปแล้ว สถานการณ์มีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้นหรือไม่ ความเสียหายลดลงหรือไม่ และความสามารถในการรับมือของชุมชนเพิ่มขึ้นเพียงใด

               ในบริบทของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เส้นฐานมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะภัยพิบัติและผลกระทบด้านภูมิอากาศมักเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปและซับซ้อน หากไม่มีข้อมูลเริ่มต้นที่ชัดเจน การประเมินผลของมาตรการต่าง ๆ ก็อาจคลุมเครือและไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าการลงทุนด้านการปรับตัวนั้นคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพจริงหรือไม่ เช่น หากชุมชนแห่งหนึ่งต้องการลดผลกระทบจากน้ำท่วม การมีข้อมูลระดับน้ำ ความเสียหายทางเศรษฐกิจ จำนวนครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบ หรือระยะเวลาการฟื้นตัวก่อนเริ่มโครงการ จะช่วยให้สามารถเปรียบเทียบได้อย่างชัดเจนว่าหลังดำเนินมาตรการแล้วสถานการณ์ดีขึ้นเพียงใด

               อย่างไรก็ตาม การกำหนดเส้นฐานด้านภูมิอากาศกลับมีความท้าทายมากกว่าการเก็บข้อมูลทั่วไป เนื่องจากสภาพแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจล้วนเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา จนเกิดสิ่งที่เรียกว่า “เส้นฐานที่เคลื่อนที่” หรือ Moving Baselines กล่าวคือ แม้ในระหว่างที่กำลังดำเนินมาตรการปรับตัว โลกก็ยังคงเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศอย่างต่อเนื่อง ทำให้จุดอ้างอิงเดิมอาจไม่สามารถสะท้อนความเป็นจริงในปัจจุบันได้อย่างครบถ้วน

               นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดที่เรียกว่า “อาการความจำเสื่อมทางระบบนิเวศ” ซึ่งหมายถึงการที่มนุษย์ค่อย ๆ ยอมรับสภาพแวดล้อมที่เสื่อมโทรมลงว่าเป็นเรื่องปกติ เพราะขาดข้อมูลหรือความทรงจำเกี่ยวกับสภาพเดิมในอดีต เมื่อเวลาผ่านไป ผู้คนอาจลืมไปว่าแม่น้ำเคยใสสะอาด ป่าไม้เคยอุดมสมบูรณ์ หรือพื้นที่ชุ่มน้ำเคยมีความหลากหลายทางชีวภาพมากเพียงใด ผลที่ตามมาคือการตั้งเป้าหมายในการฟื้นฟูหรือปรับตัวที่ต่ำเกินไป และไม่เพียงพอต่อการรับมือกับวิกฤตในอนาคต

               ด้วยเหตุนี้ การจัดทำ Baseline Study จึงต้องอาศัยทั้งวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และองค์ความรู้จากชุมชนร่วมกัน ปัจจุบันมีการนำเทคโนโลยีการสำรวจระยะไกลผ่านดาวเทียมมาใช้ในการเก็บข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมอย่างแพร่หลาย เช่น การตรวจวัดสุขภาพป่าด้วยดัชนีความเขียวของพืชพรรณ การใช้เรดาร์ตรวจสอบความชื้นในดิน หรือการติดตามขอบเขตน้ำท่วมผ่านภาพถ่ายดาวเทียม เทคโนโลยีเหล่านี้ช่วยให้สามารถติดตามการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ขนาดใหญ่ได้อย่างแม่นยำและต่อเนื่อง

               ในพื้นที่ที่ขาดข้อมูลย้อนหลัง ยังสามารถใช้วิธีฟื้นฟูข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเอกสารทางราชการ งานวิจัยเก่า ภาพถ่ายทางอากาศ หรือสถิติจากหน่วยงานท้องถิ่น แต่สิ่งที่มีคุณค่าไม่แพ้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ คือ “องค์ความรู้ท้องถิ่น” ของประชาชนในพื้นที่ เพราะชาวบ้านและปราชญ์ชุมชนมักมีประสบการณ์ตรงเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมที่สั่งสมมายาวนาน การลงพื้นที่พูดคุย รับฟัง และรวบรวมข้อมูลจากชุมชนจึงช่วยเติมเต็มช่องว่างของข้อมูลเชิงเทคนิคได้อย่างมีประสิทธิภาพ

               กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนยังมีความสำคัญในอีกมิติหนึ่ง คือ การช่วยให้มองเห็นความเปราะบางที่แตกต่างกันของคนแต่ละกลุ่มในสังคม ไม่ว่าจะเป็นสตรี เด็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้มีรายได้น้อย ซึ่งมักได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติไม่เท่าเทียมกัน การนำข้อมูลเหล่านี้มาประกอบการกำหนดเส้นฐานจะช่วยให้มาตรการปรับตัวมีความเป็นธรรมและเข้าถึงกลุ่มเปราะบางได้อย่างแท้จริง

               สำหรับประเทศไทย รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการติดตามและประเมินผลการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศภายใต้แผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ หรือ National Adaptation Plan (NAP) โดยกำหนดเป้าหมายและตัวชี้วัดใน 6 สาขาหลัก ได้แก่ การจัดการน้ำ การเกษตร การท่องเที่ยว สาธารณสุข ทรัพยากรธรรมชาติ และการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ ตัวอย่างที่ชัดเจนคือภาคการเกษตร ได้ตั้งเป้าลดมูลค่าความเสียหายทางการเกษตรลงร้อยละ 20 เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี การกำหนดเป้าหมายเช่นนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากไม่มีข้อมูลเส้นฐานที่ชัดเจนและเชื่อถือได้

               ในอนาคต ประเทศไทยยังมีเป้าหมายในการพัฒนาฐานข้อมูลกลางและคู่มือมาตรฐานสำหรับการติดตามประเมินผลด้านการปรับตัว เพื่อให้หน่วยงานและชุมชนสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างเหมาะสมกับบริบทของตนเอง เพราะการมีข้อมูลเริ่มต้นที่ถูกต้องไม่เพียงช่วยให้การวางแผนแม่นยำขึ้น แต่ยังช่วยให้การจัดสรรงบประมาณและการช่วยเหลือประชาชนเป็นไปอย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

