กรมลดโลกร้อน เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการพระราชดำริ

               วันที่ 18 พฤษภาคม 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย นายปรมินทร์ แสนทรงศักดิ์ เลขานุการกรม และนางสาวหฤทัย ปุภสสโร ผู้อำนวยการกลุ่มแผนงานและติดตามประเมินผล เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการพระราชดำริ ตามพระบรมราโชบาย ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ณ ห้องประชุม 202 อาคารกรมควบคุมมลพิษ โดยมีนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานคณะกรรมการ และ ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นรองประธานคณะกรรมการดังกล่าว ซึ่งที่ประชุมได้พิจารณาผลการดำเนินงาน และความก้าวหน้าภายใต้โครงการพระราชดำริตามพระบรมราโชบาย ของ ทส. และรับมอบนโยบายการดำเนินงานภายใต้โครงการพระราชดำริตามพระบรมราโชบาย จาก รมว.ทส.

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

มีระบบติดตามประเมินผลแล้วดีอย่างไร

📑มีระบบติดตามประเมินผลแล้วดีอย่างไร
              ประเทศไทยเผชิญกับความเสี่ยงและความท้าทายของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่งมีความซับซ้อนและเชื่อมโยงกันในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นภัยแล้ง น้ำท่วม ความมั่นคงทางอาหาร หรือผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน การดำเนินนโยบายด้านการปรับตัวฯ จึงไม่อาจอาศัยเพียงข้อมูลกระจัดกระจายหรือการตัดสินใจแบบแยกส่วนได้อีกต่อไป ระบบการติดตามประเมินผลการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจึงมีบทบาทสำคัญในฐานะโครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์ ที่ช่วยรวบรวม เชื่อมโยง และวิเคราะห์ข้อมูลจากหลายภาคส่วนอย่างเป็นระบบ ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้อง ทันเวลา และสอดคล้องกัน ซึ่งมีประโยชน์ในหลายด้าน ดังนี้

🚩การจัดทำระบบติดตามและประเมินผลด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศใน ระดับชาติ มีประโยชน์สำคัญ ดังนี้
               1. สนับสนุนการกำหนดนโยบายระดับประเทศ ช่วยให้รัฐบาลเห็นภาพรวมของความก้าวหน้าและประสิทธิผลของมาตรการปรับตัว ทำให้นโยบายมีความเหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์จริง
               2. เพิ่มประสิทธิภาพการวางแผนระยะยาว ข้อมูลที่ได้ช่วยคาดการณ์แนวโน้มผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทำให้สามารถวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างยั่งยืน
               3. การจัดสรรทรัพยากรและงบประมาณอย่างคุ้มค่า ช่วยระบุว่าพื้นที่หรือภาคส่วนใดมีความเสี่ยงสูงและต้องการการสนับสนุนมากที่สุด จึงสามารถจัดสรรงบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพ
               4. เสริมสร้างความมั่นคงของประเทศ ลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ง หรือพายุ ซึ่งอาจกระทบต่อเศรษฐกิจ ความมั่นคงด้านอาหาร และความเป็นอยู่ของประชาชน
               5. รองรับการรายงานในระดับนานาชาติ ช่วยให้ประเทศสามารถจัดทำรายงานตามกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศด้านสภาพภูมิอากาศได้อย่างถูกต้อง โปร่งใส และน่าเชื่อถือ
               6. เพิ่มความโปร่งใสและความรับผิดชอบ ทำให้การดำเนินงานของหน่วยงานรัฐสามารถตรวจสอบได้ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและภาคส่วนต่าง ๆ
               7. สนับสนุนการตัดสินใจเชิงข้อมูล (evidence-based decision) ผู้กำหนดนโยบายสามารถใช้ข้อมูลจริงในการตัดสินใจ ลดความคลาดเคลื่อนและความเสี่ยง
               8. ส่งเสริมความร่วมมือระดับประเทศ ช่วยให้หน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน และวิชาการ ทำงานร่วมกันได้ดีขึ้น เพราะมีข้อมูลและตัวชี้วัดร่วมกัน
              สรุป ในระดับชาติ ระบบนี้เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้การบริหารจัดการและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีทิศทางชัดเจน มีประสิทธิภาพ และยั่งยืนมากขึ้น

