กรมลดโลกร้อน ร่วมบรรยายหัวข้อ “Thailand’s Climate Change Law” ในงาน Climate Action Leaders Forum รุ่นที่ 5 (CAL 5)

               เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ให้เกียรติเป็นวิทยากรบรรยายในหัวข้อ “Thailand’s Climate Change Law” ในงาน Climate Action Leaders Forum รุ่นที่ 5 (CAL 5) น. ณ ห้อง Ballroom ชั้น 2 อาคารสโมสรราชพฤกษ์ ซึ่งจัดขึ้นโดยองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ร่วมกับ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์การดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกับผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรที่เกี่ยวข้อง จำนวน 80 ท่าน
               ดร.พิรุณ ได้บรรยายถึงสาระสำคัญของ ร่าง พระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. ซึ่งกำหนดกรอบการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทยอย่างเป็นระบบ พร้อมเน้นย้ำบทบาทและความจำเป็นของกลไกภาคบังคับและสนับสนุน อาทิ กองทุนภูมิอากาศ การรายงานข้อมูลก๊าซเรือนกระจกภาคบังคับ ระบบการซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS) และภาษีคาร์บอน รวมถึงการพัฒนากลไกการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั้งในระดับประเทศและระดับพื้นที่ การบรรยายครั้งนี้นับเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความรู้ ความเข้าใจ และการแลกเปลี่ยนมุมมองระหว่างผู้นำจากหลากหลายภาคส่วน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย และสนับสนุนการพัฒนาประเทศสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนบนวิถีเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน จัดพิธีถวายพระพรชัยมงคลเนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569

               วันที่ 22 กรกฎาคม 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม นำคณะผู้บริหาร ข้าราชการ พนักงานราชการ และเจ้าหน้าที่ ร่วมพิธีถวายพระพรชัยมงคล และลงนามถวายพระพร เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 พร้อมถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดี และพลังของแผ่นดิน ณ ห้องประชุมอารีย์สัมพันธ์ ชั้น 3 อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงปฏิบัติตามพระราชกรณียกิจนานัปการเพื่อประโยชน์สุขของพสกนิกรชาวไทยอย่างต่อเนื่อง

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน เดินหน้า “GGA to Action” เชื่อมเป้าหมายการปรับตัวระดับโลก สู่การปฏิบัติของประเทศไทย ยกระดับความพร้อมรับวิกฤตภูมิอากาศ