               ท้ายที่สุดแล้ว Baseline Study ไม่ได้เป็นเพียงขั้นตอนทางเทคนิคในการเก็บข้อมูลเท่านั้น แต่เป็นรากฐานสำคัญของการวางแผนเพื่ออนาคต เพราะหากเราไม่รู้ว่าจุดเริ่มต้นอยู่ตรงไหน เราก็ย่อมไม่สามารถประเมินได้ว่าเราเดินมาไกลเพียงใด และยังไม่อาจรู้ได้ว่าหนทางข้างหน้าจะนำเราไปสู่ความยั่งยืนได้จริงหรือไม่ การมีเส้นฐานที่ชัดเจนจึงเปรียบเสมือนเข็มทิศสำคัญที่ช่วยให้สังคมสามารถก้าวผ่านวิกฤตภูมิอากาศ และสร้างอนาคตที่ยืดหยุ่น มั่นคง และปลอดภัยสำหรับทุกคนได้อย่างแท้จริง

แหล่งอ้างอิง
1. สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (International Institute for Sustainable Development – IISD)
2. หอสมุดแพทยศาสตร์แห่งชาติสหรัฐอเมริกา (National Library of Medicine – NLM)
3. มูลนิธิเฝ้าระวังทางทะเล (Sea Watch Foundation) สหราชอาณาจักร

วิธีรับมือโลกร้อน ทางรอดของทุกคน

               ในปี 2026 นี้ เรากำลังเผชิญกับสภาวะ “โลกเดือด” อย่างเต็มรูปแบบ โดยเฉพาะอิทธิพลจากปรากฏการณ์เอลนีโญ ทำให้ไทยมีอุณหภูมิสูงกว่าปกติและเสี่ยงต่อการเกิดคลื่นความร้อนในหลายพื้นที่ ดังนั้น การปรับตัวเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญ การปรับตัวง่าย ๆ สามารถเริ่มได้จากการดูแลสุขภาพของตนเอง ด้วยการดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพออย่างน้อยวันละ 2-3 ลิตร เพื่อช่วยให้ร่างกายระบายความร้อนและป้องกันโรคลมแดดที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต โดยเฉพาะในช่วงเวลาแดดจัด 11.00 – 15.00 น. ปัจจุบันในกรุงเทพฯ และอีกหลายพื้นที่ก็ได้มีการจัดตั้ง “ห้องหลบร้อน” (BKK Cooling Center) ตามศูนย์บริการสาธารณสุขและสำนักงานเขต เพื่อให้ประชาชนเข้าไปพักผ่อนคลายความร้อนได้
               นอกจากดูแลร่างกายแล้ว การปรับเปลี่ยนที่อยู่อาศัยเพื่อลดการสะสมความร้อนก็เป็นสิ่งสำคัญ โดยติดตั้งฉนวนกันความร้อนใต้หลังคาหรือใช้แผ่นยิปซัมกันความร้อน เพื่อสกัดกั้นรังสีดวงอาทิตย์ไม่ให้เข้าสู่ตัวบ้าน ควบคู่กับการจัดวางเฟอร์นิเจอร์เพื่อเปิดทางให้ลมพัดได้สะดวก และทาสีบ้านโทนอ่อนหรือสีสะท้อนความร้อนเพื่อลดการสะสมความร้อน อีกทั้งการเพิ่มพื้นที่สีเขียวรอบบ้านด้วยการปลูกต้นไม้ให้ร่มเงา ไม่เพียงแต่ช่วยลดอุณหภูมิผิวอาคารได้เท่านั้น แต่ยังช่วยสร้างบรรยากาศที่สดชื่นและลดความเครียดจากสภาพอากาศที่อบอ้าวได้ด้วย
               ในส่วนของความมั่นคงทางอาหารและการจัดการน้ำ เราสามารถเปลี่ยนบทบาทจากผู้ซื้อมาเป็นผู้ผลิตด้วยการทำสวนผักคนเมือง โดยเลือกปลูกพืชที่ทนต่อความร้อนได้ดี เช่น กะเพรา พริกขี้หนู มะเขือเปราะ ซึ่งทำให้มีผักปลอดสารพิษไว้ทานและช่วยลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนได้ และที่สำคัญ คือ การวางแผนสำรองน้ำไว้ใช้ในช่วงฝนทิ้งช่วงด้วยการติดตั้งถังเก็บน้ำฝน รวมถึงใช้อุปกรณ์ประหยัดน้ำในบ้านเพื่อช่วยรักษาทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดให้ผ่านพ้นวิกฤตภัยแล้งได้
               ในยุคดิจิทัลแบบนี้ ข้อมูลข่าวสาร คือ สิ่งสำคัญที่จะทำให้เราก้าวทันภัยพิบัติ ซึ่งแอปพลิเคชันอย่าง ThaiWater หรือ THAI DISASTER ALERT เหมาะกับการใช้ติดตามสถานการณ์น้ำและสภาพอากาศแบบเรียลไทม์ และควรจัดเตรียม “ถุงยังชีพฉุกเฉิน” ที่มีของจำเป็นครบถ้วน ทั้งน้ำดื่ม อาหารแห้ง ยาสามัญ ไฟฉาย และแบตเตอรี่สำรองที่ชาร์จเต็มเสมอ เผื่อในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินจะได้พร้อมรับมือและอพยพได้ทันท่วงทีตามแผนที่วางไว้กับครอบครัว

เพราะการปรับตัวต่อโลกเดือดไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นพลังของทุกคนที่จะร่วมมือกันเปลี่ยน “ความตระหนัก” ให้เป็น “การลงมือทำ” เพื่อให้ประเทศไทยก้าวสู่สังคมที่มีภูมิคุ้มกันต่อวิกฤตภูมิอากาศอย่างยั่งยืน

แหล่งอ้างอิง
1.แนวทางการดำเนินงานชุมชนต้นแบบด้านการปรับตัวจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้านสาธารณสุข ปี 2565 กองประเมินผลกระทบสุขภาพ กรมอนามัย
2.ห้องหลบร้อน Greener Bangkok

การติดตามและประเมินผลโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน เครื่องมือสำคัญในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน

               ในยุคที่สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ภัยธรรมชาติและความเสี่ยงด้านทรัพยากรได้ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของผู้คนในระดับชุมชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วมฉับพลัน ภัยแล้ง ดินถล่ม หรือการเสื่อมโทรมของทรัพยากรชายฝั่ง ปัญหาเหล่านี้ทำให้หลายพื้นเริ่มตระหนักได้ว่า “การรอความช่วยเหลือจากภายนอกเพียงอย่างเดียว” ไม่เพียงพออีกต่อไป ชุมชนจึงต้องมีระบบเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ของตนเอง เพื่อให้สามารถปรับตัวได้อย่างทันท่วงทีและยั่งยืน

