ส่งต่อความมั่นคง เปิดพิมพ์เขียวยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทย จากบทเรียนพื้นที่ต้นแบบสู่การขับเคลื่อนระดับประเทศ

               การถอดบทเรียนจากพื้นที่ต้นแบบทั้ง 6 สาขา เป็นกลไกสำคัญในการสังเคราะห์องค์ความรู้เชิงพื้นที่ไปสู่การพัฒนาและปรับปรุงนโยบายระดับประเทศอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ ด้วย “พิมพ์เขียว” เชิงยุทธศาสตร์ 4 ด้าน ครอบคลุมมิติสำคัญของการพัฒนา ยกระดับขีดความสามารถในการปรับตัว เสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคม และพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืนในระดับนโยบายและการปฏิบัติ

เหตุผลของการจัดทำ “พิมพ์เขียว 4 ด้าน”
               การจัดทำพิมพ์เขียวเชิงยุทธศาสตร์ 4 ด้าน ให้ความสอดคล้องกับกรอบแนวคิดและทิศทางการดำเนินงานทั้งในระดับสากลและระดับประเทศ โดยบูรณาการมิติด้านระบบนิเวศ สังคม เทคโนโลยี และการบริหารจัดการ เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นระบบ ดังนี้
               – รายงาน Intergovernmental Panel on Climate Change Sixth Assessment Report (AR6) ด้วยแนวคิด Climate Resilient Development Pathways การพัฒนาที่มีภูมิคุ้มกันต่อสภาพภูมิอากาศต้องอาศัยการบูรณาการทั้งมิติสิ่งแวดล้อม สังคม และเทคโนโลยีร่วมกัน
               – กรอบ United Nations Framework Convention on Climate Change Global Goal on Adaptation (GGA) กำหนดเป้าหมายการปรับตัวในมิติเชิงระบบ ครอบคลุมการจัดการน้ำ เกษตร สาธารณสุข และโครงสร้างพื้นฐาน ควบคู่กับกลไกสนับสนุนด้านนโยบายและการเงิน
               – แผนแม่บทรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของไทย สอดคล้องกับพิมพ์เขียวทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ การสร้างภูมิคุ้มกัน การพัฒนาศักยภาพบุคลากร การสร้างความตระหนักรู้ และการเสริมกลไกการบริหารจัดการ
               – ผลการวิเคราะห์ SWOT จากพื้นที่ต้นแบบทั้ง 6 สาขา สะท้อนประเด็นสำคัญที่เชื่อมโยงกันทั้งด้านงบประมาณ/การเงิน กฎหมาย/นโยบาย ข้อมูล/เทคโนโลยี รวมถึงระบบนิเวศ/ทรัพยากรธรรมชาติ ไปสู่การกำหนดพิมพ์เขียว 4 ด้าน เพื่อแก้ไขข้อจำกัดและต่อยอดศักยภาพเชิงพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

จากพื้นที่ต้นแบบสู่การขับเคลื่อนนโยบายระดับประเทศ
        1. พิมพ์เขียวด้านโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยี : มุ่งยกระดับระบบข้อมูล โครงสร้างพื้นฐาน และเทคโนโลยี เพื่อเสริมศักยภาพการรับมือความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างแม่นยำและทันท่วงที
               1.1 พัฒนาระบบข้อมูลเชิงพื้นที่และศูนย์บัญชาการอัจฉริยะ ผ่านการใช้เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ (GIS) ระบบติดตามแบบเรียลไทม์ และ AI เพื่อสนับสนุนการคาดการณ์และการตัดสินใจเชิงนโยบาย
               1.2 ส่งเสริมโครงสร้างพื้นฐานที่ยืดหยุ่นต่อสภาพอากาศสุดขั้ว โดยบูรณาการ “โครงสร้างสีเทา” และ “โครงสร้างสีเขียว” รวมถึงการออกแบบเมืองและอาคารรองรับภัยพิบัติ
               1.3 สนับสนุนเทคโนโลยีเพื่อความมั่นคงของมนุษย์ เช่น ระบบสาธารณสุขทางไกล ระบบเตือนภัยที่เข้าถึงง่าย และนวัตกรรมเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในระดับชุมชน

        2. พิมพ์เขียวด้านเศรษฐกิจและการเงินสีเขียว : มุ่งสร้างระบบเศรษฐกิจที่มีความยืดหยุ่นต่อภูมิอากาศ ควบคู่กับการเติบโตอย่างยั่งยืนและคาร์บอนต่ำ
               2.1 ส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจที่ทนทานต่อภัยพิบัติ ผ่านเกษตรและประมงมูลค่าสูง การท่องเที่ยวยืดหยุ่น และอุตสาหกรรมสีเขียว
               2.2 พัฒนากลไกทางการเงินเพื่อการปรับตัว เช่น สินเชื่อสีเขียว ประกันภัยเชิงดัชนีสภาพอากาศ และมาตรการภาษีหรือคาร์บอนเครดิต เพื่อสร้างแรงจูงใจ
               2.3 สนับสนุนการลงทุนในทุนทางสังคมและอาชีพใหม่ อาทิ เศรษฐกิจหมุนเวียน การจ้างงานฟื้นฟูระบบนิเวศ และการพัฒนาทักษะแรงงานด้านอุตสาหกรรมสีเขียว

        3. พิมพ์เขียวด้านธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม : มุ่งใช้ทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศเป็นฐานในการลดความเสี่ยงและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของชุมชน
               3.1 ฟื้นฟูระบบนิเวศให้ทำหน้าที่เป็น “โครงสร้างพื้นฐานสีเขียว” เช่น ป่าชายเลน พื้นที่ชุ่มน้ำ และพื้นที่สีเขียวในเมือง เพื่อช่วยลดผลกระทบจากภัยพิบัติ
               3.2 ส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรแบบมีส่วนร่วม โดยผสานภูมิปัญญาท้องถิ่น เขตอนุรักษ์โดยชุมชน และการจัดการขยะระดับฐานราก
               3.3 พัฒนากลไกเชื่อมโยงธรรมชาติกับเศรษฐกิจคาร์บอน เช่น ตลาดคาร์บอนเครดิตจากธรรมชาติ และการท่องเที่ยวเชิงนิเวศอย่างยั่งยืน

        4. พิมพ์เขียวด้านการบริหารจัดการและกฎหมาย : มุ่งปรับระบบบริหารจัดการและกฎหมายให้เอื้อต่อการปรับตัวเชิงระบบและการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน
               4.1 บูรณาการนโยบายและงบประมาณด้านการปรับตัว จากระดับชาติสู่ท้องถิ่น พร้อมพัฒนาฐานข้อมูลกลางที่ใช้มาตรฐานเดียวกัน
               4.2 ปรับปรุงกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับผังเมือง การใช้ประโยชน์ที่ดิน มาตรฐานอาคาร และการเข้าถึงข้อมูลความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ
               4.3 เสริมสร้างธรรมาภิบาลและการมีส่วนร่วม ผ่านการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น การสร้างกลไกความร่วมมือระหว่างภาคีเครือข่าย และการคุ้มครองกลุ่มเปราะบางอย่างเป็นระบบ

แหล่งอ้างอิง
1. โครงการจัดทำระบบติดตามประเมินผลการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแลงสภาพภูมิอากาศ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
2. https://www.ipcc.ch/report/ar6/wg2/chapter/chapter-18/
3. https://www.iisd.org/articles/deep-dive/uae-framework-global-climate-resilience

กรมลดโลกร้อน ร่วมทีมจิตอาสาบริการประชาชนด้วยหัวใจ ณ ท้องสนามหลวง ต่อเนื่องเป็นวันที่ 2

               วันนี้ (14 มิถุนายน 2569) เวลา 09.00 น. ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม คณะผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ในสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ลงพื้นที่ปฏิบัติภารกิจจิตอาสาเป็นวันที่ 2 เพื่ออำนวยความสะดวกและให้บริการประชาชนที่เดินทางมาร่วมถวายความอาลัยและสักการะพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมทั้งร่วมถวายความอาลัยแด่ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ณ บริเวณท้องสนามหลวง
               ในการนี้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้จัดเตรียมอาหารว่าง จำนวน 300 ชุด นม จำนวน 20 ลัง และน้ำดื่ม เพื่อให้บริการแก่ประชาชนที่เดินทางมาร่วมแสดงความอาลัย พร้อมจัดกำลังเจ้าหน้าที่จิตอาสาคอยอำนวยความสะดวก ดูแลความเรียบร้อย ให้ข้อมูล และให้ความช่วยเหลือด้านต่าง ๆ แก่ประชาชนอย่างใกล้ชิด เพื่อบรรเทาความเหน็ดเหนื่อยและสร้างความสะดวกสบายแก่ผู้มาร่วมพิธีตลอดช่วงเวลาการปฏิบัติงาน
               การดำเนินกิจกรรมจิตอาสาในครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในการน้อมนำแนวพระราชดำริด้านการบำบัดทุกข์ บำรุงสุข และการทำความดีเพื่อส่วนรวมมาปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