📝การจัดทำระบบติดตามและประเมินผลด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศใน ระดับท้องถิ่น มีประโยชน์สำคัญหลายด้าน ดังนี้
               1. เข้าใจปัญหาและความเสี่ยงในพื้นที่จริง ช่วยให้ชุมชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเห็นผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ง หรือดินถล่ม ทำให้รับมือได้ตรงจุดมากขึ้น
               2. วางแผนพัฒนาท้องถิ่นได้เหมาะสม ข้อมูลจากระบบติดตามช่วยให้การวางแผนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ระบบระบายน้ำ การจัดการน้ำ และการใช้ที่ดิน สอดคล้องกับความเสี่ยงด้านภูมิอากาศ
               3. ลดความเสียหายจากภัยพิบัติ เมื่อมีข้อมูลเฝ้าระวังและประเมินผลต่อเนื่อง ชุมชนสามารถเตรียมพร้อมและตอบสนองต่อภัยพิบัติได้รวดเร็ว ลดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน
               4. เพิ่มความเข้มแข็งของชุมชน ทำให้คนในพื้นที่มีความรู้และความตระหนักเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา
               5. สนับสนุนการตัดสินใจของผู้นำท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่นสามารถใช้ข้อมูลจริงในการกำหนดนโยบายหรือโครงการพัฒนาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
               6. ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ช่วยให้การใช้งบประมาณและทรัพยากรในระดับพื้นที่มีความเหมาะสม ไม่สูญเปล่า และตอบโจทย์ปัญหาจริง
               7. ส่งเสริมการปรับตัวของภาคเกษตรและอาชีพท้องถิ่น ช่วยให้เกษตรกรและผู้ประกอบอาชีพในพื้นที่ปรับตัว เช่น การเลือกพืชที่เหมาะสมกับสภาพอากาศ หรือการจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ
               8. สร้างความร่วมมือในชุมชน กระตุ้นให้หน่วยงานท้องถิ่น ชาวบ้าน และภาคส่วนต่าง ๆ ทำงานร่วมกันในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
              สรุป ระบบนี้ช่วยให้ท้องถิ่น “รู้ปัญหาเร็ว วางแผนได้ถูก และลดความเสียหายได้จริง” ทำให้ชุมชนมีความพร้อมและยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้นอย่างยั่งยืน

✏️การจัดทำระบบติดตามและประเมินผลด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีประโยชน์ ด้านอื่น ๆ ดังนี้
               1. ด้านการวางแผนและนโยบาย ช่วยให้การกำหนดนโยบายและแผนงานด้านการปรับตัวมีความเหมาะสม สอดคล้องกับสถานการณ์จริง
               2. ด้านการตัดสินใจ สนับสนุนการตัดสินใจของผู้บริหารทั้งระดับชาติและท้องถิ่นโดยใช้ข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบัน
               3. ด้านการจัดการงบประมาณ ช่วยให้สามารถจัดสรรงบประมาณได้อย่างคุ้มค่า และให้ความสำคัญกับพื้นที่หรือโครงการที่มีความเสี่ยงสูง
               4. ด้านการลดความเสี่ยงและผลกระทบ ทำให้สามารถเตรียมความพร้อมและลดความเสียหายจากภัยพิบัติ เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ง และพายุ
               5. ด้านการเพิ่มศักยภาพในการปรับตัว ช่วยให้ชุมชนและภาคส่วนต่าง ๆ มีความรู้และสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ดีขึ้น
               6. ด้านการติดตามความก้าวหน้าและประเมินผล ทำให้ทราบว่ามาตรการที่ดำเนินการมีประสิทธิภาพหรือไม่ และควรปรับปรุงอย่างไร
               7. ด้านความโปร่งใสและความรับผิดชอบ ช่วยให้การดำเนินงานสามารถตรวจสอบได้ และสร้างความน่าเชื่อถือให้กับภาครัฐ
               8. ด้านการสนับสนุนความร่วมมือ เอื้อต่อการทำงานร่วมกันของหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งในและนอกประเทศ โดยใช้ข้อมูลและตัวชี้วัดร่วมกัน

สรุป ระบบนี้มีบทบาทสำคัญในการทำให้การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีประสิทธิภาพ ยั่งยืน และตอบสนองต่อความต้องการของสังคมได้อย่างรอบด้าน

แหล่งอ้างอิง
1. กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม
2. กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
3. โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ

ระบบ M&E เครื่องมือวัดความรอดในยุคโลกรวน กรณีศึกษาระบบติดตามประเมินผลของต่างประเทศ