               แนวคิด “การติดตามและประเมินผลโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน” หรือ Community-Based Monitoring and Evaluation (CBME) จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน เป็นกระบวนการที่เปิดโอกาสให้ประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วมในการเก็บข้อมูล วิเคราะห์ปัญหา และใช้ข้อมูลเหล่านั้นในการตัดสินใจร่วมกัน ซึ่งไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเพื่อรวบรวมข้อมูลส่งให้หน่วยงานรัฐ แต่เป็นกระบวนการสร้างการเรียนรู้ร่วมกัน และสร้างอำนาจในการจัดการทรัพยากรของคนในชุมชนเอง

               หัวใจสำคัญของ CBME คือ “การสร้างความเข้าใจร่วมกัน” เกี่ยวกับความเสี่ยงและการปรับตัว โดยร่วมกันนิยาม ปัญหาที่กำลังเผชิญคืออะไร ส่งผลกระทบต่อใครบ้าง และควรติดตามเรื่องใดเพื่อให้สามารถรับมือได้อย่างมีประสิทธิภาพ จากนั้นกำหนด “ตัวชี้วัด” ที่เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ โดยผสมผสานทั้งภูมิปัญญาท้องถิ่นและข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ตัวชี้วัดที่ดีควรเรียบง่าย ติดตามได้จริง และเปิดโอกาสให้คนทุกช่วงวัยมีส่วนร่วม เช่น การวัดระดับน้ำฝน การสังเกตความขุ่นของน้ำ การติดตามผลผลิตทางการเกษตร หรือการเปลี่ยนแปลงของชนิดพันธุ์สัตว์น้ำในพื้นที่

               เมื่อได้ตัวชี้วัดแล้ว ขั้นตอนต่อมาคือการออกแบบระบบติดตามข้อมูลที่ต่อเนื่องและโปร่งใส หลายชุมชนเริ่มจากการจัดตั้ง “อาสาสมัครเฝ้าระวัง” ทำหน้าที่บันทึกข้อมูลในพื้นที่อย่างสม่ำเสมอ โดยใช้เครื่องมือที่เรียบง่าย เช่น สมุดบันทึก ป้ายวัดระดับน้ำ หรือเครื่องวัดน้ำฝนแบบพื้นฐาน ขณะเดียวกันประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลที่เข้าถึงง่าย เช่น กลุ่มไลน์หรือแอปพลิเคชันบนโทรศัพท์มือถือ เพื่อสื่อสารข้อมูลแบบเรียลไทม์ระหว่างสมาชิกในชุมชน เมื่อเกิดสถานการณ์ผิดปกติ เช่น ฝนตกหนักหรือน้ำเริ่มเอ่อล้น คนในพื้นที่จะสามารถแจ้งเตือนและเตรียมรับมือได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

               ระบบนี้ไม่ใช่เพียงการ “เก็บข้อมูล” แต่คือการนำข้อมูลกลับมาใช้ประโยชน์ ชุมชนควรมีเวทีประชุมหรือแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ เพื่อร่วมกันวิเคราะห์ว่ามาตรการที่ดำเนินการอยู่ได้ผลหรือไม่ จุดใดที่ยังเป็นปัญหา และควรปรับปรุงอย่างไร กระบวนการเช่นนี้ทำให้ชุมชนสามารถเรียนรู้จากประสบการณ์จริง และปรับแผนการจัดการความเสี่ยงให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

               ตัวอย่างที่สะท้อนความสำเร็จของ CBME ได้อย่างชัดเจน คือ การดำเนินงานของ “เครือข่ายรักษ์พะโต๊ะ” จังหวัดชุมพรเป็นพื้นที่ที่เผชิญกับน้ำท่วมฉับพลันและดินโคลนถล่มอยู่บ่อยครั้ง ชุมชนได้ร่วมกันจัดตั้งระบบติดตามระดับน้ำและปริมาณน้ำฝนด้วยตนเอง โดยติดตั้งสถานีวัดน้ำฝนแบบง่ายในพื้นที่ต้นน้ำและพื้นที่เกษตรกรรม อีกทั้งชุมชนยังใช้ “สุขภาพของระบบนิเวศ” เป็นตัวชี้วัดสำคัญ เช่น การสังเกตความขุ่นของน้ำ การเปลี่ยนแปลงของชนิดพันธุ์ปลา หรือการเสื่อมโทรมของหน้าดิน ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้ชุมชนสามารถคาดการณ์ความเสี่ยงและวางแผนรับมือภัยพิบัติได้แม่นยำมากขึ้น ข้อมูลที่ชุมชนรวบรวมได้จะถูกนำไปจัดทำ “ธรรมนูญชุมชน” และแผนบริหารจัดการลุ่มน้ำที่หน่วยงานรัฐให้การยอมรับ ทำให้เมื่อเกิดพายุหรือฝนตกหนัก ชุมชนสามารถใช้ข้อมูลในการตัดสินใจอพยพและบริหารจัดการน้ำในฝายชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดความสูญเสียทั้งด้านชีวิตและเศรษฐกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม

               อีกตัวอย่างหนึ่ง คือ ชุมชนตำบลท่าหิน อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา ได้ใช้ระบบ CBME ติดตามปัญหาน้ำเค็มรุกล้ำและการกัดเซาะชายฝั่ง โดยจัดทำ “บัญชีต้นทุนทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม” ประเมินผลกระทบต่ออาชีพเกษตรกรรมและประมงพื้นบ้าน พร้อมทั้งพัฒนาตัวชี้วัดด้านรายได้และความมั่นคงทางอาหาร เช่น ปริมาณผลผลิตน้ำตาลโหนด ความหลากหลายของสัตว์น้ำในทะเลสาบสงขลา ทำให้ชุมชนเห็นแนวโน้มว่าแนวทางใดเป็นการปรับตัวที่ยั่งยืน ยกตัวอย่างเช่นการฟื้นฟูป่าโหนดให้เป็นแนวกันลมและเป็นแหล่งรายได้สำรองของครัวเรือน

               อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของระบบติดตามภาคประชาชนขึ้นอยู่กับ “ความเป็นเจ้าของข้อมูล” ของคนในชุมชน หากประชาชนมองเห็นว่าข้อมูลเหล่านี้คือเครื่องมือในการปกป้องวิถีชีวิต ทรัพยากร และอนาคตของตนเอง ระบบ CBME จึงจะสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างยั่งยืน และเป็นพลังสำคัญในการเจรจาต่อรองกับหน่วยงานรัฐเพื่อขอรับการสนับสนุนด้านงบประมาณและนโยบาย

