กรมลดโลกร้อน ถกผลกระทบเศรษฐกิจ-สังคม เตรียมปรับยุทธศาสตร์ Net Zero 2050 ก่อนฟังเสียงประชาชน

               วันที่ 9 มิถุนายน 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานการประชุมคณะทำงานศึกษาแนวทางจัดการผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมจากการดำเนินนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 1/2569 ร่วมกับ นายวิชญายุทธ บุญชิต รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พร้อมด้วยนายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมการประชุม ณ ห้อง Platinum Hall ชั้น 3 โรงแรมอวานี รัชดา กรุงเทพฯ และผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (โปรแกรม Zoom Meeting)
               ในการนี้ ที่ประชุมได้ร่วมกันพิจารณาผลการประเมินดังกล่าว โดยมีประเด็นสำคัญ ได้แก่ นิยามและแนวคิดที่ใช้ในการประเมินภายใต้แบบจำลอง เช่น กรณีปกติ (Business-as-Usual: BAU) การกำหนดค่าตัวแปร (Parameters) ที่สำคัญ ตลอดจนองค์ประกอบในการนำเสนอยุทธศาสตร์ระยะยาวในการพัฒนาแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ (LT-LEDS) ตามความตกลงปารีส ทั้งนี้ กรมฯ จะนำข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะที่ได้รับจากการประชุมครั้งนี้ไปประกอบการพิจารณาร่วมกับสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันและปรับปรุงยุทธศาสตร์ระยะยาวในการพัฒนาแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำของประเทศไทย ให้มีความครบถ้วนสมบูรณ์ก่อนเข้าสู่กระบวนการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ (Public Hearing) ภายในเดือนกรกฎาคม 2569 ต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

พลิกวิกฤตโลกเดือด! ‘รมว.สุชาติ’ มอบกรมลดโลกร้อนกางแผนรับมือ ‘เอลนีโญ’ เสริมเกราะภูมิคุ้มกันไทย

