กรมลดโลกร้อน จัดประชุมผู้เชี่ยวชาญรายสาขา โครงการยกระดับพัฒนาการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

          วันพฤหัสบดีที่ 23 เมษายน 2569 นายปวิศ เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานเปิดการประชุมผู้เชี่ยวชาญรายสาขา โครงการยกระดับพัฒนาการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เข้าร่วมประชุมดังกล่าว ซึ่งกรมเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมจัดขึ้น ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ณ ห้องประชุมกรรณิการ์ – ราชาวดี อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมจำนวน 20 คน
ในการประชุมนี้จัดขึ้นเพื่อร่วมพิจารณา ให้ข้อคิดเห็น และข้อเสนอแนะเชิงวิชาการต่อร่างแนวทางการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในแต่ละสาขาตามแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ โดยมุ่งเน้นการแลกเปลี่ยนมุมมอง ข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะ ตลอดจนบทเรียนและประสบการณ์จากการดำเนินงานจริง ซึ่งข้อเสนอแนะที่ได้จากผู้เชี่ยวชาญรายสาขาจะถูกรวบรวมเพื่อนำมาประกอบการปรับปรุงและพัฒนาเนื้อหาแนวทางการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ให้มีความเหมาะสม ชัดเจน และสามารถนำไปใช้เป็นกรอบแนวทางในการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดผลสัมฤทธิ์ในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม
 “ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”




รมว.ทส. ลงพื้นที่เชียงใหม่ ติดตามงาน “สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์” ย้ำขับเคลื่อนอนุรักษ์–วิจัย–ท่องเที่ยวเชิงนิเวศสู่เศรษฐกิจสีเขียว

               วันที่ 17 เมษายน 2569 นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และคณะผู้บริหารกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ณ สวนพฤกษศาสตร์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่
               โดยมี ดร.ปิยเกษตร สุขสถาน รองผู้อำนวยการองค์การสวนพฤกษศาสตร์ ให้การต้อนรับและบรรยายสรุปผลการดำเนินงาน ครอบคลุมทั้งด้านการบริหารจัดการพื้นที่ การวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืช การเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
               โอกาสนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วยปลัดกระทรวงฯ และคณะผู้บริหาร ได้เยี่ยมชมพื้นที่ภายในสวนพฤกษศาสตร์ฯ อาทิ แหล่งรวบรวมพรรณไม้หายาก เส้นทางศึกษาธรรมชาติ และนิทรรศการด้านความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อรับฟังข้อมูลการดำเนินงานในพื้นที่อย่างใกล้ชิด พร้อมแลกเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาให้สอดคล้องกับบทบาทของการเป็นแหล่งเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่มีคุณภาพในระดับประเทศ
               ดร.รวีวรรณ ปลัดกระทรวงฯ ได้เน้นย้ำบทบาทสำคัญของสวนพฤกษศาสตร์ ในฐานะแหล่งรวบรวม อนุรักษ์ และฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศ ควบคู่กับการเป็นศูนย์กลางการศึกษาวิจัยพืชพรรณและองค์ความรู้ด้านทรัพยากรธรรมชาติ ที่สามารถต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนในทุกมิติ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์และสินค้าขององค์การสวนพฤกษศาสตร์ โดยเน้นอัตลักษณ์ความเป็นไทย ผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับทรัพยากรชีวภาพ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตอย่างเข้มแข็ง
               นายสุชาติ ชมกลิ่น กล่าวว่า “กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้ความสำคัญกับการยกระดับองค์การสวนพฤกษศาสตร์ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของประเทศ ควบคู่กับการเป็นศูนย์กลางด้านการอนุรักษ์และวิจัยพืชพรรณ โดยมุ่งผลักดันให้เกิดการพัฒนาและขยายเครือข่ายสวนพฤกษศาสตร์ให้ครอบคลุมในทุกภูมิภาค และในอนาคตมีเป้าหมายส่งเสริมให้เกิดสวนพฤกษศาสตร์ในทุกจังหวัด โดยบูรณาการการทำงานร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อยกระดับการท่องเที่ยวเชิงนิเวศให้มีมาตรฐาน เป็นแหล่งเรียนรู้ของประชาชน และเป็นกลไกสำคัญในการสร้างรายได้ให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน”
               ทั้งนี้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะเดินหน้าขับเคลื่อนการพัฒนาองค์การสวนพฤกษศาสตร์และแหล่งเรียนรู้ด้านทรัพยากรธรรมชาติทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นการบูรณาการองค์ความรู้ด้านการอนุรักษ์ การวิจัย และการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน ควบคู่กับการยกระดับศักยภาพการให้บริการด้านการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยมีแหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติที่มีคุณภาพ กระจายอยู่ในทุกภูมิภาค อันจะนำไปสู่การสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

