Maladaptation Monitoring ติดตาม “ผลข้างเคียง” ยังไง ไม่ให้แผนพังกลางคัน

               🔹Maladaptation Monitoring คือ ระบบการติดตามเพื่อป้องกันไม่ให้วิธีการแก้ปัญหากลายเป็นการสร้างปัญหาใหม่ที่รุนแรงกว่าเดิม หรือ “การแก้ปัญหาที่กลับกลายเป็นสร้างปัญหาใหม่”
               🔹การปรับตัวที่ไม่เหมาะสม (Maladaptation) คือ การแก้ปัญหาที่กลับกลายเป็นสร้างปัญหาใหม่ หรือ “ยิ่งแก้ ยิ่งแย่” ในระยะยาว

♦️ตามรายงาน IPCC Sixth Assessment Report (AR6) ระบุรูปแบบของการปรับตัวที่ผิดพลาด (Maladaptation) ไว้ 5 มิติ
               1. ยิ่งแก้ ยิ่งร้อน ปรับตัวด้วยวิธีที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้น เช่น พึ่งพาแอร์อย่างเดียว
               2. ช่วยที่หนึ่ง พังที่หนึ่ง แก้ปัญหาในพื้นที่หนึ่ง แต่ส่งผลลบไปหาพื้นที่ข้างเคียงหรือกลุ่มคนจน
               3. ประมาทเพราะมั่นใจเกิน สร้างโครงสร้างป้องกันทำให้คนรู้สึกปลอดภัยเกินไป แล้วละเลยการระวังภัยเมื่อเจอเหตุการณ์รุนแรงกว่าเดิม
               4. ติดกับดักวิธีเดิม เลือกลงทุนกับโครงสร้างที่ยืดหยุ่นไม่ได้และค่าซ่อมบำรุงสูง จนไม่มีงบไปทำวิธีอื่น
               5. ทำลายธรรมชาติ วิธีปรับตัวที่ไปทำลายระบบนิเวศดั้งเดิม ทำให้ความสามารถในการฟื้นตัวของธรรมชาติลดลง

♦️กลไกที่ทำให้เกิด Maladaptation จากรายงานของ IPCC เกิดจาก “การวางแผนที่ไม่รอบด้าน”
               1. การมองเป้าหมายระยะสั้น (Short-termism) เน้นแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ลืมดูการเปลี่ยนแปลงในระยะยาว
               2. การแยกส่วนทำ (Fragmented Planning) ต่างคนต่างทำ ไม่คุยกัน ผลลัพธ์เลยไปกระทบพื้นที่หรือกลุ่มคนอื่น
               3. การเลือกวิธีที่ยืดหยุ่นต่ำ (Inflexibility) สนใจแต่ตัวเลขหรือวิศวกรรม จนลืมผลกระทบต่อธรรมชาติและสังคม
               4. การละเลยมิติทางสังคม (Social Exclusion) ขาดข้อมูลที่แม่นยำ ทำให้ประเมินความเสี่ยงผิดพลาดตั้งแต่แรก

♦️3 ปัจจัยที่ทำให้การปรับตัว “พัง” (Maladaptation)
               1. บริบทพื้นที่ (Context) พื้นที่ไม่พร้อม ปัญหาเดิมที่มีอยู่แล้ว (เช่น ความจน การเมือง) ทำให้มาตรการนั้นไม่ได้ผล หรือไปซ้ำเติมคนลำบากให้แย่ลงกว่าเดิม
               2. โครงสร้างมาตรการ (Structure) วางแผนไม่รอบคอบ เช่น แก้ปัญหาที่หนึ่งแต่ไปสร้างปัญหาให้อีกที่
               3. การดำเนินการ (Implementation) การจัดการไม่ดี เช่น ขาดการประสานงาน งบหาย หรือทำแล้วทิ้ง ไม่มีการติดตามดูผลว่าที่ทำไปได้ผลดีจริงหรือไม่