               ในยุคที่ทั่วโลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากสภาวะ “โลกร้อน” เข้าสู่ “โลกเดือด” ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติอย่างเอลนีโญ (El Niño) ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของสภาพอากาศที่แปรปรวนในระยะสั้นอีกต่อไป แต่เป็นบททดสอบครั้งสำคัญของประเทศไทยในการวางรากฐานเพื่อความอยู่รอดอย่างยั่งยืน ล่าสุด นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) ได้ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และการยกระดับคุณภาพสิ่งแวดล้อมของประเทศ ซึ่งรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้กำหนดนโยบายสำคัญ โดยเฉพาะในด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม ได้แก่ การบริหารจัดการน้ำและป้องกันภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ การพัฒนาระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ การผลักดันให้ประเทศบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี ค.ศ. 2050 และการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีคุณค่าและสมดุล และได้มอบหมายกรมลดโลกร้อนเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายเชิงรุก เร่งรัดขับเคลื่อนแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (National Adaptation Plan: NAP) เพื่อลดความสูญเสียและความเสียหาย และเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ประเทศ
               ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า จากข้อมูลล่าสุดของกรมอุตุนิยมวิทยา แม้ปัจจุบันสภาวะแปรปรวนของกระแสน้ำและชั้นบรรยากาศ (ENSO) จะอยู่ในสถานะเป็นกลาง แต่ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ มีสัญญาณชัดเจนว่าประเทศไทยเริ่มเข้าสู่สภาวะเอลนีโญ ซึ่งจะส่งผลให้ปริมาณฝนโดยรวมน้อยกว่าปกติ และอาจเกิดภาวะฝนทิ้งช่วง ขณะที่อุณหภูมิเฉลี่ยจะสูงขึ้นกว่าปกติ ประมาณ 1.3-2.2 องศาเซลเซียส โดยเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2569 – เดือนมกราคม พ.ศ. 2570 คาดว่าสภาวะเอลนีโญจะมีความรุนแรงมากที่สุด แนวโน้มดังกล่าวสอดคล้องกับผลการประเมินจากแบบจำลองพยากรณ์ของ European Centre for Medium-Range Weather Forecasts (ECMWF) ซึ่งระบุว่ามีโอกาสสูงมากที่โลกจะเข้าสู่สภาวะเอลนีโญในช่วงเดือนพฤษภาคม–กรกฎาคม 2569 และคาดการณ์ว่าเอลนีโญจะคงอยู่ต่อเนื่องตลอดช่วงที่เหลือของปี พ.ศ. 2569 และต่อเนื่องถึงช่วงต้นปี พ.ศ.2570 และสอดคล้องกับข้อมูลจากแบบจำลองการคาดการณ์ภูมิอากาศระยะยาวของกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ซึ่งพบว่าปริมาณฝนของประเทศไทย ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569 – 2571 มีแนวโน้มลดลง
               ความเสี่ยงและผลกระทบจากปรากฎการณ์ดังกล่าว ได้แก่ การขาดแคลนน้ำเพื่ออุปโภคบริโภคของประชาชนและภาคส่วนต่างๆ (ภาคการเกษตร ภาคอุตสาหกรรม ภาคการท่องเที่ยวและบริการ ภาคเมือง) ผลกระทบจากความแห้งแล้ง เป็นตัวเร่งโอกาสของการเกิดไฟป่าที่มีความรุนแรงมากขึ้น อุณหภูมิที่สูงขึ้น มีผลต่อสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง และผู้ที่ทำงานกลางแจ้ง และกระทบต่อการเกิดปะการังฟอกขาว
ที่ผ่านมา รมว.สุชาติ ได้สั่งการให้หน่วยงานในสังกัด ทส. ดำเนินการเพื่อรับมือกับความท้าทายดังกล่าว ดังนี้
               การรับมือภัยแล้งและภาวะฝนทิ้งช่วง โดยกรมทรัพยากรน้ำได้ระดมเครื่องจักรกล ทั้งเครื่องสูบน้ำ รถบรรทุกน้ำ รถขุด และเรือดูดโคลน ให้พร้อมสแตนด์บายใช้งานตลอด 24 ชั่วโมง ด้านกรมทรัพยากรน้ำบาดาลได้เปิดจุดจ่ายน้ำบาดาลเพื่อประชาชนแล้วถึง 157 แห่ง ใน 42 จังหวัด พร้อมจัดตั้งศูนย์ผลิตน้ำสะอาดรวม 139 จุด และจุดสูบน้ำช่วยเหลืออีก 245 จุดทั่วประเทศ
               การรับมือฝุ่นควันและไฟป่า โดยกรมป่าไม้และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ดำเนินมาตรการรับมือสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง PM2.5 ประจำปี 2569 ที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งตั้งเป้าลดพื้นที่เผาไหม้ในป่าอย่างจริงจัง มีการจัดเตรียมเฮลิคอปเตอร์ติดตั้งอุปกรณ์ตักน้ำ (Bucket) พร้อมขึ้นบินดับไฟป่าทางอากาศทันทีเมื่อเกิดเหตุ พร้อมทั้งการสนับสนุนงบประมาณและอุปกรณ์ให้แก่อาสาสมัครภาคประชาชนในพื้นที่อนุรักษ์ที่มีความเสี่ยงสูง
               การบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง โดยกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เตรียมบังคับใช้กฎหมายคุมการท่องเที่ยวทางทะเล หลังสถานการณ์ทะเลไทยเข้าสู่ภาวะเสี่ยงวิกฤติจากผลกระทบสภาพภูมิอากาศ การเสริมความแข็งแรงให้ปะการังและหญ้าทะเลสามารถฟื้นตัวได้เอง ควบคู่กับการกำหนดแนวทางอนุรักษ์สัตว์ทะเลร่วมกับการส่งเสริมการท่องเที่ยวทางทะเลอย่างยั่งยืน รวมถึงการจัดทำแผนที่ความเสี่ยงการกัดเซาะชายฝั่ง เพื่อเตรียมความพร้อมในการรับมือและปรับตัว