               ในขณะที่ นักวิชาการหรือผู้เชี่ยวชาญควรทำหน้าที่เป็น “ผู้อำนวยความสะดวก” เพื่อแปลข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ซับซ้อนให้เข้าใจง่าย และเชื่อมโยงข้อมูลจากชุมชนให้สามารถนำไปใช้ในระดับนโยบายได้จริง การเชื่อมต่อระหว่างความรู้ท้องถิ่นกับความรู้ทางวิชาการ จะทำให้การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของไทยไม่ใช่เพียงแผนงานบนกระดาษ แต่เป็นกระบวนการเรียนรู้และร่วมกันลงมือทำของคนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง

               จะเห็นได้ว่า ระบบติดตามและประเมินผลภาคประชาชนไม่ใช่เรื่องซับซ้อนหรือไกลตัว หากเริ่มต้นจากสิ่งง่าย ๆ ที่ชุมชนทำได้เอง เช่น การสังเกต การจดบันทึก และการพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลร่วมกัน เพราะเมื่อชุมชนสามารถ “รู้ทัน” ความเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ตนเอง ก็จะสามารถ “ปรับตัว” ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างความมั่นคงให้แก่ทรัพยากร วิถีชีวิต และอนาคตของชุมชนได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว

แหล่งอ้างอิง
1. สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.)
2. สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI)
3. มูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์
4.มูลนิธิชุมชนสงขลา

ส่องจากฟ้าดูการเปลี่ยนแปลง การใช้โดรนและภาพถ่ายดาวเทียมติดตาม ร่องรอยการพัฒนา

               ในยุคที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกลายเป็นความท้าทายสำคัญของโลก การวางแผนรับมือและปรับตัวจำเป็นต้องอาศัยข้อมูลที่แม่นยำ รวดเร็ว และตรวจสอบได้ เทคโนโลยีการสำรวจจากระยะไกล เช่น ภาพถ่ายดาวเทียมและโดรน จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในฐานะ “ดวงตาจากฟ้า” ช่วยติดตามการพัฒนาและประเมินผลมาตรการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ให้เห็นภาพรวมของการเปลี่ยนแปลงในระยะยาว สามารถลงลึกถึงรายละเอียดเฉพาะพื้นที่ ทำให้ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนสามารถใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจได้อย่างแม่นยำมากขึ้น
               การผสมผสานเทคโนโลยี ทั้งภาพถ่ายดาวเทียม เพื่อติดตามการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ขนาดใหญ่ต่อเนื่องเป็นเวลานานหลายสิบปี และโดรน เพื่อเก็บข้อมูลที่มีความละเอียดสูง สามารถบินสำรวจในระดับต่ำช่วยให้มองเห็นรายละเอียดที่ดาวเทียมอาจตรวจจับไม่ได้ จึงกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้าง “ระบบนิเวศข้อมูล” เพื่อรับมือกับภาวะโลกเดือดอย่างมีประสิทธิภาพ
               หนึ่งในตัวอย่างสำคัญของประเทศไทย คือ การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอวกาศในภาคเกษตรกรรมผ่านแพลตฟอร์ม “Dragonfly” ของสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ หรือ GISTDA ซึ่งใช้ข้อมูลจากดาวเทียมในการติดตามสุขภาพพืชพรรณทุก ๆ 5 วัน ช่วยให้เกษตรกรสามารถวางแผนการใช้น้ำ ปุ๋ย และการจัดการแปลงเพาะปลูกได้แม่นยำขึ้น ท่ามกลางสภาพอากาศที่แปรปรวนและภัยแล้งที่เกิดบ่อยครั้งมากขึ้น นอกจากนี้ ยังมีการใช้ดาวเทียมเรดาร์เพื่อติดตามการทำนาแบบ “เปียกสลับแห้ง” เป็นแนวทางการเพาะปลูกที่ช่วยประหยัดน้ำ และช่วยลดการปล่อยก๊าซมีเทนจากนาข้าว ข้อมูลจากดาวเทียมและโดรนจึงไม่เพียงเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร แต่ยังเป็นหลักฐานสำคัญที่สนับสนุนการเข้าถึงตลาดคาร์บอนเครดิตของเกษตรกรไทยในอนาคตอีกด้วย
               ในด้านการจัดการเมืองและภัยพิบัติ ในกรุงเทพมหานครมีตัวอย่างที่สะท้อนบทบาทของเทคโนโลยีเหล่านี้ได้อย่างชัดเจน ปัญหา “ปรากฏการณ์เกาะความร้อนเมือง” หรือ Urban Heat Island อุณหภูมิในเขตเมืองสูงกว่าพื้นที่โดยรอบ ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชน ข้อมูลจากดาวเทียม Landsat ถูกนำมาใช้วิเคราะห์พื้นที่ที่มีอุณหภูมิสูงผิดปกติ เช่น เขตปทุมวันและบางรัก เพื่อกำหนดจุดเพิ่มพื้นที่สีเขียวหรือวางแผนลดความร้อนในเมืองอย่างตรงจุด เมื่อมีการดำเนินมาตรการต่าง ๆ เช่น การทาสีสะท้อนความร้อนบนหลังคาอาคารหรือพื้นผิวทางเท้า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังสามารถใช้โดรนติดตั้งกล้องตรวจวัดความร้อนบินสำรวจเพื่อตรวจสอบผลลัพธ์ได้ทันที ทำให้การประเมินประสิทธิภาพของมาตรการต่าง ๆ เป็นไปอย่างรวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น ขณะเดียวกัน ในช่วงหลังเกิดภัยพิบัติ เช่น น้ำท่วมหรือพายุรุนแรง โดรนยังช่วยสำรวจพื้นที่ที่เข้าถึงยากและประเมินความเสียหายได้อย่างปลอดภัย ข้อมูลที่ได้สามารถนำไปใช้ปรับปรุงระบบระบายน้ำ การวางผังเมือง และการออกแบบอาคารให้สามารถรองรับสภาพอากาศสุดขั้วในอนาคตได้ดียิ่งขึ้น
               สำหรับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เทคโนโลยีสำรวจจากระยะไกลมีบทบาทอย่างมากในการติดตามการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ป่าไม้และชายฝั่งทะเล โครงการ “CarbonAtlas-THA” เป็นตัวอย่างของการนำภาพถ่ายดาวเทียมมาบูรณาการร่วมกับโดรนและเทคโนโลยี LiDAR (Light Detection and Ranging) เพื่อสร้างแบบจำลองสามมิติของพื้นที่ป่า และประเมินปริมาณการกักเก็บคาร์บอนของป่าไม้ทั่วประเทศได้อย่างแม่นยำ อีกทั้งยังช่วยลดต้นทุนการสำรวจภาคสนามได้มากถึงร้อยละ 7 ในพื้นที่ชายฝั่งอ่าวไทยตอนบนที่เผชิญปัญหาการกัดเซาะอย่างต่อเนื่อง การใช้ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมย้อนหลังมากกว่า 30 ปี ร่วมกับโดรนสร้างแบบจำลองสามมิติ สามารถติดตามผลของมาตรการป้องกันชายฝั่ง เช่น การปลูกป่าชายเลนหรือการปักไม้ไผ่ชะลอคลื่น ได้อย่างชัดเจนว่าช่วยลดการสูญเสียพื้นที่ชายฝั่งและฟื้นฟูสมดุลของระบบนิเวศได้มากน้อยเพียงใด
               เทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียมและโดรนจึงไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือสำหรับการบันทึกภาพจากมุมสูงเท่านั้น แต่ยังสร้างฐานข้อมูลที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และสามารถนำมาใช้วางแผนพัฒนาอย่างยั่งยืน การมีข้อมูลที่แม่นยำและทันสมัยช่วยให้การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งในภาคเกษตรกรรม การจัดการเมือง การรับมือภัยพิบัติ และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ
               ดังนั้น การใช้เทคโนโลยีสำรวจจากระยะไกลเพื่อติดตาม “การพัฒนา” คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถก้าวสู่อนาคตที่ยั่งยืน พร้อมรับมือกับความท้าทายจากสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้นได้อย่างมั่นคงและมั่นใจ

