กรมลดโลกร้อน ร่วมงานวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ครบรอบ 24 ปี

               วันนี้ (2 ตุลาคม 2569) เวลา 08.00 น. นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงฯ ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ ร่วมสักการะพระพุทธสยัมภูและศาลพระภูมิเจ้าที่ พร้อมประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ครบรอบ 24 ปี ซึ่งตรงกับวันที่ 3 ตุลาคม ณ บริเวณหน้าอาคาร และห้องประชุมศักดิ์สิทธิ์ ตรีเดช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จากนั้น เวลา 09.30 น. นายสุชาติเป็นประธานการประชุมมอบนโยบายการขับเคลื่อนงาน ทส. พร้อมมอบรางวัล “เพชรจรัสแสง” 4 ราย และ “คนดีศรี สป.” 3 ราย รวม 7 ราย เพื่อเชิดชูบุคลากรที่มีผลงานและความประพฤติเป็นแบบอย่างที่ดี พร้อมขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกคนที่ทุ่มเททำงานดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศ
               นายสุชาติ กล่าวว่า ภารกิจของ ทส. เกี่ยวข้องโดยตรงกับชีวิตประชาชน ตั้งแต่ป่าไม้ สัตว์ป่า ที่ดินทำกิน ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง น้ำ PM2.5 การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไปจนถึงการรับมือภัยพิบัติ ดังนั้น การทำงานต้องมุ่งสู่ “ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและประชาชนสัมผัสได้จริงในพื้นที่” โดยเดินหน้าแบบบูรณาการภายใต้แนวคิด “ทส.หนึ่งเดียว” เชื่อมโยงกำลังคน ข้อมูล และทรัพยากรของทุกหน่วยงานให้ทำงานไปในทิศทางเดียวกัน พร้อมกันนี้ ได้กำหนดทิศทางการขับเคลื่อนงานในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ภายใต้แนวคิด “Thai Happiness ความสุขของคนไทยเป็นเป้าหมายของ ทส.” ผ่าน 9 เรื่องสำคัญ ดังนี้
               1. สืบสานและต่อยอดโครงการในพระองค์และโครงการพระราชดำริ ขอให้เดินหน้าภารกิจตามแนวพระราชดำริ ทั้งการแก้ไขปัญหาคนกับช้างป่าผ่านโครงการพัชรสุธาคชานุรักษ์ การพัฒนาชุมชนสาละวะ-ไล่โว่ จังหวัดกาญจนบุรี และโครงการด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ พัฒนาพื้นที่ และยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน
               2. จัดการที่ดินป่าไม้ ให้คนอยู่กับป่าอย่างสมดุล โดยขอให้เร่งขับเคลื่อน คทช. ตั้งแต่การตรวจสอบพื้นที่ จัดระเบียบ จัดคนลง และส่งเสริมอาชีพ เพื่อให้ประชาชนทำกินและอยู่อาศัยได้อย่างถูกกฎหมาย ควบคู่กับการผลักดัน One Map ให้แนวเขตพื้นที่ป่าของหน่วยงาน ทส. เป็นเอกภาพ และจัดทำขอบเขตพื้นที่เกาะระหว่างกรมป่าไม้กับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งให้ชัดเจน
               3. ปกป้องผืนป่าและฟื้นฟูระบบนิเวศ ขอให้ยกระดับการป้องกันและปราบปรามการบุกรุกทำลายป่า บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง พร้อมสร้างกลไกชุมชนพิทักษ์ป่า โดยขอให้หน่วยงานที่ดูแล ปกป้อง และพิทักษ์สัตว์ป่าและทรัพยากรธรรมชาติ ทำงานด้วยอุดมการณ์และจิตวิญญาณของผู้พิทักษ์ทรัพยากรอย่างแท้จริง ยึดความถูกต้อง และให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย เพราะสิ่งสำคัญที่สุดคือการมีจิตวิญญาณและอุดมการณ์ในการทำหน้าที่ นอกจากนี้ ขอให้ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ดูแลชายฝั่ง ป่าชายเลน สัตว์ทะเลหายาก และเพิ่มการสร้างปะการังเทียม รวมถึงแก้ไขปัญหาช้างป่าและดูแลผู้ได้รับผลกระทบ พร้อมส่งเสริมเศรษฐกิจชีวภาพ (Bio-economy)
