ประกาศรับสมัครบุคลากร (พนักงานจ้างเหมาบริการ) ตำแหน่ง นักวิชาการสิ่งแวดล้อม (ปริญญาตรี) จำนวน 1 อัตรา (เงินเดือน 15,000 บาท) กองขับเคลื่อนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม

ประกาศรับสมัครบุคลากร (พนักงานจ้างเหมาบริการ)

ตำแหน่ง นักวิชาการสิ่งแวดล้อม (ปริญญาตรี) จำนวน 1 อัตรา

เงินเดือน : 15,000 บาท

กองขับเคลื่อนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม

คุณสมบัติ : อายุไม่เกิน 35 ปี

วุฒิการศึกษา : วิทยาศาสตร์บัณฑิต สาขาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมหรือสาขาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

ทักษะ :

  • มีความรู้ความเข้าใจด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  • มีทักษะในเรื่องการจัดประชุม การจัดเตรียมวาระการประชุม การตดิต่อประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่เป็นคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ และคณะทำงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการจัดทำสรุปรายงานการประชุม
  • สามารถประสานงานกับหน่วยงานภาคส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง และหน่วยงานระหว่างประเทศ รวมทั้งจัดทำหนังสือราชการ และสามารถปฏิบัติงานต่างจังหวัดได้
  • มีทักษะในการสื่อสารภาษาอังกฤษในระดับดี

หลักฐานการสมัคร :

1. รูปถ่ายหน้าตรง ไม่สวมหมวก ไม่สวมแว่นตา ขนาด 1 นิ้ว 2 ใบ ถ่ายไม่เกินระยะเวลา 6 เดือน

2. หลักฐานการศึกษา ใบแสดงผลการเรียน วุฒิการศึกษา และใบรับรองอื่น ๆ ถ้ามี พร้อมสำเนา

3. สำเนาทะเบียนบ้าน สำเนาบัตรประชาชน สำเนาเอกสารราชการต่าง ๆ เช่น ใบเปลี่ยนชื่อ-สกุล พร้อมรับรองสำเนาถูกต้องพร้อมลายเซ็นทุกฉบับ

 

รายงานสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ของประเทศไทย ปี 2568 (Thailand’s Climate Change Report 2025)

รมว.ทส. มอบ ปลัดรวีวรรณ เปิดงานครบรอบ 3 ปี กรมลดโลกร้อน มอบ 4 นโยบายเด่นรับมือโลกเดือด พร้อมเปิดศูนย์ข้อมูลภูมิอากาศ (CCIC) ดึง Big Data ขับเคลื่อนประเทศสู่ Net Zero 2050