📊 ระบบ M&E เครื่องมือวัดความรอดในยุคโลกรวนกรณีศึกษาระบบติดตามประเมินผลของต่างประเทศ
🇩🇪 1. เยอรมนี: “วัดผลระบบ”
– จุดเด่น: ใช้กรอบวิเคราะห์เพื่อแยก “สาเหตุ–ผลกระทบ–การตอบสนอง” อย่างชัดเจน
เยอรมนีใช้กรอบแนวคิด DPSIR (Drivers, Pressures, State, Impact, Response) ในการจำแนกตัวชี้วัดเพื่อแยกแยะว่าอะไรคือผลกระทบ และอะไรคือผลสำเร็จของการปรับตัว
– สิ่งที่น่าสนใจ: มีชุดตัวชี้วัดมาตรฐานเดียวกันทุกหน่วยงาน
เยอรมนีจัดทำ “Indicator Fact Sheets” หรือแผ่นข้อมูลตัวชี้วัดที่ระบุที่มาและวิธีคำนวณไว้อย่างชัดเจนเพื่อให้ทุกหน่วยงานรายงานผลในมาตรฐานเดียวกัน
🇵🇭 2. ฟิลิปปินส์: “งบประมาณต้องตอบโจทย์ผลลัพธ์”
– จุดเด่น: เชื่อมโยง “งบประมาณ” กับ “ผลลัพธ์การปรับตัว”
ฟิลิปปินส์มีระบบ RBMES (Results-Based Monitoring and Evaluation System) ซึ่งเป็นระบบติดตามและประเมินผลที่เน้น “ผลลัพธ์” เพื่อให้มั่นใจว่านโยบายและงบประมาณก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง และมีคณะกรรมการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Commission) ซึ่งเป็นหน่วยงานกลางระดับชาติที่สั่งการข้ามกระทรวงได้
– สิ่งที่น่าสนใจ: ระบบติด “ป้ายกำกับงบประมาณ”
ฟิลิปปินส์มีการใช้ Climate Change Expenditure Tagging (CCET) หรือระบบติด “ป้ายกำกับงบประมาณ” ช่วยติดตามว่า งบประมาณของรัฐถูกใช้เพื่อการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศมากน้อยเพียงใด และได้ผลหรือไม่
🇨🇴 3. โคลอมเบีย: “เจาะลึกข้อมูลรายพื้นที่”
– จุดเด่น: มีระบบข้อมูลความเสี่ยงและการปรับตัวรายพื้นที่
โคลอมเบียได้พัฒนาระบบ SIIVRA (Sub-system on Information on Vulnerability, Risk and Adaptation) หรือระบบข้อมูลด้านความเปราะบาง ความเสี่ยง และการปรับตัว ซึ่งเป็นระบบที่เน้นตัวชี้วัดใน “ห่วงโซ่คุณค่า” (Value Chains) ของสินค้าเกษตรตามยุทธศาสตร์ของประเทศโคลอมเบีย
– สิ่งที่น่าสนใจ: ท้องถิ่นทราบถึงบริบทของพื้นที่ว่า “มีความเสี่ยงระดับใด และควรปรับตัวอย่างไร”
โคลอมเบียมีการย่อส่วนข้อมูล (Downscaling) ลงไปถึงระดับเทศบาล ทำให้ท้องถิ่นรู้ว่าพื้นที่ตนเองเสี่ยงแค่ไหนและต้องปรับตัวอย่างไร
🇬🇧 4. สหราชอาณาจักร: “มีการตรวจสอบที่โปร่งใส”
– จุดเด่น: มีคณะกรรมการอิสระประเมินการทำงานของรัฐบาล
สหราชอาณาจักรมีคณะกรรมการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศซึ่งเป็นกรรมการอิสระทำหน้าที่วิจารณ์และรายงานความก้าวหน้าของรัฐบาลต่อสภาอย่างตรงไปตรงมาทุก 2 ปี
– สิ่งที่น่าสนใจ: มีกฎหมายบังคับให้หน่วยงานรายงานความเสี่ยง
สหราชอาณาจักรมีอำนาจตามกฎหมายที่ให้รัฐบาลสามารถสั่งให้หน่วยงานรายงานความเสี่ยงด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Adaptation Reporting Power: ARP) โดยรัฐบาทมีสิทธิ์เรียกข้อมูลจากหน่วยงานต่าง ๆ เช่น ด้านการไฟฟ้า ด้านการประปา และด้านการขนส่ง เป็นต้น
🇨🇦 5. แคนาดา: “เน้นผลลัพธ์และความเท่าเทียม”
– จุดเด่น: มีการกำหนดเป้าหมายเชิงปริมาณและระยะเวลาที่ชัดเจน
แคนาดามีตัวชี้วัดที่กำหนดเป้าหมายเชิงปริมาณและระยะเวลาในการบรรลุผลอย่างชัดเจน ซึ่งช่วยให้ประเมินผลได้อย่างเป็นรูปธรรม และมีคณะกรรมการอิสระประเมินการทำงานของรัฐบาล รวมทั้งนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาเป็นส่วนหนึ่งของตัวชี้วัด และเป็นระบบที่ขับเคลื่อนด้วยการเรียนรู้
– สิ่งที่น่าสนใจ: มีการเก็บข้อมูลแบบแยกแยะและการประเมินที่พิจารณาเรื่องเพศและสังคมเป็นฐาน
แคนาดามีการเก็บข้อมูลแบบแยกแยะ (Disaggregated Data) ตามเพศ, อายุ, รายได้ และพื้นที่ และประเมินความคุ้มค่าของโครงการปรับตัวโดยพิจารณาเรื่องความแตกต่างทางเพศและสถานะทางสังคมเป็นฐาน (Gender-Based Analysis Plus)
🇫🇷 6. ฝรั่งเศส: “เน้นนโยบายและการวางแผนเชิงพื้นที่”
– จุดเด่น: มีกฎหมายส่งเสริมการรายงานแบบ Bottom-up และป้องกันการปรับตัวที่ผิดพลาด
ฝรั่งเศสมีระบบ M&E ที่ส่งเสริมการปรับปรุงนโยบายตามวงรอบได้ และใช้กฎหมายบังคับให้ท้องถิ่นที่มีประชากร 20,000 คนขึ้นไป ต้องทำแผนภูมิอากาศ พลังงาน และอาณาเขต (Plan Climat-Air-Énergie Territorial) และรายงานผลสู่ส่วนกลาง รวมถึงมีการประเมินผลข้างเคียงของการปรับตัว
– สิ่งที่น่าสนใจ: การเชื่อมโยงระบบ M&E ระหว่างระดับชาติและท้องถิ่น
ฝรั่งเศสมีกฎหมายบังคับให้ท้องถิ่นจัดทำแผนที่มีเป้าหมายและตัวชี้วัดที่สอดคล้องกับแผนการปรับตัวระดับชาติ และกำหนดให้ทุกระดับใช้ฉากทัศน์กลางเดียวกันที่การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยโลก 4 องศาเซลเซียส ภายในปี 2100 รวมทั้งใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลให้ท้องถิ่นรายงานผล ทำให้การเชื่อมโยงจากระดับล่างขึ้นบนเป็นมาตรฐานเดียวกันและเป็นระบบ
🇻🇳 7. เวียดนาม: ระบบการรายงานออนไลน์ที่ครอบคลุมทุกระดับ
– จุดเด่น: มีระบบฐานข้อมูลออนไลน์กลางที่ครอบคลุมและเปิดเผยต่อสาธารณะ
เวียดนามได้พัฒนาระบบฐานข้อมูลออนไลน์กลางเพื่อให้หน่วยงานในระดับชาติและระดับจังหวัดเข้ามารายงานผลผ่านบัญชีผู้ใช้งาน และมีส่วนแสดงผลต่อสาธารณะเพื่อดูความก้าวหน้าด้านการปรับตัวในแต่ละพื้นที่ ช่วยสร้างการมีส่วนร่วมและตรวจสอบจากภาคประชาสังคม
– สิ่งที่น่าสนใจ: เชื่อมโยงข้อมูลแบบ Real-time และจัดอันดับความก้าวหน้าของแต่ละจังหวัด
เวียดนามมีระบบฐานข้อมูลอออนไลน์ที่สามารถรองรับการรายงานผลได้แบบ Real-time ทำให้เกิดความคล่องตัวในการรายงานผลจากระดับล่างสู่ส่วนกลาง และมีการเปิดเผยข้อมูลความก้าวหน้าด้านการปรับตัวของแต่ละจังหวัด ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกันระหว่างพื้นที่ที่มีลักษณะคล้ายกัน
🇰🇪 8. เคนยา: การวัดผลโดยเน้นท้องถิ่นเป็นหลัก
– จุดเด่น: มีระบบ M&E ที่เชื่อมโยงกับกองทุนภูมิอากาศระดับจังหวัด
เคนยาใช้ระบบที่เชื่อมโยงกับกองทุนภูมิอากาศระดับจังหวัด ซึ่งหากโครงการใดในจังหวัดสามารถรายงานผลการเพิ่มความยืดหยุ่นด้านการปรับตัวได้ชัดเจน จะมีโอกาสได้งบประมาณจากกองทุนนี้
– สิ่งที่น่าสนใจ: มีกรอบการวัดผลการแก้ปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติ (NbS)
เคนยาเริ่มทดลองใช้กรอบการวัดผล “การแก้ปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติ” (Nature-based Solutions – NbS) ในระบบ M&E ซึ่งวัดผลทั้งด้านระบบนิเวศและความเป็นอยู่ของชุมชนไปพร้อมกัน
🇹🇭 แนวทางสำหรับประเทศไทย
ประเทศไทยสามารถยกระดับระบบ M&E ได้ผ่าน 4 แนวทางสำคัญ
              1. สร้างมาตรฐานตัวชี้วัด: ให้ทุกหน่วยงานใช้ข้อมูลที่มีมาตรฐานเดียวกัน เปรียบเทียบได้
              2. เสริมด้วยกฎหมาย: กำหนดให้มีการติดตามและรายงานผลอย่างต่อเนื่อง
              3. ติดตามงบประมาณด้านภูมิอากาศ: รู้ว่าเงินที่ใช้ “ช่วยลดความเสี่ยงได้จริงหรือไม่”
              4. พัฒนาศูนย์ข้อมูลกลาง: เชื่อมข้อมูลจากพื้นที่ → ระดับประเทศ เพื่อใช้ตัดสินใจ
การติดตามและประเมินผล ไม่ใช่แค่การรายงาน แต่คือการเรียนรู้ เพื่อให้ประเทศไทยปรับตัวได้ทันกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

