รมว.สุชาติ มอบรองปลัดฯ ปรีญาพร มอบประกาศนียบัตร “ปธส. 11 – 12” เติมอาวุธซีอีโอยุคใหม่ พลิกวิกฤตโลกเดือดสู่โอกาสธุรกิจ สร้างผู้นำธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อมขับเคลื่อนประเทศสู่ Net Zero

               29 มิถุนายน 2569 – กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) โดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดงานเสวนา “CEO ยุคใหม่ กับการเปลี่ยนความท้าทายด้านภูมิอากาศ ให้เป็นโอกาสทางธุรกิจ” และ พิธีมอบประกาศนียบัตรและเข็มวิทยฐานะแก่ผู้สำเร็จการอบรมหลักสูตรประกาศนียบัตรธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อมสำหรับนักบริหารระดับสูง (ปธส.) รุ่นที่ 11 และรุ่นที่ 12 ณ ห้องมัฆวานรังสรรค์ สโมสรทหารบก (วิภาวดี) กรุงเทพฯ เพื่อสร้างภาคีความร่วมมือของผู้นำยุคใหม่ในการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
               นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มอบหมายให้ นางสาวปรีญาพร สุวรรณเกษ รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานในพิธี กล่าวแสดงความยินดีและมอบโอวาทแก่ผู้สำเร็จการอบรม โดยเน้นย้ำว่า ประเด็นการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นวาระสำคัญในทุกเวทีการเจรจาระดับโลก แม้ประเทศไทยจะปล่อยก๊าซเรือนกระจกในสัดส่วนที่น้อย แต่เราเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความเสี่ยงสูงที่จะได้รับผลกระทบอันดับต้น ๆ การเตรียมพร้อมรับมือและมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากขาดวิสัยทัศน์และการมีส่วนร่วมของผู้บริหารระดับสูง “กระทรวงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าผู้สำเร็จการอบรมทุกท่านจะเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง เป็นต้นแบบธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อมที่ช่วยขับเคลื่อนประเทศ โดยยึดหลักความสมดุลระหว่างการอนุรักษ์ การพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน เพื่อร่วมสร้างความร่วมมือในการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมไปสู่ความยั่งยืนต่อไป” รองปลัด ทส. กล่าว
               ด้าน ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า หลักสูตร ปธส. มุ่งเน้นการเสริมสร้างศักยภาพนักบริหารระดับสูง ทั้งจากภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ เอกชน สื่อมวลชน และสถาบันการศึกษา ให้มีความรู้ความเข้าใจทักษะการบริหารจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างรอบด้านตามหลักธรรมาภิบาล เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนนโยบายไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม โดยในวันนี้มีผู้เข้ารับประกาศนียบัตรและเข็มวิทยฐานะจาก รุ่นที่ 11 จำนวน 77 ท่าน และรุ่นที่ 12 จำนวน 93 ท่าน รวมทั้งสิ้น 170 ท่าน สำหรับกิจกรรมภายในงานช่วงเช้า ได้มีการจัดเวทีเสวนาไฮไลท์ในหัวข้อ “CEO ยุคใหม่ กับการเปลี่ยนความท้าทายด้านภูมิอากาศ ให้เป็นโอกาสทางธุรกิจ” โดยได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิระดับประเทศ ได้แก่ ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย, คุณวัธ จิรโรจน์ จากธุรกิจ SC Grand และ ศ.ดร.พิสุทธิ์ เพียรมนกุล รองคณบดีด้านความยั่งยืนและการมีส่วนร่วมของสังคม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้อำนวยการสถาบันคาร์บอนเพื่อความยั่งยืน จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาร่วมแลกเปลี่ยนกลยุทธ์การปรับตัวของภาคธุรกิจ แนวโน้มด้านสิ่งแวดล้อม และการเปลี่ยนความท้าทายด้านสภาพภูมิอากาศให้เป็นโอกาสการเติบโตทางเศรษฐกิจสีเขียวอย่างยั่งยืน
               ทั้งนี้ หลักสูตร ปธส. ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557 โดยสร้างนักบริหารสิ่งแวดล้อมระดับสูงไปแล้วกว่า 10 รุ่น รวม 647 ท่าน การสำเร็จการศึกษาของรุ่นที่ 11 และ 12 ในวันนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการเพิ่มพลังเครือข่ายผู้นำที่จะเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนประเทศไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนท่ามกลางวิกฤตสภาพภูมิอากาศ