               วันที่ 18 สิงหาคม 2569 ณ อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มอบหมายให้ ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานในพิธีเปิดงานเนื่องในโอกาสครบรอบวันสถาปนากรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ปีที่ 3 พร้อมมอบนโยบายการดำเนินงานโดยเน้นย้ำถึงการเปลี่ยนผ่านที่เปรียบเสมือนการเดินทางสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี ค.ศ. 2050 พร้อมเปิดศูนย์ข้อมูลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (CCIC) อย่างเป็นทางการ โดยมี นางสาวดาริกา ศรัณย์เกตุ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ผู้บริหารกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และหน่วยงานภาคีเครือข่าย เข้าร่วมงานดังกล่าวด้วย
               ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศถือเป็นเรื่องสำคัญ มีผลกระทบต่อมนุษยชาติที่ยิ่งใหญ่ และเป็นภารกิจที่ต้องใช้ระยะเวลายาวนานในการจัดการปัญหาร่วมกันระดับโลก ยึดโยงการทำงานกับนโยบายของรัฐบาลทั้งในประเด็นของการกำหนดเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ หรือ Net Zero ให้เร็วขึ้น 15 ปี และการเสนอพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี เพื่อเสริมสร้างศักยภาพในการแข่งขันทางธุรกิจของประเทศ ตลอดจนการวางรากฐานการพัฒนาระบบเตือนภัยและจัดการผลกระทบจากภัยพิบัติด้านสภาพอากาศ ที่จะต้องเร่งดำเนินการเพื่อลดความสูญเสียและทั้งชีวิตและทรัพย์สินให้แก่พี่น้องประชาชนได้โดยเร็วและมีประสิทธิภาพ ถือเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องการผลักดันให้เกิดผลสัมฤทธิ์ร่วมกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างเร่งด่วน ซึ่งเป้าหมายไว้เหล่านี้ อาจกล่าวได้ว่า สามปีแรกเป็นเพียงจุดเริ่มต้น และเราต้องเร่งสร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เพื่อรองรับระบบเศรษฐกิจโลก การเปลี่ยนกติกาทางการค้า รูปแบบการลงทุน การปรับเปลี่ยนเทคโนโลยี และกระบวนการผลิตที่มุ่งสู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จะทำให้เราต้องปรับเปลี่ยนจาก “จุดเริ่มต้น เป็น การเดินทาง” ซึ่งการเดินทางนี้เรามีจุดหมายร่วมกันที่จะนำพาประเทศไทยสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี ค.ศ. 2050 พร้อมเดินหน้าสร้างการเติบโตอย่างสมดุล ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ลดความสูญเสียจากภัยพิบัติ และสร้างโอกาสใหม่ให้กับประชาชนไทย ตลอดจนสร้างความพร้อมของประเทศในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
               ดร.รวีวรรณ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับสิ่งที่ให้ความสำคัญที่เกี่ยวกับการดำเนินงานเหล่านี้ คือ “การทำให้เป้าหมายเกิดผลในทางปฏิบัติขึ้นจริง” กับ 4 นโยบายสำคัญ ได้แก่ การเปลี่ยนนโยบายไปสู่การปฏิบัติ การเตรียมพร้อมรับมือความเสี่ยงในทุกด้าน การเร่งสร้างเครื่องมือเปลี่ยนผ่านการพัฒนาประเทศ และการยกระดับความร่วมมือร่วมใจกับทุกภาคส่วน รวมทั้งรู้สึกชื่นชมที่ได้มีการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลผ่าน “ศูนย์ข้อมูลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ CCIC ที่ตั้งอยู่บริเวณชั้น 2 ของอาคารกรมฯ เพื่อเป็นคลังข้อมูลดิจิทัลขนาดใหญ่ด้านภูมิอากาศของประเทศ (Climate Big Data Hub) ทำหน้าที่รวบรวม วิเคราะห์ และประมวลผลข้อมูลเชิงพื้นที่ด้วยแบบจำลองสภาพภูมิอากาศความละเอียดสูง เพื่อคาดการณ์ภัยพิบัติล่วงหน้า และสนับสนุนศูนย์ประสานงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระดับจังหวัดทั้ง 76 จังหวัด และกรุงเทพมหานคร เพื่อให้บริการพี่น้องประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ
               และต้องขอแสดงความชื่นชมท่านอธิบดี ผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ทุกท่าน ที่ร่วมกันสร้างกรมแห่งนี้ด้วยการปฏิบัติหน้าที่อย่างมุ่งมั่น ทุ่มเท และเสียสละ ตั้งแต่วันแรกจนก้าวขึ้นมาเป็นหน่วยงานหลักของประเทศในการขับเคลื่อนนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้อย่างต่อเนื่อง และเป็นที่ยอมรับจากหน่วยงานทั้งในประเทศและต่างประเทศ เป็นศูนย์กลางที่เชื่อมโยงภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาควิชาการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคประชาสังคม และประชาชน โดยเฉพาะเครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน หรือ ทสม. ซึ่งถือเป็นกำลังสำคัญในการสร้างความเปลี่ยนแปลงจากระดับพื้นที่สู่ระดับประเทศ
               ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ประเทศไทยได้ยกระดับการจัดการปัญหา การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยได้จัดตั้ง “กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม” หรือ “กรมลดโลกร้อน” ขึ้น เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2566 เพื่อเป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนประเทศสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ร่วมสร้างภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกภาคส่วนซึ่งการจัดงานในวันนี้มีกิจกรรมที่สำคัญทั้งการจัดงานเนื่องในโอกาสครบรอบวันสถาปนากรมฯ ปีที่ 3 และการเปิดศูนย์ข้อมูลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ CCIC ซึ่งต้องขอขอบคุณท่านปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้กรุณาให้เกียรติเป็นประธานเปิดงานพร้อมทั้งมอบนโยบายขับเคลื่อนการดำเนินงาน รวมทั้งขอบคุณแขกผู้มีเกียรติทุกท่านที่ได้ร่วมเป็นสักขีพยานในวาระโอกาสสำคัญนี้
               ดร.พิรุณ กล่าวต่อว่า ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา กรมฯ ได้มุ่งมั่นพัฒนาหน่วยงานให้เป็นศูนย์กลางของประเทศในการยกระดับการบริหารจัดการปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและขับเคลื่อนการดำเนินงานของประเทศอย่างเป็นเอกภาพและมีความคล่องตัว โดยต้องสามารถบูรณาการการดำเนินงานร่วมกับทุกภาคส่วนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ท่ามกลางวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่มีความรุนแรงและมีความถี่เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลไทยที่มุ่งเน้นเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการภัยพิบัติด้านสภาพอากาศ โดยคำนึงถึงสถานการณ์และทิศทางการดำเนินงานที่เชื่อมโยงไปสู่การพัฒนาด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยี การลงทุน และการเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นธรรม (Just Transition) ภายใต้ยุทธศาสตร์ระยะยาวในการพัฒนาแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำของประเทศไทย (LT-LEDS) ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และอยู่ระหว่างจัดทำแผนปฏิบัติการด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศรายสาขา (Thailand’s Action Plan on Adaptation) เพื่อแปลงกรอบนโยบายไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในระดับพื้นที่และรายสาขา ควบคู่กับการบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วน รวมทั้งการเตรียมความพร้อมรองรับการบังคับใช้พระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเร่งจัดทำกฎหมายลำดับรอง รวมถึงระเบียบ หลักเกณฑ์ และกลไกที่จำเป็น เพื่อให้สามารถบังคับใช้กฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ เชื่อมโยงการดำเนินงานของทุกภาคส่วน เพื่อให้ประเทศไทยสามารถเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรม
               ความสำเร็จเหล่านี้มิได้เกิดขึ้นจากการทำงานของกรมฯ หรือหน่วยงานภาครัฐเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยพลังจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคประชาชน พร้อมทั้งความร่วมมือกับภาคีเครือข่าย อาทิ เครือข่ายเมืองสิ่งแวดล้อมยั่งยืน เครือข่ายเมืองน่าอยู่คู่อุตสาหกรรมเชิงนิเวศ โรงเรียนสิ่งแวดล้อมศึกษา เครือข่าย G Green ภาคธุรกิจ และเครือข่ายอาสาสมัครทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน (ทสม.) ควบคู่กับการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านการเสริมพลังการดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศ (Action for Climate Empowerment: ACE) เพื่อส่งเสริมความรู้และการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างต่อเนื่องและสร้างอนาคตที่มั่นคงและยั่งยืนให้กับประเทศไทย