“สุชาติ” นำคณะผู้บริหาร ทส. ร่วมพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนริมคลองเปรมประชากร เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี

               วันนี้ (14 มิถุนายน 2569) เวลา 07.00 น. นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม นายปวิช เกศววงศ์ และนายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีฯ รวมทั้งคณะผู้บริหารจากหน่วยงานต่างๆ เข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนริมคลองเปรมประชากร คนไทย คลองเปรมสายน้ำเดียวกัน “เราบางกอก เมืองปทุมธานี กรุงศรีอยุธยา” เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ 3 มิถุนายน 2569 โดยมีนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธี ณ ชุมชนประชากร 3 ชุมชนร่มไทรงามพัฒนา และชุมชนปู่เจ้าสมิงพรายสะพานปูน เขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร
               การจัดกิจกรรมในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี พร้อมน้อมนำแนวพระราชดำริด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนควบคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมาสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ตลอดแนวคลองเปรมประชากร ซึ่งเป็นเส้นทางน้ำสำคัญที่เชื่อมโยงพื้นที่กรุงเทพมหานคร จังหวัดปทุมธานี และจังหวัดพระนครศรีอยุธยา อันจะนำไปสู่การพัฒนาชุมชนริมคลองอย่างยั่งยืนและการสร้างคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่ดีให้แก่ประชาชน
               ภายในงานมีกิจกรรมทำบุญตักบาตรพระสงฆ์จำนวน 12 วัด 49 รูป 2 สาย รวม 98 รูป เพื่อความเป็นสิริมงคล เนื่องในโอกาสอันเป็นมหามงคลดังกล่าว พร้อมทั้งกิจกรรมบำเพ็ญสาธารณประโยชน์และปลูกต้นไม้ เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว สร้างความร่มรื่น และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม
               นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมคณะ ได้เยี่ยมชมและให้กำลังใจหน่วยงานที่ร่วมจัดนิทรรศการและให้บริการประชาชน ซึ่งประกอบด้วย กรมควบคุมมลพิษ กรมป่าไม้ กรมทรัพยากรน้ำ และกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ที่ได้นำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และภารกิจด้านการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมาเผยแพร่แก่ประชาชน โดยสนับสนุนน้ำดื่ม และแจกจ่ายกล้าไม้เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว รวมถึงแจกถุงผ้ารณรงค์ลดการใช้ถุงพลาสติก และการจัดการขยะอย่างถูกวิธี เพื่อสร้างความตระหนักรู้และส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ
               กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมุ่งมั่นขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนควบคู่กับการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตามแนวพระราชดำริและนโยบายของรัฐบาล เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม อันจะนำไปสู่การพัฒนาประเทศอย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน จัดการประชุมคณะอนุกรรมการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ด้านการประชาสัมพันธ์และเสริมพลังความร่วมมือด้านภูมิอากาศ (ACE) ครั้งที่ 1/2569

               เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2569 กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมจัดการประชุม คณะอนุกรรมการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้านการประชาสัมพันธ์และเสริมพลังความร่วมมือด้านภูมิอากาศ (Action for Climate Empowerment) ครั้งที่ 1/2569 โดย ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประธานคณะอนุกรรมการฯ ได้มอบหมายให้ ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม รองประธานคณะอนุกรรมการฯ ทำหน้าที่ประธานการประชุมฯ พร้อมด้วย นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เลขานุการอนุกรรมการฯ และ นางสาวอุมา ศรีสุข ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการมีส่วนร่วมต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ผู้ช่วยเลขานุการอนุกรรมการฯ ร่วมกับ ผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และสื่อมวลชน ในฐานะคณะอนุกรรมการฯ และเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ณ ห้องประชุมอินทนิล (301) ชั้น 3 อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และผ่านระบบประชุมทางไกล (Video Conference)
               ที่ประชุมได้ร่วมพิจารณาและเห็นชอบ (ร่าง) แผนปฏิบัติการเสริมพลังความร่วมมือด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Action for Climate Empowerment : ACE) (พ.ศ. 2569 – 2573) เพื่อเป็นกรอบแนวทางความร่วมมือและบูรณาการขับเคลื่อนงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของประเทศ โดยแบ่งออกเป็น 6 ด้าน ได้แก่ 1.ด้านการศึกษา (Education) 2.ด้านการฝึกอบรม (Training) 3.การสร้างจิตสำนึก (Public Awareness) 4.การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของสาธารณชน (Public Access to Information) 5.การมีส่วนร่วมของประชาชาน (Public Participation) และ 6.ความร่วมมือระหว่างประเทศ (International Cooperation)
               ทั้งนี้ ที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับเห็นชอบกับ (ร่าง) แผนปฏิบัติการเสริมพลังความร่วมมือด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (พ.ศ. 2569 – 2573) และมอบหมายให้ฝ่ายเลขานุการอนุกรรมการฯเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติเพื่อทราบต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ร่วมทีมจิตอาสาให้บริการประชาชนผู้มาร่วมถวายความอาลัยสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง และเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ณ ท้องสนามหลวง

               วันที่ 13 มิถุนายน 2569 ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นำคณะผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ในสังกัดกระทรวงฯ โดยมีนายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ร่วมปฏิบัติภารกิจจิตอาสาให้บริการและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่เดินทางมาร่วมถวายความอาลัยและสักการะพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง รวมทั้งร่วมถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ณ บริเวณท้องสนามหลวง ในการนี้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้จัดเตรียมขนม และน้ำดื่ม เพื่อให้บริการแก่ประชาชนที่เดินทางมาร่วมแสดงความอาลัย ตลอดจนจัดเจ้าหน้าที่จิตอาสาคอยอำนวยความสะดวก ดูแลความเรียบร้อย และให้ความช่วยเหลือด้านต่าง ๆ แก่ประชาชน
               การปฏิบัติภารกิจจิตอาสาในครั้งนี้ เป็นการร่วมสนองพระราชปณิธานด้านการบำบัดทุกข์ บำรุงสุขแก่ประชาชน พร้อมทั้งเป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ตลอดจนร่วมน้อมส่งเสด็จ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา สู่สวรรคาลัยด้วยความอาลัยยิ่ง

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ร่วมถวายความอาลัย เข้าถวายน้ำสรงพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

               วันที่ 13 มิถุนายน 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงฯ ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม นายปวิช เกศววงศ์ และนายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม คณะผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ เข้าถวายน้ำสรงพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เบื้องหน้าพระรูป ซึ่งประดิษฐาน ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง เพื่อแสดงความจงรักภักดี และน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัยด้วยความอาลัยยิ่ง
               ทั้งนี้ ในเวลา 15.30 น. จะมีการเคลื่อนพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ออกจากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ไปยังพระที่นั่งพิมานรัตยา ใน พระบรมมหาราชวัง เพื่อประดิษฐานตามพระราชประเพณี
               คณะผู้บริหารและบุคลากรกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ต่างน้อมรำลึกในพระจริยวัตรอันงดงาม และพระกรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทย พร้อมร่วมถวายความอาลัยและน้อมส่งเสด็จสู่สวรรคาลัยด้วยความอาลัยอย่างหาที่สุดมิได้

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน นำทีมประเทศไทยร่วมการประชุม Third working group session of the Facilitative, Multilateral Consideration of Progress (FMCP3)

