กรมลดโลกร้อน ร่วมลงนามถวายพระพร เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี

               วันที่ 3 มิถุนายน 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นำคณะผู้บริหารระดับสูง และหัวหน้าส่วนราชการในสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เดินทางไปยังห้องแดง อาคารหน่วยราชการในพระองค์ 904 และศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง เพื่อถวายความเคารพพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี พร้อมทั้งถวายแจกันดอกไม้ และร่วมลงนามในสมุดถวายพระพร เพื่อแสดงความจงรักภักดีและถวายพระพรชัยมงคลแด่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้
               จากนั้น นายปวิช เกศววงศ์ และนายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ได้นำคณะผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ถวายความเคารพพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี พร้อมทั้งถวายแจกันดอกไม้ และร่วมลงนามในสมุดถวายพระพร ณ สถานที่ดังกล่าวด้วย

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน จัดพิธีถวายพระพรชัยมงคล สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 3 มิถุนายน 2569

               วันที่ 2 มิถุนายน 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม พร้อม นายปวิช เกศววงศ์ และ นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม นำคณะผู้บริหาร ข้าราชการ พนักงานราชการ และเจ้าหน้าที่กรมลดโลกร้อน เข้าร่วมพิธีถวายพระพรชัยมงคล และลงนามถวายพระพร เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ 3 มิถุนายน 2569 สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ณ ห้องประชุมอารีย์สัมพันธ์ ชั้น 3 อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงปฏิบัติตามพระราชกรณียกิจนานัปการเพื่อประโยชน์สุขของพสกนิกรชาวไทยอย่างต่อเนื่อง

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ร่วมถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ 3 มิถุนายน 2569 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี

               วันที่ 2 มิถุนายน 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม นายปวิช เกศววงศ์ และนายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม คณะผู้บริหารระดับสูง หัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ พนักงาน และเจ้าหน้าที่ในสังกัดกระทรวงฯ เข้าร่วมพิธีถวายพระพรชัยมงคลเเละลงนามถวายพระพร เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ 3 มิถุนายน 2569 สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ณ ห้องประชุมศักดิ์สิทธิ์ ตรีเดช ชั้น 2 อาคารกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการเพื่อประโยชน์สุขของพสกนิกรชาวไทยอย่างต่อเนื่อง

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

ครม. อนุมัติตาม รมว.สุชาติ เสนอ ให้กรมลดโลกร้อนเป็นหน่วยผลักดันกองทุน FRLD เพื่อจัดการวิกฤติสภาพภูมิอากาศ

               ผลการประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2569 ได้อนุมัติการขับเคลื่อนกองทุนจัดการความสูญเสียและความเสียหายจากสภาพภูมิอากาศ (Fund for responding to Loss and Damage: FRLD) ของไทย ภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) โดยนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) ได้เร่งรัดเสนอให้กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมทำหน้าที่เป็นหน่วยงานผู้มีอำนาจของประเทศ (National Authority) และหน่วยประสานงานหลัก (National Focal Point) ของกองทุน FRLD พร้อมสั่งการให้กรมฯ เร่งผลักดันศักยภาพการเข้าถึงแหล่งเงินสนับสนุนจากต่างประเทศแก่ทุกภาคส่วน เพื่อให้ประเทศไทยได้รับงบประมาณเสริมภูมิคุ้มกันจากภัยพิบัติด้านสภาพอากาศ โดยเฉพาะการป้องกันและจัดการความเสี่ยงภัยที่จะนำไปสู่การบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนอย่างเร่งด่วน
               อีกทั้งคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบการทบทวนปรับเปลี่ยนผู้มีอำนาจของประเทศ (Designated Authority) เพื่อให้การลงนามรับรองโครงการที่ขอรับการสนับสนุนจากกองทุนภายใต้กรอบอนุสัญญา UNFCCC ทั้งหมดมีความเหมาะสม คล่องตัว และทันต่อสถานการณ์ โดยเฉพาะกองทุนด้านการปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Adaptation Fund) และกองทุนภูมิอากาศสีเขียว (Green Climate Fund) ซึ่ง รมว.ทส. มุ่งเน้นให้การลดขั้นตอนภายในประเทศสามารถเพิ่มขีดความสามารถในการดึงดูดเม็ดเงินสนับสนุนจากต่างประเทศได้มากยิ่งขึ้น โดยสอดคล้องกับเงื่อนไขของกองทุนระดับนานาชาติได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
               ทั้งนี้ รมว.ทส. กำหนดให้เร่งผลักดันการยกระดับขีดความสามารถของไทย เพื่อปกป้องกลุ่มเปราะบาง และจัดการกับความสูญเสียและความเสียหายจากสภาพภูมิอากาศ ทั้งในมิติทางเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างยั่งยืน โดยจะลงนามในหนังสือแจ้งให้ทุกกองทุนภายใต้กรอบอนุสัญญา UNFCCC ทราบโดยด่วนต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน เปิดตัวระบบติดตามประเมินผลการปรับตัว ปักหมุดโครงสร้างพื้นฐานข้อมูล รับมือวิกฤต “โลกเดือด” มุ่งสร้างภูมิคุ้มกันระดับสากล