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

ซูเปอร์เอลนีโญกับการท่องเที่ยวไทย สร้างความยืดหยุ่นให้แหล่งท่องเที่ยวไทย ท่ามกลางความท้าทายจากสภาพภูมิอากาศ (สาขาการท่องเที่ยว)

               การท่องเที่ยว เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของเศรษฐกิจไทย สร้างรายได้ให้กับประเทศและเป็นแหล่งรายได้หลักของชุมชนจำนวนมากทั่วประเทศ แต่ในยุคที่สภาพภูมิอากาศโลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ภาคการท่องเที่ยวกำลังเผชิญความท้าทายครั้งสำคัญจากปรากฏการณ์สภาพอากาศสุดขั้วที่เกิดถี่และรุนแรงขึ้น หนึ่งในความเสี่ยงที่ประเทศไทยกำลังเผชิญคือแนวโน้มการเกิด “ซูเปอร์เอลนีโญ” (Super El Niño) ซึ่งส่งผลให้ปริมาณฝนลดลง อุณหภูมิสูงขึ้น เกิดภาวะคลื่นความร้อน และกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่งโดยตรง แม้การท่องเที่ยวอาจไม่ได้เป็นภาคส่วนแรกที่ได้รับผลกระทบเหมือนภาคเกษตรหรือทรัพยากรน้ำ แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นกลับส่งต่อเป็นลูกโซ่ไปยังแหล่งท่องเที่ยว ผู้ประกอบการ และชุมชนท้องถิ่นทั่วประเทศ

เมื่อสภาพภูมิอากาศเปลี่ยน แหล่งท่องเที่ยวก็เปลี่ยนตาม
               ซูเปอร์เอลนีโญส่งผลต่อภาคการท่องเที่ยวในหลายมิติ ทั้ง ความเสี่ยงด้านน้ำในเมืองท่องเที่ยวและพื้นที่เกาะ ซึ่งต้องรองรับทั้งประชาชนและนักท่องเที่ยวจำนวนมาก หากปริมาณน้ำต้นทุนลดลงอย่างต่อเนื่อง อาจกระทบต่อการให้บริการและคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ อุณหภูมิที่สูงขึ้นและคลื่นความร้อนที่เกิดบ่อยขึ้น ส่งผลต่อประสบการณ์การท่องเที่ยว โดยเฉพาะกิจกรรมกลางแจ้ง การเดินทาง และกิจกรรมเชิงธรรมชาติ อีกทั้งยังส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล โดยเฉพาะปะการังฟอกขาว หญ้าทะเลเสื่อมโทรม และความเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศชายฝั่ง ซึ่งเป็นทรัพยากรสำคัญของการท่องเที่ยวไทย และสิ่งที่สำคัญคือ ความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจท้องถิ่นที่พึ่งพาการท่องเที่ยวเป็นหลัก หากทรัพยากรธรรมชาติเสื่อมโทรมหรือสภาพอากาศไม่เอื้อต่อการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง

จากการฟื้นฟูหลังเกิดผลกระทบ สู่การท่องเที่ยวที่ยืดหยุ่นต่อสภาพภูมิอากาศ
               ประเทศไทยกำลังขับเคลื่อนแนวคิด Climate Resilient Tourism หรือ “การท่องเที่ยวที่ยืดหยุ่นต่อสภาพภูมิอากาศ” เพื่อให้แหล่งท่องเที่ยวสามารถปรับตัวและดำเนินกิจกรรมได้แม้ต้องเผชิญความผันผวนของสภาพอากาศ แนวคิดดังกล่าวมุ่งเน้นการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน การลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ การวางแผนการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ และการพัฒนากิจกรรมท่องเที่ยวที่ไม่พึ่งพาสภาพอากาศมากเกินไป นอกจากนี้ ยังรวมถึงการดูแลสุขภาพและความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว การเพิ่มพื้นที่สีเขียวในแหล่งท่องเที่ยว และการใช้ข้อมูลภูมิอากาศเพื่อประกอบการวางแผนในระดับพื้นที่