               4. พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ สร้างรายได้ให้ประเทศ ขอให้ปรับปรุงแหล่งท่องเที่ยวและระบบบริการ จัด Zoning เพื่อเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย เร่งใช้ระบบ E-Ticket และจัดทำแผนที่แหล่งแร่เศรษฐกิจของประเทศ
               5. บริหารจัดการน้ำให้เพียงพอต่อประชาชนและภาคการผลิตยกระดับงานซ่อมบำรุง สนับสนุนน้ำต้นทุนแก่การประปาส่วนภูมิภาคและชุมชน และวางระบบบริหารจัดการน้ำเพื่อรับมือพื้นที่ขาดแคลนน้ำและภัยแล้ง ให้มีน้ำเพียงพอต่อการอุปโภคบริโภค การเกษตร และภาคการผลิตและบริการ
               6. เดินหน้าสู่อากาศสะอาดและลดมลพิษ ขอให้เร่งแก้ PM2.5 ไฟป่า หมอกควัน และมลพิษในเมืองและชุมชน รวมถึงขยะมูลฝอย น้ำเสีย และขยะอิเล็กทรอนิกส์ ด้วยทั้งการสื่อสารเชิงรุกและการบังคับใช้กฎหมาย พร้อมเดินหน้าแก้ปัญหาหมอกควันข้ามแดนร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน ตลอดจนผลักดัน (ร่าง) พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ “พ.ร.บ.ลดโลกร้อน” เพื่อขับเคลื่อนไทยสู่ Net Zero และเมืองคาร์บอนต่ำ รวมถึงให้ศึกษารูปแบบ Data Center จากต่างประเทศเพื่อบริหารจัดการผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม
               7. ยกระดับการเตือนภัยและรับมือภัยพิบัติ ให้เพิ่มสถานีตรวจวัดและระบบแจ้งเตือนดินถล่ม น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่ง พร้อมพัฒนาการเฝ้าระวังและสื่อสารข้อมูลให้ประชาชนรวดเร็ว รวมถึงเตรียมเครื่องมือ อุปกรณ์ และกำลังพลให้พร้อมเข้าช่วยเหลือเมื่อเกิดเหตุ
               8. ใช้ AI และเทคโนโลยีเพื่อความโปร่งใสและบริการประชาชน ให้นำ AI และเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและอำนวยความสะดวกประชาชน โปร่งใส และตรวจสอบได้ โดยเน้นการตรวจสอบข้อมูลก่อนนำเสนอ ป้องกันความผิดพลาดและการบิดเบือน พร้อมพัฒนาศูนย์ข้อมูล ทส. ให้มีข้อมูลชุดเดียว เป็นเอกภาพ และสามารถใช้ร่วมกันได้
               9. ปรับระบบบริหารจัดการและดูแลบุคลากรให้ สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและแวดล้อมจังหวัด (ทสจ.) เป็นกลไกหลักในการประสานงานกับจังหวัด โดยหน่วยงานส่วนกลางในพื้นที่ต้องทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด กับปลัดกระทรวงฯ และประชาชนให้มากขึ้น อยากให้ ทสจ. มีการทำงานที่มีความเข้มแข็งให้มากขึ้น
               หากพบปัญหาหรือข้อบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่ ให้รายงานต่อปลัด ทส. โดยตรง พร้อมกำหนดให้การให้ข้อมูลต่อสภาหรือ ครม. เป็นระดับรองอธิบดีขึ้นไป และให้ความสำคัญกับสวัสดิการและคุณภาพชีวิตของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน
               นายสุชาติ รมว.ทส. ย้ำว่า การทำงานของ ทส. ต้องไม่หยุดอยู่ที่แผนงานหรือตัวเลขในรายงาน แต่ต้องลงไปถึงพื้นที่และทำให้ประชาชนเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม ทุกหน่วยงานต้องทำงานด้วยความโปร่งใส ถูกต้องตามกฎหมาย และยึดหลักธรรมาภิบาล ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างเหมาะสม พร้อมรายงานความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์ทรัพยากร การพัฒนา และคุณภาพชีวิตของประชาชน ให้การทำงานของ “ทส.หนึ่งเดียว” เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศและประชาชนอย่างยั่งยืน

