กรมลดโลกร้อน จัดประชุมคณะกรรมการกำกับโครงการจ้างที่ปรึกษาจัดทำระบบติดตามประเมินผลการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 3/2569

               วันที่ 20 พฤษภาคม 2569 นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการกำกับโครงการจ้างที่ปรึกษาจัดทำระบบติดตามประเมินผลการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 3/2569 โดย กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม จัดร่วมกับ บริษัท ดิทโต้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ที่ปรึกษาโครงการจัดทำระบบติดตามประเมินผลการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ณ ห้องประชุมอารีย์สัมพันธ์ ชั้น 3 อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และทางออนไลน์ผ่าน Zoom
               การประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อติดตามความก้าวหน้าในการดำเนินโครงการจ้างที่ปรึกษาฯ ได้แก่ การลงพื้นที่ศึกษา (เพิ่มเติม) การประชุมถอดบทเรียนการทดลองใช้ระบบติดตามประเมินผลฯ การประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่ออบรมการใช้ระบบติดตามประเมินผลฯ ร่างคู่มือการใช้ระบบติดตามประเมินผลฯ ร่างรูปแบบการแสดงผล (Dashboard) โดยในที่ประชุมมีประเด็นที่หารือ ดังนี้ 1.การจัดเก็บข้อมูลควรคำนึงถึงข้อมูลพื้นฐาน (Baseline data) และปีฐานของข้อมูลที่นำมาใช้ 2.การแสดงผล (Dashboard) และ 3.การจัดทำคู่มือและวีดิโอเพื่อสอนการใช้งานจะเป็นประโยชน์กับผู้ใช้งาน

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

เริ่มอย่างไรกับแนวทางการทำระบบติดตามประเมินผล (Monitoring & Evaluation; M&E)


               การติดตามประเมินผล (Monitoring and Evaluation: M&E) คือหัวใจสำคัญของการดำเนินงานด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ดังนั้นการจัดทำระบบติดตามประเมินผลการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ  จึงมีความสำคัญอย่างมาก เพราะจะช่วยให้การดำเนินนโยบายและโครงการต่าง ๆ มีประสิทธิภาพ โปร่งใส วัดผลได้ และสามารถพัฒนาปรับปรุงได้อย่างต่อเนื่อง โดยมีแนวทางการจัดทำระบบติดตามประเมินผลตามมาตรฐานสากล เพื่อใช้ในการวางแผน จัดเก็บ และสื่อสารผลลัพธ์การดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นระบบ ดังนี้

📝การวางแผนระบบติดตามและประเมินผล (M&E) ประกอบด้วย 6 ขั้นตอนสำคัญ ได้แก่
               1. กำหนดวัตถุประสงค์ของระบบ ครอบคลุมการเรียนรู้ ความรับผิดชอบ และการปรับปรุงการดำเนินงาน
               2. กำหนดขอบเขต ทั้งระดับการประเมิน (โครงการ ภาคส่วน ระดับชาติ) และมิติการวัด (กระบวนการหรือผลลัพธ์)
               3. ระบุผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ได้แก่ หน่วยงานเจ้าภาพ ผู้ให้ข้อมูล และผู้ใช้ประโยชน์
               4. เลือกกรอบแนวคิด เช่น ทฤษฎีการเปลี่ยนแปลง (ToC) หรือห่วงโซ่ผลลัพธ์ (Results Chain) เพื่อกำหนดทิศทางการประเมินผล
               5. พิจารณาทรัพยากรและขีดความสามารถ ทั้งงบประมาณ เทคโนโลยี และบุคลากร
               6. กำหนดกรอบเวลาให้สอดคล้องกับวงจรนโยบาย โดยติดตามผลเป็นประจำทุกปี และประเมินผลเชิงลึกทุก 3–5 ปี

🗃  การจัดเก็บข้อมูลและคำนวณตัวชี้วัดในระบบ M&E ประกอบด้วย 6 ขั้นตอนหลัก ได้แก่
               1. การเตรียมการ จัดทำตารางรายละเอียดตัวชี้วัด กำหนดคำนิยาม หน่วยวัด และสูตรคำนวณให้ชัดเจน
               2. การจัดเก็บข้อมูล ใช้ทั้งข้อมูลทุติยภูมิ (ข้อมูลที่มีอยู่แล้ว) และข้อมูลปฐมภูมิ (การสำรวจหรือรายงานภาคสนาม)
               3. การกำหนดแหล่งข้อมูลและผู้รับผิดชอบ ระบุหน่วยงานเจ้าของข้อมูลและระดับของข้อมูล (ท้องถิ่น จังหวัด หรือชาติ)
               4. ความถี่ในการจัดเก็บ กำหนดรอบเวลาให้เหมาะสม เช่น รายปี หรือทุก 2–5 ปี ตามลักษณะตัวชี้วัด
               5. การตรวจสอบคุณภาพข้อมูล ตรวจสอบความถูกต้องและความสอดคล้องของข้อมูลจากหลายแหล่ง
               6. การนำเข้าระบบ บันทึกข้อมูลลงในฐานข้อมูล (ระบบออนไลน์) เพื่อให้สามารถคำนวณตัวชี้วัดได้อย่างเป็นระบบและอัตโนมัติ