แหล่งอ้างอิง
1. กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม
2. สถาบันการพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน (สพท.)
3. ธนาคารโลก (อังกฤษ: World Bank)

5 ขั้นตอน ประเมินความคุ้มค่าของโครงการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ

               วิกฤตการณ์สภาพภูมิอากาศในปัจจุบัน ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาเรื่องอุณหภูมิที่สูงขึ้น ภัยแล้ง น้ำท่วม หรือพายุรุนแรงเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องโดยตรงกับ “งบประมาณของประเทศ” และ “คุณภาพชีวิตของประชาชน” เพราะรัฐบาลจำเป็นต้องใช้งบประมาณจำนวนมหาศาลเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้สังคมสามารถอยู่รอดและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศได้ จึงไม่ใช่เพียงว่า “รัฐใช้งบประมาณเท่าไร” แต่คือ “งบประมาณเหล่านั้นถูกใช้ได้ตรงจุดและคุ้มค่าหรือไม่” โดยเฉพาะในยุคที่ทุกบาททุกสตางค์มาจากภาษีของประชาชน การติดตามเส้นทางการใช้เงินด้านภูมิอากาศจึงกลายเป็นเรื่องจำเป็น

               แนวทางจากธนาคารโลก (World Bank) และคู่มือของโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ได้เสนอหลักการสำคัญในการ “ตามรอยเงิน” สำหรับโครงการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งสามารถสรุปได้เป็น 5 ขั้นตอน ดังนี้
               1. การคัดกรองว่าโครงการใดเป็น “โครงการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ” อย่างแท้จริง เพราะในหลายกรณี โครงการพัฒนาทั่วไปอาจถูกนำมาอ้างว่าเกี่ยวข้องกับภูมิอากาศ ทั้งที่ไม่ได้ช่วยลดความเสี่ยงให้ประชาชนโดยตรง เกณฑ์สำคัญที่ใช้พิจารณามี 3 ประเด็น ได้แก่ โครงการต้องระบุความเสี่ยงด้านภูมิอากาศอย่างชัดเจน เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ง หรือคลื่นความร้อน ต้องแสดงวัตถุประสงค์ว่าจะช่วยลดความเสี่ยงดังกล่าวอย่างไร กิจกรรมของโครงการต้องเชื่อมโยงกับปัญหาที่ต้องการแก้จริง การระบุโครงการอย่างชัดเจนช่วยให้การใช้งบประมาณมีเป้าหมายที่ตรวจสอบได้ และลดปัญหาการใช้งบประมาณแบบไม่ตรงประเด็น
               2. การจัดประเภทงบประมาณผ่านระบบ Climate Budget Tagging (CBT) ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้รัฐสามารถมองเห็นว่า งบประมาณส่วนใดถูกใช้เพื่อการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศจริง ระบบนี้จะกำหนด “น้ำหนัก” ของโครงการตามระดับความเกี่ยวข้อง อาทิ โครงการที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการปรับตัว เช่น ระบบเตือนภัยล่วงหน้า หรือฐานข้อมูลสภาพภูมิอากาศ อาจได้รับการนับงบประมาณ 100% โครงการที่มีเป้าหมายร่วม เช่น การพัฒนาเกษตรที่ช่วยทั้งเพิ่มรายได้และรับมือภัยแล้ง อาจได้รับการนับเพียงบางส่วน และโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่มีการผนวกมาตรการปรับตัวเข้าไป เช่น ถนนที่ออกแบบให้รองรับน้ำทะเลหนุน อาจนับเฉพาะต้นทุนส่วนเพิ่มด้านการปรับตัว แนวทางนี้ช่วยลดการรายงานตัวเลขงบประมาณเกินจริง ทำให้เห็นภาพรวมของการลงทุนด้านภูมิอากาศได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
               3. การติดตามว่าเงินถูกส่งต่อไปยังหน่วยงานใดและถูกใช้จริงอย่างไร แนวคิดเรื่อง “เส้นทางการไหลของเงิน” ช่วยให้สามารถตรวจสอบได้ว่า งบประมาณที่ตั้งไว้ถูกใช้ตามวัตถุประสงค์หรือไม่ รวมถึงลดความเสี่ยงด้านความไม่โปร่งใส ในประเทศไทยแนวทางสำคัญที่กำลังได้รับความสนใจ คือ การจัดตั้ง “กองทุนการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” หรือ Climate Fund ภายใต้ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. … ซึ่งช่วยให้เงินด้านภูมิอากาศถูกจัดสรรอย่างเป็นระบบและตรวจสอบได้ง่ายขึ้น หากมีกลไกกำกับดูแลที่เปิดให้หลายภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม ก็จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนได้มากขึ้นว่าเงินถูกใช้เพื่อประโยชน์สาธารณะอย่างแท้จริง
               4. การประเมินความคุ้มค่า การใช้งบประมาณด้านภูมิอากาศไม่ควรวัดเพียงว่า “ใช้เงินไปเท่าไร” แต่ต้องประเมินด้วยว่า “ผลลัพธ์ที่ได้คุ้มค่าหรือไม่” หลักการประเมินความคุ้มค่า หรือ Value for Money (VfM) มักพิจารณาจากแนวคิด 4Es ได้แก่ ความประหยัด (Economy) ประสิทธิภาพ (Efficiency) ประสิทธิผล (Effectiveness) และความเท่าเทียม (Equity) นอกจากนี้ ยังมีเครื่องมือวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์ เช่น การวิเคราะห์ต้นทุน – ผลประโยชน์ (Cost-Benefit Analysis: CBA) หรือการประเมินผลตอบแทนทางสังคม (Social Return on Investment: SROI) การประเมินเหล่านี้ช่วยให้รัฐสามารถเปรียบเทียบได้ว่า มาตรการใดให้ผลลัพธ์ดีที่สุด และควรได้รับการสนับสนุนในระยะยาว
               5. การรายงานผลลัพธ์ คือ เปลี่ยนจากการ “นับกิจกรรม” ไปสู่การ “วัดผลลัพธ์” ที่ผ่านมา หลายโครงการมักรายงานผลสำเร็จจากจำนวนสิ่งที่สร้างขึ้น เช่น จำนวนเขื่อน จำนวนคลอง หรือจำนวนกิจกรรมอบรม แต่ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้สะท้อนว่า ประชาชนมีความปลอดภัยมากขึ้นจริงหรือไม่ ตัวชี้วัดที่มีความหมายมากกว่า เช่น จำนวนวันที่น้ำท่วมลดลง ความเสียหายทางเศรษฐกิจที่ลดลง รายได้ของเกษตรกรที่มีเสถียรภาพมากขึ้น คุณภาพชีวิตของประชาชนดีขึ้น การวัดผลลัพธ์เช่นนี้ช่วยให้เห็นผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงและสะท้อนทั้งผลดีและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ

               สิ่งสำคัญที่สุดของการติดตามงบประมาณด้านภูมิอากาศ คือ “ความโปร่งใส” และ “การมีส่วนร่วมของประชาชน” ข้อมูลการใช้งบประมาณควรถูกเปิดเผยในรูปแบบที่ประชาชนเข้าใจได้ง่าย ไม่ควรถูกเก็บไว้เฉพาะในรายงานทางราชการที่เข้าถึงยาก และสามารถร่วมตรวจสอบได้ เพราะในยุคที่โลกกำลังเผชิญความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้นทุกปี การใช้เงินอย่างตรงจุดและคุ้มค่า ไม่ใช่เพียงเรื่องของการบริหารงบประมาณ แต่คือการลงทุนเพื่อความอยู่รอดและอนาคตของสังคมโดยรวม

แหล่งอ้างอิง
1. กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม
2. โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (United Nations Development Programme: UNDP)
3. กองทุนด้านการปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Adaptation Fund)

พร้อมแค่ไหนเมื่อภัยมา ประเมินความยืดหยุ่น ชุมชนพื้นที่ต้นแบบที่พร้อมรับมือทุกวิกฤต

               ในวันที่โลกต้องเผชิญกับความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศอย่างรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม ภัยแล้ง โรคระบาด หรือคลื่นความร้อน การพัฒนาชุมชนให้ “สวยงาม” เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป สิ่งสำคัญที่ทุกพื้นที่ต้องมีควบคู่กัน คือ “ความยืดหยุ่น” หรือ Resilience ซึ่งหมายถึงความสามารถของชุมชนในการเตรียมพร้อม รับมือ และฟื้นตัวจากวิกฤตได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืน
               การประเมินความยืดหยุ่นของชุมชน เป็นเครื่องมือสำคัญในการค้นหาจุดแข็ง จุดอ่อน และกำหนดแนวทางรับมือกับความเสี่ยงในอนาคต โดยต้องพิจารณาหลายมิติ ทั้งทรัพยากรธรรมชาติ ระบบสาธารณูปโภค เศรษฐกิจท้องถิ่น ความร่วมมือของคนในชุมชน ตลอดจนศักยภาพของหน่วยงานภาครัฐในการจัดการภัยพิบัติ
               ชุมชนต้นแบบที่มีการปรับตัวอย่างน่าสนใจคือ “ทุ่งรังสิต” จังหวัดปทุมธานี พื้นที่เกษตรกรรมรอยต่อ เมืองที่เผชิญทั้งปัญหาน้ำเสีย ขยะ และผลกระทบจากโควิด-19 ได้นำเครื่องมือ Community-Based Resilience Analysis หรือ CoBRA มาใช้ประเมินศักยภาพของชุมชนที่มีผลความยืดหยุ่นในระดับปานกลาง จุดแข็งสำคัญ คือความหลากหลายของอาชีพและการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร แต่ยังมีความเปราะบางจากการขยายตัวของเมืองที่รวดเร็ว จนส่งผลต่อพื้นที่เกษตรและวิถีชีวิตดั้งเดิม
               อีกตัวอย่างหนึ่งคือ “เกาะกลาง” จังหวัดกระบี่ พื้นที่ชุมชนมุสลิมที่มีเสน่ห์ด้านวัฒนธรรมและธรรมชาติ ต้องเผชิญกับปัญหาน้ำทะเลหนุนสูง ใช้แนวทางการปรับตัวโดยอาศัยระบบนิเวศ หรือ Ecosystem-based Adaptation (EbA) ผ่านการอนุรักษ์ป่าชายเลนเพื่อเป็นแนวป้องกันธรรมชาติ รวมถึงการปรับเปลี่ยนพันธุ์ข้าวให้เก็บเกี่ยวได้เร็วและลดความเสียหายจากน้ำเค็ม แนวทางดังกล่าวไม่เพียงช่วยให้ชุมชนอยู่รอด แต่ยังรักษาวิถีชีวิตและความงดงามของพื้นที่ไว้ได้ พร้อมต่อยอดสู่การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน
               ในระดับเมือง เทศบาลหลายแห่ง เช่น หาดใหญ่ อุดรธานี และภูเก็ต ได้นำเครื่องมือ Local Government Self-Assessment Tool หรือ LGSAT มาใช้ประเมินศักยภาพในการจัดการภัยพิบัติขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทำให้สามารถมองเห็นช่องว่างด้านงบประมาณ เทคโนโลยี และโครงสร้างพื้นฐาน นำไปสู่การพัฒนาเมืองสีเขียวและเมืองฟองน้ำ เพื่อลดความเสี่ยงจากน้ำท่วมและคลื่นความร้อนอย่างเป็นระบบ
               ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า “ความยืดหยุ่น” ไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง แต่คือความร่วมมือของคนในชุมชน ภาครัฐ และทุกภาคส่วนในการร่วมกันออกแบบอนาคตที่ปลอดภัยและยั่งยืน การติดตาม ประเมินผล และเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะเป้าหมายของการสร้างชุมชนที่ยั่งยืน ไม่ใช่เพียงการมีภูมิทัศน์ที่สวยงาม แต่คือการมีรากฐานที่แข็งแรงพอจะรับมือและก้าวผ่านทุกวิกฤตที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

แหล่งอ้างอิง
1. Disaster Resilience Framework, National Institute of Standards and Technology
2. Community-Based Resilience Analysis (CoBRA) to Hazard Disruption: Case Study of a Peri-Urban Agricultural Community in Thailand
3. Building and Measuring Community Resilience: Actions for Communities and the Gulf Research Program.

