ทำความรู้จัก “ดัชนีความเสี่ยง CRI”: เครื่องมือใหม่เพื่ออนาคตไทย รับมือวิกฤติภูมิอากาศอย่างแม่นยำ

               การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้กลายเป็นวิกฤตการณ์สำคัญที่ส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะประเทศไทยที่เผชิญความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติที่มีความรุนแรงและความถี่เพิ่มขึ้น ทั้งน้ำท่วม ภัยแล้ง และคลื่นความร้อน ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานและวิถีชีวิตของประชาชนอย่างมีนัยสำคัญ
               แม้ในระดับสากลจะมีดัชนีชี้วัดความเสี่ยงที่หลากหลาย เช่น Climate Risk Index (CRI) หรือ World Risk Index (WRI) เพื่อใช้ติดตามสถานการณ์และสนับสนุนการกำหนดนโยบาย แต่เครื่องมือดังกล่าวมักพัฒนาบนฐานข้อมูลและบริบทของต่างประเทศ ซึ่งอาจไม่สามารถสะท้อนความเปราะบางเชิงพื้นที่ของประเทศไทยได้อย่างแม่นยำเพียงพอ ดังนั้น การพัฒนาดัชนีความเสี่ยงที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการเป็นฐานข้อมูลเชิงนโยบายที่ตรงจุด และสนับสนุนการวางแผนรับมือในระยะยาวอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับระบบเศรษฐกิจ สังคม และระบบนิเวศของประเทศ ท่ามกลางความผันผวนของสภาพภูมิอากาศโลก
               กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ได้พัฒนาดัชนีความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศสำหรับประเทศไทย (Climate Risk Index : CRI Thailand) ขึ้น เพื่อเป็นเครื่องมือสะท้อนความเสี่ยงที่ครอบคลุมทั้งมิติสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม โดยมุ่งพัฒนากลไกที่สามารถประเมินและจัดการความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้การวางแผนรับมือและการจัดสรรทรัพยากรเป็นไปอย่างแม่นยำและตรงจุด
               การพัฒนาดัชนี CRI ของประเทศไทยได้รับการออกแบบให้ครอบคลุมทั้งการเรียนรู้จากกรอบสากล การพัฒนากรอบแนวคิดที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศ การใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์ และการมีส่วนร่วมของผู้เชี่ยวชาญและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้ดัชนีที่มีความน่าเชื่อถือและสามารถนำไปใช้ทั้งการวางแผนเชิงนโยบายและการนำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างแท้จริง
               แม้ดัชนี CRI ระดับโลกของ Germanwatch จะเป็นต้นแบบสำคัญ แต่ยังมีข้อจำกัดบางประการ เช่น การใช้ฐานข้อมูลระดับโลกที่อาจไม่สะท้อนรายละเอียดเชิงลึกในระดับพื้นที่ของประเทศไทย รวมทั้งการเน้นการประเมินความสูญเสียในเชิงตัวเงินหรือจำนวนผู้เสียชีวิตเป็นหลัก ซึ่งอาจยังไม่ครอบคลุมผลกระทบด้านสังคม วัฒนธรรม หรือระบบนิเวศที่ไม่สามารถตีมูลค่าเป็นตัวเลขได้ ดังนั้น CRI ของประเทศไทยจึงถูกพัฒนาขึ้นบนหลักการทางวิชาการที่สอดคล้องกับแนวทางสากล ควบคู่กับกระบวนการปรึกษาหารือและการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อให้ได้โครงสร้างดัชนีที่สอดคล้องกับบริบทประเทศ และสามารถสะท้อนระดับความเสี่ยงของแต่ละจังหวัดได้อย่างเหมาะสมและเปรียบเทียบกันได้
               กล่าวได้ว่า CRI ประเทศไทยครอบคลุมภัยพิบัติสุดขั้ว (Extreme Weather Events) 4 ประเภท ได้แก่ อุทกภัย วาตภัย ภัยแล้ง และดินโคลนถล่ม โดยกำหนดตัวแปรพิจารณาจากผลกระทบที่เกิดขึ้น แบ่งเป็น 2 มิติหลัก ได้แก่
👥 ผลกระทบต่อประชาชน : จำนวนผู้เสียชีวิต จำนวนผู้เสียชีวิตต่อแสนประชากร และจำนวนผู้ได้รับผลกระทบ
💰 ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ : มูลค่าความเสียหาย และมูลค่าความเสียหายต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด (GPP)
               ทั้งนี้ ด้วยบริบทของประเทศไทยที่ภาคการเกษตรมีความสำคัญทั้งในเชิงเศรษฐกิจและความมั่นคง ทางอาหาร ดัชนี CRI ของประเทศไทยจึงให้ความสำคัญกับการประเมินความเสียหายทางการเกษตรควบคู่กับภาคเศรษฐกิจอื่น เพื่อสะท้อนผลกระทบเชิงโครงสร้างของประเทศได้อย่างรอบด้านมากยิ่งขึ้น ดัชนี CRI ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือสังเคราะห์ข้อมูลความเสี่ยงทั้งในเชิงพื้นที่และเชิงเวลาอย่างเป็นระบบ โดยสามารถใช้ติดตามสถานการณ์ในระยะสั้น (รายปี) เพื่อสะท้อนสถานการณ์ปัจจุบัน และในระยะยาว (10 ปี) เพื่อวิเคราะห์แนวโน้มและความถี่ของภัยพิบัติในแต่ละพื้นที่ อีกทั้งยังสามารถเชื่อมโยงกับมาตรการที่ดำเนินการในพื้นที่ เพื่อใช้ประเมินผลและพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายที่ชัดเจน ทำให้สามารถปรับแผนยุทธศาสตร์ให้ทันสมัย ยืดหยุ่น และสอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างต่อเนื่อง
               ​ในระยะถัดไป CRI ประเทศไทยมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเป็นเครื่องมือสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบายของทั้งหน่วยงานส่วนกลางและส่วนภูมิภาค โดยเฉพาะการประเมินและจัดลำดับความเสี่ยงเพื่อกำหนดมาตรการรับมือที่เหมาะสมในแต่ละพื้นที่ ควบคู่กับการพัฒนาฐานข้อมูลและเสริมสร้างศักยภาพของหน่วยงานระดับภูมิภาคและท้องถิ่นในการจัดเก็บและใช้ข้อมูลอย่างเป็นระบบ ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการยกระดับการปรับตัวของประเทศไทยให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืนในระยะยาว

บทความโดย : นางรสริน อมรพิทักษ์พันธ์ ผู้อำนวยการกลุ่มงานพัฒนาแนวทางและศักยภาพในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กองขับเคลื่อนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
แหล่งที่มา : กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (2568) การพัฒนาดัชนีความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศสำหรับประเทศไทย (Climate Risk Index: CRI)

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

21 มีนาคม วันป่าไม้สากล International Day of Forests

               ตามมติที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (United Nations General Assembly: UNGA) ได้กำหนดให้วันที่ 21 มีนาคมของทุกปีเป็นวันป่าไม้สากล (International Day of Forests: IDF) เพื่อสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของป่าทุกประเภทและต้นไม้ที่อยู่นอกพื้นที่ป่า
               ในปี 2026 นี้ วันป่าไม้สากล ทั่วโลกได้ร่วมรณรงค์ภายใต้แนวคิด “ป่าไม้และเศรษฐกิจ (Forests and economies)” ซึ่งเน้นย้ำถึงบทบาทสำคัญของป่าไม้ในการขับเคลื่อนความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ บทบาทเหล่านี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงรายได้และการจ้างงานจากการผลิตและการค้าผลิตภัณฑ์จากป่าไม้เท่านั้น แต่ป่าไม้ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเกษตร และปกป้องแหล่งต้นน้ำให้มีความสมบูรณ์ นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์จากป่าไม้ยังสามารถใช้ทดแทนวัสดุที่ปล่อยคาร์บอนสูง พร้อมทั้งสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ ได้อีกด้วย
               ทั้งนี้ ทรัพยากรป่าไม้ถือเป็นหนึ่งในทรัพยากรที่สำคัญที่สุดในการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งทำหน้าที่เป็นแหล่งดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ มีบทบาทสำคัญในการลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยประเทศไทยได้ตั้งเป้าหมายเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้ครอบคลุม 55% ของพื้นที่ทั้งหมดภายในปี พ.ศ.2580 (ค.ศ.2037) ซึ่งรวมป่าธรรมชาติ พื้นที่ป่าเศรษฐกิจ และพื้นที่สีเขียวในเมืองและชนบท
               กรมลดโลกร้อน จึงขอเชิญชวนทุกท่าน ร่วมกันอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ รวมทั้งเพิ่มพื้นที่สีเขียว เพื่อคงไว้ซึ่งความหลากหลายทางชีวภาพและร่วมลดผลกระทบที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไปด้วยกัน