🕵️‍♀️ การสำรวจภาคสนามในระบบ M&E มีองค์ประกอบสำคัญ ดังนี้
               1. วัตถุประสงค์ เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล เก็บข้อมูลเชิงคุณภาพ และประเมินความยั่งยืน
               2. การคัดเลือกพื้นที่ เลือกแบบสุ่มหรือแบบเจาะจง โดยพิจารณาพื้นที่เสี่ยงสูง ความหลากหลายของระบบนิเวศ และพื้นที่เปรียบเทียบ
               3. เครื่องมือและวิธีการ ใช้แบบสอบถาม การสนทนากลุ่ม การสัมภาษณ์เชิงลึก และการสังเกตการณ์
               4. การคำนึงถึงความเท่าเทียม วิเคราะห์ข้อมูลโดยแยกตามเพศและกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุและผู้พิการ
               5. การใช้ประโยชน์ข้อมูล นำไปปรับปรุงตัวชี้วัดและพัฒนากรณีศึกษาเพื่อสนับสนุนรายงานเชิงลึก

📊 การสังเคราะห์ข้อมูลและจัดทำรายงานในระบบ M&E ประกอบด้วย 5 ขั้นตอนหลัก ได้แก่
               1. การสังเคราะห์ข้อมูล วิเคราะห์และเปรียบเทียบกับเป้าหมายหรือข้อมูลฐาน เพื่อประเมินความก้าวหน้าและหาสาเหตุของผลลัพธ์
               2. โครงสร้างรายงาน ควรมีบทสรุปผู้บริหาร สถานะตัวชี้วัด (Dashboard) อุปสรรค และข้อเสนอเชิงนโยบาย
               3. การจัดทำรายงานผ่านระบบออนไลน์ ใช้ระบบ M&E เพื่อประมวลผลและนำเสนอข้อมูลอัตโนมัติ เพิ่มความรวดเร็วและความเป็นระบบ
               4. การจัดการความไม่แน่นอน ระบุข้อจำกัดและความน่าเชื่อถือของข้อมูลอย่างโปร่งใส
               5. การสื่อสารผลการประเมิน เผยแพร่ผลต่อหน่วยงานภายใน สาธารณะ และรายงานต่อ UNFCCC

🙋‍♀️ การรับฟังความคิดเห็นและตรวจสอบในระบบ M&E มีองค์ประกอบสำคัญ ดังนี้
               1. วัตถุประสงค์ เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของผลการวิเคราะห์ สร้างการมีส่วนร่วม และเพิ่มความโปร่งใส 
               2. รูปแบบการดำเนินการ เช่น การประชุมเชิงปฏิบัติการ การส่งร่างรายงานเพื่อรับความเห็น และการประชุมเฉพาะกลุ่ม 
               3. กระบวนการตรวจสอบ ใช้วิธีตรวจสอบย้อนกลับ (traceability) และการทบทวนโดยผู้เชี่ยวชาญอิสระ(Independent Peer Review) 
               4. การจัดการความเห็นต่าง หาข้อสรุปร่วมผ่านการอำนวยความสะดวก และบันทึกข้อโต้แย้งเพื่อความโปร่งใส 
               5. การปรับปรุงรายงาน นำข้อคิดเห็นมาปรับแก้รายงานและเสนอขออนุมัติอย่างเป็นทางการก่อนเผยแพร่

👨‍💻 การสรุปผลและอัปเดตระบบ M&E ออนไลน์ ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน
               1. การสรุปรายงานฉบับสมบูรณ์ เสนอให้หน่วยงานระดับสูงรับรอง และจัดเก็บเป็นฐานข้อมูลสำหรับการเปรียบเทียบในอนาคต
               2. การอัปเดตระบบออนไลน์ นำเข้าข้อมูลตัวชี้วัดล่าสุดสู่ระบบ Dashboard และเผยแพร่เพื่อความโปร่งใส
               3. การประเมินระบบ M&E ทบทวนความเหมาะสมของตัวชี้วัดและประสิทธิภาพของระบบ พร้อมปรับปรุงให้สอดคล้องกับการใช้งานจริง
               4. การจัดการความรู้ ถอดบทเรียน สรุปปัญหา และพัฒนาศักยภาพบุคลากรอย่างต่อเนื่อง
               5. การสื่อสารผลลัพธ์ จัดทำสื่อสรุปที่เข้าใจง่าย เช่น รายงานย่อหรืออินโฟกราฟิก เพื่อสนับสนุนการนำไปใช้เชิงนโยบาย

แหล่งอ้างอิง
1. Developing National Adaptation Monitoring and Evaluation Systems: A Guidebook.
2. Monitoring and Evaluation Manual for Climate Change Adaptation Activities in Viet Nam., December 2022, Department of Climate Change.
3. Recommendations for Adaptation M&E in Practice., Dicussion Paper, August 2013.

กรมลดโลกร้อน ร่วมประชุมหารือผลการสำรวจความคิดเห็นของภาคเอกชนเกี่ยวกับความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการของภาครัฐ ในสังกัด ทส.