               วันที่ 12 มิถุนายน 2569 นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นผู้แทนประเทศไทย เข้าร่วมการประชุม Third working group session of the Facilitative, Multilateral Consideration of Progress (FMCP3) พร้อมด้วย นายศิวัช แก้วเจริญ ผู้อำนวยการกองขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจก นายกิตติศักดิ์ พฤกษ์กานนท์ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และความร่วมมือระหว่างประเทศ รศ.ดร.บัณฑิต ลิ้มมีโชคชัย ผู้เชี่ยวชาญด้านการลดก๊าซเรือนกระจก รศ.วงกต วงศ์อภัย รองผู้อำนวยการ สอวช. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ สส. และคณะวิจัยด้านบัญชีก๊าซเรือนกระจกและลดก๊าซเรือนกระจก ม.ธรรมศาสตร์ในรูปแบบการประชุมทางไกล ณ ห้องประชุมรวงผึ้ง อาคาร สส.
               การประชุมดังกล่าว มีประเทศเข้าร่วม 37 ประเทศ จัดขึ้นในห้วงของการประชุม The 64th Sessions of the UNFCCC Subsidiary Bodies (SBI 64) ระหว่างวันที่ 8 – 18 มิถุนายน 2569 ณ เมืองบอนน์ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี
               นายปวิช เกศววงศ์ กล่าวถ้อยแถลงถึงความสำคัญของกระบวนการ FMCP ที่เป็นเวทีสำคัญสำหรับการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เรียนรู้ร่วมกัน และปรับปรุงคุณภาพการรายงานภายใต้ Enhanced Transparency Framework (ETF) เน้นย้ำถึงการยกระดับการรายงานข้อมูลให้มีความถูกต้อง โปร่งใส และมีประสิทธิภาพ เพื่อมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิ เป็นศูนย์ในปี ค.ศ. 2050 โดยได้กล่าวทิ้งท้ายว่าการสนับสนุนจากประเทศ พัฒนาแล้วด้านการเงิน เทคโนโลยี และการเสริมสร้างศักยภาพ ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญต่อการบรรลุเป้าหมายของประเทศกำลังพัฒนา
               ต่อจากนั้นเป็นช่วงถาม–ตอบกับภาคีในการประชุม โดยประเทศไทยตอบข้อซักถามในประเด็นสำคัญ อาทิ การพัฒนาระบบความโปร่งใสและ MRV ภายใต้กรอบ ETF การนำข้อเสนอแนะจากการทบทวน BTR1 ไปปฏิบัติ การดำเนินงานและการกำกับดูแลตลาดคาร์บอน ความก้าวหน้าในการบรรลุเป้าหมาย NDC2.0 การใช้เทคโนโลยีลดก๊าซเรือนกระจกเพื่อขับเคลื่อนเป้าหมาย Net‑Zero ภายในปี ค.ศ. 2050 กรอบการคุ้มครองทางสังคมและสิ่งแวดล้อมสำหรับภาคป่าไม้และการใช้ประโยชน์ที่ดินความยั่งยืนของชีวมวลและเชื้อเพลิงชีวภาพ รวมถึงมาตรการลดการปล่อยก๊าซมีเทนในภาคส่วนหลักต่าง ๆ ของประเทศทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสนใจและความเชื่อมั่นของภาคีต่อความพร้อมในการดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศและการติดตามความก้าวหน้าภายใต้กรอบ ETF ของประเทศไทย

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

รมว.สุชาติ มอบ ที่ปรึกษาฯ ดาริกา เปิดการนำเสนอผลงานวิชาการ ปธส.13 ชู “บางบาลโมเดล” รับมือวิกฤตโลกสร้างภูมิคุ้มกันสภาพภูมิอากาศอย่างยั่งยืนเชิงพื้นที่