แหล่งอ้างอิง
UNFCCC และ NAP Global Network

Maladaptation Monitoring ติดตาม “ผลข้างเคียง” ยังไง ไม่ให้แผนพังกลางคัน

               🔹Maladaptation Monitoring คือ ระบบการติดตามเพื่อป้องกันไม่ให้วิธีการแก้ปัญหากลายเป็นการสร้างปัญหาใหม่ที่รุนแรงกว่าเดิม หรือ “การแก้ปัญหาที่กลับกลายเป็นสร้างปัญหาใหม่”
               🔹การปรับตัวที่ไม่เหมาะสม (Maladaptation) คือ การแก้ปัญหาที่กลับกลายเป็นสร้างปัญหาใหม่ หรือ “ยิ่งแก้ ยิ่งแย่” ในระยะยาว

♦️ตามรายงาน IPCC Sixth Assessment Report (AR6) ระบุรูปแบบของการปรับตัวที่ผิดพลาด (Maladaptation) ไว้ 5 มิติ
               1. ยิ่งแก้ ยิ่งร้อน ปรับตัวด้วยวิธีที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้น เช่น พึ่งพาแอร์อย่างเดียว
               2. ช่วยที่หนึ่ง พังที่หนึ่ง แก้ปัญหาในพื้นที่หนึ่ง แต่ส่งผลลบไปหาพื้นที่ข้างเคียงหรือกลุ่มคนจน
               3. ประมาทเพราะมั่นใจเกิน สร้างโครงสร้างป้องกันทำให้คนรู้สึกปลอดภัยเกินไป แล้วละเลยการระวังภัยเมื่อเจอเหตุการณ์รุนแรงกว่าเดิม
               4. ติดกับดักวิธีเดิม เลือกลงทุนกับโครงสร้างที่ยืดหยุ่นไม่ได้และค่าซ่อมบำรุงสูง จนไม่มีงบไปทำวิธีอื่น
               5. ทำลายธรรมชาติ วิธีปรับตัวที่ไปทำลายระบบนิเวศดั้งเดิม ทำให้ความสามารถในการฟื้นตัวของธรรมชาติลดลง