♦️แนวทางในการจัดการกับ “การปรับตัวที่ไม่เหมาะสม”
               1. คิดให้รอบด้าน มองภาพเชื่อมโยงให้ครบและครอบคลุม
               2. ระวังผลเสีย ตรวจสอบและเช็กผลเสียที่อาจตามมา
               3. หาสาเหตุ วิเคราะห์สาเหตุ เช่น วางแผนระยะสั้นเกินไป ไม่คิดถึงผลกระทบข้ามพื้นที่ ขาดข้อมูลหรือขาดการมีส่วนร่วมของชุมชน
               4. ประเมินความเสี่ยง ความคุ้มค่าในระยะยาว เช่น สร้างโครงสร้างแข็ง (กำแพง/เขื่อน) ฟื้นฟูธรรมชาติ (ป่าชายเลน พื้นที่ชุ่มน้ำ) หรือไม่ควรทำอะไรเลย
               5. ปรับแผนให้ดีขึ้น เลือกวิธีที่ลดความเสี่ยงระยะยาว ไม่ทำลายระบบนิเวศ เป็นธรรมต่อทุกกลุ่ม (ไม่กระทบคนเปราะบาง)

               Maladaptation ไม่ได้หมายถึง “การล้มเหลว” แต่มักเกิดจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบข้ามพื้นที่/ข้ามกลุ่ม การละเลยระบบนิเวศ และการสร้างผลกระทบเชิงลบแฝง เช่น เพิ่มความเหลื่อมล้ำ เพิ่มการปล่อยคาร์บอน หรือจำกัดทางเลือกในอนาคต โดย Intergovernmental Panel on Climate Change เน้นว่าการหลีกเลี่ยง maladaptation ต้องอาศัยการวิเคราะห์เชิงระบบ (systems thinking) การคำนึงถึงความเป็นธรรม (equity) การใช้ nature-based solutions และการวางแผนระยะยาวแบบยืดหยุ่น

แหล่งอ้างอิง
1. Enhancing climate resilience in Thailand through effective water management and sustainable agriculture., Green Climate Fund.
2. Minimising the risk of maladaptation: A framework for analysis., ResearchGate.
3. Why some climate change adaptations just make things worse : Short-term and poorly thought-out solutions are hardly solutions at all., Popular Science.

กรมลดโลกร้อน ขานรับนโยบาย รมว.ทส.เร่งหารือสร้างกลไกรับมือ CBAM และเตรียมพร้อมดำเนินการตามร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. เพื่อสร้างโอกาสและเสริมความสามารถในการแข่งขันสำหรับภาคการส่งออกไทย

          นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เร่งขับเคลื่อนเตรียมความพร้อมรับมือกับมาตรการการปรับคาร์บอนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป (EU CBAM) โดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ได้จัดการประชุมคณะทำงานศึกษาแนวทางเตรียมความพร้อมรองรับการดำเนินงานตามกลไกราคาคาร์บอนของภาคอุตสาหกรรม ครั้งที่ 1/2569 วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 เวลา 13.00-16.00 น. ณ ห้องประชุมอารีย์สัมพันธ์ โดยมี ดร. พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานคณะทำงานฯ พร้อมด้วยนายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และผู้แทนจากหน่วยงานและภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง โดยที่ประชุมรับทราบความคืบหน้าร่างพระราชบัญญัติฯ ตลอดจนร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูล ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการเตรียมพร้อมต่อมาตรการ CBAM ของสหภาพยุโรป ตลอดจนหารือแนวทางการดำเนินงานร่วมกันในระยะต่อไป อาทิ การประเมินความต้องการผู้ทวนสอบ การสนับสนุนการขึ้นทะเบียนและทวนสอบ การประเมินมูลค่าสินค้าที่จะได้รับผลกระทบในปัจจุบันและระยะต่อไป ฯลฯ เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมของไทย
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”




Monitoring Evaluation Research and Learning (MERL) Cycle วงจรที่จะทำให้การปรับตัวของคุณไม่มีวันหลงทาง