               วันที่ 19 พฤษภาคม 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มอบหมาย ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานการประชุมหารือผลการสำรวจความคิดเห็นของภาคเอกชนเกี่ยวกับความโปร่งใสในการปฏิบัติราชการของภาครัฐ ณ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยมี ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย ผู้บริหารสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เข้าร่วมประชุมฯ อย่างพร้อมเพรียง เพื่อหารือแนวทางการขับเคลื่อนการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ภายหลังมีการเผยแพร่ผลสำรวจความคิดเห็นของภาคเอกชน
               ดร.รวีวรรณ ปลัดกระทรวงฯ กล่าวว่า นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาคอรัปชัน โดยเน้นการจัดทำ Platform Online กลางในการรับเรื่องร้องเรียน ที่มีการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาประยุกต์ใช้ รวมถึง AI โดยมีศูนย์ป้องกันและปราบปรามการทุจริตของสำนักงานปลัด ทส. เป็นศูนย์กลาง และเชื่อมโยงกับศูนย์ป้องกันอื่น ๆ ภายใน ทส. เพื่อให้การดำเนินงานมีความรวดเร็วและโปร่งใส
               การประชุมวันนี้ ดร.รวีวรรณ ปลัดกระทรวงฯ ได้เน้นย้ำนโยบาย ทส. ไม่ปกป้องผู้ทุจริต โดยให้พลิกวิกฤตเป็นโอกาส ในการแก้ไขปัญหา corruption ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศ โดย ทส. ให้ความสำคัญกับ 2 ประเด็น คือ การจัดระบบงานและการบริหารคน ซึ่งในส่วนของระบบงาน ให้ทุกหน่วยงานพิจารณาภารกิจสำคัญ (function) และมีความเสี่ยงต่อการทุจริตมากที่สุดของตน โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับการอนุญาต/อนุมัติ มาจัดทำคู่มือการปฏิบัติงาน (SOP) จัดทำ platform ออนไลน์ เพื่อลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ เพื่อให้เกิดความชัดเจนและโปร่งใส พร้อมให้มีการสื่อสารเชิงรุกกับประชาชน ทั้งนี้ ในส่วนของการบริหารคน ให้ความสำคัญกับการคัดเลือกคนดีและมีความสามารถเข้าสู่องค์กรในทุกระดับตำแหน่ง สร้างค่านิยมและวัฒนธรรมองค์กรที่ดี เปิดโอกาสให้สามารถร้องเรียนปัญหาการทุจริตกับผู้บริหารหน่วยงานได้โดยตรง และหากพบการกระทำความผิดจะมีการดำเนินการอย่างเคร่งครัด
               สุดท้ายนี้ ดร.รวีวรรณ ปลัดกระทรวงฯ ย้ำว่ากระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมพร้อมรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วน โดยในวันนี้ได้มีการประสานเชิญผู้แทน กกร. เข้าร่วมหารือด้วย แต่ได้รับแจ้งว่าติดภารกิจสำคัญ ซึ่งหากหน่วยงานใด ภายใน ทส. มีประเด็นสอบถามเกี่ยวกับผลการศึกษาเพิ่มเติม เช่น ข้อมูลเกี่ยวกับภารกิจที่ผลการศึกษาระบุว่ามีความเสี่ยงต่อการทุจริตของแต่ละหน่วยงาน เป็นต้น ให้ประสาน กกร. โดยตรง หรือให้ตั้งคณะทำงานร่วมระหว่าง ทส. กับ กกร. เพื่อพิจารณาภารกิจของหน่วยงานที่มีความเสี่ยงต่อการทุจริต เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนเรื่อง Zero Corruption ไปด้วยกัน เน้นการเดินหน้า เพื่อให้เกิดการปฏิรูปการทำงานร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ เพื่อแก้ไขปัญหาคอรัปชันอย่างจริงจังเพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีด้านความโปร่งใสของประเทศ

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

ก้าวสำคัญของการรับมือโลกร้อน “โครงการจัดทำระบบติดตามประเมินผลการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ”

✏️ เหตุผลที่ต้องมีโครงการนี้
               1. รับมือผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศประเทศไทยยังคงเผชิญกับปัญหา เช่น อุณหภูมิสูง ภัยแล้ง ฝนตกหนัก และภัยธรรมชาติที่รุนแรงขึ้น จึงจำเป็นต้องมีระบบติดตามและประเมินผลเพื่อวางแผนการปรับตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ
               2. รวบรวมและจัดการข้อมูลอย่างเป็นระบบข้อมูลด้านการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศกระจายอยู่ในหลายหน่วยงาน โครงการนี้ช่วยสร้างฐานข้อมูลกลาง เพื่อรวบรวม จัดเก็บ และเชื่อมโยงข้อมูลให้ใช้งานได้ง่ายและมีมาตรฐานเดียวกัน
               3. สนับสนุนการวิเคราะห์และการตัดสินใจเชิงนโยบายการใช้เทคโนโลยี เช่น Big Data และ Data Visualization ช่วยให้สามารถวิเคราะห์ข้อมูลที่ซับซ้อนและนำไปใช้กำหนดนโยบายหรือมาตรการรับมือได้อย่างเหมาะสม
               4. ติดตามและประเมินผลการดำเนินงานของประเทศระบบนี้ช่วยให้สามารถติดตามความก้าวหน้าในการดำเนินงานตามแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (NAP) ได้อย่างต่อเนื่อง
               5. ตอบสนองพันธกรณีระหว่างประเทศโครงการช่วยสนับสนุนการรายงานและการดำเนินงานตามกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศ เช่น การรายงานความโปร่งใสรายสองปีและการบรรลุเป้าหมายการปรับตัวระดับโลกภายในปี 2030