♦️กลไกที่ทำให้เกิด Maladaptation จากรายงานของ IPCC เกิดจาก “การวางแผนที่ไม่รอบด้าน”
               1. การมองเป้าหมายระยะสั้น (Short-termism) เน้นแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ลืมดูการเปลี่ยนแปลงในระยะยาว
               2. การแยกส่วนทำ (Fragmented Planning) ต่างคนต่างทำ ไม่คุยกัน ผลลัพธ์เลยไปกระทบพื้นที่หรือกลุ่มคนอื่น
               3. การเลือกวิธีที่ยืดหยุ่นต่ำ (Inflexibility) สนใจแต่ตัวเลขหรือวิศวกรรม จนลืมผลกระทบต่อธรรมชาติและสังคม
               4. การละเลยมิติทางสังคม (Social Exclusion) ขาดข้อมูลที่แม่นยำ ทำให้ประเมินความเสี่ยงผิดพลาดตั้งแต่แรก

♦️3 ปัจจัยที่ทำให้การปรับตัว “พัง” (Maladaptation)
               1. บริบทพื้นที่ (Context) พื้นที่ไม่พร้อม ปัญหาเดิมที่มีอยู่แล้ว (เช่น ความจน การเมือง) ทำให้มาตรการนั้นไม่ได้ผล หรือไปซ้ำเติมคนลำบากให้แย่ลงกว่าเดิม
               2. โครงสร้างมาตรการ (Structure) วางแผนไม่รอบคอบ เช่น แก้ปัญหาที่หนึ่งแต่ไปสร้างปัญหาให้อีกที่
               3. การดำเนินการ (Implementation) การจัดการไม่ดี เช่น ขาดการประสานงาน งบหาย หรือทำแล้วทิ้ง ไม่มีการติดตามดูผลว่าที่ทำไปได้ผลดีจริงหรือไม่

♦️แนวทางในการจัดการกับ “การปรับตัวที่ไม่เหมาะสม”
               1. คิดให้รอบด้าน มองภาพเชื่อมโยงให้ครบและครอบคลุม
               2. ระวังผลเสีย ตรวจสอบและเช็กผลเสียที่อาจตามมา
               3. หาสาเหตุ วิเคราะห์สาเหตุ เช่น วางแผนระยะสั้นเกินไป ไม่คิดถึงผลกระทบข้ามพื้นที่ ขาดข้อมูลหรือขาดการมีส่วนร่วมของชุมชน
               4. ประเมินความเสี่ยง ความคุ้มค่าในระยะยาว เช่น สร้างโครงสร้างแข็ง (กำแพง/เขื่อน) ฟื้นฟูธรรมชาติ (ป่าชายเลน พื้นที่ชุ่มน้ำ) หรือไม่ควรทำอะไรเลย
               5. ปรับแผนให้ดีขึ้น เลือกวิธีที่ลดความเสี่ยงระยะยาว ไม่ทำลายระบบนิเวศ เป็นธรรมต่อทุกกลุ่ม (ไม่กระทบคนเปราะบาง)

               Maladaptation ไม่ได้หมายถึง “การล้มเหลว” แต่มักเกิดจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบข้ามพื้นที่/ข้ามกลุ่ม การละเลยระบบนิเวศ และการสร้างผลกระทบเชิงลบแฝง เช่น เพิ่มความเหลื่อมล้ำ เพิ่มการปล่อยคาร์บอน หรือจำกัดทางเลือกในอนาคต โดย Intergovernmental Panel on Climate Change เน้นว่าการหลีกเลี่ยง maladaptation ต้องอาศัยการวิเคราะห์เชิงระบบ (systems thinking) การคำนึงถึงความเป็นธรรม (equity) การใช้ nature-based solutions และการวางแผนระยะยาวแบบยืดหยุ่น

แหล่งอ้างอิง
1. Enhancing climate resilience in Thailand through effective water management and sustainable agriculture., Green Climate Fund.
2. Minimising the risk of maladaptation: A framework for analysis., ResearchGate.
3. Why some climate change adaptations just make things worse : Short-term and poorly thought-out solutions are hardly solutions at all., Popular Science.