               การพัฒนาศูนย์ข้อมูลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Information Center) โดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะเป็นแพลตฟอร์มกลางที่เผยแพร่ข้อมูลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศ ทั้งข้อมูลการลดก๊าซเรือนกระจก ข้อมูลความเสี่ยงและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ข้อมูลการคาดการณ์ภูมิอากาศในระยะยาว รวมถึงการติดตามประเมินผลการลดก๊าซเรือนกระจกเพื่อบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี ค.ศ. 2050 และการดำเนินงานด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตามเป้าหมายการปรับตัวระดับโลก (Global goal on Adaptation : GGA)
ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อรับมือกับ ‘เอลนีโญ’ ใน 6 สาขาความเสี่ยงภายใต้แผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ
               การจัดการทรัพยากรน้ำ (เทคโนโลยีดิจิตอล) นำเทคโนโลยีดิจิตอล เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และข้อมูลการคาดการณ์สภาพภูมิอากาศ ทั้งระยะสั้น กลาง ยาว ที่มีความละเอียดสูง มาใช้ในการวางแผนและบริหารจัดการน้ำ การเพิ่มจำนวนสถานีตรวจวัดอากาศให้ครอบคลุมทั่วประเทศ การจัดทำแผนสำรองน้ำในพื้นที่เสี่ยง การพัฒนาธนาคารน้ำใต้ดิน (Groundwater Banking) และการเติมน้ำกลับสู่ชั้นหินอุ้มน้ำ (MAR)
               เกษตรและความมั่นคงทางอาหาร (มุ่งสู่ “เกษตรอัจฉริยะ”) แปรเปลี่ยนการตั้งรับไปสู่ “การปรับตัวเชิงรุก” (Anticipatory Adaptation) โดยส่งเสริมการนำเทคโนโลยีอวกาศและดาวเทียมมาใช้ เช่น แพลตฟอร์ม “เช็คแล้ง” เพื่อให้เกษตรกรสามารถประเมินความต้องการใช้น้ำ สุขภาพพืช และคาดการณ์ผลผลิตล่วงหน้าในระดับแปลงเพาะปลูกได้อย่างแม่นยำ
               การท่องเที่ยวที่ยืดหยุ่น (Climate Resilient Tourism) เตรียมรับมือปัญหาขาดแคลนน้ำในเมืองท่องเที่ยวและเกาะต่างๆ ควบคู่ไปกับการปรับตัวทางธุรกิจ เช่น การพัฒนากิจกรรมด้านการท่องเที่ยวที่ลดการพึ่งพิงสภาพอากาศ การเพิ่มพื้นที่สีเขียวเพื่อลดอุณหภูมิในแหล่งท่องเที่ยว การปรับช่วงเวลาของกิจกรรมให้เหมาะสมกับสภาพอากาศ และการจัดบริการด้านสุขภาพและความปลอดภัยให้แก่นักท่องเที่ยว การจัดจุดบริการน้ำดื่มที่ทั่วถึง เป็นต้น
               สาธารณสุข (ปกป้องกลุ่มเปราะบาง) สภาพอากาศที่ร้อนจัดเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคลมร้อน (Heat Stroke) ควรมีการพัฒนาดัชนีความร้อน (Heat Index) ความละเอียดสูง เพื่อแจ้งเตือนประชาชนล่วงหน้ารายพื้นที่ โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุ เด็ก เกษตรกร ผู้ที่มีโรคประจำตัวและผู้ที่ต้องทำงานกลางแจ้ง
               การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ (หยุดวิกฤตไฟป่าและปะการังฟอกขาว) เน้นการใช้ระบบดาวเทียมติดตามจุดความร้อน (Hotspot) เพื่อเฝ้าระวังไฟป่าในป่าอนุรักษ์อย่างเข้มงวด ฟื้นฟูระบบนิเวศต้นน้ำด้วยแนวทางธรรมชาติ (Nature-based Solutions: NbS) และสนับสนุนชุมชนในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมเป็นอาสาสมัครอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ รวมถึงการติดตามเฝ้าระวังสถานการณ์ปะการังฟอกขาว หญ้าทะเลและสัตว์ทะเลหายาก อย่างใกล้ชิด
               การตั้งถิ่นฐานและความมั่นคงของมนุษย์ (เมืองยืดหยุ่น สถาปัตยกรรมปรับตัว) ส่งเสริมการวางผังเมืองและออกแบบอาคารที่สอดคล้องกับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง (Climate-Adaptive Design) พร้อมพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้าแบบหลายภัย (Multi-Hazard Early Warning System : MHEW) เพื่อลดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
               วิกฤตเอลนีโญในวันนี้ไม่ใช่เพียงแค่ปัญหาภัยแล้งตามฤดูกาลที่ผ่านมาแล้วผ่านไป หากแต่เป็นสัญญาณเตือนภัยครั้งสำคัญที่บีบให้ประเทศไทยต้องเร่งเปลี่ยนผ่านโครงสร้างประเทศ การขับเคลื่อนนโยบายของ นายสุชาติ ชมกลิ่น ในครั้งนี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณว่า “การลงทุนเพื่อปรับตัวในวันนี้ คือการปกป้องอนาคตของชาติ” ด้วยการใช้วิทยาศาสตร์ข้อมูล การบูรณาการร่วมกันของทุกภาคส่วน และความร่วมมือจากประชาชน เพื่อเปลี่ยนจากสภาวะที่เปราะบาง ไปสู่การเป็นประเทศที่มีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Resilience) อย่างยั่งยืน ดร.พิรุณ กล่าวทิ้งท้าย