               วันที่ 21 กรกฎาคม 2569 กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จัดกิจกรรม “GGA to Action : กิจกรรมเชื่อมโยงเป้าหมายระดับโลก สู่การปรับตัวรายสาขาของประเทศไทย” ณ ห้องแกรนด์บอลรูม บี ชั้น 5 โรงแรมเบสท์ เวสเทิร์น พลัส แวนด้า แกรนด์ จังหวัดนนทบุรี เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย โดยมุ่งเชื่อมโยง เป้าหมายการปรับตัวระดับโลก (Global Goal on Adaptation : GGA) สู่การกำหนดนโยบาย ตัวชี้วัด และการปฏิบัติ ในระดับประเทศและระดับพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม สอดคล้องกับกรอบการดำเนินงานภายใต้ความตกลงปารีส และมาตรฐานสากล
               ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า วิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ใช่เรื่องของอนาคตอีกต่อไป แต่เป็นความท้าทายที่ทุกประเทศต้องเร่งดำเนินการ โดยข้อมูลจากองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ระบุว่า ปี 2566–2568 เป็นช่วงที่โลกมีอุณหภูมิสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่มีการคาดการณ์ว่าจะเกิดปรากฏการณ์ “ซูเปอร์เอลนีโญ” ในช่วงปลายปี 2569 ถึงต้นปี 2570 ซึ่งจะส่งผลให้เกิดคลื่นความร้อน ภัยแล้ง และเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วรุนแรงมากขึ้นในหลายภูมิภาค รวมถึงประเทศไทย อีกทั้ง รายงาน Climate Risk Index 2026 ยังสะท้อนว่า ประเทศไทยขยับขึ้นมาอยู่ในอันดับที่ 17 ของประเทศที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว จากเดิมอันดับที่ 72 ในปี 2565 แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยกำลังเผชิญ ความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านการบริหารจัดการน้ำ ความมั่นคงทางอาหาร การท่องเที่ยว การสาธารณสุข และทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะประชาชนกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด
               ดร.พิรุณ กล่าวต่อว่า การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งเสริมสร้างความสามารถในการปรับตัว (Adaptation) ควบคู่กับการเพิ่มความยืดหยุ่น (Resilience) เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถรับมือกับผลกระทบที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ นี่จึงเป็นที่มาของ เป้าหมายการปรับตัวระดับโลก (Global Goal on Adaptation : GGA) ซึ่งประชาคมโลกได้ร่วมกันกำหนดขึ้นภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อยกระดับการดำเนินงานด้านการปรับตัวของทุกประเทศ และสามารถติดตามความก้าวหน้าผ่านตัวชี้วัดร่วมกันในระดับสากล
               ประเทศไทยได้ขับเคลื่อน แผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (National Adaptation Plan : NAP) ครอบคลุม 6 สาขาหลัก ได้แก่ การจัดการทรัพยากรน้ำ เกษตรและความมั่นคงทางอาหาร การท่องเที่ยว การสาธารณสุข การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และการตั้งถิ่นฐานและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อเป็นกรอบการดำเนินงานด้านการปรับตัวของประเทศ โดยที่ผ่านมา กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมได้ดำเนินการสำคัญอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ การบูรณาการความร่วมมือกับ 7 กระทรวงหลักในการขับเคลื่อนแผน NAP การพัฒนาฐานข้อมูลความเสี่ยง ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศครอบคลุมทุกจังหวัด การพัฒนาดัชนีความเสี่ยงของประเทศ การถอดบทเรียน และเสริมสร้างศักยภาพด้านการปรับตัวรายสาขา การพัฒนาแนวทางการเข้าถึงแหล่งเงินทุนด้านการปรับตัว รวมถึงการพัฒนาระบบติดตามและประเมินผล (Monitoring, Evaluation and Learning : MEL) เพื่อเชื่อมโยงข้อมูล ด้านการปรับตัวของทุกสาขาเข้าสู่ระบบฐานข้อมูลกลางของประเทศ
               ปัจจุบัน กรมฯ อยู่ระหว่างการจัดทำ แผนปฏิบัติการด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Adaptation Action Plan) เพื่อกำหนดมาตรการ กิจกรรม และตัวชี้วัดที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละสาขาพร้อมเชื่อมโยง เป้าหมายการปรับตัวระดับโลก (GGA) เข้าสู่ตัวชี้วัดของประเทศไทย เพื่อให้สามารถติดตามและประเมินผลการดำเนินงานได้อย่างเป็นระบบ นำไปสู่การขับเคลื่อนในระดับพื้นที่ได้จริง และระยะต่อไป จะเร่งบูรณาการเป้าหมายการปรับตัวระดับโลกเข้าสู่การดำเนินงานของประเทศ ผ่านการปรับปรุงแผน NAP ให้สอดคล้องกับกรอบ UAE Framework for Global Climate Resilience การพัฒนาระบบฐานข้อมูลและองค์ความรู้ด้านการปรับตัว การพัฒนาระบบติดตามและประเมินผลที่มุ่งวัดผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงต่อประชาชน การพัฒนากลไกด้านการเงินและระบบติดตามงบประมาณด้านการปรับตัว ตลอดจนการยกระดับศักยภาพของหน่วยงานในระดับจังหวัดและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้สามารถแปลงเป้าหมายระดับโลกไปสู่การกำหนดนโยบาย แผนงาน และการดำเนินงานในทุกระดับของประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมสนับสนุนการรายงานผลของประเทศไทยภายใต้กรอบ UNFCCC และความตกลงปารีสได้อย่างมีประสิทธิภาพ
               ดร.พิรุณ กล่าวทิ้งท้ายว่า กิจกรรม “GGA to Action” ในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงเวทีติดตามความก้าวหน้าของการเจรจาระหว่างประเทศ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการนำกรอบการดำเนินงานด้านการปรับตัวระดับโลกมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย พร้อมแปลงเป้าหมายและตัวชี้วัดระดับโลกไปสู่การปฏิบัติจริงในทุกระดับ ผ่านความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคเอกชน และทุกภาคส่วน เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการปรับตัวของประเทศ สร้างภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเพิ่มคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน จัดประชุมคณะทำงานจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกและมาตรการการลดก๊าซเรือนกระจก ภาคพลังงานและขนส่ง ครั้งที่ 1/2569

               เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานการประชุมคณะทำงานจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกและมาตรการการลดก๊าซเรือนกระจก ภาคพลังงานและขนส่ง ครั้งที่ 1/2569 โดยมี นายศิวัช แก้วเจริญ ผู้อำนวยการกองขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจก เป็นเลขานุการ รศ.ดร.บัณฑิต ลิ้มมีโชคชัย ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกและมาตรการลดก๊าซเรือนกระจกภาคพลังงานและขนส่ง พร้อมด้วย คณะทำงานจากหน่วยงานประสานงานหลักได้แก่ สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน และสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร ตลอดจนผู้แทนจากหน่วยงานเจ้าของข้อมูลในภาคพลังงานและการขนส่ง อาทิ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กรมธุรกิจพลังงาน กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) การท่าเรือแห่งประเทศไทย กรมเจ้าท่า และสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย รวมทั้งเจ้าหน้าที่ สส. รวมจำนวน 72 คน ณ ห้องประชุมอารีย์สัมพันธ์ อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม
               ที่ประชุมมีมติเห็นชอบรายงานผลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาคพลังงานและขนส่ง ประจำปี พ.ศ. 2569 ซึ่งมีผลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายปี พ.ศ. 2567 ปริมาณ 257.68 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า และร่างรายงานการติดตามประเมินผลการลดก๊าซเรือนกระจก ประจำปี พ.ศ. 2569 ซึ่งมีผลการลดก๊าซเรือนกระจกปี พ.ศ. 2567 ปริมาณ 75.17 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
               ทั้งนี้ ที่ประชุมได้มอบหมายฝ่ายเลขานุการฯ นำผลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและร่างรายงานผลการติดตามประเมินผลการลดก๊าซเรือนกระจกจากมาตรการรายสาขาพลังงานและคมนาคมขนส่ง ปี พ.ศ. 2567 ประจำปี พ.ศ. 2569 เสนอต่อคณะอนุกรรมการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้านวิชาการและฐานข้อมูลเพื่อรับทราบและให้ความเห็นชอบต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ขับเคลื่อนนโยบายภายใต้ รมว. สุชาติ วางรากฐานประเทศไทยสู่ Net Zero 2050 เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นสาธารณะก่อนแสดงความมุ่งมั่นใน COP 31 ที่ประเทศตุรกี