“Monitoring Evaluation Research and Learning (MERL) Cycle วงจรที่จะทำให้การปรับตัวของคุณไม่มีวันหลงทาง”
               👉 MERL Cycle เป็น กระบวนการหรือกรอบแนวคิด เพื่อสนับสนุนการพัฒนาโครงการจัดทำระบบติดตามประเมินผลการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้มีทิศทางที่ชัดเจนไปสู่การทำงานอย่างเป็นระบบและต่อเนื่องเพื่อยกระดับประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการดำเนินงานในระยะยาว โดยมีขั้นตอนดังนี้
               1) การดำเนินโครงการ (Project Implementation) การดำเนินโครงการด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต้องวางแผนกลยุทธ์อย่างเป็นระบบ กำหนดเป้าหมายให้ชัดเจน เลือกมาตรการปรับตัวที่เหมาะสม ใช้ทฤษฎีการเปลี่ยนแปลง (Theory of Change: ToC) เชื่อมโยงเหตุผลระหว่างกิจกรรม ผลลัพธ์ เป้าหมาย ดำเนินงานตามแผนที่วางไว้ รวมทั้งจัดให้มีการติดตามและประเมินผลอย่างต่อเนื่องเพื่อปรับปรุงโครงการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
               2) การติดตามและประเมินผล (Monitoring and Evaluation: M&E) กำหนดตัวชี้วัดให้ครอบคลุมทั้งกระบวนการ ผลผลิต ผลลัพธ์ และข้อมูลฐาน (Baseline Data) เป็นจุดอ้างอิงในการติดตามความก้าวหน้า โดยติดตามผลระหว่างดำเนินโครงการอย่างต่อเนื่องและประเมินผลขั้นสุดท้ายเมื่อสิ้นสุดโครงการ
               3) การวิจัย (Research: R) วิจัยเพื่อค้นหาความหมายเชิงลึกด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลจากการติดตามและประเมินผล (M&E) ทั้งตัวชี้วัดเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ หากพบปัญหาให้วิเคราะห์ต้นทุน – ผลประโยชน์ (Cost-Benefit Analysis: CBA) เพื่อเปรียบเทียบและเลือกมาตรการปรับตัวที่เหมาะสมที่สุด
               4) การเรียนรู้ (Learning: L) นำผลจากการติดตาม (M) ประเมินผล (E) และวิจัย (R) มาถอดบทเรียนอย่างสม่ำเสมอ ให้เกิดการเรียนรู้ตลอดเวลาของวงจรการปรับตัว เพื่อป้องกันการปรับตัวที่ผิดพลาดโดยไม่ตั้งใจ (Maladaptation)
               5) ปรับปรุงโครงการด้านการปรับตัว (Adaptation to project improvement) เป็นขั้นตอนที่ควรดำเนินการเป็นระยะตลอดโครงการหลังการเรียนรู้ (L) ให้สามารถปรับการดำเนินงานได้อย่างยืดหยุ่น นำบทเรียนไปพัฒนาโครงการในรอบถัดไป เผยแพร่ทั้งความสำเร็จและข้อผิดพลาด เพื่อให้โครงการหรือหน่วยงานอื่นต่อยอดได้โดยไม่ต้องเริ่มต้นใหม่
🔒 5 หลักสำคัญอันนำไปสู่ความสำเร็จของการติดตามประเมินผล
               1. นโยบายเข้มแข็ง (Political Support) มีกฎหมายหรือแผนระดับชาติรองรับการดำเนินงานด้านการติดตามประเมินผลอย่างชัดเจน เพื่อให้เกิดเป็นระบบการทำงานที่ต่อเนื่องและจริงจัง
               2. การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน (Whole of Society) การติดตามประเมินผลควรอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย เช่น ภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม ตั้งแต่ต้นจนจบวงจร
               3. ยืดหยุ่นแต่แม่นยำ (Flexibility) ระบบต้องมีความยืดหยุ่นปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ภูมิอากาศ เศรษฐกิจ และสังคมที่เปลี่ยนไป ไม่ยึดติดกับแผนเดิมที่อาจใช้ไม่ได้ผลในอนาคต แต่ก็ควรมีความแม่นยำในด้านการเก็บรวมรวบข้อมูลและการประเมินผลในมิติต่างๆ
               4. ทรัพยากรเพียงพอ (Resources) การติดตามประเมินผลเป็นกระบวนการที่ต้องดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง จึงต้องมีงบประมาณที่เพียงพอ และการประเมินผลในมิติต่างๆ จำเป็นต้องใช้บุคลากรที่มีทักษะเฉพาะทาง
               5. เท่าเทียมและครอบคลุม (Equity & Gender) ระบบติตตามประเมินผลที่ดีจะต้องช่วยส่งเสริมการปรับตัวอย่างเท่าเทียม โดยการให้ความสำคัญกับข้อมูลที่แยกกลุ่มเพศและกลุ่มเปราะบาง เพื่อให้การช่วยเหลือเข้าถึงทุกคนโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