“อยู่รอด” ในโลกที่เปลี่ยนไป… คุณพร้อมรับมือวิกฤตภูมิอากาศแล้วหรือยัง?

               สภาพอากาศสุดขั้วไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป ทั้งคลื่นความร้อนที่รุนแรงขึ้นและภัยธรรมชาติที่คาดเดาได้ยาก 🌡️⛈️ วันนี้ กรมลดโลกร้อน ชวนทุกคนมาอัปเกรด 4 ทักษะสำคัญเพื่อการ “ปรับตัว” และอยู่รอดอย่างปลอดภัยในยุคโลกเดือด 
               การเตรียมพร้อมตั้งแต่วันนี้ คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุดสำหรับคุณและครอบครัว 🛡️💚

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

12 เมษายนวันป่าชุมชนชายเลนไทย

               📢 ป่าชุมชนชายเลนเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีคุณค่าและมีบทบาทสำคัญต่อระบบนิเวศชายฝั่งของประเทศไทยอย่างยิ่ง ทั้งในด้านการเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์นานาชนิด รวมถึงช่วยรักษาสมดุลของระบบนิเวศชายฝั่งให้คงความอุดมสมบูรณ์ นอกจากนี้ ป่าชายเลนยังมีบทบาทในการช่วยป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง ลดความรุนแรงของคลื่นลม และเป็นแนวป้องกันภัยธรรมชาติจากทะเลได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังสามารถดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุของภาวะโลกร้อน ช่วยบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
               ป่าชุมชนชายเลนยังมีความสำคัญในมิติทางเศรษฐกิจและสังคม โดยเป็นแหล่งสร้างรายได้และความมั่นคงทางอาหารให้กับชุมชนชายฝั่ง ผ่านการทำประมงพื้นบ้าน และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอย่างยั่งยืน ซึ่งการบริหารจัดการป่าชายเลนในรูปแบบ “ป่าชุมชน” นั้น เน้นให้ประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วมในการดูแล อนุรักษ์ และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอย่างสมดุล เพื่อให้เกิดความยั่งยืนทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน
               การกำหนดให้วันที่ 12 เมษายน เป็นวันป่าชุมชนชายเลนไทย มีเป้าหมายเพื่อสร้างความตระหนักรู้ให้กับประชาชนถึงความสำคัญของป่าชายเลน และส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และดูแลทรัพยากรธรรมชาติให้คงอยู่อย่างยั่งยืน
               🌱 เนื่องในโอกาสวันป่าชุมชนชายเลนไทย ขอเชิญชวนทุกภาคส่วนร่วมกันเห็นคุณค่าและมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และใช้ประโยชน์จากป่าชายเลนอย่างรู้คุณค่า เพื่อรักษาความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ และส่งต่อระบบนิเวศที่สมบูรณ์ให้กับคนรุ่นต่อไปอย่างยั่งยืน