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

วารสารจุลนิติ ปีที่ 23 ฉบับที่ 3 เดือนกันยายน – ธันวาคม พ.ศ. 2569 เรื่อง มาตรการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการจัดการปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยี

16 กันยายน วันโอโซนโลก (World Ozone Day)

               สหประชาชาติได้กำหนดให้ 16 กันยายนของทุกปีเป็น วันโอโซนโลก (World Ozone Day) ให้ทุกคนได้ตระหนักถึงความสำคัญของ โอโซน (Ozone: O₃) ซึ่งเป็นก๊าซที่สามารถพบได้ตามธรรมชาติบนบรรยากาศชั้น สตราโทสเฟียร์ (Stratosphere) วางตัวเป็นชั้นบาง ๆ ที่ทำหน้าที่สำคัญ คือเป็นเกราะป้องกันไม่ให้โลกได้รับรังสีอัลตราไวโอเล็ต ( UV ) จากดวงอาทิตย์โดยตรง โดยเฉพาะรังสี UV-B ที่จะเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตและระบบนิเวศบนโลก
               ทว่าหลังจากยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ชั้นโอโซน (Ozone Layer) ที่คอยปกป้องเราไว้กลับได้รับความเสียหายมาเรื่อย ๆ อันเป็นผลมาจากการใช้สารเคมีที่มีคลอรีนหรือโบรมีนเป็นองค์ประกอบโดยเฉพาะ สารคลอโรฟลูออโรคาร์บอน (CFCs) ที่มีความสามารถในการสลายชั้นโอโซนสูง ส่งผลให้เกิดเป็นรูโหว่โอโซนขนาดใหญ่ที่บริเวณขั้วโลก
               ดังนั้นในวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2530 ทุกประเทศทั่วโลกจึงได้ร่วมกันลงนามใน พิธีสารมอนทรีออล (Montreal Protocol) เพื่อช่วยกันกำจัดและเลิกใช้สารทำลายชั้นโอโซน พร้อมทั้งคอยรับผิดชอบติดตามผลการฟื้นฟูชั้นโอโซนอย่างต่อเนื่อง นับเป็นความร่วมมือระดับประเทศเพื่อช่วยกันแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง
               และในปีนี้ก็ได้ครบรอบ 10 ปี หลังการแก้ไขพิธีสารมอนทรีออล ณ กรุงคิกาลี ปี พ.ศ. 2559 โดยมีจุดประสงค์เพื่อยุติการใช้ไฮโดรฟลูออโรคาร์บอน (HFCs) ที่เป็นสารหล่อความเย็นทดแทน CFCs แต่กลับเป็นก๊าซเรือนกระจกร้ายแรง หากสามารถบรรลุเป้าหมายดังกล่าวจะสามารถลดอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกได้ถึง 0.5°C ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในข้อตกลงการบรรเทาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศระยะสั้น ที่เห็นผลประจักษ์ชัดเจน
               ความสำเร็จของพิธีสารมอนทรีออลและการแก้ไขที่คิกาลี ชี้ให้เห็นถึงความเป็นไปได้ในอนาคตที่เราจะสามารถรักษาและบรรเทาวิกฤตสิ่งแวดล้อมไว้ได้ เพียงอาศัยความร่วมมือจากทุก ๆ คน

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

แหล่งที่มา :
– 20 Questions and Answers., UN Environment Programme : Ozone Secretariat.
– The Kigali Amendment 2016-2026., UN Environment Programme : Ozone Secretariat.
– โอโซน., หอสมุดแห่งชาติรัชมังคลาภิเษก จันทบุรี., กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม.

รมว.สุชาติ ชง ครม. เร่งขับเคลื่อนไทยสู้ภัยโลกเดือดร่วมกับนานาชาติ โดยผ่านความเห็นชอบต่ออายุความร่วมมือสถาบัน GGGI ถึงปี 2572

               ผลการประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 มีมติเห็นชอบต่อความตกลงต่ออายุบันทึกความเข้าใจระหว่างสถาบันเพื่อการพัฒนาที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมโลก (Global Green Growth Institute : GGGI) และกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสิ่งแวดล้อม โดย นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า สถาบัน GGGI เป็นองค์กรระดับนานาชาติ ที่ร่วมจัดการปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกับรัฐบาลไทยมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558 โดยได้มีการส่งเสริมและสนับสนุนทั้งด้านเทคนิควิชาการ รวมทั้งจัดหาแหล่งงบประมาณ จากประเทศพัฒนาแล้วมาขับเคลื่อนนโยบายของประเทศไทยมาโดยตลอด จึงเสนอต่ออายุความร่วมมือเพื่อสานต่อความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของไทยให้เกิดความต่อเนื่อง ภายใต้กรอบการดำเนินงาน ๔ ปี พ.ศ. ๒๕๖๙ – ๒๕๗๒ (Thailand Country Planning Framework 2026 – 2029) โดยมุ่งเน้นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมคาร์บอนต่ำและการพัฒนาที่ยั่งยืน ผ่านการสนับสนุนทางเทคนิควิชาการ นวัตกรรมและเทคโนโลยี การพัฒนาศักยภาพ รวมถึงการสนับสนุนด้านการเงินและการลงทุน เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยให้บรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกร่วมกับประชาคมโลกตามความตกลงปารีส โดยมีโครงการความร่วมมือที่สำคัญ อาทิ โครงการความร่วมมืออาเซียน – สาธารณรัฐเกาหลีในการลดการปล่อยก๊าซมีเทน (ASEAN Korea Cooperation on Methane Mitigation: AKCMM) โครงการ High-Integrity ASEAN Carbon Initiative (HACI) รวมถึง โครงการเผยแพร่และขับเคลื่อนแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศรายสาขาของประเทศไทย พ.ศ. 2569 – 2573 ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีได้มอบหมายอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นผู้ลงนามในความตกลง ดังกล่าว กับผู้อำนวยการบริหาร สถาบัน GGGI เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานความร่วมมือระหว่างทั้งสองหน่วยงาน ในด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการพัฒนาโมเดลนำร่องเพื่อสร้างความพร้อมด้านพลังงานสะอาด และโครงสร้างพื้นฐานสำหรับอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำในพื้นที่จังหวัดระยอง (MOU I-SPARK)

               เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดงานและกล่าวปาฐกถา งาน GASTECH Exhibition and Conference พร้อมทั้งให้เกียรติเป็นประธานเปิดงานบูธนิทรรศการกลุ่ม ปตท. พร้อมด้วยนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และ นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน ทั้งนี้ ภายในงานได้จัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการพัฒนาโมเดลนำร่องเพื่อสร้างความพร้อมด้านพลังงานสะอาด และโครงสร้างพื้นฐานสำหรับอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำในพื้นที่จังหวัดระยอง (MOU I-SPARK) ระหว่างกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม โดย ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม , บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) โดย ดร.บุรณิน รัตนสมบัติ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจใหม่และความยั่งยืน, การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยโดย นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย,กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติโดย นายวรากร พรหโมบล อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ และสำนักงานนโยบายและแผนพลังงานโดย นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน พร้อมด้วย นายศิวัช แก้วเจริญ ผู้อำนวยการกองขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจก และเจ้าหน้าที่ สส. ณ บูธนิทรรศการ ปตท. ภายในงาน GASTECH Exhibition and Conference 2026 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพมหานคร
               บันทึกความเข้าใจฯ ฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อผลักดันความร่วมมือการดำเนินงานในการศึกษาและพัฒนาโมเดลนำร่องเพื่อสร้างความพร้อมด้านพลังงานสะอาดและโครงสร้างพื้นฐานสำหรับอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำในพื้นที่จังหวัดระยอง เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ทั้งนี้ ทุกฝ่ายจะร่วมกันศึกษาและสนับสนุนการดำเนินงานเพื่อพัฒนาโครงการฯ เช่น การศึกษาและจัดทำข้อเสนอแนะเกี่ยวกับกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการพิจารณาแนวทางสนับสนุนของภาครัฐ และแบ่งปันข้อมูลทางวิชาการ ข้อมูลด้านเทคนิค หรือแนวทางการบริหารจัดการโครงการการพัฒนาโมเดลเศรษฐกิจสีเขียวที่เกี่ยวข้อง ความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญในการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่างๆ เพื่อยกระดับขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำของประเทศไทย และเสริมบทบาทของไทยในระดับอาเซียนและเวทีโลกด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืนที่จะขับเคลื่อนประเทศ ไปสู่การบรรลุเป้าหมาย Net Zero ในปี ค.ศ.2050

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน เดินหน้าขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านการปรับตัวฯ รายสาขาของประเทศไทยเชื่อมเป้าหมายการปรับตัวระดับโลกสู่การดำเนินงานในทุกระดับ