               วันที่ 2 มิถุนายน 2569 นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานการประชุมเผยแพร่แนวทางการใช้ระบบติดตามประเมินผลการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อนำเสนอความสำเร็จในการพัฒนาระบบเทคโนโลยีและฐานข้อมูลกลางในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การปรับตัวของประเทศอย่างเป็นระบบ และกล่าวปาฐกถาพิเศษ “Plan – Act – Track: ขับเคลื่อนและติดตามประเมินผลยุทธศาสตร์การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ด้วยระบบ M&E” พร้อมด้วยหน่วยงานหลัก 6 สาขา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในรายสาขา เข้าร่วมประชุมกว่า 250 คน ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร
               นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่าปัจจุบันโลกไม่ได้เผชิญเพียง “วิกฤตสภาพภูมิอากาศ” แต่กำลังเผชิญ “วิกฤตความสามารถในการปรับตัว” และจากรายงาน Climate Risk Index (CRI) 2026 โดย Germanwatch พบว่าความเสี่ยงของไทยพุ่งขึ้นมาอยู่อันดับที่ 17 ของโลก จากอันดับที่ 72 ในปี 2022 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของประเทศต่อเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วอย่างชัดเจน และจากข้อมูล สำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งสหราชอาณาจักร หรือ Met Office แจ้งว่า ปี 2026 มีแนวโน้มที่อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกจะสูงกว่าระดับก่อนยุคอุตสาหกรรมมากกว่า 1.4 องศาเซลเซียส ซึ่งถือเป็นปีที่ร้อนที่สุดเท่าที่มีการบันทึกข้อมูลมา ท่ามกลางวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้นทั่วโลก การปรับตัวต่อผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Adaptation) ได้กลายเป็นวาระสำคัญภายใต้กรอบความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยเฉพาะภายใต้ความตกลงปารีสและเป้าหมายการปรับตัวระดับโลก (Global Goal on Adaptation: GGA) ที่มุ่งเน้นให้ทุกประเทศสามารถลดความเปราะบาง เสริมสร้างความยืดหยุ่น รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตั้งแต่ระดับนโยบายจนถึงการขับเคลื่อนร่วมกับทุกภาคส่วน เชื่อมโยงกับนานาชาติอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะในด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม ได้แก่ การบริหารจัดการน้ำและ ป้องกันภัยพิบัติ การพัฒนาระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ภายในปี ค.ศ. 2050 ตลอดจนการผลักดัน (ร่าง) พระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. ….