กรมลดโลกร้อน ขานรับนโยบาย รมว.ทส.เร่งหารือสร้างกลไกรับมือ CBAM และเตรียมพร้อมดำเนินการตามร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. เพื่อสร้างโอกาสและเสริมความสามารถในการแข่งขันสำหรับภาคการส่งออกไทย

          นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เร่งขับเคลื่อนเตรียมความพร้อมรับมือกับมาตรการการปรับคาร์บอนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป (EU CBAM) โดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ได้จัดการประชุมคณะทำงานศึกษาแนวทางเตรียมความพร้อมรองรับการดำเนินงานตามกลไกราคาคาร์บอนของภาคอุตสาหกรรม ครั้งที่ 1/2569 วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 เวลา 13.00-16.00 น. ณ ห้องประชุมอารีย์สัมพันธ์ โดยมี ดร. พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานคณะทำงานฯ พร้อมด้วยนายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และผู้แทนจากหน่วยงานและภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง โดยที่ประชุมรับทราบความคืบหน้าร่างพระราชบัญญัติฯ ตลอดจนร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูล ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการเตรียมพร้อมต่อมาตรการ CBAM ของสหภาพยุโรป ตลอดจนหารือแนวทางการดำเนินงานร่วมกันในระยะต่อไป อาทิ การประเมินความต้องการผู้ทวนสอบ การสนับสนุนการขึ้นทะเบียนและทวนสอบ การประเมินมูลค่าสินค้าที่จะได้รับผลกระทบในปัจจุบันและระยะต่อไป ฯลฯ เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมของไทย
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”




Monitoring Evaluation Research and Learning (MERL) Cycle วงจรที่จะทำให้การปรับตัวของคุณไม่มีวันหลงทาง

“Monitoring Evaluation Research and Learning (MERL) Cycle วงจรที่จะทำให้การปรับตัวของคุณไม่มีวันหลงทาง”
               👉 MERL Cycle เป็น กระบวนการหรือกรอบแนวคิด เพื่อสนับสนุนการพัฒนาโครงการจัดทำระบบติดตามประเมินผลการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้มีทิศทางที่ชัดเจนไปสู่การทำงานอย่างเป็นระบบและต่อเนื่องเพื่อยกระดับประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการดำเนินงานในระยะยาว โดยมีขั้นตอนดังนี้
               1) การดำเนินโครงการ (Project Implementation) การดำเนินโครงการด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต้องวางแผนกลยุทธ์อย่างเป็นระบบ กำหนดเป้าหมายให้ชัดเจน เลือกมาตรการปรับตัวที่เหมาะสม ใช้ทฤษฎีการเปลี่ยนแปลง (Theory of Change: ToC) เชื่อมโยงเหตุผลระหว่างกิจกรรม ผลลัพธ์ เป้าหมาย ดำเนินงานตามแผนที่วางไว้ รวมทั้งจัดให้มีการติดตามและประเมินผลอย่างต่อเนื่องเพื่อปรับปรุงโครงการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
               2) การติดตามและประเมินผล (Monitoring and Evaluation: M&E) กำหนดตัวชี้วัดให้ครอบคลุมทั้งกระบวนการ ผลผลิต ผลลัพธ์ และข้อมูลฐาน (Baseline Data) เป็นจุดอ้างอิงในการติดตามความก้าวหน้า โดยติดตามผลระหว่างดำเนินโครงการอย่างต่อเนื่องและประเมินผลขั้นสุดท้ายเมื่อสิ้นสุดโครงการ
               3) การวิจัย (Research: R) วิจัยเพื่อค้นหาความหมายเชิงลึกด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลจากการติดตามและประเมินผล (M&E) ทั้งตัวชี้วัดเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ หากพบปัญหาให้วิเคราะห์ต้นทุน – ผลประโยชน์ (Cost-Benefit Analysis: CBA) เพื่อเปรียบเทียบและเลือกมาตรการปรับตัวที่เหมาะสมที่สุด
               4) การเรียนรู้ (Learning: L) นำผลจากการติดตาม (M) ประเมินผล (E) และวิจัย (R) มาถอดบทเรียนอย่างสม่ำเสมอ ให้เกิดการเรียนรู้ตลอดเวลาของวงจรการปรับตัว เพื่อป้องกันการปรับตัวที่ผิดพลาดโดยไม่ตั้งใจ (Maladaptation)
               5) ปรับปรุงโครงการด้านการปรับตัว (Adaptation to project improvement) เป็นขั้นตอนที่ควรดำเนินการเป็นระยะตลอดโครงการหลังการเรียนรู้ (L) ให้สามารถปรับการดำเนินงานได้อย่างยืดหยุ่น นำบทเรียนไปพัฒนาโครงการในรอบถัดไป เผยแพร่ทั้งความสำเร็จและข้อผิดพลาด เพื่อให้โครงการหรือหน่วยงานอื่นต่อยอดได้โดยไม่ต้องเริ่มต้นใหม่
🔒 5 หลักสำคัญอันนำไปสู่ความสำเร็จของการติดตามประเมินผล
               1. นโยบายเข้มแข็ง (Political Support) มีกฎหมายหรือแผนระดับชาติรองรับการดำเนินงานด้านการติดตามประเมินผลอย่างชัดเจน เพื่อให้เกิดเป็นระบบการทำงานที่ต่อเนื่องและจริงจัง
               2. การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน (Whole of Society) การติดตามประเมินผลควรอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย เช่น ภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม ตั้งแต่ต้นจนจบวงจร
               3. ยืดหยุ่นแต่แม่นยำ (Flexibility) ระบบต้องมีความยืดหยุ่นปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ภูมิอากาศ เศรษฐกิจ และสังคมที่เปลี่ยนไป ไม่ยึดติดกับแผนเดิมที่อาจใช้ไม่ได้ผลในอนาคต แต่ก็ควรมีความแม่นยำในด้านการเก็บรวมรวบข้อมูลและการประเมินผลในมิติต่างๆ
               4. ทรัพยากรเพียงพอ (Resources) การติดตามประเมินผลเป็นกระบวนการที่ต้องดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง จึงต้องมีงบประมาณที่เพียงพอ และการประเมินผลในมิติต่างๆ จำเป็นต้องใช้บุคลากรที่มีทักษะเฉพาะทาง
               5. เท่าเทียมและครอบคลุม (Equity & Gender) ระบบติตตามประเมินผลที่ดีจะต้องช่วยส่งเสริมการปรับตัวอย่างเท่าเทียม โดยการให้ความสำคัญกับข้อมูลที่แยกกลุ่มเพศและกลุ่มเปราะบาง เพื่อให้การช่วยเหลือเข้าถึงทุกคนโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