               วันที่ 14 กันยายน 2569 กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (กรมลดโลกร้อน) จัดการประชุมเผยแพร่แผนปฏิบัติการด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศรายสาขาของประเทศไทย เพื่อขับเคลื่อนกรอบแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (National Adaptation Plan: NAP) ไปสู่มาตรการและกิจกรรมที่นำไปปฏิบัติได้จริงในระดับพื้นที่ พร้อมยกระดับตัวชี้วัดการดำเนินงานให้สอดคล้องกับกรอบเป้าหมายระดับโลก และเชื่อมโยงการดำเนินงานตั้งแต่ระดับประเทศ ระดับสาขา ไปจนถึงระดับจังหวัดและท้องถิ่น โดยมีดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธาน พร้อมหน่วยงานเข้าร่วมประชุมกว่า 100 คน ณ โรงแรมเบสท์ เวสเทิร์น จตุจักร กรุงเทพมหานคร
               ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า วิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นความเสี่ยงที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ เศรษฐกิจ สังคม และระบบนิเวศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยรายงาน State of the Global Climate 2025 ของ WMO ระบุว่าช่วงปี 2558–2568 เป็น 11 ปีที่ร้อนที่สุดเท่าที่มีการบันทึกสถิติ อีกทั้งสถานการณ์ปรากฏการณ์เอลนีโญในปี 2569 ยังมีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็วเป็นประวัติการณ์ โดยดัชนีความร้อนสัมพัทธ์สูงกว่าค่าเฉลี่ย 2.3 องศาเซลเซียส และมีโอกาสเกือบ 100% ที่จะคงอยู่ต่อไปจนถึงปี 2570 ซึ่งจากรายงาน Climate Risk Index 2026 ของ Germanwatch ประเทศไทยเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว โดยในปี 2567 จัดอยู่ในอันดับที่ 17 ของโลก จึงสะท้อนถึงความน่ากังวลว่าไทยมีความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุก ๆ ด้าน
               ดร.พิรุณ กล่าวต่อว่า ความเสียหายจากภัยพิบัติทางธรรมชาติทั่วโลกในปัจจุบันสะท้อนให้เห็นว่า วิกฤตสภาพภูมิอากาศเป็นเรื่องของความมั่นคงและการพัฒนาประเทศในระยะยาว ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องแปลงเป้าหมายระดับโลก เช่น กรอบงาน UAE Framework for Global Climate Resilience และตัวชี้วัด Belém Adaptation Indicators จากการประชุม COP30 มาปรับใช้เป็นกรอบในการกำหนดทิศทาง วางแผน และติดตามความก้าวหน้าด้านการปรับตัว ให้เข้ากับบริบทของประเทศ โดยดำเนินการครอบคลุม 6 สาขาสำคัญ ได้แก่ การจัดการทรัพยากรน้ำ เกษตรและความมั่นคงทางอาหาร การท่องเที่ยว สาธารณสุข การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และการตั้งถิ่นฐานและความมั่นคงของมนุษย์
               แผนปฏิบัติการด้านการปรับตัวฯ พ.ศ. 2569–2573 ถือเป็นกลไกสำคัญในการแปลงกรอบ NAP ไปสู่การดำเนินงานในแต่ละสาขา โดยเปลี่ยนกรอบทิศทางด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไปสู่การปฏิบัติจริง กำหนดมาตรการ กิจกรรม และตัวชี้วัดใน 6 สาขาสำคัญ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถนำไปบูรณาการร่วมกับนโยบาย ยุทธศาสตร์ แผนงาน และงบประมาณ ตั้งแต่ระดับประเทศไปจนถึงระดับท้องถิ่น พร้อมผลักดันระบบการติดตาม ประเมินผล รายงาน และการเรียนรู้ (Monitoring, Evaluation, Reporting and Learning: MERL) โดยกรมฯ เป็นหน่วยงานกลางให้การสนับสนุนและประสานการขับเคลื่อน มุ่งเน้นการวัดผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง ทั้งการลดความเสี่ยงและความสูญเสียของประชาชน การเพิ่มขีดความสามารถในการปรับตัว และการสร้างการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ อีกทั้ง ระบบการติดตามผลกับรายงานความโปร่งใสรายสองปี (Biennial Transparency Report: BTR) และกรอบการรายงานภายใต้ UNFCCC เพื่อยกระดับความก้าวหน้าด้านการปรับตัวของประเทศให้เป็นระบบ ที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และสามารถนำข้อมูลจากการดำเนินงานในระดับสาขาและระดับพื้นที่มาประกอบการติดตามความก้าวหน้าของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ
               ​สำหรับการประชุมครั้งนี้มุ่งสร้างความเข้าใจร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถนำแผนปฏิบัติการด้านการปรับตัวฯ ไปดำเนินการในแต่ละสาขาและพื้นที่ได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยมีสถาบันเพื่อการพัฒนาที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมโลก (GGGI) ร่วมสนับสนุนการดำเนินงานด้านการปรับตัว ดังนั้น ความสำเร็จของแผนฉบับนี้ไม่ได้วัดจากความสมบูรณ์ของเล่มรายงาน แต่วัดจากการนำไปปฏิบัติที่สร้างการเปลี่ยนแปลงและเพิ่มความเข้มแข็งให้กับประชาชนในพื้นที่ได้จริง โดยกรมฯ พร้อมร่วมมือกับภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา ท้องถิ่น และภาคประชาชน เพื่อขับเคลื่อนแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศรายสาขาของประเทศไทย เชื่อมกับเป้าหมายการปรับตัวระดับโลกสู่การดำเนินงานในทุกระดับ