แหล่งอ้างอิง
1. กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (คู่มือ M&E การปรับตัว)
2. แนวทางการติดตามประเมินผลเพื่อการเรียนรู้ (OECD/DEval)
3. MERL Toolkit & Handbook (2024) โดย LEAP Africa

กรมลดโลกร้อน จัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่ออบรมการใช้ระบบติดตามประเมินผลการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ


วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่ออบรมการใช้ระบบติดตามประเมินผลการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภายใต้โครงการจัดทำระบบติดตามประเมินผลการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมด้วย นางสาวระเบียบ ภูผา ผู้อำนวยการกองขับเคลื่อนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมี ผู้เข้าร่วมจากหน่วยงานรายสาขา และผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งในห้องประชุมและผ่านระบบออนไลน์ รวมกว่า 280 คน ณ โรงแรม ทีเค.พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานค
การประชุมครั้งนี้ถือว่าเป็นก้าวสำคัญของประเทศไทยในการยกระดับการดำเนินงานด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จาก “การกำหนดนโยบายและกรอบแผน” ไปสู่ “การปฏิบัติจริง”ซึ่งการพัฒนาระบบติดตามประเมินผลการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นการวาง “โครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลภูมิอากาศของประเทศ” ที่จะเชื่อมโยงข้อมูลด้านการปรับตัวจากทุกระดับ ทั้งระดับพื้นที่ ระดับหน่วยงาน และระดับประเทศเข้าด้วยกัน เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการสร้างความเข้าใจร่วมกันระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ การประชุมในวันนี้เป็นการอบรมการใช้ระบบที่ได้มีการปรับปรุงพัฒนาจากข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะให้มีความสมบูรณ์และสามารถรองรับการใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ประเด็นสำคัญในการประชุม
-การสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับสถานการณ์การปรับตัวของประเทศและระดับโลก
-การสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการพัฒนาตัวชี้วัดภายใต้โครงการร่วมกับตัวแทนจากหน่วยงานทั้ง 6 สาขา
-การฝึกอบรมการใช้งานระบบ Website E – FORM ของระบบติดตามประเมินผลภายใต้โครงการร่วมกับตัวแทนของหน่วยงานทั้ง 6 สาขา
-การสร้างความเข้าใจร่วมกันเกี่ยวกับระบบ E – Reporting ของระบบติดตามประเมินผลภายใต้โครงการ
-การนำเสนอร่างคู่มือการใช้งานระบบติดตามประเมินผลภายใต้โครงการ
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”



จาก Monitoring & Evaluation (M&E) สู่ Monitoring, Evaluation, Research and Learning (MERL)

จาก Monitoring & Evaluation (M&E) สู่ Monitoring, Evaluation, Research and Learning (MERL)
               ระบบ M&E แบบเดิม “มุ่งเน้นติดตามและประเมินผลเพื่อรายงาน” การนำข้อมูลไปใช้ปรับปรุงเพื่อปรับตัวยังจำกัด ส่วนมิติของ MERL คือ “เพิ่มการวิจัยและเรียนรู้” เพื่อให้ข้อมูลถูกนำไปใช้ปรับปรุงการทำงาน สร้างความยั่งยืน และสนับสนุนการตัดสินใจในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
องค์ประกอบของ MERL
               M – Monitoring (ติดตาม) เก็บข้อมูลและบันทึกความคืบหน้าของโครงการหรือมาตรการปรับตัวอย่างต่อเนื่อง เช่น ระดับน้ำ พื้นที่ป่าเพิ่มขึ้น หรือจำนวนชุมชนที่เข้าถึงระบบเตือนภัย
               E – Evaluation (ประเมินผล) ตรวจสอบความคุ้มค่าและประสิทธิผลของโครงการ เพื่อตัดสินใจปรับปรุง เช่น ประเมินความเหมาะสม ผลกระทบ และความยั่งยืน
               R – Research (วิจัย/สร้างความรู้) วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อหาสาเหตุและสร้างแนวทางใหม่ ๆ ทำให้เข้าใจปัจจัยที่ช่วยหรือขัดขวางความสำเร็จ เช่น การวิจัยเชิงสร้างสรรค์ก่อนเริ่มโครงการ
               L – Learning (เรียนรู้และปรับปรุง) นำบทเรียนจาก M, E, R มาปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานหรือพฤติกรรม เช่น เกษตรกรปรับวิธีเพาะปลูกตามข้อมูลและบทเรียนที่ได้