วัดผลอย่างไร เมื่อความเสียหายไม่ใช่เพียงตัวเลขทางการเงิน

               เมื่อกล่าวถึงภัยพิบัติจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภาพที่มักปรากฏในหนังสือหรือรายงานภาครัฐ คือ ตัวเลขความเสียหายทางเศรษฐกิจมูลค่าหลายพันล้านบาท ไม่ว่าจะเป็นบ้านเรือนที่พังเสียหาย พื้นที่เกษตรที่ถูกน้ำท่วม หรือโครงสร้างพื้นฐานที่ต้องใช้งบประมาณมหาศาลในการฟื้นฟู ในความเป็นจริงความสูญเสียที่ลึกซึ้งและรุนแรงที่สุดกลับเป็นสิ่งที่ไม่สามารถตีราคาเป็นตัวเงินได้ ที่เรียกว่า “ความสูญเสียและความเสียหายที่ไม่ใช่เชิงเศรษฐกิจ” (Non-Economic Loss and Damage: NELD) ครอบคลุมตั้งแต่การสูญเสียชีวิต สุขภาพจิตที่ย่ำแย่ การสูญสิ้นมรดกทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น การเสื่อมสลายของระบบนิเวศ ไปจนถึงการสูญเสียความสัมพันธ์ในชุมชนและความรู้สึกผูกพันต่อถิ่นฐาน สิ่งเหล่านี้แม้จะไม่มี “ราคาตลาด” แต่กลับเป็นรากฐานสำคัญของคุณภาพชีวิตมนุษย์ และเมื่อสูญเสียไปแล้ว บางครั้งไม่สามารถเยียวยาได้ด้วยเงินเพียงอย่างเดียว
               อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญคือ เราจะ “วัดผล” ความเสียหายที่ประเมินค่าไม่ได้เหล่านี้อย่างไร เพื่อให้เกิดการช่วยเหลือและวางนโยบายอย่างเหมาะสม ปัจจุบันจึงเริ่มมีการพัฒนาเครื่องมือและวิธีติดตามผล NELD ในหลายมิติ ทั้งการประเมินด้านสุขภาพจิตและคุณภาพชีวิตไม่ได้จำกัดเพียงจำนวนผู้เสียชีวิตหรือผู้บาดเจ็บอีกต่อไป แต่เริ่มใช้แบบประเมินมาตรฐานสากล WHO-5 วัดสุขภาวะทางจิตเชิงบวก และ Kessler 10 ประเมินระดับความทุกข์ทางจิตใจ เครื่องมือเหล่านี้สะท้อนว่าภัยพิบัติอาจทิ้งบาดแผลทางอารมณ์และความเครียดสะสมไว้กับชุมชน แม้เหตุการณ์จะผ่านไปนานแล้วก็ตาม ด้านทรัพยากรธรรมชาติและมรดกทางวัฒนธรรม เทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างภาพถ่ายดาวเทียมและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ถูกนำมาใช้ติดตามการเสื่อมสภาพของพื้นที่ป่าชายเลน แนวปะการัง หรือโบราณสถานสำคัญ ให้สามารถประเมินผลกระทบได้อย่างต่อเนื่อง ด้านทุนทางสังคม นักวิจัยจำนวนมากเริ่มให้ความสำคัญกับการลงพื้นที่และรับฟังเสียงของชุมชนผ่านกระบวนการ “Most Significant Change” (MSC) ซึ่งเป็นการเก็บเรื่องเล่าจากผู้ได้รับผลกระทบ เพื่อค้นหาว่าสิ่งใดคือคุณค่าที่ชุมชนหวงแหนที่สุด และภัยพิบัติได้พรากสิ่งเหล่านั้นไปอย่างไร
               กรณีศึกษาการกัดเซาะชายฝั่งในเขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร สะท้อนภาพของ NELD ได้อย่างชัดเจน ความเสียหายไม่ได้มีเพียงแค่พื้นที่ดินที่ถูกทะเลกลืนกิน แต่ยังรวมถึง “ทุนทางสังคม” ที่ค่อย ๆ พังทลายลง ชาวบ้านจำนวนมากไม่มีเงินเพียงพอสำหรับสร้างเขื่อนป้องกันคลื่น จึงต้องกู้หนี้เพิ่มขึ้น ขณะที่บางครัวเรือนพยายามสร้างแนวป้องกันน้ำด้วยตนเอง ส่งผลให้แรงคลื่นกระทบบ้านข้างเคียงและก่อให้เกิดความขัดแย้งในชุมชน ความสัมพันธ์ที่เคยช่วยเหลือเกื้อกูลกันกลับแตกร้าวลงจากการดิ้นรนเอาตัวรอด เช่นเดียวกับบทเรียนจากมหาอุทกภัยปีพ.ศ. 2554 แม้ความเสียหายทางเศรษฐกิจจะได้รับการสรุปและชดเชยไปแล้ว แต่ผลกระทบด้านสุขภาพจิตยังคงหลงเหลืออยู่ ผลการศึกษาพบว่า ผู้ที่เผชิญน้ำท่วมขังเป็นเวลานานกว่า 2 สัปดาห์ มีความเสี่ยงต่อภาวะป่วยทางจิตสูงกว่าปกติอย่างมีนัยสำคัญ ผู้สูงอายุจำนวนหนึ่งยังเผชิญปัญหาด้านความจำและการรับรู้ที่ถดถอยลงในระยะยาว ซึ่งเป็น “ความเสียหายแฝง” ที่แทบไม่ถูกนับรวมในระบบการเยียวยาแบบเดิม
               ในมิติสิ่งแวดล้อม ความร้อนในมหาสมุทรที่เพิ่มสูงขึ้นทำให้แนวปะการังของไทยเกิดปรากฏการณ์ฟอกขาวซ้ำซาก แนวปะการังไม่ใช่เพียงแหล่งท่องเที่ยวหรือทรัพยากรเศรษฐกิจ แต่ยังเป็น “มรดกทางธรรมชาติ” ที่หล่อเลี้ยงระบบนิเวศทางทะเล การสูญเสียเหล่านี้ไม่อาจฟื้นคืนได้ง่ายด้วยการปลูกปะการังใหม่เพียงอย่างเดียวจนสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพอย่างต่อเนื่อง จึงเริ่มมีการใช้เทคนิคธนาคารพันธุกรรมและการแช่แข็งตัวอ่อนเพื่อรักษาความหลากหลายของสายพันธุ์เอาไว้
               ดังนั้น การวัดความเสียหายที่ไม่ใช่ตัวเงินจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของสถิติหรือวิชาการ แต่เป็นหัวใจสำคัญของ “ความยุติธรรมทางภูมิอากาศ” เพราะช่วยให้สังคมมองเห็นว่า ผู้เปราะบางต้องแบกรับผลกระทบมากกว่าที่ตัวเลขทางเศรษฐกิจ สะท้อนการที่ประเทศไทยเริ่มนำตัวชี้วัดด้านสุขภาพจิต ภูมิปัญญาท้องถิ่น และความหลากหลายทางชีวภาพเข้าสู่แผนระดับชาติ ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้การเยียวยาในอนาคตครอบคลุมทุกมิติของความเป็นมนุษย์ ไม่ใช่เพียงการชดเชยด้วยตัวเลขทางการเงินเท่านั้น