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ร่วมพิธีเปิดกิจกรรมวันทะเลโลก 2569 สานพลังอนุรักษ์ทะเลไทย สานต่อพระดำริเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ

               วันที่ 8 มิถุนายน 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วยนายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ร่วมพิธีเปิดกิจกรรมวันทะเลโลก (World Oceans Day) ประจำปี 2569 ภายใต้แนวคิด “REIMAGINE : คิดใหม่ให้ทะเล เพื่อโลกที่ยั่งยืน” โดยมี นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธาน พร้อมด้วย Soohyun Kim ผู้อำนวยการสำนักงานภูมิภาคยูเนสโก กรุงเทพฯ ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดร.ปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง คณะผู้บริหารกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา ตลอดจนประชาชนและเครือข่ายด้านสิ่งแวดล้อม เข้าร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง ซึ่งกิจกรรมนี้จัดโดย กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร ณ ลานกิจกรรม Block I สยามสแควร์ กรุงเทพมหานคร
               นายสุชาติ กล่าวว่า การจัดงานวันทะเลโลกในปีนี้ เป็นการสืบสานต่อยอดพระดำริของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ในด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลยุคใหม่ ที่สามารถเชื่อมโยงการดูแลสิ่งแวดล้อมเข้ากับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม และสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล ภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการสร้างสมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยมุ่งส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการดูแลรักษาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ซึ่งเป็นทรัพยากรสำคัญ
               รมว. สุชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่าปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเล ความหลากหลายทางชีวภาพ และความมั่นคงทางอาหารของประเทศ ดังนั้นการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลจึงไม่ใช่ภารกิจของหน่วยงานใดเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน
               นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการจัดแสดงผลิตภัณฑ์จากโครงการภายใต้มูลนิธิอนุรักษ์แนวปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลไทย ซึ่งเกิดจากพระดำริของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ที่ทรงห่วงใยต่อปัญหาความเสื่อมโทรมของทรัพยากรทางทะเลและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลไทย โดยมูลนิธิฯ ได้ร่วมกับภาคีเครือข่ายนำขยะทะเลมาแปรรูปเป็นนวัตกรรมสิ่งทอและพัฒนาเป็น “ผ้าพลิกตัวสำหรับผู้ป่วยติดเตียง” เพื่อส่งมอบแก่ผู้ยากไร้ สร้างคุณค่าทางสังคมควบคู่กับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
               ทั้งนี้ กิจกรรมวันทะเลโลก 2569 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 8-10 มิถุนายน 2569 โดยมีกิจกรรมสร้างสรรค์และนิทรรศการด้านการอนุรักษ์ทะเลจากหน่วยงานเครือข่ายจำนวนมาก เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เรียนรู้และมีส่วนร่วมในการดูแลรักษาทะเลไทย ซึ่งถือเป็นสมบัติอันล้ำค่าของประเทศและของคนไทยทุกคน พร้อมร่วมชมภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ที่ทรงถ่ายทอดความงดงามของธรรมชาติ ผ่านมุมมองแห่งศิลปะและความละเอียดอ่อน อันสะท้อนถึงความสัมพันธ์ของผืนป่า ระบบนิเวศ และมหาสมุทร