❤️ มีหัวใจสำคัญ
               • สร้างมาตรฐาน: สร้างระบบติดตามผลที่วัดค่าได้จริง และเหมาะกับสภาพบ้านเรา
               • เชื่อมข้อมูล: รวบรวมข้อมูลจากทุกส่วนงานมาไว้ที่เดียว เพื่อให้เห็นภาพรวมอย่างมีประสิทธิภาพ
               • นำไปใช้จริง: เปิดให้ทุกภาคส่วนเข้ามาใช้ข้อมูลนี้ เพื่อวางแผนรับมือและตัดสินใจแก้ปัญหาได้อย่างแม่นยำ

ระบบติดตามและประเมินผลการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ คือ “การสร้างระบบเก็บข้อมูลมาตรฐาน เพื่อให้ทุกคนใช้เป็นเข็มทิศในการวางแผนรับมือโลกร้อนร่วมกัน”

แหล่งอ้างอิง
– โครงการจัดทำระบบติดตามประเมินผลการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
– กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม

กรมลดโลกร้อน ร่วมบันทึกเทปถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 3 มิถุนายน 2569

               วันที่ 18 พฤษภาคม 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย พลตำรวจตรี นันทชาติ ศุภมงคล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นางสาวดาริกา ศรัณย์เกตุ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พลตำรวจตรี สุรพล บุญมา เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นางสาวพลอยลภัสร์ สิงห์โตทอง ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม พร้อมคณะผู้บริหารระดับสูงในสังกัดกระทรวงฯ ร่วมบันทึกเทปถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี 3 มิถุนายน 2569 ณ สตูดิโอ 4 อาคารศูนย์ปฏิบัติการแพร่ภาพออกอากาศ สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (NBT) กรุงเทพมหานคร เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการเพื่อประโยชน์สุขของพสกนิกรชาวไทยอย่างต่อเนื่อง

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน

กรมลดโลกร้อน ร่วมเสวนา Thai-German Conference Climate Talks

               วันที่ 18 พฤษภาคม 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม มอบหมายให้นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นผู้แทนเข้าร่วมการเสวนา Thai-German Conference Climate Talks ในหัวข้อ “Fast Forwarding Green-Tech: Getting Frameworks Right” พร้อมด้วยผู้แทนจากบริษัท Bayer Holding (ประเทศไทย) จำกัด และผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย ร่วมการเสวนาในหัวข้อดังกล่าว โดยมีหน่วยงานภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาควิชาการ และภาคการเงิน ทั้งไทยและต่างประเทศ เข้าร่วมงานเสวนาฯ ณ โรงแรมเมอเวนพิค บีดีเอ็มเอส เวลเนส รีสอร์ท กรุงเทพมหานคร
               งานเสวนาดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านการรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมุ่งส่งเสริมความร่วมมือด้านเทคโนโลยีสะอาด เศรษฐกิจหมุนเวียน และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคอุตสาหกรรม เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวและเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานอย่างยั่งยืน โดยรองอธิบดี สส. เน้นย้ำว่า ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการสร้างความชัดเจนด้านนโยบาย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ภาคธุรกิจและนักลงทุนในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยมุ่งดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาล ในการเร่งบรรลุเป้าหมาย Net Zero ภายในปี ค.ศ. 2050 ควบคู่กับการปรับปรุงยุทธศาสตร์ระยะยาวในการพัฒนาแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ (LT-LEDS) และการผลักดันร่าง พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนการลงทุนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจไทย
               นอกจากนี้ ไทยยังเดินหน้าพัฒนากลไกสนับสนุนด้านการเงินสีเขียว และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาด เพื่อรองรับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานโลก โดยเน้นย้ำว่าความท้าทายสำคัญในระยะต่อไปไม่ใช่เพียงการตั้งเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศ แต่คือการขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติจริงผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการเงิน และพันธมิตรระหว่างประเทศ เพื่อผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนในระยะยาว

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ตัดสินการคัดเลือก ทสม. และเครือข่าย ทสม. ดีเด่น ระดับประเทศ ครั้งที่ 1/2569