               วันที่ 20 กรกฎาคม 2569 กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม จัดการประชุมรับฟังความคิดเห็นสาธารณะต่อการปรับปรุงยุทธศาสตร์ระยะยาวในการพัฒนาแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำของประเทศไทย (Long-Term Low Greenhouse Gas Emission Development Strategy: LT-LEDS) ณ โรงแรมเดอะ สุโกศล กรุงเทพฯ พร้อมถ่ายทอดสดผ่าน Zoom Meetings และ Facebook Live เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนร่วมเสนอข้อคิดเห็นต่อทิศทางการพัฒนาประเทศสู่สังคมคาร์บอนต่ำ การปรับปรุง LT-LEDS ในครั้งนี้เป็นหนึ่งในนโยบายที่รัฐบาลโดย นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) ให้ความสำคัญและมอบหมายให้กรมฯ เร่งขับเคลื่อน เพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศในระยะยาว รองรับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ เสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน และผลักดันประเทศไทยสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี ค.ศ. 2050
               ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และการพัฒนาประเทศ โดยประเทศไทยได้จัดส่งการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด ฉบับที่ 2 (NDC 3.0) ต่อสำนักเลขาธิการ UNFCCC เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 ซึ่งกำหนดเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงร้อยละ 47 จากปีฐาน ค.ศ. 2019 ภายในปี ค.ศ. 2035 และสอดคล้องตามแนวทางในการมุ่งสู่ Net Zero 2050 การปรับปรุง LT-LEDS จะเป็นกรอบยุทธศาสตร์สำคัญในการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ พร้อมสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจ การรักษาความสามารถในการแข่งขัน และการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม (Just Transition) เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน
               ในโอกาสนี้ Ms. Sweta Madhuri Kannan เลขานุการเอก สถานเอกอัครราชทูตสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีประจำประเทศไทย และ Dr. Nomoto Takuya เจ้าหน้าที่อาวุโส สำนักงานเจรจาและความร่วมมือด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กระทรวงสิ่งแวดล้อม ประเทศญี่ปุ่น ได้กล่าวย้ำถึงความสำคัญของความร่วมมือระหว่างประเทศ พร้อมสนับสนุนประเทศไทยในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และแนวปฏิบัติที่ดี เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างต่อเนื่อง
               การปรับปรุง LT-LEDS ในครั้งนี้ให้ความสำคัญกับกระบวนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนด้วยการจัดประชุมกลุ่มย่อย (Focus Group) จำนวนทั้งสิ้น 17 ครั้ง ครอบคลุมการดำเนินงานใน 5 สาขาหลัก ควบคู่กับการศึกษาผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม เพื่อให้ข้อเสนอเชิงนโยบายสอดคล้องกับบริบทของประเทศไทย โดยภายในงาน รศ.ดร.บัณฑิต ลิ้มมีโชคชัย หัวหน้าที่ปรึกษาโครงการ ได้นำเสนอสาระสำคัญของร่าง LT-LEDS ฉบับปรับปรุง ที่มีกำหนดแนวทางการเปลี่ยนผ่านของประเทศไทย โดยมุ่งส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด เทคโนโลยีและนวัตกรรมคาร์บอนต่ำ ควบคู่กับการยกระดับประสิทธิภาพการผลิตและการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ขณะที่การประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมยังสะท้อนว่า การดำเนินมาตรการลดก๊าซเรือนกระจกยังเป็นโอกาสในการดึงดูดการลงทุน พัฒนาอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ สร้างการจ้างงานสีเขียว และสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนของประเทศ ก่อนเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากผู้เข้าร่วมการประชุม เพื่อนำข้อเสนอแนะไปปรับปรุงยุทธศาสตร์ดังกล่าวให้มีความครบถ้วนสมบูรณ์ ก่อนเสนอผ่านกลไกตามโครงสร้างเชิงสถาบันและจัดส่งต่อเลขาธิการกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) ก่อนการประชุม COP 31 ที่ประเทศตุรกีต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

รมว.ทส. สั่งการชี้แจงร่าง พ.ร.บ. ลดโลกร้อนต่อคณะกรรมการกฤษฎีกาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเร่งจัดการข้อมูลก๊าซเรือนกระจกร่วมกับภาคเอกชนอย่างเป็นรูปธรรม

               นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มอบนโยบายให้กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ให้ความสำคัญกับการจัดเตรียมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. อย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา
               ในการดำเนินงานดังกล่าว ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก และคณะเจ้าหน้าที่ ได้เข้าร่วมประชุมชี้แจงข้อมูลประกอบการพิจารณาร่างกฎหมายร่วมกับคณะกรรมการกฤษฎีกาอย่างต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 11 เพื่อสนับสนุนการพิจารณาในประเด็นต่าง ๆ สำหรับความคืบหน้าในการประชุมสัปดาห์นี้ คณะกรรมการได้พิจารณา หมวด 6 ข้อมูลก๊าซเรือนกระจก ในส่วนที่ 1 และส่วนที่ 2 โดยมีสาระสำคัญเกี่ยวกับความเหมาะสมและสอดคล้องกับกฎหมายและมาตรฐานที่เกี่ยวข้องในการกำหนดให้มีการรายงาน ตรวจวัดและทวนสอบปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตลอดจนการดำเนินการตามพันธกรณีระหว่างประเทศด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทยในส่วนที่เกี่ยวข้อง

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน และ สทอภ. ร่วมประชุมคณะทำงานภายใต้บันทึกความร่วมมือว่าด้วยการใช้เทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ครั้งที่ 1/2569

               เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.) เป็นประธานการประชุมคณะทำงานภายใต้บันทึกความร่วมมือว่าด้วยการใช้เทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ครั้งที่ 1/2569 ร่วมกับ นางกานดาศรี ลิมปาคม รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (สทอภ.) พร้อมด้วย นายศิวัช แก้วเจริญ ผู้อำนวยการกองขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจก นางสาวอุมา ศรีสุข ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการมีส่วนร่วมต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม นางสาวระเบียบ ภูผา ผู้อำนวยการกองขับเคลื่อนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นายวัฒน์ ทาบึงกาฬ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม นายคติวิช กันธา หัวหน้าฝ่ายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และคณะทำงานจากทั้ง 2 หน่วยงาน รวม 50 คน ณ ห้องประชุมอารีย์สัมพันธ์ ชั้น 3 อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม
               กองขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจก ในฐานะฝ่ายเลขานุการได้เสนอให้ที่ประชุมรับทราบการบูรณาการข้อมูลพื้นที่สีเขียวของ สทอภ. ที่ได้นำพื้นที่สวนสักและสวนยูคาลิปตัสจากพื้นที่สีเขียวของ สทอภ. เป็นข้อมูลกิจกรรม (Activity Data) ประกอบการจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจก ปี พ.ศ. 2566 และ 2567 และรายงานความโปร่งใสรายสองปี ฉบับที่ 2 (BTR2) รวมทั้ง รับทราบผลการดำเนินงานภายใต้บันทึกความร่วมมือฯ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ที่เป็นกิจกรรมพัฒนาศักยภาพบุคลากรให้มีความรู้ ความเข้าใจในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ผ่านการจัดประชุมหารือเชิงวิชาการและการประชุมเชิงปฏิบัติการ พร้อมทั้งเชื่อมโยงข้อมูลจากแผนที่ความเสี่ยงเพื่อให้บริการข้อมูลประกอบการประเมินเมืองสิ่งแวดล้อมยั่งยืน และ ผู้แทนจาก สทอภ. นำเสนอแพลตฟอร์มของ สทอภ. ได้แก่ Carbon Atlas, Marine GI Portal, Disaster และ Dragonfly เพื่อบูรณาการข้อมูลภายใต้บันทึกความร่วมมือฯ และสนับสนุนงานตามภารกิจของ สส.
               ทั้งนี้ ที่ประชุมมีมติเห็นชอบแผนการดำเนินงานภายใต้บันทึกความร่วมมือฯ ปีงบประมาณ พ.ศ.2570 ประกอบด้วย 3 กิจกรรม/โครงการ ได้แก่ 1) โครงการพัฒนาข้อมูลกิจกรรม (Activity Data) จำแนกการใช้ประโยชน์ที่ดินสนับสนุนการดูดกลับก๊าซเรือนกระจกของประเทศ 2) กิจกรรมการพัฒนาระบบสนับสนุนการจัดการเมืองสิ่งแวดล้อมยั่งยืนอัจฉริยะด้วยการเชื่อมโยงข้อมูลภูมิสารสนเทศของ สทอภ. และ 3) กิจกรรมการเพิ่มความละเอียดข้อมูลภาพฉายภูมิอากาศความละเอียดสูงด้วยเทคนิค Machine Learning (1 × 1 ตารางกิโลเมตร) โดยมอบหมายให้ฝ่ายเลขานุการรวบรวมและบรรจุกิจกรรมในแผนการดำเนินงานฯ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เพิ่มเติม จำนวน 2 โครงการ ได้แก่ 1)​โครงการศึกษาจัดทำแผนแม่บทการป้องกันและแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งและการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ บริเวณพื้นที่อ่าวไทยตอนบน และ 2)​ โครงการพัฒนาระบบสารสนเทศความเสี่ยงเชิงพื้นที่จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมทั้งเห็นชอบหลักการแต่งตั้งคณะทำงานร่วมภายใต้บันทึกความร่วมมือว่าด้วยการใช้เทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เพื่อกำกับ ติดตาม และส่งเสริมการแลกเปลี่ยนข้อมูลองค์ความรู้ในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมของประเทศ และมีข้อเสนอแนะให้ สส. ร่วมกับ สทอภ. และผู้เชี่ยวชาญด้านการคำนวณและการพัฒนาข้อมูลกิจกรรม (Activity Data) ร่วมกันจัดทำรายละเอียดขอบเขตของงาน (Terms of Reference: TOR) สำหรับโครงการพัฒนาข้อมูลกิจกรรม (Activity Data) ให้มีความครบถ้วน ถูกต้องตามหลักวิชาการ สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ เป้าหมาย และผลสัมฤทธิ์ที่คาดหวังของโครงการ เพื่อต่อยอดการพัฒนาและบูรณาการข้อมูลร่วมกับแพลตฟอร์มสารสนเทศ ของ สส. ในการจัดเก็บ วิเคราะห์ และนำเสนอข้อมูล โดยประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) สนับสนุนการจำแนกและติดตามการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน ตลอดจนการประเมินการปล่อยและดูดกลับก๊าซเรือนกระจกของประเทศในอนาคต รวมทั้งหารือแนวทางการสนับสนุนงบประมาณและการดำเนินงานร่วมกัน เพื่อให้การขับเคลื่อนโครงการภายใต้บันทึกความร่วมมือฯ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดผลเป็นรูปธรรมต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน จัดประชุมถอดบทเรียนโครงการ Climate Action ระดับชุมชน 14 พื้นที่ ทั่วประเทศ

               วันที่ 16 กรกฎาคม 2569 นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานเปิดการประชุมถอดบทเรียนภาพรวมโครงการส่งเสริมการดำเนินกิจกรรมของเครือข่ายอาสาสมัครในการจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม โดยมี กลุ่มเป้าหมายเข้าร่วมจาก 14 พื้นที่ ประกอบด้วย เครือข่าย ทสม. เจ้าหน้าที่ ทสจ. และเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวม 105 คน
               การประชุมฯ ครั้งนี้ จัดขึ้น ระหว่างวันที่ 16 – 17 กรกฎาคม 2569 ณ โรงแรม เดอะพาลาสโซ กรุงเทพฯ เพื่อทบทวนผลการทำงานในภาพรวม ตลอดจนวิเคราะห์กลไกการบูรณาการร่วมกันระหว่างเครือข่ายอาสาสมัครฯ และหน่วยงานในพื้นที่ วิเคราะห์ปัจจัยแห่งความสำเร็จ ปัญหา และอุปสรรคที่เกิดขึ้นในระหว่างการดำเนินงาน เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อสรุป บทเรียนที่สามารถ สะท้อนภาพรวมการขับเคลื่อนการดำเนินงานในระดับพื้นที่ รวมถึงนำไปเป็นแนวทางในการใช้ประโยชน์ การยกระดับ การต่อยอด และขยายผลการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในพื้นที่ของเครือข่ายฯ ได้อย่างเข้มแข็ง และยั่งยืน