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน จัดเวทีพัฒนาความร่วมมือองค์กรเอกชนด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

               นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมพัฒนาความร่วมมือองค์กรเอกชนด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจัดร่วมกับสมัชชาองค์กรเอกชนด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเรียนรู้การดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั้งในระดับประเทศและระดับโลก พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนสถานการณ์และผลการขับเคลื่อนงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมจากทุกภูมิภาค และหารือความร่วมมือการขับเคลื่อนงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมร่วมกับภาคีเครือข่าย โดยมีผู้เข้าร่วมประกอบด้วย องค์กรเอกชนด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ องค์กรชุมชนด้านสิ่งแวดล้อม อาสาสมัครสิ่งแวดล้อมและภาคีความร่วมมือ ระหว่างวันที่ 7-8 มิถุนายน 2569 ณ โรงแรม ทีเค พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร และผ่านระบบการประชุมทางไกล (Video conference) รวมทั้งสิ้นกว่า 150 คน
               นายโกเมศ พุทธสอน ได้เน้นย้ำเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ใช่เรื่องไกลตัวและเป็นเรื่องที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันอย่างจริงจัง ประเทศไทยไม่สามารถดำเนินการได้เพียงลำพัง เพราะปัญหาหลายเรื่องมีความเชื่อมโยงกับต่างประเทศและสถานการณ์โลก ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญและถูกกำหนดเป็นนโยบายที่ต้องนำสู่การปฏิบัติ และกรมลดโลกร้อนมีบทบาทในการเป็นสื่อกลางระหว่างภาครัฐและภาคประชาชน เพื่อรับฟังปัญหา ข้อเสนอแนะ และข้อมูลจากพื้นที่จริง ซึ่งเป็นข้อมูลที่มีคุณค่าต่อการกำหนดนโยบายและแนวทางการดำเนินงานของภาครัฐ เพราะการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนและเครือข่ายเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า รวมถึงข้อมูลทางวิชาการและงานวิจัยยังมีบทบาทสำคัญที่จะตอบสนองการจัดการ การปรับตัว และการวางแผนรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่มีประสิทธิภาพ ดังนั้นการประชุมและการแลกเปลี่ยนเรียนรู้แบบนี้ จะช่วยสร้างความรู้ ความเข้าใจร่วมกัน เกิดการเชื่อมโยงเครือข่าย และนำไปสู่การพัฒนาความร่วมมือที่จะนำไปสู่ทางออกที่เหมาะสมร่วมกัน ซึ่งเป็นกระบวนการที่กรมยังให้ความสำคัญและสนับสนุนเครือข่าย
               ในการประชุมนี้มี นางสาวอุมา ศรีสุข ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการมีส่วนร่วมต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม นำเสนอความเป็นมาและเป้าหมายการประชุมฯ ดร.กิตติศักดิ์ พฤกษ์กานนท์ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และความร่วมมือระหว่างประเทศ นำเสนอการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั้งในระดับประเทศและระดับโลก
ข้อมูลและความคิดเห็นที่ได้จากการประชุมครั้งนี้ คือ
               1. รับรู้ข้อมูลการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งในระดับประเทศและระดับโลกและความจำเป็นที่ประเทศไทยต้องขับเคลื่อนอย่างมีเป้าหมายและมีกฎหมายรองรับ
               2. ได้ข้อมูลสถานการณ์ด้านสิ่งแวดล้อม การพัฒนา และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมข้อเสนอด้านการจัดการ และต้นทุนการดำเนินงานของเครือข่ายภาคประชาชนจากทุกภูมิภาค
               3. ได้แนวทางความร่วมมือกับการขับเคลื่อนงานด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ร่วมกับภาคีทั้ง พอช. WWF สสส. สถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม กองบริหารกองทุนสิ่งแวดล้อม และเครือข่ายอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพประเทศไทย ซึ่งจะมีการคุยในรายละเอียดต่อไป
               4. ปรับบทบาทและแนวทางการทำงานของสมัชชาองค์กรเอกชนด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ที่จะเป็นกลไกกลางในการสนับสนุนเครือข่าย พัฒนางานวิชาการ และเชื่อมประสานการทำงานกับภาคประชาสังคมหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคีใหม่ ๆ รวมถึงการเชื่อมประสานแหล่งทุน
               ทั้งนี้ ที่ประชุมเห็นว่า “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” ไม่ใช่แค่เรื่อง “สิ่งแวดล้อม” เท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงในหลากหลายมิติทั้งเรื่อง การพัฒนาประเทศ การลงทุน เศรษฐกิจ และความมั่นคงของประเทศ ดังนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องก้าวข้ามกรอบความคิดเดิม ยกระดับการจัดการที่คำนึงเรื่องต่าง ๆ อย่างรอบด้าน พร้อมร่วมสร้างเครือข่ายความร่วมมือที่เข้มแข็ง ภายใต้องค์ความรู้และประสบการณ์ระหว่างกลุ่ม องค์กร และเครือข่ายเพื่อผลักดันการดำเนินงานในระดับพื้นที่และระดับนโยบาย