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

“รมว.สุชาติ” สั่งเดินหน้าการเงินสีเขียวไทย มอบกรมลดโลกร้อนจับมือ สบน. ลุย SLB รุ่นที่ 2 เชื่อมเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก–การปรับตัว ยกระดับการเงินด้านภูมิอากาศสู่มาตรฐานสากล

               นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) มอบหมายให้ ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.) หารือกับ นายพลช หุตะเจริญ ที่ปรึกษาด้านตลาดตราสารหนี้ สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2569 เพื่อเตรียมความพร้อมการออกพันธบัตรส่งเสริมความยั่งยืน หรือ Sustainability-Linked Bond (SLB) รุ่นที่ 2 โดยเชื่อมโยงการระดมทุนภาครัฐกับเป้าหมาย NDC 3.0 ด้านการลดก๊าซเรือนกระจก และการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
               ที่ผ่านมา สส. ได้ร่วมกับ สบน. กำหนดตัวชี้วัดของ SLB รุ่นที่ 1 หรือ SLB406A ให้สอดคล้องกับเป้าหมาย NDC 2.0 ของประเทศ ได้แก่ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกร้อยละ 30 จากกรณีปกติ และการเพิ่มจำนวนรถยนต์ที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ที่จดทะเบียนใหม่ไม่น้อยกว่า 440,000 คัน ภายในปี พ.ศ. 2573 โดยมีการจำหน่ายครั้งแรก เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2567 อายุ 15 ปี อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2.70 นับเป็นการออกพันธบัตร SLB โดยรัฐบาลแห่งแรกในเอเชียและแห่งที่ 3 ของโลก ทั้งนี้ สบน. ได้ออกพันธบัตรรุ่นดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ปัจจุบันมีวงเงินคงค้างรวมเกินกว่า 200,000 ล้านบาท
               สำหรับ SLB รุ่นที่ 2 สส. ได้ร่วมกำหนดตัวชี้วัดที่ 1 โดยยกระดับเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกให้สอดคล้องกับ NDC 3.0 ซึ่งกำหนดให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิของประเทศไม่เกิน 152 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ภายในปี พ.ศ. 2578 หรือลดลงร้อยละ 47 จากระดับการปล่อยสุทธิในปี พ.ศ. 2562 ครอบคลุมการปล่อยจากทุกภาคส่วน รวมถึงการดูดกลับจากภาคป่าไม้และการใช้ประโยชน์ที่ดิน ทั้งนี้ รมว.ทส. มอบหมายให้ สส. เข้าร่วมกิจกรรม Soft Launch และ Roadshow ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสื่อสารทิศทางการดำเนินงานและสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ลงทุน ก่อนการออก SLB รุ่นที่ 2 ในช่วงกลางเดือนกันยายน 2569

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ร่วมพิธีเปิดอบรมหลักสูตร “การเป็นข้าราชการที่ดี รุ่นที่ 54” มุ่งขับเคลื่อนภารกิจภายใต้ “ทส.หนึ่งเดียว”

               วันนี้ (17 สิงหาคม 2569) เวลา 09.00 น. นายนิพนธ์ จำนงสิริศักดิ์ รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานเปิดการฝึกอบรมสัมมนาร่วมกัน หลักสูตร “การเป็นข้าราชการที่ดี รุ่นที่ 54” พร้อมให้โอวาทและแนวทางการทำงานแก่ผู้เข้ารับการฝึกอบรม โดยมี นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และคณะผู้บริหารกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมพิธีดังกล่าวด้วย ซึ่งผู้ที่อบรมครั้งนี้เป็นข้าราชการบรรจุใหม่ที่อยู่ระหว่างการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ จาก 2 หน่วยงานในสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ได้แก่ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และกรมป่าไม้ รวมทั้งสิ้น 105 คน ณ ห้องประชุมอารีย์สัมพันธ์ อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม
               โอกาสนี้ รองปลัดกระทรวงฯ ได้กล่าวให้โอวาทแก่ข้าราชการบรรจุใหม่ โดยเน้นย้ำให้ทุกคนภาคภูมิใจที่เป็นส่วนหนึ่งของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมยึดมั่นในหลัก “ทส. หนึ่งเดียว” เพื่อขับเคลื่อนภารกิจอย่างเป็นเอกภาพ รวมไปถึงการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เป็นมืออาชีพ ให้ความสำคัญกับการบริหารเวลาและการตรงต่อเวลา คำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติเป็นสำคัญ และมุ่งมั่นพัฒนาตนเองอย่างไม่หยุดยั้ง

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ และ ปตท.สผ. ร่วมหารือกับ กรมสรรพากร เดินหน้าผลักดันสิทธิประโยชน์ทางภาษี สนับสนุนโครงการนำร่องอาทิตย์ CCS