​               วันที่ 12 มิถุนายน 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้มอบหมายให้ นางสาวดาริกา ศรัณย์เกตุ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานเปิดงานนำเสนอผลงานทางวิชาการ (IS Conference Day) ภายใต้แนวคิด “Towards Climate Resilience จากบางบาลสู่อนาคตที่พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” ณ ห้องมัฆวานรังสรรค์ สโมสรทหารบก (วิภาวดี) เพื่อนำเสนอแนวคิดการขับเคลื่อนประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรมเชิงพื้นที่ ซึ่งจัดโดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้เข้าอบรมหลักสูตรประกาศนียบัตรธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อมสำหรับนักบริหารระดับสูง รุ่นที่ 13 (ปธส. 13) พร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “จากยุทธศาสตร์ชาติสู่ภูมิอากาศใหม่ : ทิศทางประเทศไทยในการรับมือ Climate Change”
               นางสาวดาริกา ศรัณย์เกตุ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้เน้นย้ำในปาฐกถาพิเศษว่า ปัญหา Climate Change ไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่เป็นภัยคุกคามต่อเศรษฐกิจ ความเป็นอยู่ และคุณภาพชีวิตของประชาชน เนื่องจากไทยพึ่งพิงฐานทรัพยากรสูงในภาคเกษตรและการท่องเที่ยว ทำให้มีความเปราะบางติดอันดับต้น ๆ ของโลก โดยมุ่งบูรณาการระหว่าง “ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี” และ พันธกรณีความตกลงปารีส (Paris Agreement) เพื่อเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี พ.ศ. 2593 (Net Zero 2050) โดยเน้นย้ำเสาหลักสำคัญ อาทิ การเปลี่ยนผ่านทางกฎหมายและนโยบายการปรับตัวและสร้างภูมิคุ้มกัน (Climate Adaptation & Resilience): ที่มีการบูรณาการแผนการปรับตัวแห่งชาติ (NAP) เข้ากับ 6 ภาคส่วนเสี่ยง (ท่องเที่ยว, เกษตรและความมั่นคงอาหาร, สาธารณสุข, การจัดการน้ำ,ทรัพยากรธรรมชาติ และการตั้งถิ่นฐาน) การเพิ่มแหล่งกักเก็บคาร์บอนตามธรรมชาติ ที่มีการตั้งเป้าหมายเพิ่มพื้นที่สีเขียวทุกประเภทให้ได้ร้อยละ 55 ของพื้นที่ประเทศ และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียวร่วมกับภาคเอกชน
               ​ดังนั้น การมุ่งมั่นรับมือกับสภาพภูมิอากาศใหม่ ต้องร่วมกันยกระดับเป็น “วาระแห่งชาติ” เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของไทยในเวทีโลก ช่วยลดความเสียเปรียบทางการค้าจากมาตรการสากล และลดความสูญเสียจากภัยพิบัติ ภายใต้การทำงานของทุกภาคส่วนร่วมกันเปลี่ยนความท้าทายเป็นโอกาส ในการสร้างนวัตกรรมใหม่ สร้างงานสีเขียว และส่งต่อประเทศไทยที่ยั่งยืนในอนาคต
               ​ด้าน ดร. พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า โลกกำลังเผชิญวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงและคาดการณ์ยาก ซึ่งส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหาร และระบบสุขภาพ ประเทศไทยจึงต้องเร่งสร้าง “ภูมิคุ้มกัน” (Climate Resilience) ในทุกระดับ สำหรับหลักสูตร ปธส. รุ่นที่ 13 มีผู้อบรมรวม 74 ท่าน ได้ร่วมมือกันศึกษาเชิงลึกผ่านสารนิพนธ์ในพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่ท้าทายอย่างอำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นตัวอย่างพื้นที่เสี่ยงสำคัญจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลกระทบต่อชุมชน โดยนำองค์ความรู้มาประยุกต์ใช้จริงผ่าน 7 ด้านสำคัญ ได้แก่ ด้านการปรับตัว (Adaptation) ด้านความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) ด้านการลดก๊าซเรือนกระจก (Mitigation) ด้านการยกระดับธุรกิจ SMEs ด้านการเงินสีเขียว (Financial) ด้านคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint) ด้านการเสริมสร้างศักยภาพ (Capacity Building) “ผลงานในวันนี้ไม่ใช่เพียงจุดสิ้นสุดของการศึกษา แต่เป็น ‘นวัตกรรมเชิงนโยบาย’ ที่ผ่านการทดสอบแล้วว่าปฏิบัติได้จริง และจะเป็นฟันเฟืองทรงพลังในการขยายผลต้นแบบ ‘บางบาลโมเดล’ ไปสู่พื้นที่อื่นทั่วประเทศ”

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ร่วมประชุมคณะกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