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

แหล่งที่มา :
– International Day of Forests | 21 March : Forests and economies., Food and Agriculture Organization of the United Nations.
– COACHING คู่มือเกณฑ์การวิเคราะห์ศักยภาพพื้นที่สีเขียวในเมือง “เพื่อสนับสนุนความเป็นกลางทางคาร์บอน”. โครงการเสริมสร้างพื้นที่สีเขียวในเมืองเพื่อรองรับความเป็นกลางทางคาร์บอนของประเทศไทย. กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม

กรมลดโลกร้อน เชิดชูเกียรติ 7 สตรีดีเด่นด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิความเท่าเทียม เนื่องในวันสตรีสากล 2569 มุ่งสร้างสังคมยุติธรรมที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

               วันที่ 20 มีนาคม 2569 กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ร่วมแสดงความยินดีในโอกาส “วันสตรีสากล ประจำปี 2569” พร้อมเชิดชูเกียรติสตรีผู้มีผลงานโดดเด่นด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและการส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ ภายใต้แนวคิด “สิทธิ ความยุติธรรมและเสียงของผู้หญิง: สู่สังคมที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”
               กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ในฐานะหน่วยงานหลักในการคัดเลือกสตรีดีเด่นด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยมี อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ปฏิบัติหน้าที่ประธานอนุกรรมการ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กองส่งเสริมการมีส่วนร่วมต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ในฐานะอนุกรรมการและเลขานุการ ได้ดำเนินการคัดเลือกสตรีที่มีผลงานประจักษ์ชัดในการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทั้งในระดับพื้นที่และระดับประเทศ
ในปีนี้มีสตรีผู้ได้รับรางวัลรวม 6 ราย จาก 3 ประเภทหลัก ประกอบด้วย
        1. ประเภทเจ้าหน้าที่ของรัฐ (ระดับพื้นที่): นางสาวกฤษณา ขวัญเมือง ผลงานโดดเด่นด้านการแก้ปัญหาไฟป่าและหมอกควัน การสร้างฝายชะลอน้ำ และการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในระดับท้องถิ่น
        2. ประเภทเจ้าหน้าที่ของรัฐ (ระดับประเทศ): นางจงกลนี แก้วสด ผู้ริเริ่มนวัตกรรม “ZOOIDO Innovation Live System Platform” ยกระดับการถ่ายทอดสดเพื่อการเรียนรู้ด้านธรรมชาติวิทยา
        3. ประเภทบุคคลทั่วไป (ระดับพื้นที่): นางโซไรดา นิติธรรม ผู้นำการจัดการป่าชุมชนอย่างยั่งยืนและส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์
        4. ประเภทบุคคลทั่วไป (ระดับประเทศ): นางสาวลำไพ เนื่องพลี ผู้ขับเคลื่อนการจัดการสิ่งแวดล้อมศึกษาในโรงเรียนและชุมชนทั่วประเทศ
        5. ประเภทบุคคลภาคเอกชน (ระดับพื้นที่): นางวิภาวี ปัญญาดี ผู้สนับสนุนโครงการสงขลาสู่มรดกโลก และการปรับปรุงศูนย์เรียนรู้อนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลภาคใต้
        6. ประเภทบุคคลภาคเอกชน (ระดับประเทศ): นางสาวหริสวรรณ ศิริวงศ์ ผู้ก่อตั้ง TTA LAB ส่งเสริมเด็กและเยาวชนทั่วประเทศให้มีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน
               นอกจากมิติด้านสิ่งแวดล้อม กรมฯ ยังร่วมยินดีกับ นางรสริน อมรพิทักษ์พันธ์ ผู้ได้รับรางวัลสตรีดีเด่น ด้านการคุ้มครองสิทธิและการส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ (ประเภทบุคคลภาครัฐ) จากผลงานการจัดทำ “คู่มือการบูรณาการมิติความเท่าเทียมระหว่างเพศในการจัดทำงบประมาณด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการดูแลกลุ่มเปราะบางให้เข้าถึงความเป็นธรรมทางสังคม
               กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เชื่อมั่นว่าพลังและเสียงของสตรีจะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยให้รอดพ้นจากวิกฤตภูมิอากาศ การเชิดชูเกียรติในครั้งนี้จึงเป็นมากกว่าการมอบรางวัล แต่เป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้ทุกภาคส่วนเห็นความสำคัญของสตรีในการสร้างโลกที่ยั่งยืนและยุติธรรมสำหรับทุกคน