               วันที่ 14 สิงหาคม 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ประชุมหารือแนวทางการขับเคลื่อนสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับโครงการนำร่องเทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ในแหล่งอาทิตย์ ครั้งที่ 2/2569 ร่วมกับ นายสมศักดิ์ อนันทวัฒน์ อธิบดีกรมสรรพากร นายวรากร พรหโมบล อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ (ชธ.) นายศุภลักษณ์ พาฬอนุรักษ์ รองอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ และนายชยงค์ บริสุทธิ์สวัสดิ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานเทคโนโลยี คาร์บอนโซลูชั่นและการเติบโตอย่างยั่งยืน บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) (ปตท.สผ.) พร้อมด้วย นายศิวัช แก้วเจริญ ผู้อำนวยการกองขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจก และเจ้าหน้าที่จาก สส. กรมสรรพากร ชธ. และปตท.สผ. ณ ห้องประชุมพระอุเทน 5 ชั้น 2 อาคารกรมสรรพากร
               ในการประชุม สส. ได้รายงานความสำคัญและความก้าวหน้าการดำเนินโครงการนำร่องเทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ในแหล่งอาทิตย์ (โครงการนำร่องอาทิตย์ CCS) ซึ่งเป็นโครงการนำร่องที่บรรจุอยู่ในแผนปฏิบัติการด้านการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ พ.ศ. 2564–2573 โดยมีเป้าหมายการกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สูงสุด 1 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี ภายในปี พ.ศ. 2573 ปัจจุบันโครงการอยู่ระหว่างการจัดทำแบบก่อสร้างทางวิศวกรรม และมีแผนเริ่มก่อสร้างในช่วงปลายปี พ.ศ. 2569 ในการผลักดันสิทธิประโยชน์ทางภาษี สส. ได้ร่วมกับ กรมสรรพากร ชธ. และ ปตท.สผ. ศึกษาและพิจารณารูปแบบสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่เหมาะสมเพื่อสนับสนุนการดำเนินโครงการนำร่องอาทิตย์ CCS และให้สอดคล้องกับแผนปฏิบัติการด้านการลดก๊าซเรือนกระจกฯ ภายใต้คณะทำงานศึกษามาตรการทางภาษีเพื่อขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจก

ผลการประชุมหารือ
               ที่ประชุมเห็นชอบในหลักการนำค่าใช้จ่ายของโครงการนำร่องอาทิตย์ CCS มาหักเป็นรายจ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้ปิโตรเลียมได้ 2 เท่า พร้อมมอบหมายให้ ปตท.สผ. ทบทวนรายจ่ายในการดำเนินงาน (OPEX) ที่เกี่ยวข้องกับโครงการ และจัดทำข้อมูลต้นทุนโครงการนำร่องอาทิตย์ CCS ให้มีความครบถ้วนและเป็นปัจจุบัน ก่อนนำเสนอต่อคณะทำงานศึกษามาตรการทางภาษีเพื่อขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจก เพื่อพิจารณาและดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการปรับปรุงกฎหมายที่จำเป็น เพื่อสนับสนุนการดำเนินโครงการนำร่องอาทิตย์ CCS ต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ขอเชิญชวนภาคีเครือข่าย สื่อมวลชน และประชาชนที่สนใจ ร่วมรับชมและติดตาม “พิธีเปิดศูนย์ข้อมูลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Information Center: CCIC)” ศูนย์กลางคลังข้อมูล Big Data ด้านภูมิอากาศระดับประเทศ

               🌍 กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ขอเชิญชวนภาคีเครือข่าย สื่อมวลชน และประชาชนที่สนใจ ร่วมรับชมและติดตาม “พิธีเปิดศูนย์ข้อมูลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Information Center: CCIC)” ศูนย์กลางคลังข้อมูล Big Data ด้านภูมิอากาศระดับประเทศ