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

แหล่งที่มา :
– 12 เมษายน วันป่าชุมชนชายเลนไทย “ชุมชนเข้มแข็ง ป่าชายเลนยั่งยืน”., TEI : Thailand Environment Institute.
– 12 เมษายน “วันป่าชุมชนชายเลนไทย”., กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช
– 12 เมษายน วันป่าชุมชนชายเลนไทย (Thai Mangrove Community Forests Day)., กองทัพภาคที่ 2

“Just transition” สำคัญอย่างไรต่อการลดก๊าซเรือนกระจกอย่างยั่งยืน

               “การเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นธรรม” หรือ Just Transition เป็นหนึ่งในหลักการสำคัญที่ได้รับการกล่าวถึงภายใต้ความตกลงปารีส (Paris Agreement) โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญในการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศควบคู่กับการคำนึงถึงการเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นธรรม และการสร้างงานที่มีคุณค่าและมีคุณภาพ สอดคล้องกับบริบทการพัฒนาของแต่ละประเทศ ซึ่งแนวคิด Just Transition มีจุดเริ่มต้นตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1970 จากการเคลื่อนไหวของภาคแรงงานที่ต้องการให้การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมเกิดขึ้นโดยไม่สร้างภาระหรือความเหลื่อมล้ำให้กับแรงงานและชุมชน ต่อมา แนวคิดดังกล่าวได้รับการนำมาปรับใช้ในบริบทของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั้งมิติทางสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม ซึ่งภาคีประเทศต่าง ๆ มุ่งเน้นการดำเนินมาตรการลดก๊าซเรือนกระจกและบรรลุเป้าหมาย Net Zero Emissions โดยการเปลี่ยนผ่านดังกล่าวส่งผลกระทบต่อกลุ่มคนและภาคส่วนต่าง ๆ แตกต่างกัน ตัวอย่างเช่น การลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลอาจส่งผลต่อแรงงานและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมดั้งเดิม ขณะที่ภาคพลังงานหมุนเวียนและเทคโนโลยีสะอาดอาจได้รับโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจ ในขณะเดียวกัน ประชาชนกลุ่มเปราะบางหรือผู้มีรายได้น้อยอาจเผชิญข้อจำกัดในการเข้าถึงเทคโนโลยีหรือพลังงานทางเลือกที่มีต้นทุนสูงกว่า หากไม่มีมาตรการรองรับที่เหมาะสม การนำหลักการ Just Transition มาปรับใช้จึงช่วยให้การขับเคลื่อนมาตรการการลดก๊าซเรือนกระจกและการเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำเกิดขึ้นอย่างยั่งยืน โดยเปิดมุมมองการดำเนินงานในด้านการทำงานสีเขียว (Green Job) การคำนึงถึงสิทธิมนุษยชน ความเป็นธรรมทางสังคม และการไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง การลดผลกระทบเชิงลบที่อาจเกิดขึ้น และส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนสามารถมีส่วนร่วมและได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนผ่านอย่างเหมาะสม ซึ่งจะนำไปสู่ประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในระยะยาว
               อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาล่าสุดของกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) ในปี 2025 พบว่า ประเทศส่วนใหญ่ยังมีการกล่าวถึงแนวคิด Just Transition ในแผนการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (NDC) และยุทธศาสตร์การพัฒนาระยะยาวแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ (LT-LEDS) ค่อนข้างจำกัด และยังขาดรายละเอียดเชิงปฏิบัติในการนำหลักการดังกล่าวไปใช้ในภาคส่วนสำคัญ รวมถึงการเสริมสร้างความหลากหลายทางเศรษฐกิจและภูมิคุ้มกันทางสังคม สำหรับประเทศไทย การเพิ่มมุมมองด้าน Just Transition ในการกำหนดนโยบายและแผนด้านการลดก๊าซเรือนกระจก จะช่วยสนับสนุนการมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero Emissions ให้เกิดขึ้นอย่างสมดุลและยั่งยืน โดย NDC 3.0 ประเทศไทยได้ประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมผ่านระบบการประเมินที่คำนึงถึงการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำที่เป็นธรรม โดยมีเป้าหมายเพื่อลดผลกระทบด้านลบ พร้อมเพิ่มโอกาสในการเติบโตอย่างยั่งยืน การสร้างงานสีเขียว และความครอบคลุมทางสังคม ซึ่งจะช่วยให้การเปลี่ยนผ่านด้านสภาพภูมิอากาศเป็นการเปลี่ยนผ่านที่ทุกคนสามารถก้าวไปข้างหน้าร่วมกันได้