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ร่วมงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2569

               เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม มอบหมายให้ นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เข้าร่วมพิธีเปิดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2569 ณ กรมการข้าว เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบรมวงศานุวงศ์ที่ทรงมีต่อกิจการด้านข้าวและชาวนาของไทย ตลอดจนเป็นเวทีเผยแพร่องค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมด้านการเกษตร เพื่อยกระดับคุณภาพผลผลิตและเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของข้าวไทยในระดับสากล
               ในการนี้ นายโกเมศ พุทธสอน ได้ร่วมเข้าเฝ้าทูลละอองพระบาท สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในพิธีเปิดงานดังกล่าว

ขอบคุณภาพจากเพจกรมการข้าว

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ร่วม “โครงการ one แยก แลก สุข ปี 2” มอบเสื้อนิรภัยสะท้อนแสง Upcycling 100 ตัว

               วันที่ 5 มิถุนายน 2569 นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย นางสาวอุมา ศรีสุข ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการมีส่วนร่วมต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ร่วมเป็นเกียรติ “โครงการ one แยก แลก สุข ปี 2” มอบเสื้อนิรภัยสะท้อนแสง Upcycling แก่ พนักงานเก็บขยะ และพนักงานกวาดขยะ เขตวัฒนา 100 ตัว และมอบโล่โรงเรียนในเขตวัฒนาที่เข้าร่วมโครงการ 3 โรงเรียน จากบริษัท เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพร์ส จำกัด (มหาชน) โดย นายถกลเกียรติ วีรวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ บริษัท ในเครือ ณ อาคาร จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ เพลส ชั้น 21 ห้อง Auditorium
               โดยปีนี้จัดขึ้นเป็นปีที่ 2 ต่อยอดกิจกรรมไปยังโรงเรียนในเขตวัฒนา นอกจากกระตุ้นให้พนักงานและครอบครัวเล็งเห็นถึงความสำคัญด้านสิ่งแวดล้อม สังคม ตามหลัก ESG แล้วยังขยายไปถึงเยาวชนอีกด้วย โดยรณรงค์การแยกขยะและนำไปผ่านกระบวนการผลิต เป็นเสื้อนิรภัยสะท้อนแสง Upcycle เนื่องจากเป็นที่ตั้งของบริษัทจึงเล็งเห็นถึงความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ดังกล่าว

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

ที่ปรึกษา รมว.ฯ ต้อนรับคณะยุวทูตสิ่งแวดล้อมอนุภาคลุ่มน้ำโขง “เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก ปี 2569”