แหล่งอ้างอิง
1. The case for a values-based understanding of loss and damage, the International Centre for Climate Change and Development (ICCCAD)
2. Non-Economic Loss and Damage in the Context of Climate Change Understanding the Challenges, German Development institute
3. The United Nations Framework Convention on Climate Change (UNFCCC)

กรมลดโลกร้อน ร่วมงานวันป่าชุมชนแห่งชาติ ปี 69 ชูแนวคิด “สร้างสุข สร้างรายได้ สร้างอนาคต” มุ่งเป้าป่าชุมชน 12,000 แห่งทั่วประเทศ สู่ฐานเศรษฐกิจสีเขียวที่ยั่งยืน

               วันที่ 25 พฤษภาคม 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ร่วมงาน “วันป่าชุมชนแห่งชาติ” ประจำปี พ.ศ. 2569 ภายใต้แนวคิด “Community Forest Based Wellness : ป่าชุมชน สร้างสุข สร้างรายได้ สร้างอนาคต” ณ ศูนย์สมุททานุภาพกองทัพเรือ จังหวัดชลบุรี โดยมี นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วย นายนริศ นิรามัยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี และ นายอนันต์ ปรีดาสุทธิจิต สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จ. ชลบุรี ให้การต้อนรับ โอกาสนี้ ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คณะผู้บริหารในสังกัด หัวหน้าส่วนราชการ เจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ ตลอดจนเครือข่ายป่าชุมชนเข้าร่วมงาน โดยการจัดงานครั้งนี้ มุ่งเน้นส่งเสริมให้ประชาชนอยู่ร่วมกับป่าอย่างเกื้อกูลตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง พร้อมยกระดับป่าชุมชนกว่า 1.2 หมื่นแห่ง ให้เป็นรากฐานความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมของประเทศอย่างยั่งยืน
               นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) เปิดเผยว่า รัฐบาลโดยท่านนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีระกุล ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทรัพยากรป่าไม้ โดยเฉพาะการส่งเสริมบทบาทของชุมชนในการดูแลรักษาป่าตามพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. 2562 ซึ่งปัจจุบันมีการจัดตั้งป่าชุมชนกระจายอยู่ทุกภูมิภาคกว่า 12,000 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่ 7 ล้านไร่ มีประชาชนได้รับประโยชน์กว่า 5 ล้านครัวเรือน การจัดงานในครั้งนี้ จึงเป็นการแสดงออกถึงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย ที่ทรงวางรากฐานตามแนวพระราชดำริด้านการอนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรป่าไม้ มุ่งเน้นให้เกิดความสมดุลระหว่างการดูแลรักษาและการใช้ประโยชน์อย่างเกื้อกูล เพื่อให้ประชาชนสามารถอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างยั่งยืนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง อีกทั้งยังเป็นฐานทรัพยากรที่สำคัญในการกักเก็บคาร์บอน ช่วยลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อส่งต่อมรดกทางธรรมชาติที่สมบูรณ์นี้ให้แก่รุ่นลูกหลานต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ร่วมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมการดักจับคาร์บอนไดออกไซด์ ระดับนำร่อง และการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ของไทยสู่การปลดปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ระหว่าง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและสมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทย

               วันที่ 25 พฤษภาคม 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (อสส.) กล่าวแสดงความยินดีในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมการดักจับคาร์บอนไดออกไซด์ ระดับนำร่อง และการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ของไทยสู่การปลดปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ระหว่าง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดย ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทย (TCMA) โดย นายสุรชัย นิ่มละออ นายกสมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทย (TCMA) พร้อมด้วยนายศิวัช แก้วเจริญ ผู้อำนวยการกองขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจก และเจ้าหน้าที่ สส. ณ ห้อง 105 อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
               บันทึกข้อตกลงความร่วมมือฯ ฉบับนี้ เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “Decarbonization of the Cement and Concrete Sectors in Thailand” ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากรัฐบาลแคนาดา ผ่านหน่วยงาน Environment and Climate Change Canada (ECCC) โดยมีองค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (UNIDO) เป็นหน่วยบริหารโครงการ เพื่อผลักดันการลงทุนและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีลดคาร์บอนในภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะเทคโนโลยีดักจับคาร์บอน (Carbon Capture Technology) โดยทั้งสองฝ่ายจะร่วมดำเนินโครงการทดสอบและสาธิตหน่วยดักจับคาร์บอนไดออกไซด์แบบเคลื่อนที่ (Mobile Carbon Capture Unit) ในโรงงานอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ของบริษัทสมาชิก TCMA พร้อมทั้งร่วมกันพัฒนาองค์ความรู้ งานวิจัย บุคลากร และข้อมูลเชิงเทคนิค เพื่อรองรับการขยายผลเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำในระดับอุตสาหกรรมในอนาคต นอกจากนี้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจะทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาด้านวิชาการและเทคนิค สนับสนุนการออกแบบการทดลอง การวิเคราะห์ข้อมูล และการพัฒนาองค์ความรู้ ขณะที่ TCMA จะสนับสนุนสถานที่ บุคลากร และทรัพยากรสำหรับการติดตั้งและดำเนินงานภาคสนาม ความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญในการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาคอุตสาหกรรมและภาคการศึกษา เพื่อยกระดับขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำของประเทศไทย และเสริมบทบาทของไทยในระดับอาเซียนและเวทีโลกด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ อสส. ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนโดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของเทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอนคาร์บอนไดออกไซด์ (CCS) ที่จะขับเคลื่อนประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ CCS Hub Model เพื่อนำไปสู่การบรรลุเป้าหมาย Net Zero ในปี ค.ศ.2050

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”