               วันที่ 10 มิถุนายน 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (อสส.) พร้อมด้วย นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ดร.กิตติศักดิ์ พฤกษ์กานนท์ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และความร่วมมือระหว่างประเทศ นายศิวัช แก้วเจริญ ผู้อำนวยการกองขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจก และเจ้าหน้าที่ สส. เข้าร่วมประชุมคณะกรรมาธิการการที่ึ่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ณ ห้องประชุมกรรมาธิการ N 409 ชั้น 4 อาคารรัฐสภา โดยมี นางสาวกุลวลี นพอมรบดี ประธานคณะกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุม ทั้งนี้ มีผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม จำนวน 3 หน่วยงาน ได้แก่ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) และกรมป่าไม้
               อสส. ได้ชี้แจงข้อมูลเกี่ยวกับนโยบาย แผนงาน และความก้าวหน้าในการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย รวมถึงสาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. ตลอดจนปัญหาและความท้าทายในการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศ เพื่อผลักดันนโยบายและการดำเนินงานให้เป็นรูปธรรม โดยที่ประชุมได้หารือและมีข้อซักถามในประเด็นสำคัญ ได้แก่ ความซ้ำซ้อนระหว่างร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. กับร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. …. แนวทางการจัดตั้งกองทุนภูมิอากาศ เพื่อให้มีกลไกการจัดหารายได้เข้าสู่กองทุนและสามารถสนับสนุนทั้งเงินกู้และเงินให้เปล่าได้อย่างทั่วถึงและครอบคลุมทุกภาคส่วน การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับผลกระทบจากระบบการซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS) กลไกการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) และภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างความรู้ ความเข้าใจ และการเตรียมความพร้อมให้แก่ผู้ประกอบการและประชาชน ตลอดจนการพัฒนาและยกระดับมาตรฐานคาร์บอนเครดิตของประเทศไทย เพื่อเสริมสร้างความน่าเชื่อถือ คุณภาพ และการยอมรับในระดับสากล

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ร่วมเสวนาในงาน Earth Jump 2026 ในหัวข้อ “กลยุทธ์ธุรกิจไทยบนความยั่งยืนในยุคเศรษฐกิจโตต่ำ Winning with Sustainability in a Low-Growth Economy”

               วันที่ 9 มิถุนายน 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ร่วมเสวนาในงาน Earth Jump 2026 ในหัวข้อ “กลยุทธ์ธุรกิจไทยบนความยั่งยืนในยุคเศรษฐกิจโตต่ำ Winning with Sustainability in a Low-Growth Economy” พร้อมด้วย 1) รองประธานกรรมการหอการค้าไทย 2) รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและประธานสถาบันน้ำ สิ่งแวดล้อม และ Climate Change และ 3) ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ณ รอยัลพารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 สยามพารากอน
               งานเสวนาดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อปูพื้นฐานในเรื่องเศรษฐกิจโลกกำลังเข้าสู่ยุค “โตต่ำ แต่ความเสี่ยงสูง” ทั้งจาก Climate Change ต้นทุนพลังงาน และกติกาการค้าใหม่ด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและโอกาสทางการค้า ทั้งด้านการลดคาร์บอน การบริหารต้นทุน และการสร้างโมเดลธุรกิจใหม่ เพื่อเติบโตได้ในระยะยาว และการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
               ดร.พิรุณฯ ได้กล่าวว่า บทบาทสำคัญของภาครัฐ คือ การสร้าง Policy Certainty เช่น พ.ร.บ. ลดโลกร้อน เพื่อสร้างกลไกสนับสนุนและกระตุ้นให้ภาคเอกชนมีการประเมินต้นทุน ความเสี่ยง และผลตอบแทนการปรับตัวที่ชัดเจนขึ้น โดยโจทย์ของภาครัฐไม่ใช่เพียงการเร่งลดการปล่อยคาร์บอน แต่ต้องช่วยให้ SME รายย่อยไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ผ่านมาตรฐานที่เข้าใจง่าย มีเครื่องมือคำนวณคาร์บอนที่เข้าถึงได้ และ Capacity Building อีกทั้ง ก่อนจะมีกติกาบังคับเต็มรูปแบบนี้ ถือเป็น “ช่วงเตรียมความพร้อม” ไม่ว่าจะเป็นการทำ Carbon Footprint, Data Collection, MRV, Energy Audit และ Transition Plan เพราะเมื่อกติกาด้านคาร์บอนเริ่มชัดขึ้น ผู้ที่มีข้อมูลก่อนจะปรับตัวได้เร็วกว่า นอกจากนี้ยังเห็นว่ากุญแจสำคัญสู่เป้าหมาย Net Zero 2050 คือ การพลิกโฉมภาคพลังงานของไทย

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”