แหล่งอ้างอิ
1. Evidence and Learning in the Context of Climate Change : Invitation to Action., The MERL Tech Initiative
2. MERL Toolkit & Handbook (2024) โดย LEAP Africa
3. Evaluation Criteria., OECD.
4. Revisiting the Challenges to Monitoring, Evaluation, Reporting, and Learning for Climate Adaptation., Environmental Science & Policy Volume 172, October 2025., ScienceDirect.

กรมลดโลกร้อน บันทึกเทปถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี 3 มิถุนายน 2569


วันที่ 14 พฤษภาคม 2569 กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดย ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย นายปวิช เกศววงศ์ และ นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม นำคณะผู้บริหารกรม ร่วมบันทึกเทปถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี 3 มิถุนายน 2569 ณ สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBT เพื่อร่วมแสดงความจงรักภักดีและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจ เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนชาวไทย
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”



ตัวชี้วัดแบบ SMART: คม ชัด วัดผลได้จริง


ตัวชี้วัดแบบ SMART: คม ชัด วัดผลได้จริง
               “การปรับตัวที่ไม่สามารถวัดผลได้ คือ ความไม่แน่นอนที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบเชิงลบต่อความสำเร็จของการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ” ดังนั้นการมีตัวชี้วัดที่ SMART จะช่วยให้การตัดสินใจเชิงนโยบายและการจัดสรรทรัพยากรมีประสิทธิภาพ
               ตัวชี้วัดแบบ SMART คือการกำหนดตัวชี้วัดที่ชัดเจน วัดผลได้ ทำได้จริง สอดคล้องกับเป้าหมาย และมีกรอบเวลา สามารถใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีช่วยติดตาม วิเคราะห์ และประเมินผลได้อย่างมีประสิทธิภาพ 
การออกแบบตัวชี้วัดแบบ SMART
               – S – Specific (ชัดเจน) : ต้องระบุเป้าหมายและขอบเขตที่ชัดเจน 
               – M – Measurable (วัดได้) : ตัวชี้วัดควรวัดมีหน่วยวัดที่ชัดเจน และประเมินผลได้จริง เพื่อให้ติตดามความก้าวหน้าได้ตลอดเวลา 
               – A – Achievable (ทำได้จริง) : ตัวชี้วัดสามารถทำให้บรรลุผลได้ โดยพิจารณาจากทรัพยากรและข้อมูลที่มีอยู่และตัวชี้วัดไม่ควรมีเป้าหมายที่ยากจนเกินไปหรือเป็นไปไม่ได้
               – R – Relevant (ตรงเป้า) : ตัวชี้วัดต้องสะท้อนปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตามบริบทของพื้นที่
               – T – Time-bound (มีกำหนดเวลา) : มีรอบการรายงานที่ชัดเจน เพื่อให้เห็นความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง 
ความสำคัญของตัวชี้วัดแบบ SMART
               1. ความชัดเจน : ทำให้เป้าหมายของโครงการชัดเจน เข้าใจง่าย และรู้ว่าต้องการบรรลุอะไร รวมถึงจะวัดผลอย่างไร
               2. ความรับผิดชอบ : มีเกณฑ์วัดผลที่ชัดเจน ทำให้ตรวจสอบและติดตามความก้าวหน้าได้อย่างเป็นธรรม
               3. การประเมินผล : ใช้ข้อมูลจริงในการประเมินว่าโครงการบรรลุเป้าหมายหรือไม่ และชี้จุดที่ต้องปรับปรุง
               4. การพัฒนาอย่างต่อเนื่อง : ช่วยระบุจุดอ่อนของโครงการ เพื่อนำไปปรับปรุงให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
               5. การจัดสรรทรัพยากร : ทำให้เห็นว่าทรัพยากรถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ และช่วยปรับการใช้ทรัพยากรให้เหมาะสมมากขึ้น
5 มิติของตัวชี้วัดแบบ SMART
               1. S – Specific (เฉพาะเจาะจง) ตัวชี้วัดต้องชัดเจน ระบุสิ่งที่ต้องการวัดอย่างตรงประเด็น ไม่กว้างหรือคลุมเครือ
               2. M – Measurable (วัดผลได้) ต้องสามารถวัดและติดตามผลได้ด้วยตัวเลขหรือหน่วยที่ชัดเจน เช่น ร้อยละ จำนวน หรือดัชนี
               3. A – Achievable (ทำได้จริง) เป้าหมายต้องเหมาะสมกับทรัพยากรและความเป็นไปได้ ไม่ยากเกินไป
               4. R – Relevant (เกี่ยวข้อง) ตัวชี้วัดต้องสอดคล้องกับเป้าหมายและผลลัพธ์ของโครงการ
               5. T – Time-bound (มีกรอบเวลา) ต้องกำหนดช่วงเวลาชัดเจนในการวัดผลและติดตามความก้าวหน้า