               นายปวิช กล่าวเพิ่มเติมว่า ระบบ M&E ที่พัฒนาขึ้นนี้ไม่ใช่เพียงแค่เครื่องมือรายงานผล แต่เป็น ‘โครงสร้างพื้นฐานเชิงนโยบายด้านข้อมูลภูมิอากาศของประเทศ’ ที่จะเชื่อมโยงข้อมูลจากระดับพื้นที่ หน่วยงาน และประเทศเข้าด้วยกัน เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบาย การประเมินความเสี่ยง และช่วยให้ประเทศไทยมีฐานข้อมูลที่น่าเชื่อถือในการขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนสิ่งแวดล้อมระดับโลก เช่น Adaptation Fund, Green Climate Fund และกองทุน FRLD ในการดำเนินโครงการสร้างภูมิคุ้มกันในพื้นที่เสี่ยงและกลุ่มเปราะบางต่อไป
               นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการจัดเวที The Expert Talk ภายใต้หัวข้อ “จาก M&E สู่ MERL: ยกระดับระบบติดตามประเมินผลด้วย AI การเรียนรู้ และการใช้งานต่อเนื่องเชิงนโยบายที่ยั่งยืน” โดยได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญร่วมแบ่งปันมุมมอง อาทิ รศ. ดร.พิสุทธิ์ เพียรมนกุล (จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) เสวนาในประเด็นวิวัฒนาการจากระบบติดตามผลสู่การเรียนรู้และปรับตัว (M&E – MEL – MERL), ผศ.ดร.จีรพงษ์ เหล่าน้ำใส (จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) นำเสนอการประยุกต์ใช้ AI ร่วมกับระบบ M&E เพื่อวิเคราะห์และคาดการณ์เชิงสนับสนุนการตัดสินใจ และ นายคนที ทองจันทร์ (ผู้แทนองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน: GIZ) ร่วมถอดบทเรียนด้านการสร้างความยั่งยืนและการยอมรับระบบไปปฏิบัติใช้ในระดับองค์กร และฟังการบรรยายสรุปความสำเร็จโครงการและการพัฒนาระบบฯ โดย ผศ.ดร.ภวิสร ชื่นชุ่ม จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งระบบดังกล่าวจะถูกขับเคลื่อนผ่าน E-Form เชื่อมต่อสู่ฐานข้อมูลกลางและแสดงผลผ่าน Dashboard พร้อมเตรียมพัฒนาต่อยอดสู่ระบบวิเคราะห์ข้อมูลด้วยฐานข้อมูลและ AI (Data-driven system) เพื่อสร้างกลไกการเรียนรู้ร่วมกันของทุกภาคส่วน
               นายปวิช กล่าวทิ้งท้ายว่า สส. มุ่งหวังให้ระบบติดตามและประเมินผลดังกล่าวเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการปรับตัวของประเทศไทยให้มีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับบริบทของประเทศ และสามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนในแต่ละพื้นที่ได้อย่างแท้จริง เพื่อสร้างสังคมไทยที่มีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และก้าวสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนในอนาคต

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน เร่งเครื่องพิจารณาร่าง พรบ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

               ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมชี้แจงข้อมูลต่อคณะกรรมการกฤษฎีกาในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. ซึ่งเข้าสู่การพิจารณาเป็นสัปดาห์ที่สาม
               ทั้งนี้ ภาพรวมมีความคืบหน้าทั้งด้านการพิจารณาคำนิยาม และนัยยะตามกฏหมายเรียบร้อยแล้ว โดยอยู่ระหว่างการให้ข้อมูลเกี่ยวกับสาระสำคัญของเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ และความเห็นเชิงแนะนำของศาลโลกและมติที่ประชุมสมัชชาใหญ่ UNGA ในประเด็นหน้าที่ของรัฐต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคมที่ผ่านมา สำหรับประกอบการพิจารณาหลักการและวัตถุประสงค์ของร่างกฎหมาย ตลอดจนการกำหนดสิทธิของบุคคลและชุมชนในร่างพระราชบัญญัติฯ ก่อนเข้าสู่การพิจารณาบทบัญญัติในหมวดอื่น ๆ ต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ประชุมคณะอนุกรรมการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้านการบูรณาการนโยบายและแผน ครั้งที่ 2/2569

               วันที่ 29 พฤษภาคม 2569 ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มอบหมายให้ ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้านการบูรณาการนโยบายและแผน ครั้งที่ 2/2569 โดยมี นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และนายสมบัติ กิจจารุวงษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นรองประธานอนุกรรมการคนที่ 1 และ 2 นายกิตติศักดิ์ พฤกษ์กานนท์ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และความร่วมมือระหว่างประเทศ เป็นอนุกรรมการและเลขานุการ เข้าร่วมประชุม พร้อมกับผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ณ ห้องประชุมอารีย์สัมพันธ์ อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ รวม 25 หน่วยงาน จำนวน 77 คน
               คณะอนุกรรมการฯ ได้มีมติเห็นชอบในเรื่องสำคัญเกี่ยวกับการขอรับการสนับสนุนทางการเงินเพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Finance) ดังนี้
               1. การขยายระยะเวลาดำเนินโครงการ Enhancing Climate Resilience in Thailand through Effective Water Management and Sustainable Agriculture ต่อกองทุนภูมิอากาศสีเขียว (Green Climate Fund: GCF)
               2. ข้อเสนอโครงการ TRUST-FLOOD Thailand (Trigger-based, Resilient, and Socially-inclusive Finance for Flood Loss & Damage in Thailand) ต่อกองทุนจัดการความสูญเสียและความเสียหายจากสภาพภูมิอากาศ (Fund for responding to Loss and Damage: FRLD)
               3. ข้อเสนอโครงการ Development of Thailand Climate Smart Nature-Based Solutions for Integrated Loss and Damage Response Mechanism for Agricultural Resilience (Climate Smart NbS-Ag) ต่อกองทุน FRLD
ทั้งนี้ ให้เสนอผู้มีอำนาจ (Designated Authority) เพื่อพิจารณาลงนาม ก่อนเสนอคณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติทราบตามขั้นตอนต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ร่วมงาน Sweden – Thailand Sustainable Development Forum 2026

               วันที่ 29 พฤษภาคม 2569 ดร..พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (อสส.) ได้รับมอบหมายจากปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เข้าร่วมพิธีเปิดงาน Sweden – Thailand Sustainable Development Forum 2026 ซึ่งจัดโดยสถานเอกอัครราชทูตสวีเดนประจำประเทศไทย ร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองชาติ ภายใต้แนวคิด “Achieving the Updated Nationally Determined Contributions through Collaboration” ณ โรงแรมเดอะ เวสทิน แกรนด์ สุขุมวิท กรุงเทพมหานคร พร้อมนางอันนา ฮัมมาร์เกรน เอกอัครราชทูตสวีเดนประจำประเทศไทย และนายมิคาเอล ลินด์วัลล์ ผู้แทนจากกระทรวงการต่างประเทศสวีเดน
               โอกาสนี้ อสส. ได้ปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “Climate Change Policy and Implementation of Thailand’s NDC” โดยเน้นย้ำถึงการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศไทยกับสวีเดน เพื่อแสดงความมุ่งมั่นและยกระดับการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศร่วมกับประชาคมโลก ภายใต้กรอบอนุสัญญา UNFCCC และความตกลงปารีส การยกระดับ NDC 3.0 มุ่งสู่การบรรลุเป้าหมาย Net Zero ภายในปี ค.ศ. 2050 รวมทั้งการดำเนินการด้านนโยบายของประเทศไทย ทั้งในเรื่องการลดก๊าซเรือนกระจก การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการจัดทำ (ร่าง) พรบ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. ซึ่งเป็นกรอบแนวทางในการเปลี่ยนผ่านและเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนไปสู่เศรษฐกิจและสังคมคาร์บอนต่ำ นอกจากนี้ อสส. ยังได้เน้นย้ำโอกาสในการสร้างความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ ความร่วมมือที่เข้มแข็ง รวมทั้งการสนับสนุนในสาขาสำคัญ อาทิ สาขาพลังงาน การขนส่ง เกษตรและอาหาร และป่าไม้ เพื่อนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายของทั้งสองประเทศต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ร่วมเวที 33 ปี TEI สะท้อนทิศทางไทยสู่ Net Zero และการปรับตัวอย่างยั่งยืน