แหล่งอ้างอิง
1. กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (คู่มือ M&E การปรับตัว)
2. แนวทางการติดตามประเมินผลเพื่อการเรียนรู้ (OECD/DEval)
3. MERL Toolkit & Handbook (2024) โดย LEAP Africa

กรมลดโลกร้อน จัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่ออบรมการใช้ระบบติดตามประเมินผลการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ


วันที่ 15 พฤษภาคม 2569 นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่ออบรมการใช้ระบบติดตามประเมินผลการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภายใต้โครงการจัดทำระบบติดตามประเมินผลการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมด้วย นางสาวระเบียบ ภูผา ผู้อำนวยการกองขับเคลื่อนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมี ผู้เข้าร่วมจากหน่วยงานรายสาขา และผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งในห้องประชุมและผ่านระบบออนไลน์ รวมกว่า 280 คน ณ โรงแรม ทีเค.พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานค
การประชุมครั้งนี้ถือว่าเป็นก้าวสำคัญของประเทศไทยในการยกระดับการดำเนินงานด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จาก “การกำหนดนโยบายและกรอบแผน” ไปสู่ “การปฏิบัติจริง”ซึ่งการพัฒนาระบบติดตามประเมินผลการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นการวาง “โครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลภูมิอากาศของประเทศ” ที่จะเชื่อมโยงข้อมูลด้านการปรับตัวจากทุกระดับ ทั้งระดับพื้นที่ ระดับหน่วยงาน และระดับประเทศเข้าด้วยกัน เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการสร้างความเข้าใจร่วมกันระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ การประชุมในวันนี้เป็นการอบรมการใช้ระบบที่ได้มีการปรับปรุงพัฒนาจากข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะให้มีความสมบูรณ์และสามารถรองรับการใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ประเด็นสำคัญในการประชุม
-การสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับสถานการณ์การปรับตัวของประเทศและระดับโลก
-การสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการพัฒนาตัวชี้วัดภายใต้โครงการร่วมกับตัวแทนจากหน่วยงานทั้ง 6 สาขา
-การฝึกอบรมการใช้งานระบบ Website E – FORM ของระบบติดตามประเมินผลภายใต้โครงการร่วมกับตัวแทนของหน่วยงานทั้ง 6 สาขา
-การสร้างความเข้าใจร่วมกันเกี่ยวกับระบบ E – Reporting ของระบบติดตามประเมินผลภายใต้โครงการ
-การนำเสนอร่างคู่มือการใช้งานระบบติดตามประเมินผลภายใต้โครงการ
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”



จาก Monitoring & Evaluation (M&E) สู่ Monitoring, Evaluation, Research and Learning (MERL)

จาก Monitoring & Evaluation (M&E) สู่ Monitoring, Evaluation, Research and Learning (MERL)
               ระบบ M&E แบบเดิม “มุ่งเน้นติดตามและประเมินผลเพื่อรายงาน” การนำข้อมูลไปใช้ปรับปรุงเพื่อปรับตัวยังจำกัด ส่วนมิติของ MERL คือ “เพิ่มการวิจัยและเรียนรู้” เพื่อให้ข้อมูลถูกนำไปใช้ปรับปรุงการทำงาน สร้างความยั่งยืน และสนับสนุนการตัดสินใจในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
องค์ประกอบของ MERL
               M – Monitoring (ติดตาม) เก็บข้อมูลและบันทึกความคืบหน้าของโครงการหรือมาตรการปรับตัวอย่างต่อเนื่อง เช่น ระดับน้ำ พื้นที่ป่าเพิ่มขึ้น หรือจำนวนชุมชนที่เข้าถึงระบบเตือนภัย
               E – Evaluation (ประเมินผล) ตรวจสอบความคุ้มค่าและประสิทธิผลของโครงการ เพื่อตัดสินใจปรับปรุง เช่น ประเมินความเหมาะสม ผลกระทบ และความยั่งยืน
               R – Research (วิจัย/สร้างความรู้) วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อหาสาเหตุและสร้างแนวทางใหม่ ๆ ทำให้เข้าใจปัจจัยที่ช่วยหรือขัดขวางความสำเร็จ เช่น การวิจัยเชิงสร้างสรรค์ก่อนเริ่มโครงการ
               L – Learning (เรียนรู้และปรับปรุง) นำบทเรียนจาก M, E, R มาปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานหรือพฤติกรรม เช่น เกษตรกรปรับวิธีเพาะปลูกตามข้อมูลและบทเรียนที่ได้

แหล่งอ้างอิง
1. Evidence and Learning in the Context of Climate Change : Invitation to Action., The MERL Tech Initiative
2. MERL Toolkit & Handbook (2024) โดย LEAP Africa
3. Evaluation Criteria., OECD.
4. Revisiting the Challenges to Monitoring, Evaluation, Reporting, and Learning for Climate Adaptation., Environmental Science & Policy Volume 172, October 2025., ScienceDirect.