               วันที่ 18 พฤษภาคม 2569 นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการตัดสินการคัดเลือก ทสม. และเครือข่าย ทสม. ดีเด่น ระดับประเทศ ครั้งที่ 1/2569 พร้อมด้วยผู้แทนหน่วยงานในกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผู้ทรงคุณวุฒิ ร่วมเป็นคณะกรรมการ และมีผู้อำนวยการกองส่งเสริมการมีส่วนร่วมต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นกรรมการและเลขานุการ ณ ห้องประชุมกรรณิการ์ – ราชาวดี (303 – 304) ชั้น 3 อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม
               การประชุมดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อพิจารณากลั่นกรองผลงานของ ทสม. และเครือข่าย ทสม. ดีเด่น ระดับประเทศ ประจำปี 2569 ทั้งประเภทบุคคลและประเภทเครือข่าย จำนวน 2 สาขา 7 ด้านผลงาน ประกอบด้วย สาขาการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จำนวน 3 ด้าน ได้แก่ ด้านการจัดการทรัพยากรป่าไม้ และพื้นที่สีเขียว ด้านการจัดการทรัพยากรน้ำ และด้านการจัดการความหลากหลายทางชีวภาพ และสาขาการจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จำนวน 4 ด้าน ได้แก่ ด้านการจัดการขยะมูลฝอยเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ด้านการจัดการไฟป่า หมอกควัน และการเผาในที่โล่ง ด้านการเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร และด้านการจัดการระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่ง รวมผลงานทั้งสิ้น จำนวน 111 ผลงาน โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบการคัดเลือกผลงาน จำนวน 28 ผลงาน เพื่อเข้าสู่กระบวนการลงพื้นที่ประเมินผลงานเพิ่มเติม เพื่อใช้ประกอบการตัดสินการคัดเลือก ทสม. และเครือข่าย ทสม. ดีเด่น ระดับประเทศ ประจำปี 2569 ต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการพระราชดำริ

               วันที่ 18 พฤษภาคม 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย นายปรมินทร์ แสนทรงศักดิ์ เลขานุการกรม และนางสาวหฤทัย ปุภสสโร ผู้อำนวยการกลุ่มแผนงานและติดตามประเมินผล เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการพระราชดำริ ตามพระบรมราโชบาย ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ณ ห้องประชุม 202 อาคารกรมควบคุมมลพิษ โดยมีนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานคณะกรรมการ และ ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นรองประธานคณะกรรมการดังกล่าว ซึ่งที่ประชุมได้พิจารณาผลการดำเนินงาน และความก้าวหน้าภายใต้โครงการพระราชดำริตามพระบรมราโชบาย ของ ทส. และรับมอบนโยบายการดำเนินงานภายใต้โครงการพระราชดำริตามพระบรมราโชบาย จาก รมว.ทส.

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

มีระบบติดตามประเมินผลแล้วดีอย่างไร

📑มีระบบติดตามประเมินผลแล้วดีอย่างไร
              ประเทศไทยเผชิญกับความเสี่ยงและความท้าทายของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่งมีความซับซ้อนและเชื่อมโยงกันในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นภัยแล้ง น้ำท่วม ความมั่นคงทางอาหาร หรือผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน การดำเนินนโยบายด้านการปรับตัวฯ จึงไม่อาจอาศัยเพียงข้อมูลกระจัดกระจายหรือการตัดสินใจแบบแยกส่วนได้อีกต่อไป ระบบการติดตามประเมินผลการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจึงมีบทบาทสำคัญในฐานะโครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์ ที่ช่วยรวบรวม เชื่อมโยง และวิเคราะห์ข้อมูลจากหลายภาคส่วนอย่างเป็นระบบ ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้อง ทันเวลา และสอดคล้องกัน ซึ่งมีประโยชน์ในหลายด้าน ดังนี้

🚩การจัดทำระบบติดตามและประเมินผลด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศใน ระดับชาติ มีประโยชน์สำคัญ ดังนี้
               1. สนับสนุนการกำหนดนโยบายระดับประเทศ ช่วยให้รัฐบาลเห็นภาพรวมของความก้าวหน้าและประสิทธิผลของมาตรการปรับตัว ทำให้นโยบายมีความเหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์จริง
               2. เพิ่มประสิทธิภาพการวางแผนระยะยาว ข้อมูลที่ได้ช่วยคาดการณ์แนวโน้มผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทำให้สามารถวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างยั่งยืน
               3. การจัดสรรทรัพยากรและงบประมาณอย่างคุ้มค่า ช่วยระบุว่าพื้นที่หรือภาคส่วนใดมีความเสี่ยงสูงและต้องการการสนับสนุนมากที่สุด จึงสามารถจัดสรรงบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพ
               4. เสริมสร้างความมั่นคงของประเทศ ลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ง หรือพายุ ซึ่งอาจกระทบต่อเศรษฐกิจ ความมั่นคงด้านอาหาร และความเป็นอยู่ของประชาชน
               5. รองรับการรายงานในระดับนานาชาติ ช่วยให้ประเทศสามารถจัดทำรายงานตามกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศด้านสภาพภูมิอากาศได้อย่างถูกต้อง โปร่งใส และน่าเชื่อถือ
               6. เพิ่มความโปร่งใสและความรับผิดชอบ ทำให้การดำเนินงานของหน่วยงานรัฐสามารถตรวจสอบได้ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและภาคส่วนต่าง ๆ
               7. สนับสนุนการตัดสินใจเชิงข้อมูล (evidence-based decision) ผู้กำหนดนโยบายสามารถใช้ข้อมูลจริงในการตัดสินใจ ลดความคลาดเคลื่อนและความเสี่ยง
               8. ส่งเสริมความร่วมมือระดับประเทศ ช่วยให้หน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน และวิชาการ ทำงานร่วมกันได้ดีขึ้น เพราะมีข้อมูลและตัวชี้วัดร่วมกัน
              สรุป ในระดับชาติ ระบบนี้เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้การบริหารจัดการและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีทิศทางชัดเจน มีประสิทธิภาพ และยั่งยืนมากขึ้น