การดำเนินงานที่เกิดขึ้นจริงในประเทศไทย
               การจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง โดยกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งดำเนินมาตรการฟื้นฟูปะการัง หญ้าทะเล และระบบนิเวศชายฝั่งในหลายพื้นที่ของประเทศ พร้อมจัดทำแผนที่ความเสี่ยงการกัดเซาะชายฝั่ง เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง นอกจากนี้ยังอยู่ระหว่างการยกระดับมาตรการบริหารจัดการการท่องเที่ยวทางทะเลในพื้นที่เปราะบางเพื่อสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ
               จังหวัดภูเก็ต ในฐานะเมืองท่องเที่ยวระดับนานาชาติ ได้ดำเนินมาตรการบริหารจัดการน้ำเพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำของประชาชนและนักท่องเที่ยว โดยมีการวางแผนสำรองน้ำและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการแหล่งน้ำในพื้นที่
               เกาะเต่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ให้ความสำคัญกับการจัดการน้ำในช่วงฤดูแล้ง มีการรณรงค์ใช้น้ำอย่างประหยัด และบริหารจัดการน้ำเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวในช่วงที่มีความต้องการใช้น้ำสูง
               พื้นที่ฟื้นฟูปะการังในทะเลอันดามันและอ่าวไทย หลายพื้นที่ เช่น จังหวัดกระบี่ พังงา ตรัง และสุราษฎร์ธานี มีการดำเนินโครงการฟื้นฟูแนวปะการังและหญ้าทะเล เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของระบบนิเวศทางทะเลต่อภาวะโลกร้อนและอุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้น

ยุทธศาสตร์สำคัญที่ประเทศไทยควรเร่งดำเนินการ
การสร้างความยืดหยุ่นให้ภาคการท่องเที่ยวจำเป็นต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง โดยการ จัดทำ Climate Risk Assessment สำหรับแหล่งท่องเที่ยวสำคัญทั่วประเทศ เพื่อประเมินความเสี่ยงจากภัยแล้ง คลื่นความร้อน และผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ การพัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำในเมืองท่องเที่ยวและพื้นที่เกาะ เพื่อรองรับสถานการณ์ฝนทิ้งช่วงและภัยแล้งที่อาจเกิดขึ้นบ่อยขึ้น การเพิ่มพื้นที่
สีเขียวในแหล่งท่องเที่ยว ลดปรากฏการณ์เกาะความร้อนในเมือง (Urban Heat Island) และสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับนักท่องเที่ยว การพัฒนารูปแบบการท่องเที่ยวที่หลากหลาย ลดการพึ่งพากิจกรรมที่ได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศโดยตรง และการบูรณาการข้อมูลภูมิอากาศเข้ากับการวางแผนการท่องเที่ยวในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับประเทศ จังหวัด ไปจนถึงชุมชนท้องถิ่น

นักท่องเที่ยวและผู้ประกอบการควรเตรียมตัวอย่างไร
               นอกเหนือจากภาครัฐที่เร่งดำเนินการแล้ว การปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ผู้ประกอบการท่องเที่ยวควรให้ความสำคัญกับการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มพื้นที่สีเขียวในสถานประกอบการ และจัดทำแผนรองรับสถานการณ์สภาพอากาศสุดขั้วเพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวและทรัพย์สิน ขณะที่นักท่องเที่ยวสามารถมีส่วนร่วมได้โดยการใช้น้ำอย่างประหยัด ลดผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ เลือกใช้บริการของผู้ประกอบการที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม และปฏิบัติตามแนวทางอนุรักษ์ในแหล่งท่องเที่ยว

               เพราะการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนในอนาคต ไม่ได้หมายถึงเพียงการสร้างรายได้ แต่หมายถึงการรักษาทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศที่เป็นหัวใจสำคัญของการท่องเที่ยวไทยให้คงอยู่สำหรับคนรุ่นต่อไป ควบคู่กับการสร้างความยืดหยุ่นให้กับเศรษฐกิจ ชุมชน และแหล่งท่องเที่ยวของประเทศไทยในระยะยาว

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

แหล่งที่มา :
กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง. (2569). การฟื้นฟูแนวปะการังและหญ้าทะเลของประเทศไทย.
กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง. (2569). ฐานข้อมูลการกัดเซาะชายฝั่งประเทศไทย.
Green Climate Fund. (2024). Increasing resilience to climate change impacts in marine and coastal areas along the Gulf of Thailand.
United Nations Development Programme Thailand. (2024). Coastal adaptation and resilience projects in Thailand.
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย. (2569). แนวทางการท่องเที่ยวยั่งยืนและ Green Tourism.

 

กรมลดโลกร้อน เข้าร่วมสำรวจพื้นที่ อช.ทับลาน ร่วมกับ รมว.ทส. เพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องที่ดินทำกิน

               วันที่ 28 มิถุนายน 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม มอบหมายให้ นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย นายปรมินทร์ แสนทรงศักดิ์ เลขานุการกรม เข้าร่วมรับฟังปัญหาจากประชาชนในพื้นที่อุทยานแห่งชาติ (อช.) ทับลาน โดยมี นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) พร้อมด้วย ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และผู้บริหารกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงในเขต อช.ทับลาน ท้องที่จังหวัดนครราชสีมา และจังหวัดปราจีนบุรี ณ โรงเรียนบ้านราษฎร์พัฒนา ตำบลบ้านราษฎร์ อำเภอเสิงสาง จังหวัดนครราชสีมา
               รมว.ทส. เน้นย้ำว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการเร่งรัดตรวจสอบและพิสูจน์สิทธิของชาวบ้านดั้งเดิมผู้ยากไร้เป็นรายแปลงอย่างรัดกุม เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม และการบังคับใช้กฎหมายกับรีสอร์ทที่บุกรุกป่าอย่างเข้มงวด และยืนยันว่าจะไม่มีการตัดผืนป่าธรรมชาติอย่างแน่นอน โดยมีผู้แทนกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (สคทช.) ร่วมชี้แจงแนวทางการดำเนินการการสอบพิสูจน์สิทธิ์ และข้อกฎหมายตามมติคณะกรรมการอุทยานฯ ให้ประชาชนได้รับทราบอย่างชัดเจน พร้อมแสดงแผนที่พื้นที่ทับซ้อน และลงพื้นที่ชุมชน “โครงการพัฒนาพื้นที่เพื่อความมั่นคง” (พมพ.) และ “โครงการจัดสรรที่ดินทำกินแก่ราษฎรผู้ยากไร้ในพื้นที่ป่าสงวนเสื่อมโทรม” (คจก.) เพื่อพบปะและรับฟังเสียงสะท้อนจากราษฎรดั้งเดิมที่รัฐเคยอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในยุคปราบปรามพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ซึ่งยังคงประสบปัญหาขาดความชัดเจนเรื่องเอกสารสิทธิ์ที่ดินทำกินมาอย่างยาวนาน

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

รมว.สุชาติ กำชับ กรมลดโลกร้อน เร่งชี้แจงร่าง พรบ. ลดโลกร้อน ให้เกิดประโยชน์สูงสุดด้านสิ่งแวดล้อม ควบคู่การพัฒนาเศรษฐกิจแห่งอนาคต

               นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กำชับให้กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมดำเนินการชี้แจงข้อมูล ข้อเท็จจริง และประเด็นทางวิชาการที่เกี่ยวข้องกับร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. ต่อคณะกรรมการกฤษฎีกาอย่างครบถ้วน รอบด้าน และต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนการพิจารณาร่างกฎหมายให้มีความสมบูรณ์และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชนทุกมิติ โดยมี ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดี สส. และนายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดี สส. พร้อมด้วยคณะเจ้าหน้าที่ ดำเนินการตามแนวนโยบายดังกล่าวอย่างต่อเนื่องเข้าสู่การพิจารณาร่วมกับคณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นสัปดาห์ที่ 8
               ทั้งนี้ ความคืบหน้าในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติฯ ได้มีการให้ข้อมูลในรายมาตราถึงหมวด 4 ซึ่งมุ่งให้จัดตั้งกองทุนภูมิอากาศ เป็นกลไกการเงินเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศ ทั้งในด้านลดก๊าซเรือนกระจก การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการพัฒนาระบบนิเวศที่เหมาะสมต่อการดำเนินงานของทุกภาคส่วน โดย สส. มุ่งสนับสนุนข้อมูลและข้อเท็จจริงเพื่อให้การพัฒนาร่างกฎหมายแล้วเสร็จโดยเป็นไปอย่างรอบคอบ สมบูรณ์ และทันต่อสถานการณ์ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมโดยมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระยะยาวต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

รัฐมนตรีสุชาติ มอบกรมลดโลกร้อนร่วมเวที ROAD TO NET ZERO 2026 แลกเปลี่ยนมุมมองการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน สู่เศรษฐกิจไทยที่ยั่งยืน

               วันที่ 25 มิถุนายน 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) มอบหมายให้ ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ร่วมปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “Thailand Green Transition สมดุลเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และพลังงาน” ภายในงาน ROAD TO NET ZERO 2026 “Energy Transition: เปลี่ยนผ่านพลังงานไทย สู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ” ณ โรงแรมอีสติน แกรนด์ พญาไท กรุงเทพฯ จัดโดยบริษัท ฐานเศรษฐกิจ มัลติมีเดีย จำกัด เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองการวางทิศทางพลังงานไทย พร้อมโอกาสการลงทุนใหม่ และร่วมกำหนดอนาคตประเทศไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยมีผู้เข้าร่วมฟังบรรยาย จำนวนกว่า 100 คน
               ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช ได้เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นและการสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของ รมว.ทส. ที่ต้องการให้ประเทศเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อประโยชน์ด้านเศรษฐกิจและสังคมที่มั่นคง ยั่งยืน และมุ่งสู่การบรรลุเป้าหมาย Net Zero 2050 อย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะด้านพลังงานและการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม (Just transition) ซึ่งจะช่วยสร้างโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจและดึงดูดการลงทุนสีเขียวในระยะยาวภายใต้กรอบร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา เข้าสู่สัปดาห์ที่ 8 ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านของประเทศไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และยกระดับขีดความสามารถในรองรับกติกาเศรษฐกิจโลกแห่งอนาคตได้ต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

ซูเปอร์เอลนีโญกับความมั่นคงด้านน้ำของประเทศไทย เมื่อ “น้ำ” กลายเป็นความเสี่ยงอันดับแรกที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมรับมือ (การจัดการทรัพยากรน้ำ)

               น้ำคือทรัพยากรพื้นฐานที่หล่อเลี้ยงชีวิต เศรษฐกิจ และการพัฒนาของประเทศ แต่ภายใต้สถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะแนวโน้มการเกิด “ซูเปอร์เอลนีโญ” (Super El Niño) ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายด้านการบริหารจัดการน้ำครั้งสำคัญ ทั้งปริมาณฝนลดลง ฝนกระจายตัวไม่สม่ำเสมอ และเกิดภาวะฝนทิ้งช่วงในหลายพื้นที่ สถานการณ์ดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วน ตั้งแต่ภาคการเกษตรที่ต้องพึ่งพาน้ำเพื่อการเพาะปลูก ภาคอุตสาหกรรมที่ต้องใช้น้ำในกระบวนการผลิต ภาคบริการและการท่องเที่ยว ไปจนถึงประชาชนทั่วไปที่อาจเผชิญความเสี่ยงจากการขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคในบางพื้นที่

จากการบริหารจัดการภัยแล้ง สู่การสร้างความมั่นคงด้านน้ำ
               ข้อมูลภูมิอากาศ การคาดการณ์ล่วงหน้า และเทคโนโลยีดิจิทัล กำลังถูกใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการวางแผนและลดความเสี่ยงก่อนเกิดผลกระทบ ซึ่งหน่วยงานด้านน้ำของประเทศได้บูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่การติดตามสถานการณ์ฝนและน้ำต้นทุน การบริหารจัดการอ่างเก็บน้ำ การจัดสรรน้ำตามลำดับความสำคัญ ตลอดจนการเตรียมมาตรการช่วยเหลือพื้นที่เสี่ยงล่วงหน้า