               วันที่ 5 มิถุนายน 2569 นางสาวดาริกา ศรัณย์เกตุ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ต้อนรับคณะยุวทูตสิ่งแวดล้อมอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ในการประชุมการนำเสนอเสียงเด็ก “ยุวทูตสิ่งแวดล้อมอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง” เนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก ปี 2569 (World Environment Day 2026) ณ ห้องประชุมกรรณิการ์ – ราชาวดี (303 – 304) ชั้น 3 อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม โดยมีผู้แทนจาก มูลนิธิเครือข่ายสถานะบุคคล สมาคมสร้างสรรค์ชีวิตและสิ่งแวดล้อม องค์การแตร์เดซอมเยอรมันนี มูลนิธิกระจกเงา และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมรับฟังข้อคิดเห็นของเด็กและเยาวชนถึงผลกระทบจากวิกฤตสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงที่กำลังส่งผลต่อชีวิต สุขภาพ การศึกษา ความปลอดภัย และอนาคตของเด็กทุกคน มีประเด็นสำคัญ ดังนี้
ข้อเสนอของเด็กและเยาวชน
               • เร่งแก้ปัญหามลพิษเชิงรุกและข้ามแดน (มลพิษอากาศ น้ำเสีย สารพิษ)
               • เปิดพื้นที่ให้เข้าถึงข้อมูลและมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม
               • มีระบบแจ้งเตือนภัยล่วงหน้า และมีมาตรการเยียวยาผลกระทบจากมลพิษและภัยพิบัติ
               • เปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนมีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียม โดยเฉพาะเด็กชาติพันธุ์
               • ส่งเสริมการเรียนรู้และทักษะเรื่องสิ่งแวดล้อม และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
แนวทางความร่วมมือ
               • แนวทางความร่วมมือสนับสนุนการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ขยายครอบคลุมไปยังทุกกลุ่มเยาวชน โดยเฉพาะเยาวชนกลุ่มชาติพันธุ์และกลุ่มเปราะบางให้มากขึ้น
               • พิจารณาการส่งเสริมบทบาทและกลไกการมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายของเยาวชน ในแผนและนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและโอกาสการเข้าร่วมประชุมหรือการแสดงบทบาทเวทีที่เกี่ยวข้อง
               • พัฒนาการเข้าถึงข้อมูลและสื่อด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ให้มีความน่าสนใจ เข้าใจง่ายและเหมาะสมกับเด็กและเยาวชน
               • ประสานงานและกำหนดแนวทางบูรณาการทำงานร่วมกันระหว่างภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

“รมว.สุชาติ” ขับเคลื่อนนโยบายนายกฯ เปิดงานสิ่งแวดล้อมโลก 2569 สู้วิกฤตโลกเดือด ผนึกทุกภาคส่วนเดินหน้าสู่ Net Zero