📝การจัดทำระบบติดตามและประเมินผลด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศใน ระดับท้องถิ่น มีประโยชน์สำคัญหลายด้าน ดังนี้
               1. เข้าใจปัญหาและความเสี่ยงในพื้นที่จริง ช่วยให้ชุมชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเห็นผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ง หรือดินถล่ม ทำให้รับมือได้ตรงจุดมากขึ้น
               2. วางแผนพัฒนาท้องถิ่นได้เหมาะสม ข้อมูลจากระบบติดตามช่วยให้การวางแผนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ระบบระบายน้ำ การจัดการน้ำ และการใช้ที่ดิน สอดคล้องกับความเสี่ยงด้านภูมิอากาศ
               3. ลดความเสียหายจากภัยพิบัติ เมื่อมีข้อมูลเฝ้าระวังและประเมินผลต่อเนื่อง ชุมชนสามารถเตรียมพร้อมและตอบสนองต่อภัยพิบัติได้รวดเร็ว ลดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน
               4. เพิ่มความเข้มแข็งของชุมชน ทำให้คนในพื้นที่มีความรู้และความตระหนักเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา
               5. สนับสนุนการตัดสินใจของผู้นำท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่นสามารถใช้ข้อมูลจริงในการกำหนดนโยบายหรือโครงการพัฒนาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
               6. ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ช่วยให้การใช้งบประมาณและทรัพยากรในระดับพื้นที่มีความเหมาะสม ไม่สูญเปล่า และตอบโจทย์ปัญหาจริง
               7. ส่งเสริมการปรับตัวของภาคเกษตรและอาชีพท้องถิ่น ช่วยให้เกษตรกรและผู้ประกอบอาชีพในพื้นที่ปรับตัว เช่น การเลือกพืชที่เหมาะสมกับสภาพอากาศ หรือการจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ
               8. สร้างความร่วมมือในชุมชน กระตุ้นให้หน่วยงานท้องถิ่น ชาวบ้าน และภาคส่วนต่าง ๆ ทำงานร่วมกันในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
              สรุป ระบบนี้ช่วยให้ท้องถิ่น “รู้ปัญหาเร็ว วางแผนได้ถูก และลดความเสียหายได้จริง” ทำให้ชุมชนมีความพร้อมและยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้นอย่างยั่งยืน

✏️การจัดทำระบบติดตามและประเมินผลด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีประโยชน์ ด้านอื่น ๆ ดังนี้
               1. ด้านการวางแผนและนโยบาย ช่วยให้การกำหนดนโยบายและแผนงานด้านการปรับตัวมีความเหมาะสม สอดคล้องกับสถานการณ์จริง
               2. ด้านการตัดสินใจ สนับสนุนการตัดสินใจของผู้บริหารทั้งระดับชาติและท้องถิ่นโดยใช้ข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบัน
               3. ด้านการจัดการงบประมาณ ช่วยให้สามารถจัดสรรงบประมาณได้อย่างคุ้มค่า และให้ความสำคัญกับพื้นที่หรือโครงการที่มีความเสี่ยงสูง
               4. ด้านการลดความเสี่ยงและผลกระทบ ทำให้สามารถเตรียมความพร้อมและลดความเสียหายจากภัยพิบัติ เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ง และพายุ
               5. ด้านการเพิ่มศักยภาพในการปรับตัว ช่วยให้ชุมชนและภาคส่วนต่าง ๆ มีความรู้และสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ดีขึ้น
               6. ด้านการติดตามความก้าวหน้าและประเมินผล ทำให้ทราบว่ามาตรการที่ดำเนินการมีประสิทธิภาพหรือไม่ และควรปรับปรุงอย่างไร
               7. ด้านความโปร่งใสและความรับผิดชอบ ช่วยให้การดำเนินงานสามารถตรวจสอบได้ และสร้างความน่าเชื่อถือให้กับภาครัฐ
               8. ด้านการสนับสนุนความร่วมมือ เอื้อต่อการทำงานร่วมกันของหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งในและนอกประเทศ โดยใช้ข้อมูลและตัวชี้วัดร่วมกัน

สรุป ระบบนี้มีบทบาทสำคัญในการทำให้การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีประสิทธิภาพ ยั่งยืน และตอบสนองต่อความต้องการของสังคมได้อย่างรอบด้าน

แหล่งอ้างอิง
1. กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม
2. กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
3. โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ

ระบบ M&E เครื่องมือวัดความรอดในยุคโลกรวน กรณีศึกษาระบบติดตามประเมินผลของต่างประเทศ