การดำเนินงานที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่
               เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือภัยแล้งและฝนทิ้งช่วง กรมทรัพยากรน้ำได้ระดมเครื่องจักรกลสนับสนุนการบริหารจัดการน้ำ ประกอบด้วยเครื่องสูบน้ำ รถบรรทุกน้ำ รถขุด และเรือดูดโคลน พร้อมปฏิบัติงานตลอด 24 ชั่วโมงในพื้นที่เสี่ยง ขณะเดียวกัน กรมทรัพยากรน้ำบาดาลได้ขยายมาตรการช่วยเหลือประชาชนผ่านการจัดตั้งจุดจ่ายน้ำบาดาลเพื่อประชาชนจำนวน 157 แห่ง ครอบคลุม 42 จังหวัดทั่วประเทศ พร้อมศูนย์ผลิตน้ำสะอาด 139 จุด และจุดสูบน้ำช่วยเหลืออีก 245 จุด เพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงน้ำสะอาดในช่วงวิกฤติ
               นอกจากมาตรการระยะสั้น ประเทศไทยยังมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสร้างความมั่นคงด้านน้ำในระยะยาว เช่น โครงการน้ำบาดาลเพื่อความมั่นคงระดับชุมชน ซึ่งช่วยเพิ่มแหล่งน้ำสำรองให้กับพื้นที่ที่ประสบปัญหาภัยแล้งซ้ำซากในหลายจังหวัด อีกหนึ่งตัวอย่างสำคัญคือการพัฒนา “ธนาคารน้ำใต้ดิน” (Groundwater Banking) ในหลายพื้นที่ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะในจังหวัดขอนแก่น นครราชสีมา และบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นการกักเก็บน้ำส่วนเกินในช่วงฤดูฝนลงสู่ชั้นใต้ดิน เพื่อนำกลับมาใช้ในช่วงฤดูแล้ง ช่วยลดความเสี่ยงจากการขาดแคลนน้ำในระยะยาว
ในระดับประเทศ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ได้พัฒนาระบบคลังข้อมูลน้ำแห่งชาติ (National Thai Water) เชื่อมโยงข้อมูลน้ำจากหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจด้านการบริหารจัดการน้ำแบบเรียลไทม์ และเพิ่มประสิทธิภาพการเตือนภัยล่วงหน้า

ยุทธศาสตร์สำคัญที่ประเทศไทยควรเร่งดำเนินการ
               แม้มาตรการที่ดำเนินอยู่จะช่วยลดความเสี่ยงได้ในระดับหนึ่ง แต่การเผชิญกับซูเปอร์เอลนีโญและสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จำเป็นต้องอาศัยการปรับตัวในระดับโครงสร้างมากขึ้น ทั้งการนำเทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และข้อมูลภูมิอากาศความละเอียดสูงมาใช้ในการคาดการณ์และบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ การเพิ่มศักยภาพการกักเก็บน้ำในทุกระดับ ทั้งอ่างเก็บน้ำ แหล่งน้ำชุมชน ระบบธนาคารน้ำใต้ดิน และการเติมน้ำกลับสู่ชั้นหินอุ้มน้ำ (Managed Aquifer Recharge: MAR) การพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้าและการสื่อสารความเสี่ยงให้เข้าถึงประชาชนและภาคส่วนต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ และการผลักดันการบริหารจัดการน้ำบนฐานข้อมูลและความร่วมมือของทุกภาคส่วน ตั้งแต่ภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไปจนถึงภาคประชาชน

ประชาชนจะร่วมรับมือได้อย่างไร
               การสร้างความมั่นคงด้านน้ำไม่ใช่ภารกิจของหน่วยงานภาครัฐเพียงอย่างเดียว แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกคน ประชาชนสามารถเริ่มต้นได้จากการใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า ซ่อมแซมอุปกรณ์ที่รั่วไหล ติดตั้งอุปกรณ์ประหยัดน้ำ เก็บกักน้ำฝนไว้ใช้ในครัวเรือน และร่วมดูแลแหล่งน้ำในชุมชน
               ในภาคเกษตร ควรติดตามข้อมูลพยากรณ์อากาศและสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด ปรับแผนเพาะปลูกให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุน และเลือกใช้เทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ เพราะในโลกที่สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว “น้ำ” ไม่ใช่เพียงทรัพยากรธรรมชาติ แต่คือหัวใจสำคัญของความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของคนไทยทุกคน การเตรียมพร้อมตั้งแต่วันนี้จึงเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้ประเทศสามารถก้าวผ่านความท้าทายจากซูเปอร์เอลนีโญและวิกฤตภูมิอากาศในอนาคตได้อย่างยั่งยืน

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

แหล่งที่มา :
– สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ. (2569). แผนปฏิบัติการด้านทรัพยากรน้ำและมาตรการรองรับภัยแล้ง.
– สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ. (2569). National Hydroinformatics and Climate Data Center.
– สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ. (2569). ThaiWater: ระบบคลังข้อมูลน้ำแห่งชาติ.
– กรมทรัพยากรน้ำบาดาล. (2569). โครงการพัฒนาแหล่งน้ำบาดาลเพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้ง.
– กรมทรัพยากรน้ำ. (2569). โครงการพัฒนาแหล่งน้ำและเพิ่มความมั่นคงด้านน้ำระดับชุมชน.

กรมลดโลกร้อน ร่วมประชุมคณะกรรมการยกร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571- 2575) ด้านการบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ครั้งที่ 6/2569

               วันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.) มอบหมายให้ นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และเจ้าหน้าที่ สส. เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการยกร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571- 2575) ด้านการบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ครั้งที่ 6/2569 ณ ห้องประชุม 521 อาคาร 5 ชั้น 2 สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โดยมี ศ.ดร.สนิท อักษรแก้ว เป็นประธานในที่ประชุม
               ที่ประชุมฯ มีมติเห็นชอบต่อสรุปแนวทางการพัฒนาด้านสังคมคาร์บอนต่ำ และแนวทางการพัฒนาด้านกลไกทางเศรษฐศาสตร์ และเห็นควรให้เลื่อนการพิจารณาการกำหนดตัวชี้วัดด้านการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการติดตามและประเมินผลการพัฒนาของประเทศ รวมทั้งเชื่อมโยงและสนับสนุนการขับเคลื่อนการพัฒนาภายใต้เสาหลักทั้ง 5 ของ (ร่าง) กรอบแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571- 2575) สำหรับการประชุมครั้งถัดไปกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 เพื่อพิจารณาตัวชี้วัดด้านการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน เพื่อใช้ประกอบการจัดทำเนื้อหา (ร่าง) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 ด้านการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ให้มีความครบถ้วน เหมาะสม และสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาประเทศ อันจะเป็นกรอบสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศในระยะต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน-บ้านปู ส่งเสริมชุมชนคาร์บอนต่ำ ติดโซลาร์ ตั้งจุดจัดการขยะอินทรีย์ ณ คลองสามวา

               วันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน 2569 กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับ บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านพลังงานที่หลากหลาย ส่งมอบ “โครงการชุมชนคาร์บอนต่ำ คลองสามวา” ให้สมาชิกเครือข่ายทสม.เขตคลองสามวา ณ ศูนย์เรียนรู้ชุมชนหมู่บ้านเคซี 1 เขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร โครงการนี้เป็นหนึ่งในโครงการนำร่องที่เกิดจากกลไกการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาชนในการสนับสนุนการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในพื้นที่ (Thailand Climate Action Conference: TCAC) โดยมี เครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน (ทสม.) เขตคลองสามวา เป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนและบริหารจัดการพื้นที่ เพื่อสร้างโมเดลชุมชนคาร์บอนต่ำที่จับต้องได้ในเขตเมือง
               “โครงการศูนย์เรียนรู้ชุมชนเคซี 1 ถือเป็นต้นแบบของ ‘ชุมชนจัดการตนเอง’ ที่มีส่วนร่วมแก้ปัญหาโลกร้อน ตั้งแต่ระดับครัวเรือน ซึ่งกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม มีแผนจะขยายโครงการเพื่อส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือในลักษณะนี้ในพื้นที่อื่นๆ เพื่อสร้างประเทศให้มีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลเชิงนโยบายและส่งเสริมภาคี ขอขอบคุณ บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) และชุมชนหมู่บ้านเคซี1 ที่สนับสนุนการขับเคลื่อนการปฏิบัติงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของไทย” ภายใต้การดำเนินงานโครงการฯ ในระยะเวลา 8 เดือน ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2568 ถึงเดือนมิถุนายน 2569 บ้านปูได้สนับสนุนงบประมาณและองค์ความรู้ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ด้วยการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop) ขนาด 5 กิโลวัตต์ สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 2,400 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี ควบคู่ไปกับการจัดตั้งจุดสาธิตจัดการขยะอินทรีย์จากครัวเรือนด้วยนวัตกรรมถังหมักเศษอาหาร และชุดสาธิตการกำจัดเศษอาหารด้วยหนอนแมลงวันลาย (BSF) ซึ่งจะช่วยลดปริมาณขยะอินทรีย์ นำไปสู่การลดก๊าซเรือนกระจกที่บ่อฝังกลบได้ในที่สุด และส่งเสริมการเป็นพี่เลี้ยงด้านเทคนิควิชาการในการขับเคลื่อนกิจกรรมในพื้นที่
               ความร่วมมือของทั้ง 3 ภาคส่วนในการพัฒนา ‘ชุมชนคาร์บอนต่ำ คลองสามวา’ นอกจากจะเป็นการเสริมพลังการขับเคลื่อนเพื่อต่อสู้กับภาวะโลกร้อนในภาคประชาชนแล้วยังเป็นการยกระดับพื้นที่ศูนย์เรียนรู้ชุมชนหมู่บ้านเคซี 1 เขตคลองสามวา ให้เป็นพื้นที่ต้นแบบการบริหารจัดการพลังงานสะอาดและการจัดการขยะอินทรีย์ ณ แหล่งกำเนิดอีกด้วย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุนแผนแม่บทการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนและการพัฒนาเมืองยั่งยืนของประเทศไทย

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน จัดพิธีแสดงความอาลัยถวายและน้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา ฯ

               วันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน 2569 เวลา 08.30 น. ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม มอบหมายให้ นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม คณะผู้บริหาร ข้าราชการ พนักงานราชการ และเจ้าหน้าที่กรมลดโลกร้อน เข้าร่วมพิธีแสดงความอาลัยถวายและน้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ณ ห้องประชุมอารีย์สัมพันธ์ ชั้น ๓ อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เพื่อแสดงความอาลัยและสำนึกในพระกรุณาธิคุณ ที่พระองค์ทรงปฏิบัติตามพระราชกรณียกิจนานัปการเพื่อประโยชน์สุขของพสกนิกรชาวไทยอย่างต่อเนื่อง

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ร่วมพิธีบำเพ็ญกุศลปัณรสมวาร ครบ 15 วัน ถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา ฯ

               วันนี้ (25 มิถุนายน 2569) เวลา 08.00 น. นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มอบหมายให้นายประเสริฐ ศิรินภาพร รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานในพิธีบำเพ็ญกุศลปัณรสมวาร (ครบ 15 วัน) เพื่ออุทิศถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ณ ห้องประชุมศักดิ์สิทธิ์ ตรีเดช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย นายปวิช เกศววงศ์ และนายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม คณะผู้บริหารระดับสูง ข้าราชการ พนักงาน และเจ้าหน้าที่ในสังกัดกระทรวงฯ เข้าร่วมพิธีโดยพร้อมเพรียงกัน เพื่อร่วมถวายเป็นพระกุศล แสดงความจงรักภักดี และน้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ตลอดจนร่วมถวายความอาลัยและอุทิศถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”