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ร่วมบรรยายหลักสูตร วพน. 24 หลักสูตรผู้บริหารระดับสูงด้านวิทยาการพลังงาน รุ่นที่ 24 ในหัวข้อ “Climate Change Policy Towards Net Zero”

               เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นวิทยากรบรรยายในหัวข้อ “Climate Change Policy towards Net Zero” ภายใต้หลักสูตรผู้บริหารระดับสูงด้านวิทยาการพลังงาน รุ่นที่ 24 (วพน. 24) ณ ห้อง Synergy Hall ชั้น 6 อาคาร C ศูนย์เอนเนอร์ยี่คอมเพล็กซ์ กรุงเทพฯ จัดโดยสถาบันวิทยาการพลังงาน เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับสถานการณ์และทิศทางการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นโยบายและมาตรการที่เกี่ยวข้อง กลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการดำเนินงาน ตลอดจนแนวทางการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยเชื่อมโยงกับบทบาทของภาคพลังงานต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ ทั้งนี้ มีผู้บริหารระดับสูงและผู้นำจากองค์กรต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน สื่อมวลชน นักวิชาการ และประชาชน เข้าร่วมการอบรมจำนวนทั้งสิ้น 96 คน
               ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช ได้กล่าวถึงความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีแนวโน้มรุนแรงและส่งผลต่อทั้งเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงทางพลังงาน พร้อมนำเสนอทิศทางนโยบายและมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมของนานาชาติที่มีผลต่อการค้า การลงทุน และความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ ขณะเดียวกัน รวมถึงการยกระดับการดำเนินงานของประเทศไทย ผ่าน NDC 3.0 และการมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี ค.ศ. 2050 โดยให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน การพัฒนาพลังงานสะอาด การลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล การระดมเงินทุนด้านสภาพภูมิอากาศ และการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันต่อความเสี่ยงในระดับพื้นที่ นอกจากนี้ ยังได้กล่าวถึงบทบาทของ ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. ในการวางกรอบการดำเนินงานของประเทศให้ครอบคลุมทั้งการลดก๊าซเรือนกระจก การปรับตัว และกลไกทางเศรษฐศาสตร์ อาทิ ระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ภาษีคาร์บอน คาร์บอนเครดิต กลไกการปรับราคาคาร์บอนข้ามพรมแดน และกองทุนภูมิอากาศ เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ตลอดจนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว โดยภาคพลังงานและภาคธุรกิจจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมทั้งด้านข้อมูล เทคโนโลยี การลงทุน และการบริหารความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ เพื่อรองรับบริบทเศรษฐกิจโลกและกฎระเบียบด้านคาร์บอนที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ร่วมพิธีมอบสมุดประจำตัวดิจิทัล แก้ปัญหาที่อยู่อาศัยและทำกินชาวลับแล เดินหน้าสร้างสมดุลคนกับป่า