📊 ระบบ M&E เครื่องมือวัดความรอดในยุคโลกรวนกรณีศึกษาระบบติดตามประเมินผลของต่างประเทศ
🇩🇪 1. เยอรมนี: “วัดผลระบบ”
– จุดเด่น: ใช้กรอบวิเคราะห์เพื่อแยก “สาเหตุ–ผลกระทบ–การตอบสนอง” อย่างชัดเจน
เยอรมนีใช้กรอบแนวคิด DPSIR (Drivers, Pressures, State, Impact, Response) ในการจำแนกตัวชี้วัดเพื่อแยกแยะว่าอะไรคือผลกระทบ และอะไรคือผลสำเร็จของการปรับตัว
– สิ่งที่น่าสนใจ: มีชุดตัวชี้วัดมาตรฐานเดียวกันทุกหน่วยงาน
เยอรมนีจัดทำ “Indicator Fact Sheets” หรือแผ่นข้อมูลตัวชี้วัดที่ระบุที่มาและวิธีคำนวณไว้อย่างชัดเจนเพื่อให้ทุกหน่วยงานรายงานผลในมาตรฐานเดียวกัน
🇵🇭 2. ฟิลิปปินส์: “งบประมาณต้องตอบโจทย์ผลลัพธ์”
– จุดเด่น: เชื่อมโยง “งบประมาณ” กับ “ผลลัพธ์การปรับตัว”
ฟิลิปปินส์มีระบบ RBMES (Results-Based Monitoring and Evaluation System) ซึ่งเป็นระบบติดตามและประเมินผลที่เน้น “ผลลัพธ์” เพื่อให้มั่นใจว่านโยบายและงบประมาณก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง และมีคณะกรรมการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Commission) ซึ่งเป็นหน่วยงานกลางระดับชาติที่สั่งการข้ามกระทรวงได้
– สิ่งที่น่าสนใจ: ระบบติด “ป้ายกำกับงบประมาณ”
ฟิลิปปินส์มีการใช้ Climate Change Expenditure Tagging (CCET) หรือระบบติด “ป้ายกำกับงบประมาณ” ช่วยติดตามว่า งบประมาณของรัฐถูกใช้เพื่อการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศมากน้อยเพียงใด และได้ผลหรือไม่
🇨🇴 3. โคลอมเบีย: “เจาะลึกข้อมูลรายพื้นที่”
– จุดเด่น: มีระบบข้อมูลความเสี่ยงและการปรับตัวรายพื้นที่
โคลอมเบียได้พัฒนาระบบ SIIVRA (Sub-system on Information on Vulnerability, Risk and Adaptation) หรือระบบข้อมูลด้านความเปราะบาง ความเสี่ยง และการปรับตัว ซึ่งเป็นระบบที่เน้นตัวชี้วัดใน “ห่วงโซ่คุณค่า” (Value Chains) ของสินค้าเกษตรตามยุทธศาสตร์ของประเทศโคลอมเบีย
– สิ่งที่น่าสนใจ: ท้องถิ่นทราบถึงบริบทของพื้นที่ว่า “มีความเสี่ยงระดับใด และควรปรับตัวอย่างไร”
โคลอมเบียมีการย่อส่วนข้อมูล (Downscaling) ลงไปถึงระดับเทศบาล ทำให้ท้องถิ่นรู้ว่าพื้นที่ตนเองเสี่ยงแค่ไหนและต้องปรับตัวอย่างไร
🇬🇧 4. สหราชอาณาจักร: “มีการตรวจสอบที่โปร่งใส”
– จุดเด่น: มีคณะกรรมการอิสระประเมินการทำงานของรัฐบาล
สหราชอาณาจักรมีคณะกรรมการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศซึ่งเป็นกรรมการอิสระทำหน้าที่วิจารณ์และรายงานความก้าวหน้าของรัฐบาลต่อสภาอย่างตรงไปตรงมาทุก 2 ปี
– สิ่งที่น่าสนใจ: มีกฎหมายบังคับให้หน่วยงานรายงานความเสี่ยง
สหราชอาณาจักรมีอำนาจตามกฎหมายที่ให้รัฐบาลสามารถสั่งให้หน่วยงานรายงานความเสี่ยงด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Adaptation Reporting Power: ARP) โดยรัฐบาทมีสิทธิ์เรียกข้อมูลจากหน่วยงานต่าง ๆ เช่น ด้านการไฟฟ้า ด้านการประปา และด้านการขนส่ง เป็นต้น
🇨🇦 5. แคนาดา: “เน้นผลลัพธ์และความเท่าเทียม”
– จุดเด่น: มีการกำหนดเป้าหมายเชิงปริมาณและระยะเวลาที่ชัดเจน
แคนาดามีตัวชี้วัดที่กำหนดเป้าหมายเชิงปริมาณและระยะเวลาในการบรรลุผลอย่างชัดเจน ซึ่งช่วยให้ประเมินผลได้อย่างเป็นรูปธรรม และมีคณะกรรมการอิสระประเมินการทำงานของรัฐบาล รวมทั้งนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาเป็นส่วนหนึ่งของตัวชี้วัด และเป็นระบบที่ขับเคลื่อนด้วยการเรียนรู้
– สิ่งที่น่าสนใจ: มีการเก็บข้อมูลแบบแยกแยะและการประเมินที่พิจารณาเรื่องเพศและสังคมเป็นฐาน