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ยกระดับพื้นที่ต้นแบบพัทลุง-ขอนแก่น รับมือวิกฤต “ซูเปอร์เอลนีโญ-โลกเดือด” มุ่งบูรณาการตัวชี้วัด GGA สู่ระดับสากล

               วันที่ 16 กรกฎาคม 2569 นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานการประชุมเผยแพร่โครงการยกระดับการพัฒนาแนวทางการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ณ ห้องประชุมไดมอนด์โดม 2 ชั้น 22 โรงแรมควีนส์แลนด์ โฮเทล กรุงเทพฯ ซึ่งจัดขึ้นเพื่อเผยแพร่ผลสำเร็จการดำเนินงานร่วมกับศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในการสร้างกลไกรับมือภัยพิบัติอย่างมีประสิทธิภาพในระดับพื้นที่
               นายโกเมศ พุทธสอน กล่าวว่า จากรายงาน Climate Risk Index 2026 ของ Germanwatch ดัชนีความเสี่ยงจากสภาพอากาศสุดขั้วของไทยในปี 2024 พุ่งสูงขึ้นมาอยู่อันดับที่ 17 ของโลก จากอันดับที่ 72 ในปี 2022 สะท้อนว่าวิกฤตโลกเดือดและสถานการณ์ซูเปอร์เอลนีโญกำลังทวีความรุนแรงจนอาจเกินขีดความสามารถในการปรับตัวในปัจจุบัน กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.) จึงเร่งนำตัวชี้วัดเป้าหมายการปรับตัวระดับโลก (Global Goal on Adaptation: GGA) หรือ Belém Adaptation Indicators ทั้ง 59 ตัวชี้วัด จากเวที COP30 มาปรับใช้ให้สอดคล้องกับบริบทของประเทศ เพื่อเชื่อมโยงกับการพัฒนาดัชนีความเสี่ยงระดับพื้นที่ และสร้างความยืดหยุ่นให้ชุมชน ระบบนิเวศ และภาคเศรษฐกิจสามารถฟื้นตัวจากผลกระทบได้อย่างยั่งยืน
               สำหรับการพัฒนาศักยภาพพื้นที่ต้นแบบตามแผนการปรับตัวแห่งชาติ (NAP) ในครั้งนี้ประกอบด้วย 2 พื้นที่ ได้แก่ ด้านการท่องเที่ยว พื้นที่ทะเลน้อย จังหวัดพัทลุง พื้นที่ชุ่มน้ำที่สำคัญระหว่างประเทศที่เผชิญภัยแล้งและน้ำหลาก ซึ่งได้มีการพัฒนาความรู้ด้านการปรับตัวฯ จัดตั้ง “ประชาคมท่องเที่ยวทะเลน้อย–พนางตุง” และ “ปฏิทินและเส้นทางท่องเที่ยว” บูรณาการความร่วมมือระหว่างชุมชนกับภาครัฐนำไปสู่การจัดการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนและยืดหยุ่นต่อสภาพภูมิอากาศ และ ด้านสาธารณสุข ชุมชนบ้านเมืองเพีย ตำบลเมืองเพีย จังหวัดขอนแก่น พื้นที่เสี่ยงภัยคลื่นความร้อนสูง โดยประยุกต์ใช้นวัตกรรมที่เข้ากับภูมิปัญญาท้องถิ่น เช่น นำนวัตกรรม 3 Cool มาประยุกต์ใช้ ได้แก่ Cool Room (ห้องปลอดความร้อน) Cool Land (พื้นที่ร่มรื่น) Cool LANN (ลานสุขภาพ) รวมถึงบ้านต้นแบบ “บ้านร่มเย็น” สร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม พร้อมสร้างความรู้และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมรับมือและลดผลกระทบจากความร้อน ลดผลกระทบทางสุขภาพในกลุ่มเปราะบาง พร้อมขยายผลสู่ชุมชนให้ครอบคลุมพื้นที่ใกล้เคียง
               ภายในงานมีผู้แทนหน่วยงาน 6 สาขาหลักตามแผน NAP ภาควิชาการ และเยาวชนเข้าร่วมกว่า 100 คน
               โดยกิจกรรมสำคัญประกอบด้วยการนำเสนอผลงานวิชาการเชิงลึกจากคณะที่ปรึกษาฯ นำเสนอภาพรวมผลการดำเนินโครงการฯ พร้อมด้วย เจาะลึกบทเรียนความสำเร็จของการพัฒนาแนวทางปรับตัวในพื้นที่ต้นแบบด้านสาธารณสุขและท่องเที่ยวข้างต้น เพื่อเป็นแนวทางในการนำไปประยุกต์และขยายผลในพื้นที่อื่น
               นอกจากนี้ ยังมีเวทีเสวนาไฮไลท์หัวข้อ “รับมือกับภาวะโลกเดือดอย่างยั่งยืน: จากนโยบายสู่การปฏิบัติด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” โดยนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญ มาร่วมพูดคุยในประเด็นที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ Nature-based Solutions (NbS) จะช่วยให้ประเทศไทยป้องกัน/ปรับตัวกับภาวะโลกเดือดและเอลนีโญได้อย่างไร ระบบสาธารณสุขที่ยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การปกป้องสุขภาพประชาชนในยุคภาวะโลกเดือด และการบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งได้รับความสนใจและเกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างกว้างขวางเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติจริงในระดับพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ร่วมบรรยายหัวข้อ “ทิศทางนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและยุทธศาสตร์การลดก๊าซเรือนกระจกสำหรับภาคธุรกิจไทย” ในการสัมมนาของ Air Asia

               เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นวิทยากรบรรยายหัวข้อ “ทิศทางนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และยุทธศาสตร์การลดก๊าซเรือนกระจกสำหรับภาคธุรกิจไทย” ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและยุทธศาสตร์ด้านการลดก๊าซเรือนกระจกที่เกี่ยวข้องในภาคการบิน เพื่อเตรียมรับมือกับผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นกับธุรกิจโดยมีกรรมการบริหารและเจ้าหน้าที่บริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น จำกัด (มหาชน) จำนวน 15 คน เข้าร่วมการประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์
               ดร.พิรุณ ได้บรรยายถึงความสำคัญของการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมทั้งนโยบายและการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย ได้แก่ เป้าหมายและแนวทางการดำเนินงานของไทย เช่น การมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด ฉบับที่ 2 (NDC3.0) ยุทธศาสตร์ระยะยาวในการพัฒนาแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำของประเทศไทย (LT-LEDS) และสาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. โดยที่ประชุมได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและซักถามในประเด็นสำคัญ อาทิ แนวทางการบูรณาการการดำเนินงานระหว่างกรมฯ กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการผลักดันการใช้เชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) ซึ่งได้มีการประสานความร่วมมือกับกระทรวงพลังงาน กระทรวงคมนาคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง ผ่านกระบวนการปรับปรุง LT-LEDS เพื่อกำหนดทิศทางและมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคการบินให้สอดคล้องกับบริบทของประเทศ นอกจากนี้ ยังหารือเกี่ยวกับแนวทางการเพิ่มปริมาณและยกระดับคุณภาพของคาร์บอนเครดิตภายใต้มาตรฐาน Premium T-VER เพื่อรองรับความต้องการของตลาดคาร์บอนที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ อันจะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ในปี ค.ศ. 2050

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”