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ร่วมกับ กรมโรงงานอุตสาหกรรม และ UNIDO จัดงานสัมมนา National Milestone: Decarbonization of the Cement and Concrete Sectors in Thailand

               วันพฤหัสบดีที่ 19 มีนาคม 2569 กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.) เข้าร่วมงานสัมมนา “National Milestone: Decarbonization of the Cement and Concrete Sectors in Thailand” ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ให้เกียรติกล่าวเปิดงาน และมีผู้แทนระดับสูงจากหน่วยงานภาครัฐและระหว่างประเทศ อาทิ นางสาวปิง กิดนิกร เอกอัครราชฑูตแคนาดาประจำประเทศไทย นางสาวอารยา ไสลเพชร รองอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม Ms. Nabila Suria ผู้แทนเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย ดร.ชนะ ภูมี นายกกิตติมศักดิ์ สมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทย (TCMA) และประธานสภาผู้ผลิตปูนซีเมนต์แห่งอาเซียน (ASEAN Federation of Cement Manufacturers: AFCM) นายสุรชัย นิ่มละออ นายก TCMA และ ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย พร้อมด้วยนายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เจ้าหน้าที่ สส. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมงานกว่า 100 คน ณ โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพ
               อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์และคอนกรีตถือเป็นภาคอุตสาหกรรมพื้นฐานที่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานของประเทศขณะเดียวกันก็เป็นภาคส่วนที่อยู่ในเป้าหมายสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การสัมมนาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสรุปผลการดำเนินโครงการที่ได้รับทุนสนับสนุนจากกระทรวงสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของแคนาดา (ECCC) จำนวน 8 ล้านเหรียญดอลลาร์แคนาดา ระยะเวลาดำเนินการ 3 ปี ในการช่วยขับเคลื่อนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์และคอนกรีต เพื่อสนับสนุนประเทศไทยให้การบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ซึ่งภายในงานมีการนำเสนอผลลัพธ์สำคัญของโครงการทั้ง 5 องค์ประกอบ ครอบคลุมทั้งด้านนโยบาย นวัตกรรม เทคโนโลยี มาตรฐาน และการพัฒนาศักยภาพบุคลากร โดยมีการผลักดันให้เกิดกรอบนโยบายและแผนปฏิบัติการด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์และคอนกรีตของประเทศไทยที่มีความเข้มแข็ง สามารถรองรับการลงทุนและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำได้อย่างเป็นรูปธรรม ในด้านการส่งเสริมนวัตกรรม โครงการได้สนับสนุนการพัฒนาและบ่มเพาะผู้ประกอบการไทยให้สามารถคิดค้นและนำเสนอนวัตกรรมเพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ตลอดห่วงโซ่อุปทาน พร้อมทั้งส่งเสริมการแข่งขันนวัตกรรมในระดับประเทศ และพัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อเชื่อมโยงนวัตกรรมกับแหล่งเงินทุน ช่วยให้สามารถต่อยอดสู่การใช้งานจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับด้านเทคโนโลยี มีการส่งเสริมการลงทุนและการนำร่องเทคโนโลยีลดคาร์บอนทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว โดยเฉพาะเทคโนโลยีดักจับคาร์บอน รวมถึงแนวทางการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและการประยุกต์ใช้เศรษฐกิจหมุนเวียน ซึ่งนำไปสู่การพัฒนาโครงการที่สามารถดึงดูดการลงทุนและขยายผลในเชิงพาณิชย์ได้ ในด้านมาตรฐานและกลไกสนับสนุน มีการพัฒนาแนวทางการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมการใช้มาตรฐานด้านการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สอดคล้อง รวมถึงข้อเสนอแนะเกี่ยวกับเอกสารแสดงข้อมูลผลกระทบสิ่งแวดล้อมของผลิตภัณฑ์ (Environmental Product Declarations: EPDs) เพื่อยกระดับความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกัน โครงการยังมุ่งเน้นการเสริมสร้างศักยภาพบุคลากรผ่านการฝึกอบรมและการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมอย่างครอบคลุม รวมถึงการส่งเสริมบทบาทของผู้หญิงในกระบวนการพัฒนา
               นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการนำเสนอผลลัพธ์เชิงรูปธรรมจากการดำเนินโครงการ ทั้งในด้านการสาธิตและนำร่องเทคโนโลยี เช่น เทคโนโลยีดักจับคาร์บอน การส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน และการใช้ทรัพยากรร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการพัฒนาสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวย อาทิ การจัดทำกรอบนโยบายการลดคาร์บอนในอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ และแนวทางการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังมีการนำเสนอระบบติดตามตรวจสอบข้อมูลความแข็งแรงของคอนกรีตในระยะไกล การเผยแพร่ผลงานนวัตกรรมที่ได้รับรางวัลด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ ตลอดจนข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและแนวทางสนับสนุนการขยายผลเทคโนโลยีผ่านกลไก Accelerate-to-Demonstrate (A2D) Facility ของ UNIDO เพื่อผลักดันนวัตกรรมไปสู่การใช้งานในวงกว้างอย่างเป็นรูปธรรม
               ความสำเร็จของโครงการดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมืออย่างเข้มแข็งระหว่างภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และภาคการเงิน ในการขับเคลื่อนการลดคาร์บอนอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ทั้งยังเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการต่อยอดองค์ความรู้และขยายผลการดำเนินงานเพื่อให้เกิดประโยชน์เชิงรูปธรรมต่อการพัฒนาประเทศสู่สังคมคาร์บอนต่ำในอนาคต ซึ่งประเทศไทยกำลังก้าวสู่ระยะต่อไปของความร่วมมือกับ UNIDO ผ่านโครงการ Mitigation Action Facility หรือ MAF ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างการลดก๊าซเรือนกระจกในภาคปูนซีเมนต์และคอนกรีต ทั้งในด้านการพัฒนามาตรการที่เป็นรูปธรรม การเสริมสร้างศักยภาพ และการสนับสนุนการลงทุนในเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ เพื่อให้เกิดผลอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนในระยะยาว

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ประชุมพิจารณา (ร่าง) แผนแม่บทรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. ….

               วันที่ 18 มีนาคม 2569 กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม โดยกองยุทธศาสตร์และความร่วมมือระหว่างประเทศ (กยป.) จัดประชุมพิจารณา (ร่าง) แผนแม่บทรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. โดยมี ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธาน พร้อมด้วยนายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และผู้บริหารจากหน่วยงานภายในกรมฯ เข้าร่วมการประชุม
               การประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพิจารณาหลักการและสาระสำคัญของแผนแม่บทรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. ซึ่งกำหนดแนวทางการดำเนินงานสำคัญ 3 แนวทาง ได้แก่ (1) การขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจก (2) การปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และ (3) การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อมุ่งสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนบนพื้นฐานเศรษฐกิจและสังคมคาร์บอนต่ำ มีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นธรรม โดยผู้เข้าร่วมประชุมได้ให้ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะ เพื่อปรับปรุงรายละเอียดของแผนให้มีความครอบคลุม ชัดเจน และสามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งภายหลังการประชุมครั้งนี้ กยป. จะดำเนินการประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาให้ความเห็นต่อ (ร่าง) แผนแม่บทรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. พร้อมกับเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะผ่านทางเว็บไซต์กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (สส.) เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน และรวบรวมข้อคิดเห็น/ข้อเสนอแนะทั้งหมด เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาปรับปรุง (ร่าง) แผนแม่บทฯ ให้มีความครบถ้วนสมบูรณ์ก่อนเสนอต่อกลไกเชิงสถาบันเพื่อพิจารณาตามขั้นตอนต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