               วันนี้ (12 กันยายน 2569) เวลา 10.00 น. นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เดินหน้านโยบายแก้ไขปัญหาการอยู่อาศัยและที่ดินทำกินของประชาชนในพื้นที่ป่า โดยมอบหมายให้ ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานในพิธีมอบสมุดประจำตัวในรูปแบบดิจิทัลให้แก่ราษฎรผู้ได้รับการแก้ไขปัญหาการอยู่อาศัยทำกินในพื้นที่ป่าไม้ถาวร ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2569 ในพื้นที่อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ เพื่อสร้างความมั่นคงในการอยู่อาศัยและประกอบอาชีพให้แก่ประชาชน ควบคู่กับการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุล โดยมี นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วยผู้บริหาร ทส. นายภูริวัจน์ โชตินพรัตน์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ หัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำชุมชน และประชาชนในพื้นที่ เข้าร่วม ณ อาคารหอประชุมตลาดกลางผลไม้ OTOP ตำบลแม่พูล อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์
               ดร.รวีวรรณ ปลัดกระทรวงฯ กล่าวว่า นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาการอยู่อาศัยและที่ดินทำกินของประชาชน โดยมุ่งให้ประชาชนสามารถดำรงชีวิตและประกอบอาชีพได้อย่างมั่นคงและถูกต้องตามกฎหมาย ควบคู่กับการรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งกระทรวงฯ ได้เร่งขับเคลื่อนการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาล เพื่อให้การแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินเกิดผลเป็นรูปธรรม พร้อมส่งเสริมให้ประชาชนและชุมชนมีส่วนร่วมในการดูแล ฟื้นฟู และอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ
               สำหรับการดำเนินงานในพื้นที่อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ ครอบคลุมทั้งพื้นที่ป่าไม้ถาวรและพื้นที่เขตอุทยานแห่งชาติ มีประชาชนได้รับการแก้ไขปัญหาการอยู่อาศัยและที่ดินทำกิน รวม 682 ราย 842 แปลง เนื้อที่ 4,932 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่ป่าไม้ถาวร 370 ราย 496 แปลง เนื้อที่ 2,054 ไร่ ครอบคลุม 3 หมู่บ้านในตำบลแม่พูล ได้แก่ บ้านนอกด่าน หมู่ที่ 4 บ้านผามูบ หมู่ที่ 7 และบ้านมหาราช หมู่ที่ 11 และพื้นที่เขตอุทยานแห่งชาติ 312 ราย 346 แปลง เนื้อที่ 2,878 ไร่ โดยมุ่งให้ประชาชนสามารถใช้ประโยชน์ที่ดินได้อย่างเหมาะสม ภายใต้หลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนด พร้อมส่งเสริมการประกอบอาชีพและการทำเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตามแนวทางการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) เพื่อยกระดับคุณภาพผลผลิต สร้างรายได้ และพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ควบคู่กับการรักษาพื้นที่ป่าและทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ การมอบสมุดประจำตัวในรูปแบบดิจิทัลในครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกในพื้นที่ป่าไม้ถาวร สะท้อนการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับการให้บริการภาครัฐ อำนวยความสะดวกให้ประชาชนสามารถเข้าถึงและตรวจสอบข้อมูลการรับรองการอยู่อาศัยทำกินได้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น
               ดร.รวีวรรณ กล่าวเพิ่มเติมว่า การรับรองการอยู่อาศัยและที่ดินทำกินครั้งนี้ ถือเป็นการวางรากฐานสำคัญในการสร้างความมั่นคงให้แก่ประชาชน ควบคู่กับการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างถูกต้อง เหมาะสม และยั่งยืน โดยกระทรวงฯ มุ่งส่งเสริมให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี สามารถประกอบอาชีพได้อย่างมั่นคง พร้อมเปิดโอกาสให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และดูแลทรัพยากรธรรมชาติ ป้องกันการบุกรุกพื้นที่ป่าเพิ่มเติม เพื่อรักษาผืนป่าให้เป็นฐานทรัพยากรจของชุมชนและประเทศ และนำไปสู่เป้าหมายสำคัญ คือ “คนอยู่ร่วมกับป่า” อย่างสมดุลและยั่งยืน

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

รมว.สุชาติ สั่งการกรมลดโลกร้อน ชี้แจงร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. ในสัปดาห์ที่ 18

               นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สั่งการกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.) ให้ชี้แจงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. อย่างต่อเนื่อง ในสัปดาห์ที่ 18 โดยมุ่งเน้นให้เกิดความชัดเจนและต่อเนื่อง มีความครบถ้วนรอบด้าน สามารถช่วยให้ประเทศไทยวางรากฐานการเติบโตทางเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และเจ้าหน้าที่ ร่วมประชุมชี้แจงข้อมูลประกอบการพิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าว สำหรับความคืบหน้าในสัปดาห์นี้คณะกรรมการได้พิจารณาร่างกฎหมาย ในหมวด 8 ระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแล้วเสร็จ และเริ่มพิจารณาวัตถุประสงค์ หลักการและสาระสำคัญของหมวด 9 กลไกการปรับราคาคาร์บอนข้ามพรมแดน ซึ่งเป็นกลไกรักษาสมดุลต่อระบบเศรษฐกิจเพื่อป้องกันการย้ายฐานการผลิต และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปต่างประเทศ หรือการนำเข้าสินค้าที่ผลิตจากต่างประเทศเข้ามาแทนที่สินค้าชนิดเดียวกันที่ผลิตภายในประเทศไทย

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ร่วมหารือเอกอัครราชทูตเกาหลีใต้ เดินหน้าหุ้นส่วนสีเขียวไทย–เกาหลี ผนึกกำลัง “มรดกโลก–Climate Change–อุทยานแห่งชาติ” มุ่งสู่ Net Zero และการพัฒนาที่ยั่งยืน

               วันนี้ (11 กันยายน 2569) เวลา 09.30 น. นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และคณะผู้บริหารระดับสูงในสังกัดกระทรวงฯ ให้การต้อนรับ นายพัก ยงมิน (H.E. Mr. Park Yongmin) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย และคณะผู้แทนสถานเอกอัครราชทูตฯ ในโอกาสเข้าเยี่ยมคารวะและหารือแนวทางกระชับความร่วมมือด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมระหว่างไทยและสาธารณรัฐเกาหลี ณ ห้องรัตนะ 1 ชั้น 20 อาคารกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
               ทั้งสองฝ่ายได้ร่วมกันหารือครอบคลุม 3 ประเด็นสำคัญ ทั้งการอนุรักษ์และขึ้นทะเบียนมรดกโลก การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero และการยกระดับการบริหารจัดการอุทยานแห่งชาติและพื้นที่คุ้มครองอย่างยั่งยืน
               ในด้านมรดกโลก รมว.สุชาติ ได้แสดงความขอบคุณรัฐบาลเกาหลีใต้สำหรับการสนับสนุนการขึ้นทะเบียน วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นมรดกโลกแห่งใหม่ ซึ่งนับเป็นความภาคภูมิใจของคนไทยทั้งประเทศ ขณะที่ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งสองฝ่ายพร้อมสานต่อความร่วมมือด้านการลดก๊าซเรือนกระจก โดยเฉพาะการทำงานร่วมกับ สถาบันเพื่อการพัฒนาที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมโลก (GGGI) การลดก๊าซมีเทน ตลอดจนการลงทุนและแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนมาตรการลดมลพิษทางอากาศและฝุ่นละออง เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชนในระยะยาว
               ขณะเดียวกัน ไทยและเกาหลีใต้เตรียมยกระดับความร่วมมือด้านการจัดการพื้นที่คุ้มครอง โดยอยู่ระหว่างการเตรียมลงนามบันทึกความเข้าใจฉบับใหม่ระหว่างกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กับกรมบริการอุทยานแห่งชาติเกาหลี พร้อมส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านคาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้ การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ และการบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครอง
               ในการนี้ นายพัก ยงมิน เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย ได้กล่าวชื่นชมบทบาทของประเทศไทยในการขับเคลื่อนนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม พร้อมระบุว่าเกาหลีใต้มีความยินดีอย่างยิ่งที่จะร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทั้งในมิติของการถ่ายทอดเทคโนโลยีสีเขียว การสนับสนุนเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก และการผลักดันความร่วมมือระหว่างสองประเทศให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม
               นายสุชาติ รมว.ทส. กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่างไทยและสาธารณรัฐเกาหลีในด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมีความสำคัญต่อการรับมือกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน และการหารือครั้งนี้จะเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับ “หุ้นส่วนสีเขียว” ไทย–เกาหลี ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ทั้งด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การลดก๊าซเรือนกระจก การรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ และการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่กับความยั่งยืน
               ทั้งนี้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมพร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนความร่วมมือกับสาธารณรัฐเกาหลีอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางระบบนิเวศ และร่วมกันมุ่งสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนในระดับภูมิภาคและระดับโลก

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”