กรมลดโลกร้อน บันทึกเทปถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี 3 มิถุนายน 2569


วันที่ 14 พฤษภาคม 2569 กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดย ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย นายปวิช เกศววงศ์ และ นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม นำคณะผู้บริหารกรม ร่วมบันทึกเทปถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี 3 มิถุนายน 2569 ณ สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย NBT เพื่อร่วมแสดงความจงรักภักดีและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจ เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนชาวไทย
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”



ตัวชี้วัดแบบ SMART: คม ชัด วัดผลได้จริง


ตัวชี้วัดแบบ SMART: คม ชัด วัดผลได้จริง
               “การปรับตัวที่ไม่สามารถวัดผลได้ คือ ความไม่แน่นอนที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบเชิงลบต่อความสำเร็จของการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ” ดังนั้นการมีตัวชี้วัดที่ SMART จะช่วยให้การตัดสินใจเชิงนโยบายและการจัดสรรทรัพยากรมีประสิทธิภาพ
               ตัวชี้วัดแบบ SMART คือการกำหนดตัวชี้วัดที่ชัดเจน วัดผลได้ ทำได้จริง สอดคล้องกับเป้าหมาย และมีกรอบเวลา สามารถใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีช่วยติดตาม วิเคราะห์ และประเมินผลได้อย่างมีประสิทธิภาพ 
การออกแบบตัวชี้วัดแบบ SMART
               – S – Specific (ชัดเจน) : ต้องระบุเป้าหมายและขอบเขตที่ชัดเจน 
               – M – Measurable (วัดได้) : ตัวชี้วัดควรวัดมีหน่วยวัดที่ชัดเจน และประเมินผลได้จริง เพื่อให้ติตดามความก้าวหน้าได้ตลอดเวลา 
               – A – Achievable (ทำได้จริง) : ตัวชี้วัดสามารถทำให้บรรลุผลได้ โดยพิจารณาจากทรัพยากรและข้อมูลที่มีอยู่และตัวชี้วัดไม่ควรมีเป้าหมายที่ยากจนเกินไปหรือเป็นไปไม่ได้
               – R – Relevant (ตรงเป้า) : ตัวชี้วัดต้องสะท้อนปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตามบริบทของพื้นที่
               – T – Time-bound (มีกำหนดเวลา) : มีรอบการรายงานที่ชัดเจน เพื่อให้เห็นความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง 
ความสำคัญของตัวชี้วัดแบบ SMART
               1. ความชัดเจน : ทำให้เป้าหมายของโครงการชัดเจน เข้าใจง่าย และรู้ว่าต้องการบรรลุอะไร รวมถึงจะวัดผลอย่างไร
               2. ความรับผิดชอบ : มีเกณฑ์วัดผลที่ชัดเจน ทำให้ตรวจสอบและติดตามความก้าวหน้าได้อย่างเป็นธรรม
               3. การประเมินผล : ใช้ข้อมูลจริงในการประเมินว่าโครงการบรรลุเป้าหมายหรือไม่ และชี้จุดที่ต้องปรับปรุง
               4. การพัฒนาอย่างต่อเนื่อง : ช่วยระบุจุดอ่อนของโครงการ เพื่อนำไปปรับปรุงให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
               5. การจัดสรรทรัพยากร : ทำให้เห็นว่าทรัพยากรถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ และช่วยปรับการใช้ทรัพยากรให้เหมาะสมมากขึ้น
5 มิติของตัวชี้วัดแบบ SMART
               1. S – Specific (เฉพาะเจาะจง) ตัวชี้วัดต้องชัดเจน ระบุสิ่งที่ต้องการวัดอย่างตรงประเด็น ไม่กว้างหรือคลุมเครือ
               2. M – Measurable (วัดผลได้) ต้องสามารถวัดและติดตามผลได้ด้วยตัวเลขหรือหน่วยที่ชัดเจน เช่น ร้อยละ จำนวน หรือดัชนี
               3. A – Achievable (ทำได้จริง) เป้าหมายต้องเหมาะสมกับทรัพยากรและความเป็นไปได้ ไม่ยากเกินไป
               4. R – Relevant (เกี่ยวข้อง) ตัวชี้วัดต้องสอดคล้องกับเป้าหมายและผลลัพธ์ของโครงการ
               5. T – Time-bound (มีกรอบเวลา) ต้องกำหนดช่วงเวลาชัดเจนในการวัดผลและติดตามความก้าวหน้า

แหล่งอ้างอิง
1. Module 8 : Indicaors for Adaptation and Agriculture., Food and Agriculture Organization of the United Nations., UNDP.
2. Indicator for Monitoring and Evaluating Climate Change Adaptation Efforts in South Africa., National Library of Medicine : National Center for Biotechnology Information.
3. Increasing Resilience to Climate Change Impacts in Marine and Coastal Areas along the Gulf of Thailand., Green Climate Fund.