หลักสูตรทักษะเอไอระดับพื้นฐาน (AI Basics)

คำอธิบายบทเรียน หมวดหมู่
        หน่วยความสามารถที่เกี่ยวข้อง ตามทักษะด้านดิจิทัลของข้าราชการและบุคลากรภาครัฐเพื่อการปรับเปลี่ยนเป็นรัฐบาลดิจิทัล : DT400 DT500
        เป็นหลักสูตรพื้นฐานสำหรับผู้เริ่มต้นเรียนรู้ด้านเอไอซึ่งครอบคลุมเนื้อหาด้านปัญญาประดิษฐ์ตั้งแต่ AI เชิงสร้างสรรค์ (Generative AI) รวมถึงเทคนิคการสร้างพรอมต์และการใช้งาน AI ในการสร้างคอนเทนต์ การค้นหาข้อมูล และการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพด้วย Microsoft Copilot เน้นการใช้งาน AI อย่างรับผิดชอบและ AI กำลังเปลี่ยนโลกอย่างไร พร้อมทั้งส่งเสริมให้ทุกคนเข้าถึงเทคโนโลยี AI ได้ง่ายและมีประโยชน์
Digital Technology
วัตถุประสงค์ ผู้สอน
บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด
เวลาในการเรียน ใบประกาศนียบัตร
2 ชั่วโมง 8 นาที มี
Link เข้าอบรมหลักสูตร
https://tdga.dga.or.th/knowledge/e-learning/detail?content_id=31

 

AI for Everyone : ปัญญาประดิษฐ์เพื่ออนาคตของทุกคน

คำอธิบายบทเรียน หมวดหมู่
        หน่วยความสามารถที่เกี่ยวข้อง ตามทักษะด้านดิจิทัลของข้าราชการและบุคลากรภาครัฐเพื่อการปรับเปลี่ยนเป็นรัฐบาลดิจิทัล : DT400
        หลักสูตรนี้เป็นการทำความรู้จักกับ AI เบื้องต้น และการนำ AI มาประยุกต์ใช้สำหรับบริการภาครัฐเพื่อให้ผู้เรียนได้เข้าใจถึงความหมายของปัญญาประดิษฐ์ (AI) และประโยชน์ของ AI ผ่านตัวอย่างการงาน ซึ่งจะนำไปสู่การนำไปประยุกต์ใช้สำหรับบริการของหน่วยงานได้
Digital Technology
วัตถุประสงค์ ผู้สอน
1. เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเข้าใจการนา AI มาใช้ในการทำงาน
2. เพื่อให้ผู้เรียนสามารถประยุกต์ใช้ AI ในชีวิตประจำวัน
3. เพื่อให้ผู้เรียนสามารถวิเคระห์ข้อดีและข้อเสียในการนำ AI มาใช้งาน
4. เพื่อให้ผู้เรียนมีทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิต
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิลาวัลย์ อินทร์ชำนาญ
คณบดี วิทยาลัยครีเอทีฟดีไซน์ แอนด์ เอ็นเตอร์เทนเมนต์เทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
เวลาในการเรียน ใบประกาศนียบัตร
1 ชั่วโมง 35 นาที มี
Link เข้าอบรมหลักสูตร
https://tdga.dga.or.th/knowledge/e-learning/detail?content_id=33

 

AI Governance & Ethics : หลักการจริยธรรม ธรรมาภิบาล และข้อกฎหมายในการประยุกต์ใช้ AI