แคนาดามีการเก็บข้อมูลแบบแยกแยะ (Disaggregated Data) ตามเพศ, อายุ, รายได้ และพื้นที่ และประเมินความคุ้มค่าของโครงการปรับตัวโดยพิจารณาเรื่องความแตกต่างทางเพศและสถานะทางสังคมเป็นฐาน (Gender-Based Analysis Plus)
🇫🇷 6. ฝรั่งเศส: “เน้นนโยบายและการวางแผนเชิงพื้นที่”
– จุดเด่น: มีกฎหมายส่งเสริมการรายงานแบบ Bottom-up และป้องกันการปรับตัวที่ผิดพลาด
ฝรั่งเศสมีระบบ M&E ที่ส่งเสริมการปรับปรุงนโยบายตามวงรอบได้ และใช้กฎหมายบังคับให้ท้องถิ่นที่มีประชากร 20,000 คนขึ้นไป ต้องทำแผนภูมิอากาศ พลังงาน และอาณาเขต (Plan Climat-Air-Énergie Territorial) และรายงานผลสู่ส่วนกลาง รวมถึงมีการประเมินผลข้างเคียงของการปรับตัว
– สิ่งที่น่าสนใจ: การเชื่อมโยงระบบ M&E ระหว่างระดับชาติและท้องถิ่น
ฝรั่งเศสมีกฎหมายบังคับให้ท้องถิ่นจัดทำแผนที่มีเป้าหมายและตัวชี้วัดที่สอดคล้องกับแผนการปรับตัวระดับชาติ และกำหนดให้ทุกระดับใช้ฉากทัศน์กลางเดียวกันที่การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยโลก 4 องศาเซลเซียส ภายในปี 2100 รวมทั้งใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลให้ท้องถิ่นรายงานผล ทำให้การเชื่อมโยงจากระดับล่างขึ้นบนเป็นมาตรฐานเดียวกันและเป็นระบบ
🇻🇳 7. เวียดนาม: ระบบการรายงานออนไลน์ที่ครอบคลุมทุกระดับ
– จุดเด่น: มีระบบฐานข้อมูลออนไลน์กลางที่ครอบคลุมและเปิดเผยต่อสาธารณะ
เวียดนามได้พัฒนาระบบฐานข้อมูลออนไลน์กลางเพื่อให้หน่วยงานในระดับชาติและระดับจังหวัดเข้ามารายงานผลผ่านบัญชีผู้ใช้งาน และมีส่วนแสดงผลต่อสาธารณะเพื่อดูความก้าวหน้าด้านการปรับตัวในแต่ละพื้นที่ ช่วยสร้างการมีส่วนร่วมและตรวจสอบจากภาคประชาสังคม
– สิ่งที่น่าสนใจ: เชื่อมโยงข้อมูลแบบ Real-time และจัดอันดับความก้าวหน้าของแต่ละจังหวัด
เวียดนามมีระบบฐานข้อมูลอออนไลน์ที่สามารถรองรับการรายงานผลได้แบบ Real-time ทำให้เกิดความคล่องตัวในการรายงานผลจากระดับล่างสู่ส่วนกลาง และมีการเปิดเผยข้อมูลความก้าวหน้าด้านการปรับตัวของแต่ละจังหวัด ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกันระหว่างพื้นที่ที่มีลักษณะคล้ายกัน
🇰🇪 8. เคนยา: การวัดผลโดยเน้นท้องถิ่นเป็นหลัก
– จุดเด่น: มีระบบ M&E ที่เชื่อมโยงกับกองทุนภูมิอากาศระดับจังหวัด
เคนยาใช้ระบบที่เชื่อมโยงกับกองทุนภูมิอากาศระดับจังหวัด ซึ่งหากโครงการใดในจังหวัดสามารถรายงานผลการเพิ่มความยืดหยุ่นด้านการปรับตัวได้ชัดเจน จะมีโอกาสได้งบประมาณจากกองทุนนี้
– สิ่งที่น่าสนใจ: มีกรอบการวัดผลการแก้ปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติ (NbS)
เคนยาเริ่มทดลองใช้กรอบการวัดผล “การแก้ปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติ” (Nature-based Solutions – NbS) ในระบบ M&E ซึ่งวัดผลทั้งด้านระบบนิเวศและความเป็นอยู่ของชุมชนไปพร้อมกัน
🇹🇭 แนวทางสำหรับประเทศไทย
ประเทศไทยสามารถยกระดับระบบ M&E ได้ผ่าน 4 แนวทางสำคัญ
              1. สร้างมาตรฐานตัวชี้วัด: ให้ทุกหน่วยงานใช้ข้อมูลที่มีมาตรฐานเดียวกัน เปรียบเทียบได้
              2. เสริมด้วยกฎหมาย: กำหนดให้มีการติดตามและรายงานผลอย่างต่อเนื่อง
              3. ติดตามงบประมาณด้านภูมิอากาศ: รู้ว่าเงินที่ใช้ “ช่วยลดความเสี่ยงได้จริงหรือไม่”
              4. พัฒนาศูนย์ข้อมูลกลาง: เชื่อมข้อมูลจากพื้นที่ → ระดับประเทศ เพื่อใช้ตัดสินใจ
การติดตามและประเมินผล ไม่ใช่แค่การรายงาน แต่คือการเรียนรู้ เพื่อให้ประเทศไทยปรับตัวได้ทันกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

แหล่งอ้างอิง
UNFCCC และ NAP Global Network