แหล่งอ้างอิง
1. Module 8 : Indicaors for Adaptation and Agriculture., Food and Agriculture Organization of the United Nations., UNDP.
2. Indicator for Monitoring and Evaluating Climate Change Adaptation Efforts in South Africa., National Library of Medicine : National Center for Biotechnology Information.
3. Increasing Resilience to Climate Change Impacts in Marine and Coastal Areas along the Gulf of Thailand., Green Climate Fund.

Global Goal on Adaptation (GGA) Indicator กับการปรับตัวของไทย

ตัวชี้วัด Global Goal on Adaptation (GGA) จาก COP30
               ตัวชี้วัด Global Goal on Adaptation (GGA) จาก COP30 ที่เมืองเบเลง ประเทศบราซิล ได้ข้อสรุปสำคัญ คือการจัดทำ “รายการตัวชี้วัดที่ชัดเจนและใช้งานได้จริง” เพื่อวัดความก้าวหน้าการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ

ความสำคัญของ GGA Indicators
               GGA (Global Goal on Adaptation) เป็นเป้าหมายระดับโลกที่กำหนดขึ้นภายใต้ความตกลงปารีสเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการปรับตัว ลดความเปราะบาง และเพิ่มความยืดหยุ่นต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ตัวชี้วัดรายสาขา (Thematic Target Indicators) ทั้งหมด 38 ตัวชี้วัด ประกอบด้วย
               9(a) ตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้องกับน้ำ (Water target indicators) – 9 ตัวชี้วัด
               9(b) ตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้องกับเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร (Food and Agriculture target indicators) – 5 ตัวชี้วัด
               9(c) ตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ (Health target indicators) – 8 ตัวชี้วัด
               9(d) ตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้องกับระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ (Ecosystems and Biodiversity target indicators)-6 ตัวชี้วัด
               9(e) ตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐาน และความมั่นคงของมนุษย์ (Infrastructure and Human Settlements target indicators) – 2 ตัวชี้วัด
               9(f) ตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้องกับการขจัดความยากจนและการดำรงชีวิต (Poverty Eradication and Livelihoods target indicators) – 3 ตัวชี้วัด
               9(g) ตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้องกับมรดกทางวัฒนธรรม (Cultural Heritage target indicators) – 5 ตัวชี้วัด

ตัวชี้วัดกระบวน NAP (Dimensional Target Indicators) มีทั้งหมด 21 ตัวชี้วัด ประกอบด้วย
               10(a) ตัวชี้วัดที่เกี่ยวกับการประเมินผลกระทบ ความเสี่ยง และความเปราะบาง (Impact, Vulnerability and Risk assessment) – 7 ตัวชี้วัด
               10(b) ตัวชี้วัดที่เกี่ยวกับการวางแผน (Planning) – 3 ตัวชี้วัด
               10(c) ตัวชี้วัดที่เกี่ยวกับการดำเนินการ (Implementation) – 6 ตัวชี้วัด
               10(d) ตัวชี้วัดที่เกี่ยวกับการติดตาม ประเมินผล และการเรียนรู้ (Monitoring, Evaluation and Learning: MEL) – 5 ตัวชี้วัด