คำอธิบายบทเรียน หมวดหมู่
        หน่วยความสามารถที่เกี่ยวข้อง ตามทักษะด้านดิจิทัลของข้าราชการและบุคลากรภาครัฐเพื่อการปรับเปลี่ยนเป็นรัฐบาลดิจิทัล : DT400
        หลักสูตรนี้ออกแบบมาเพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจความสำคัญของจริยธรรมและแนวทางการกำกับดูแล AI ตั้งแต่หลักการพื้นฐาน กรณีศึกษาที่กิดขึ้นจริง ไปจนถึงแนวทางปฏิบัติที่องค์กรสามารถนำไปใช้ได้อย่างมีความรับผิดชอบ นอกจากนี้ ยังครอบคลุมกฎหมายและมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับ AI ทั้งในประเทศไทยและระดับสากล เพื่อให้ผู้เรียนสามารถบริหารความเสี่ยงและนำ AI ไปใช้ได้อย่างปลอดภัย โปร่งใส และเป็นธรรม
Digital Technology
วัตถุประสงค์ ผู้สอน
1. เพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจถึงความสำคัญของจริยธรรมและการกำกับดูแล AI ผ่านกรณีศึกษาต่างๆ และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสังคม ธุรกิจ และชีวิตประจำวัน
2. เพื่อทำความเข้าใจหลักการและแนวทางจริยธรรม AI ระดับสากล รวมถึงแนวทางที่ใช้ในประเทศไทย เพื่อให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างเหมาะสม
3. เพื่อศึกษาแนวทางการกำกับดูแล AI ในองค์กร ตั้งแต่การวางโครงสร้างการบริหาร ความรับผิดชอบของผู้เกี่ยวข้องไปจนถึงการบริหารความเสี่ยงจากการใช้ AI
4. เพื่อเรียนรู้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ AI ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ พร้อมทำความเข้าใจช่องว่างและแนวทางพัฒนากฎหมายเพื่ิอรองรับการใช้ AI อย่างปลอดภัยและมีความรับผิดชอบ
ดร.ศักดิ์ เสกขุนทด
เวลาในการเรียน ใบประกาศนียบัตร
1 ชั่วโมง 53 นาที มี
Link เข้าอบรมหลักสูตร
https://tdga.dga.or.th/knowledge/e-learning/detail?content_id=35

 

กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลสำหรับผู้ปฏิบัติงานภาครัฐ (PDPA for Government Officer)

คำอธิบายบทเรียน หมวดหมู่
        หน่วยความสามารถที่เกี่ยวข้อง ตามทักษะด้านดิจิทัลของข้าราชการ และบุคลากรภาครัฐเพื่อการปรับเปลี่ยนเป็นรัฐบาลดิจิทัล : DG100 DG200
        โดยเนื้อหานี้จะได้เรียนรู้เกี่ยวกับรายละเอียดที่ลงลึกถึงกฎหมายมาตราสำคัญจากมุมมองของภาครัฐ เช่น ศักดิ์ศรีของกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล กลุ่มกิจการที่อยู่และไม่อยู่ภายใต้กฎหมาย ฐานกฎหมายสำหรับใช้เพื่อประกอบการเก็บรวบรวม ใช้งาน และเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคล และฐานกฎหมายที่แนะนำสำหรับภาครัฐ รายละเอียดการแจ้งให้เจ้าของข้อมูล (Data Subject) ทราบเมื่อทำการเก็บรวบรวม ใช้งาน และเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคล อำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Data Protection Officer: DPO) คณะกรรมการเชี่ยวชาญ ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล (Data Controller) ตลอดจนสิทธิต่าง ๆ ของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลในเรื่องการขอสำเนา ขอให้ลบทำลาย เป็นต้น
        นอกจากนี้มีการเกริ่นนำถึงกฎหมายข้อมูลส่วนบุคคล ฐานกฎหมายในการดำเนินการกับข้อมูลส่วนบุคคล โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่องทางของฐานกฎหมายสำหรับหน่วยงานของรัฐที่เอื้อให้ดำเนินการได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้ฐานความยินยอมเสมอไป ตลอดจนตัวอย่างการดำเนินการโดยอาศัยฐานกฎหมายภารกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะ และความจำเป็นในการใช้อำนาจรัฐ ความหมายของบทบาทต่าง ๆ ของผู้เกี่ยวข้อง ได้แก่ ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล (Data Controller) ผู้ประมวลผลข้อมูล (Data Processor) เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล (Data Subject) และ เจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Data Protection Officer) ทั้งนี้ ได้อธิบายแนวทางการเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานรัฐโดยให้สอดคล้องตามเจตนารมณ์พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอีกด้วย
Digital Governance
วัตถุประสงค์ ผู้สอน
1. เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับฐานกฎหมายเพื่อประกอบการเก็บรวบรวม ใช้งาน และเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคล และฐานกฎหมายที่แนะนำสำหรับภาครัฐ
2. เพื่อให้ผู้เรียนมีความเข้าใจเกี่ยวกับการดำเนินงานโดยอาศัยฐานกฎหมายภารกิจเพื่อประโยชน์สาธารณะและความจำเป็นในการใช้อำนาจรัฐ
3. เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ ความเข้าใจบทบาทต่าง ๆ ของผู้เกี่ยวข้อง ได้แก่ ผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล (Data Controller) ผู้ประมวลผลข้อมูล (Data Processor) และ เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล (Data Subject)
ดร.มนต์ศักดิ์ โซ่เจริญธรรม
ผู้อำนวยการฝ่ายดาตาโซลูชั่น สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) ที่ปรึกษา เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ผู้บริหารข้อมูลระดับสูง (Chief Data Officer: CDO)
เวลาในการเรียน ใบประกาศนียบัตร
1 ชั่วโมง 49 นาที มี
Link เข้าอบรมหลักสูตร
https://tdga.dga.or.th/knowledge/e-learning/detail?content_id=6