               วันที่ 29 พฤษภาคม 2569 นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เข้าร่วมงานครบรอบ 33 ปี สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) ภายใต้หัวข้อ “สิ่งแวดล้อมโลก สิ่งแวดล้อมไทย : ปรับเพื่ออยู่ รู้เพื่อรอด” เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางรับมือ 3 วิกฤติสิ่งแวดล้อมโลก (Triple Planetary Crisis) ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และปัญหามลพิษ พร้อมผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน โดยได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานเปิดงานและกล่าวปาฐกถาพิเศษ “การใช้วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ในการแก้ไขปัญหาวิกฤติสิ่งแวดล้อมไทย” สะท้อนบทบาทขององค์ความรู้และนวัตกรรมในการรับมือความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศ
               โอกาสนี้ นายปวิช เกศววงศ์ ได้ร่วมเสวนาและนำเสนอหัวข้อ “จาก COP30 สู่ COP31 : ประเด็นที่ไทยต้องจับตา เพื่อการเปลี่ยนผ่านอย่างยั่งยืน” โดยเน้นว่า การประชุม COP31 จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญจาก “คำมั่น” ไปสู่ “การลงมือปฏิบัติจริง” พร้อมย้ำว่าไทยได้ยกระดับ NDC 3.0 เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิลงร้อยละ 47 ภายในปี 2035 จากปีฐาน 2019 ที่จะมุ่งสู่การบรรลุเป้าหมาย Net Zero ในปี 2050 นอกจากนี้ ยังได้สะท้อนทิศทางการดำเนินงานของไทยในระยะต่อไป ทั้งการเร่งขับเคลื่อนการดำเนินงานตามแผน NDC 3.0 การเสริมสร้างภูมิคุ้มกันต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการผลักดันร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อรองรับการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนในระยะยาว

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ประชุมเตรียมการ SB64

               วันที่ 28 พฤษภาคม 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานการประชุมเตรียมการเข้าร่วมการประชุมองค์กรย่อยภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ประจำปี พ.ศ. 2569 และการประชุมอื่นที่เกี่ยวข้อง พร้อมด้วย นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เจ้าหน้าที่กรม และผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมกว่า 60 คน ณ ห้องประชุมอารีย์สัมพันธ์ ชั้น 3 อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และผ่านระบบการประชุมทางไกล
               การประชุมดังกล่าวเป็นการเตรียมความพร้อมด้านสารัตถะสำหรับการประชุมองค์กรย่อยภายใต้กรอบอนุสัญญาฯ ประจำปี พ.ศ. 2569 และการประชุมอื่นที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 6 – 18 มิถุนายน 2569 ณ เมืองบอนน์ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ซึ่งมีสาระสำคัญ ประกอบด้วย การปรับปรุงรายงานด้านการปรับตัวของประเทศ (Adaptation communication) การทบทวนการดำเนินงานตามกรอบการเสริมสร้างศักยภาพ แผนงานการเสริมพลังความร่วมมือด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การดำเนินงานภายใต้มาตรา 6.2 และ 6.8 ของความตกลงปารีส การดำเนินงานด้านเทคโนโลยี วิจัย และนวัตกรรม การเชื่อมโยงกลไกด้านเทคโนโลยีและกลไกทางการเงิน การพิจารณากลไกการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม รวมถึงการทบทวนสถานการณ์และการดำเนินงานระดับโลก ซึ่งจะต้องจัดทำร่างข้อตัดสินใจ (Draft decision) เพื่อรับรอง (Adoption) ในการประชุม COP 31 ณ เมืองอันตัลยา สาธารณรัฐตุรกี ต่อไปนอกจากนั้น ที่ประชุมยังได้พิจารณาเตรียมการนำเสนอรายละเอียดของรายงานความโปร่งใสรายสองปี ฉบับที่ 1 (BTR 1) ในการประชุม The Third working group session of the Facilitative, Multilateral Consideration of Progress (FMCP3) ทั้งนี้ ดร.พิรุณ ได้เน้นย้ำให้ผู้แทนไทยดำเนินการติดตามการประชุมและรายงานผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำไปสู่การดำเนินงานภายในประเทศให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”