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

แหล่งที่มา :
– UNFCCC
– UNFCCC – Katowice Committee of Experts on the Impacts of the Implementation of Response Measures (KCI)
– The London School of Economics and Political Science (LSE)

ปล่อยก๊าซเรือนกระจกก็มีราคาที่ต้องจ่าย! สรุปชัด “ETS” และ “ภาษีคาร์บอน” เครื่องมือคู่ใจสู้โลกร้อน ต่างกันยังไง?

“ราคาคาร์บอน” คือเครื่องมือที่ทำให้การทำลายสิ่งแวดล้อมมีต้นทุน เพื่อเปลี่ยนจาก “การปล่อยมลพิษ” มาเป็น “การรักษ์โลก” แทน 🌱
          📌 Cap-and-Trade (ETS): เหมือน “โควตาคาร์บอน” ใครประหยัดเก่งจนเหลือสิทธิ เอาไปขายเป็นเงินได้! เน้นคุมปริมาณการปล่อยไม่ให้เกินเกณฑ์
         📌 Carbon Tax: เหมือน “ภาษีสิ่งแวดล้อม” จ่ายตามจริงตามจำนวนที่ปล่อย วางแผนง่าย และชัดเจน
ประเทศไทยเรากำลังขยับตัวเตรียมใช้ทั้ง 2 ระบบ เพื่อให้สอดรับกับเทรนด์โลกและปกป้องอนาคตของเราทุกคน

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

เจาะลึกห่วงโซ่ผลกระทบ “น้ำท่วมหาดใหญ่ 2025” : มากกว่าแค่น้ำท่วม คือความเสียหายที่ต้องถอดบทเรียน

               วิกฤตน้ำท่วมภาคใต้ในปี 2025 โดยเฉพาะที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ถือเป็นเหตุการณ์รุนแรงที่สุดในรอบ 25 ปี ซึ่งส่งผลกระทบเป็นวงกว้างในลักษณะ “ห่วงโซ่ผลกระทบ” (Impact Chain) ที่เราต้องทำความเข้าใจเพื่อวางแผนรับมือในอนาคต

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

รู้จัก 59 ตัวชี้วัด “เบเล็ง” (Belém Indicators) เข็มทิศใหม่สู้โลกเดือด!

               ผลลัพธ์สำคัญจากการประชุม COP30 ณ เมืองเบเล็ง สหพันธ์สาธารณรัฐบราซิล นำมาสู่การกำหนด “เข็มทิศ” สำคัญที่จะช่วยให้ทุกประเทศติดตามความก้าวหน้าในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Global Goal on Adaptation: GGA) ได้อย่างชัดเจนและเป็นระบบมากขึ้น

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ร่วม สทนช. หารือแนวทางบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ รองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