 

18 มีนาคม วันรีไซเคิลโลก (Global Recycling Day)

               เพื่อรณรงค์ให้ทั่วโลกตระหนักว่า “ของเสียไม่ใช่ขยะไร้ค่า แต่คือทรัพยากร” แนวคิดสำคัญคือการยกระดับวัสดุรีไซเคิลให้เป็น “ทรัพยากรลำดับที่ 7 (Seventh Resource)” ควบคู่กับทรัพยากรธรรมชาติหลัก
               การรีไซเคิลมีบทบาทสำคัญต่อการบรรเทาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพราะช่วยลดการสกัดวัตถุดิบใหม่ ลดการทำเหมือง ลดการใช้พลังงานในกระบวนการผลิต และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของภาวะโลกร้อน โดยการรีไซเคิลทั่วโลกสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) ได้มากกว่า 700 ล้านตันต่อปี และยังช่วยสนับสนุนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่มุ่งใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ลดของเสีย และช่วยรักษาสมดุลของระบบนิเวศในระยะยาว
วิธีง่าย ๆ ที่ทุกคนร่วมอนุรักษ์ทรัพยากรได้ในวันรีไซเคิลโลก
• แยกขยะก่อนทิ้ง เพื่อให้วัสดุเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลได้จริง
• ลดใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว และเลือกผลิตภัณฑ์ที่ใช้ซ้ำได้
• เลือกซื้อสินค้าที่ผลิตจากวัสดุรีไซเคิล หรือบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
• นำสิ่งของที่ยังใช้งานได้ไปบริจาคหรือส่งต่อ แทนการทิ้งเป็นขยะ
              เพราะทุกการแยก ทุกการลดใช้ คือการช่วยลดการใช้ทรัพยากรใหม่ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และร่วมกันชะลอการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างเป็นรูปธรรม

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

แหล่งที่มา :
– 18 มีนาคม วันรีไซเคิลโลก Global Recycle Day, กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม
– วันรีไซเคิลโลก (Global Recycling Day), สถาบันการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
– วันรีไซเคิลโลก 18 มีนาคมของทุกปี, กรมประชาสัมพันธ์
– 18 มี.ค. วันรีไซเคิลโลก ประเทศรายได้น้อย ขยะมากกว่าประเทศร่ำรวย, กรุงเทพธุรกิจ : Insight for Opportunities
– DON’T THINK WASTE. THINK OPPORTUNITY!, Global Recycling Day.