🗓 วันอังคารที่ 18 สิงหาคม 2569 > ⏰ เวลา 14.00 – 15.00 น.
📡 รับชมการถ่ายทอดสด ได้ทาง Facebook Page: กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม

               ✨ ก้าวสำคัญสู่ Net Zero การเปิดตัวคลังข้อมูลดิจิทัลขนาดใหญ่ (Climate Big Data Hub) เชื่อมโยงข้อมูลระดับโลก ประเทศ และรายพื้นที่ 76 จังหวัด ผ่านศูนย์ปฏิบัติการประมวลผลข้อมูล (War Room) ในการติดตามความเสี่ยง ประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ และคาดการณ์สถานการณ์ล่วงหน้าระยะยาวด้วยหลักวิทยาศาสตร์ที่แม่นยำ สำหรับสนับสนุนการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ และการกำหนดทิศทางนโยบายเชิงรุกของประเทศได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำ และการเติบโตที่ยั่งยืนไปด้วยกัน 🌱✨

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ต้อนรับคณะผู้แทนกระทรวงเกษตรและสิ่งแวดล้อม สปป.ลาว ในโอกาสเข้าศึกษาดูงานและยกระดับความร่วมมือด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

               วันที่ 14 สิงหาคม 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.) เป็นประธานกล่าวต้อนรับ Mr. Immalar Inthaboualy รองอธิบดีกรมสิ่งแวดล้อม (Department of Environment: DOE) และคณะศึกษาดูงานจากกระทรวงเกษตรและสิ่งแวดล้อม สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ในโอกาสเข้าศึกษาดูงานการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย ณ ห้องประชุมอารีย์สัมพันธ์ อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม โดยมีเจ้าหน้าที่ สส. ผู้แทนจากสถาบันเพื่อการพัฒนาที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมโลก (GGGI) และผู้แทนจากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย เข้าร่วมการประชุมหารือรวมกว่า 50 คน
               ดร.พิรุณฯ เน้นย้ำถึงความสำคัญของการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระหว่างสองประเทศ โดยเฉพาะในประเด็นการพัฒนากรอบนโยบายและกฎหมาย การพัฒนาตลาดคาร์บอน การดำเนินงานภายใต้ข้อ 6 ของความตกลงปารีส (Article 6 of the Paris Agreement) การส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งเงินทุนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนการพัฒนามาตรฐานคาร์บอนเครดิตระดับภูมิภาค ภายใต้โครงการ High Integrity ASEAN Carbon Initiative ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับการดำเนินงานและเสริมสร้างความร่วมมือด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของทั้งสองประเทศในอนาคต ในโอกาสนี้ ผู้แทนกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมได้นำเสนอการดำเนินงานในหัวข้อ “Foundation on Carbon Market Engagement in Thailand” ซึ่งได้รับความสนใจจากคณะศึกษาดูงานเป็นอย่างยิ่ง โดยการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในครั้งนี้จะช่วยเสริมสร้างความเข้าใจร่วมกัน ตลอดจนสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพและขับเคลื่อนความร่วมมือด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระหว่างประเทศไทยและ สปป.ลาว ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นต่อการพัฒนาระบบสารสนเทศการรายงานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สำหรับรองรับการดำเนินงานตามกฎหมายว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย

               วันอังคารที่ 11 สิงหาคม 2569 นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานการประชุมรับฟังความคิดเห็นต่อการพัฒนาระบบสารสนเทศการรายงานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สำหรับรองรับการดำเนินงานตามกฎหมายว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย พร้อมด้วย นางนิติภา วรพันธ์ตระกูล ผู้อำนวยการกลุ่มติดตามประเมินผลการลดก๊าซเรือนกระจก เจ้าหน้าที่กลุ่มติดตามประเมินผลการลดก๊าซเรือนกระจก ผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และผู้แทนจากนิติบุคคล จำนวนรวม 100 ราย ณ โรงแรมเบสท์ เวสเทิร์น จตุจักร กรุงเทพมหานคร
               การประชุมจัดขึ้นเพื่อรับฟังความคิดเห็นต่อระบบสารสนเทศการรายงานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ได้รับการพัฒนาโดยนำข้อเสนอแนะจากการประชุมหารือและรับฟังความคิดเห็นจากกลุ่มนิติบุคคล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน รวมทั้งผลจากการทดสอบการใช้งานระบบจาก 52 นิติบุคคลนำร่อง โดยผู้เข้าร่วมประชุมได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและให้ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ในหลายประเด็น อาทิ กระบวนการดำเนินงาน การทวนสอบของนิติบุคคล วิธีการรายงาน และกรอบระยะเวลาการรายงานข้อมูล เพื่อให้ระบบสามารถรองรับการดำเนินงานตามร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. หมวด 6 ส่วนที่ 2 อย่างครบถ้วน ทั้งนี้ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม มีแผนดำเนินการจัดอบรมและถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับการใช้งานระบบให้แก่กลุ่มนิติบุคคล เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจและเตรียมความพร้อมสำหรับการใช้งานระบบ ต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ประชุม (Focus group) แนวทางและตัวชี้วัดในการลดก๊าซเรือนกระจกในกลุ่มมาตรการพลังงานทดแทน

               วันที่ 11 สิงหาคม 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานการประชุม Focus group แนวทางและตัวชี้วัดในการลดก๊าซเรือนกระจกของกลุ่มมาตรการพลังงานทดแทนภายใต้โครงการพัฒนาแนวทางและตัวชี้วัดในการติดตามผลการลดก๊าซเรือนกระจก (NDC Tracking) ให้สอดคล้องกับระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย (National GHG Inventory) ซึ่งจัดขึ้นร่วมกับสถาบันวิจัยและให้คำปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ณ ห้องประชุมอารีย์สัมพันธ์ ชั้น 3 อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม
               การประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอผลการศึกษาและหารือแนวทางและตัวชี้วัดสำหรับการติดตามผลการลดก๊าซเรือนกระจก (NDC Tracking) ของกลุ่มมาตรการพลังงานทดแทนให้มีความสอดคล้องกับระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย (National GHG Inventory) ตลอดจนรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การติดตามผลการดำเนินงานด้านการลดก๊าซเรือนกระจกมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการขับเคลื่อนเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ กลุ่มมาตรการที่นำมาหารือในการประชุมครอบคลุม 4 มาตรการสำคัญด้านพลังงานสะอาด ได้แก่ การใช้เชื้อเพลิงไฮโดรเจน การใช้เทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) ในโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงฟอสซิล การใช้เทคโนโลยีเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactor: SMR) และการใช้เทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงานร่วมกับโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ โดยมี รศ.ดร.บัณฑิต ลิ้มมีโชคชัย ที่ปรึกษาโครงการจากสถาบันวิจัยและให้คำปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นผู้บรรยายแนวทางและตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้อง พร้อมเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านพลังงาน ทั้งภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และภาคเอกชน รวม 22 หน่วยงาน ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและให้ข้อเสนอแนะ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการพัฒนาแนวทางและตัวชี้วัดที่มีความเหมาะสม สอดคล้องกับบริบทของประเทศไทย และสามารถนำไปใช้ในการติดตามประเมินผล และรายงานผลการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป
               โครงการดังกล่าวมีความสำคัญต่อการยกระดับระบบ NDC Tracking ให้สามารถเชื่อมโยงกับข้อมูล National GHG Inventory และรองรับการดำเนินงานตามแนวทางการจัดทำข้อมูลเพื่อส่งเสริมความชัดเจน ความโปร่งใส และความเข้าใจ (Information to Facilitate Clarity, Transparency, and Understanding: ICTU) ภายใต้ความตกลงปารีส ติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานภายใต้ NDC รวมทั้งใช้ประกอบการจัดทำแผนปฏิบัติการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศภายใต้ NDC 3.0 แผนการลงทุน (Investment Plan) และการขับเคลื่อนมาตรการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทยให้บรรลุเป้าหมายที่กำหนด

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”