ตัวชี้วัด Global Goal on Adaptation (GGA) ในการติดตามประเมินผล
               10(d) ตัวชี้วัดที่เกี่ยวกับการติดตาม ประเมินผล และการเรียนรู้ (Monitoring, Evaluation and Learning)

เป้าหมาย
               ภายในปี ค.ศ. 2030 ภาคีทุกประเทศได้อกแบบจัดตั้ง และทำให้ระบบการติดตามประเมินผลและการเรียนรู้สำหรับความพยายามด้านการปรับตัวระดับชาติดำเนินงานได้จริง และได้พัฒนาศักยภาพของสถาบันที่จำเป็นเพื่อให้ระบบดังกล่าวสามารถดำเนินงานได้อย่างสมบูรณ์

ตัวชี้วัด
               (a) ขอบเขตของการออกแบบระบบการติดตามประเมินผลและการเรียนรู้สำหรับความพยายามด้านการปรับตัวระดับชาติ เมื่อเทียบกับความจำเป็นที่มีอยู่
               (b) ระดับของการทำให้ระบบการติดตามประเมินผลและการเรียนรู้สำหรับความพยายามด้านการปรับตัวระดับชาติสามารถดำเนินงานได้จริง (operationalization)
               (c) ระดับของการเผยแพร่รายงานผลการติดตามประเมินผลและการเรียนรู้เป็นระยะ (Periodic publication) ที่เกี่ยวข้องกับ การดำเนินการด้านการปรับตัวระดับชาติ
               (d) ระดับของการบูรณาการผลการติดตามประเมินผลและการเรียนรู้เข้าสู่ความพยายามด้านการปรับตัวระดับชาติ
               (e) ระดับของศักยภาพของสถาบัน (institutional capacity) ในการดำเนินงานระบบการติดตามประเมินผลและการเรียนรู้สำหรับความพยายามด้านการปรับตัวระดับชาติอย่างสมบูรณ์

แหล่งอ้างอิง
– United Nations Climate Change, UNFCCC, Global goal on adaptation.
– World Resources Institute, Understanding the Paris Agreement’s “Global Goal on Adaptation”

เปิดรับสมัครบุคคลเพื่อคัดเลือกเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิหรือผู้เชี่ยวชาญในคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม โครงการพลังงาน ด้านมลพิษอากาศและเสียง

               สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) เปิดรับสมัครบุคคลเพื่อคัดเลือกเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิหรือผู้เชี่ยวชาญในคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม เพื่อปฏิบัติหน้าที่แทนในตำแหน่งที่ว่างลง ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสามารถดาวน์โหลด เอกสารประกอบสำหรับการขอรับคัดเลือก ได้แก่
               • ประกาศสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรื่อง การคัดเลือกกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิหรือผู้เชี่ยวชาญในคณะกรรมการผู้ชำนาญการฯ ประกอบด้วย
                       เอกสารหมายเลข 1 ประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการแต่งตั้งคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ลงวันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๖๓
                       เอกสารหมายเลข 2 คุณสมบัติเบื้องต้นของผู้ขอรับการคัดเลือก
                       เอกสารหมายเลข 3 แบบฟอร์มเพื่อขอรับการคัดเลือก
               ทั้งนี้ สามารถส่งแบบฟอร์มเพื่อขอรับการคัดเลือกได้ตั้งแต่วันที่ 27 พฤษภาคม 2569 ถึง วันที่ 5 มิถุนายน 2569 โดยวิธีการ ดังนี้
               (1) ส่งเอกสารโดยตรง หรือ ไปรษณีย์ลงทะเบียน ได้ที่ กองประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (ชั้น 11) สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เลขที่ 118/1 อาคารทิปโก้ 2 ถนนพระรามที่ 6 แขวงพญาไท เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
               (2) ส่งทางอีเมล์ โดยแนบแบบฟอร์มในรูปแบบ pdf.File ไปที่อีเมล์ eia@onep.go.th