               วันศุกร์ที่ 3 เมษายน 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และนายชยันต์ เมืองสง เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ร่วมเป็นประธานการประชุมหารือเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและกำหนดแนวทางความร่วมมือด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ภายใต้บริบทการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงของทั้งสองหน่วยงาน ณ ห้องประชุมอารีย์สัมพันธ์ ชั้น 3 กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม
               โดยที่ประชุมได้หารือในประเด็นสำคัญ ได้แก่ (1) การคาดการณ์สภาพภูมิอากาศล่วงหน้าในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว (2) ผลกระทบจากอิทธิพลของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (3) การประเมินพื้นที่เสี่ยงจากเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว (Extreme Events) (4) การเชื่อมโยงการดำเนินงานภายใต้แผนแม่บทน้ำ 20 ปี (5) การเชื่อมโยงข้อมูลด้านการคาดการณ์สภาพอากาศกับปรากฏการณ์เอลนีโญ–ลานีญา (ENSO) และ (6) ข้อเสนอแนะในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเพื่อรองรับความผันผวนของสภาพภูมิอากาศ
               ทั้งนี้ ที่ประชุมเห็นร่วมกันถึงความจำเป็นในการบูรณาการข้อมูลภูมิอากาศและทรัพยากรน้ำระหว่างหน่วยงานอย่างเป็นระบบ เพื่อสนับสนุนการวางแผนและการตัดสินใจเชิงนโยบายที่มีประสิทธิภาพ โดยเน้นย้ำความสำคัญของการพัฒนาระบบฐานข้อมูลกลาง การยกระดับความแม่นยำของการคาดการณ์ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับพื้นที่ การกำหนดตัวชี้วัดร่วมที่สอดคล้องกับการดำเนินงานของหน่วยงาน ตลอดจนการใช้ข้อมูลเพื่อสนับสนุนการเตือนภัยล่วงหน้าและการบริหารจัดการน้ำเชิงรุกในระดับลุ่มน้ำ ยกระดับขีดความสามารถในการรับมือต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระยะยาว เพื่อลดความสูญเสีย ความเสียหาย ต่อประเทศ และประชาชนอย่างยั่งยืน

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน มอบเกียรติบัตรโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการฯ โรงเรียนอีโคสคูล ระดับสูง (Eco-School Advance) เดินหน้าพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาบูรณาการประเด็น Climate Change

               กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม จัดอบรมเชิงปฏิบัติการแนวทางการดำเนินงานโรงเรียนอีโคสคูล ระดับสูง (Eco-School Advance) สำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษา ระหว่างวันที่ 31 มีนาคม ถึงวันที่ 3 เมษายน 2569 ณ โรงแรมทีเค พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาต่อยอด และยกกระดับการดำเนินงานที่ครอบคลุมพันธกิจของโครงการฯ ทั้ง 4 ด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพันธกิจที่ 2 การจัดการเรียนรู้ด้วยการใช้กระบวนการสิ่งแวดล้อมศึกษา ซึ่งได้กำหนดให้มีการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา (รายวิชาเพิ่มเติม) ที่บูรณาการเนื้อหาเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเข้าไปในหลักสูตร ให้เหมาะสมและเท่าทันกับสถานการณ์ รวมถึงบริบทของท้องถิ่น โดยคำนึงถึงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นสำคัญ
               การจัดอบรมฯ ในครั้งนี้ มี นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานในพิธีปิดและมอบเกียรติบัตรให้แก่ผู้เข้าร่วม โดยได้เน้นย้ำถึงความสำคัญในการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาโดยใช้แหล่งเรียนรู้ในชุมชน ตลอดจนทรัพยากรธรรมชาติและทรัพยากรท้องถิ่นที่สอดแทรกเนื้อหาเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจะช่วยสร้างความตระหนัก และการลงมือปฏิบัติเพื่อการตั้งรับ และเพิ่มขีดความสามารถในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของสถานศึกษา รวมถึงครูและผู้เรียนต่อไปได้ โดยในตอนท้ายได้กล่าวขอบคุณคณะวิทยากรที่ถ่ายทอดองค์ความรู้ และให้ข้อเสนอแนะในการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาให้มีความถูกต้อง เหมาะสมตามหลักวิชาการ และสอดคล้องกับหลักการของโครงการฯ สำหรับการอบรมฯ ในครั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา คณะครู และเจ้าหน้าที่ฯ จำนวนทั้งสิ้น 65 คน

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”