               วันที่ 5 มิถุนายน 2569 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) จัดงานวันสิ่งแวดล้อมโลก ประจำปี 2569 ภายใต้แนวคิด “Global Call for Climate Action : Inspired by Nature. For Climate. For Our Future.” หรือ “ร่วมปรับ ร่วมเปลี่ยน ร่วมสร้างประเทศไทยสู้โลกเดือด” ณ ห้องประชุมวายุภักษ์ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร โดยมีนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานเปิดงาน พร้อมประกาศความพร้อมของประเทศไทยในการขับเคลื่อนนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นรูปธรรม
               นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และการยกระดับคุณภาพสิ่งแวดล้อมของประเทศ โดยได้กำหนดนโยบายสำคัญทั้งด้านการบริหารจัดการน้ำ การป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติ การพัฒนาระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ การอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ ตลอดจนการผลักดันประเทศไทยสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี ค.ศ. 2050
               โดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมบูรณาการการทำงานร่วมกับทุกหน่วยงาน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และภาคประชาชน เพื่อขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ควบคู่ไปกับการสร้างความรู้ ความเข้าใจ และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม ซึ่งที่ผ่านมากระทรวงได้มีการนำเสนอร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เข้าครม. แล้ว ขณะนี้อยู่ที่คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณากฎหมายรายมาตรา
               นายสุชาติ กล่าวต่อว่า ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญกับวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลจากองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) และโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) ระบุว่า โลกกำลังก้าวเข้าสู่ภาวะ “โลกเดือด” (Global Boiling) ขณะที่ประเทศไทยได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน ทั้งจากคลื่นความร้อน ภัยแล้ง และอุทกภัยที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชน
               “วิกฤตสภาพภูมิอากาศไม่ใช่เรื่องของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นความท้าทายร่วมกันของคนทั้งประเทศและประชาคมโลก การจัดงานวันสิ่งแวดล้อมโลกในปีนี้จึงเป็นเวทีสำคัญในการสร้างความตระหนักรู้ และเชิญชวนทุกภาคส่วนมาร่วมปรับ ร่วมเปลี่ยน และร่วมสร้างประเทศไทยให้พร้อมรับมือกับวิกฤตโลกเดือด เพื่อส่งต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่สมบูรณ์ให้กับคนรุ่นต่อไป” นายสุชาติ กล่าว
               ด้าน ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า การบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคเอกชนที่มีบทบาทสำคัญในการปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิตและการลงทุนสู่เศรษฐกิจสีเขียว รวมถึงภาคประชาชนที่สามารถร่วมลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมผ่านการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน
               ภายในงานได้รับเกียรติจาก Ms. Dechen Tsering ผู้อำนวยการโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ร่วมกล่าวสุนทรพจน์ พร้อมจัดเวทีเสวนาและนิทรรศการนวัตกรรมสีเขียว เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแนวทางขับเคลื่อนสังคมคาร์บอนต่ำ
               การจัดงานครั้งนี้มีผู้บริหารระดับสูง หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรระหว่างประเทศ เยาวชน และประชาชนเข้าร่วมอย่างคับคั่ง สะท้อนพลังความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่อนาคตที่ยั่งยืน และพร้อมรับมือกับวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นรูปธรรม

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ประชุมรับมอบนโยบายการจัดทำแผนปฏิบัติราชการ ระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2571 – 2575)

               วันที่ 4 มิถุนายน 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (อสส.) เป็นประธานในการประชุมรับมอบนโยบายการจัดทำแผนปฏิบัติราชการ ระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2571 – 2575) กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ณ ห้องประชุมอารีย์สัมพันธ์ ชั้น 3 และผ่านระบบการประชุมทางไกล (VDO Conference) โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.พิสุทธิ์ เพียรมนกุล ผู้อำนวยการสถาบันคาร์บอนเพื่อความยั่งยืน และคณะ นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ผู้อำนวยการสำนัก/ศูนย์/กอง/กลุ่ม และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม
               ทั้งนี้ อสส. ได้มอบนโยบายการจัดทำแผนปฏิบัติราชการ ระยะ 5 ปี โดยขอให้บุคลากรทุกคนถือว่าการจัดทำแผนปฏิบัติราชการเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องให้ความร่วมมือ และขอให้บริหารจัดการเวลาเพื่อให้สามารถเข้าร่วมการจัดทำแผนปฏิบัติราชการฯ ให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ทั้งนี้ ที่ประชุมได้เห็นชอบกระบวนการดำเนินโครงการจัดทำแผนปฏิบัติราชการฯ ดังกล่าว และ ได้เห็นชอบ องค์ประกอบ หน้าที่และอำนาจ (ร่าง) คำสั่งกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณา และคณะทำงานจัดทำแผนปฏิบัติราชการ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ร่วมพิธีถวายเครื่องราชสักการะและจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี

               วันที่ 3 มิถุนายน 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมพิธีถวายเครื่องราชสักการะและจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี 3 มิถุนายน 2569 ณ เวทีใหญ่ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีเเละรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมคู่สมรส เป็นประธานในพิธี และมีคณะรัฐมนตรี ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ทหาร ตำรวจ พลเรือน ภาคเอกชน และประชาชน เข้าร่วมในพิธี และร่วมจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดีและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้
               ในการนี้ ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม มอบหมายให้ นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นผู้แทนกรม ร่วมถวายเครื่องราชสักการะ และวางพานพุ่มทอง พานพุ่มเงิน เบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง เพื่อร่วมแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อประชาชนชาวไทย

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”