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม และดาวน์โหลดเอกสารแบบฟอร์มการสมัคร ได้ที่
https://eiathailand.onep.go.th/Show_Detail.aspx?DetailId=767

แผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (National Adaptation Plan: NAP)

NAP คืออะไร?
               “National Adaptation Plan” แผนระดับชาติ ที่มุ่งสร้างภูมิคุ้มกัน ลดความเปราะบาง และเพิ่มความสามารถในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ให้สอดคล้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ด้วยแนวทาง มาตรการ ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ รวมถึงภูมิปัญญาท้องถิ่นและหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของประเทศไทย ให้พร้อมรับมือกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างยั่งยืน

♥ หัวใจสำคัญ คือ “สร้างภูมิคุ้มกันและลดความเปราะบาง” (Resilience & Vulnerability Reduction) ด้วยการใช้ข้อมูลวิทยาศาสตร์ผสมผสานกับภูมิปัญญาท้องถิ่น และหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

☞ 3 ระยะสู่เป้าหมาย
               – ระยะสั้น (พ.ศ. 2566-2570): เตรียมความพร้อมในการวางรากฐาน มาตรฐานการดำเนินการ และกลไกการผลักดันระดับนโยบาย
               – ระยะกลาง (พ.ศ. 2571-2575): พัฒนากลไกและนำแนวทางตามแผน NAP ไปปฏิบัติ
               – ระยะยาว ( พ.ศ. 2576-2580): บูรณาการการปรับตัวเข้ากับการพัฒนาประเทศ ติดตามความคืบหน้าการดำเนินการ ประเมินขีดความสามารถของข้อมูลและองค์ความรู้ ปรับปรุงนโยบายและแผนในการพัฒนาประเทศสม่ำเสมอ

☞ เป้าหมาย 6 สาขาหลัก
               – การจัดการทรัพยากรน้ำ : เพิ่มความมั่นคงด้านน้ำ ลดความสูญเสียและเสียหายจากภัยพิบัติที่เกิดจากน้ำ
               – การเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร : รักษาประสิทธิภาพของการผลิตและความมั่นคงทางอาหารภายใต้ความเสี่ยงและผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
               – การท่องเที่ยว : เพิ่มขีดความสามารถของภาคการท่องเที่ยวให้มีการเติบโตอย่างยั่งยืนและรองรับความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
               – สาธารณสุข : มีระบบสาธารณสุขที่สามารถจัดการความเสี่ยงและลดผลกระทบต่อสุขภาพอย่างมีประสิทธิภาพ
               – การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ : บริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน
               – การตั้งถิ่นฐานและความมั่นคงของมนุษย์ ประชาชน ชุมชน และเมือง พร้อมปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตามขีดความสามารถและบริบทของพื้นที่

☞ กลไกขับเคลื่อน
               – ระดับนโยบาย : คณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ
               – หน่วยงานกลาง : กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (DCCE) ประสานการดำเนินงานทั่วประเทศ
               – ระดับพื้นที่ : บูรณาการมิติภูมิอากาศลงสู่แผนพัฒนาจังหวัดและท้องถิ่นและการดำเนินงานภาคเอกชนและประชาชน

☞ ผลลัพธ์ที่ต้องการ
               ประเทศไทยมีภูมิคุ้มกันต่อผลกระทบที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ด้วยการลดความเปราะบาง สร้างความยืดหยุ่น และสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืน

✿ การติดตามและประเมินผลเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อน NAP
ติดตามความก้าวหน้าของการดำเนินงาน
ประเมินผลลัพธ์และผลกระทบ
ใช้ข้อมูลเพื่อปรับปรุงนโยบายและมาตรการอย่างต่อเนื่อง

” NAP ไม่ใช่แค่แผน แต่ต้องเรียนรู้และปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง และการปรับตัวไม่ใช่ทางเลือก แต่คือความอยู่รอดของพวกเราทุกคน “

แหล่งอ้างอิง
แผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (Thailand’s National Adaptation Plan : NAP)