กรมลดโลกร้อน จัดอบรมการใช้งาน E-SARABAN และ E-SIGNATURE

               เมื่อวันพุธที่ 11 มีนาคม 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วยนายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม คณะผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ ร่วมอบรมการใช้งานระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ (E-SARABAN) และระบบลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ (E-SIGNATURE) โดยผู้พัฒนาระบบ E-SARABAN นายวรคุณ วิจิตรกุลสวัสดิ์ เป็นวิทยากรในการบรรยายการใช้งานระบบ ณ ห้องประชุมอารีย์สัมพันธ์ อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เพื่อเป้าหมายในการลดใช้กระดาษ เพิ่มความคล่องตัวสะดวกรวดเร็วในการปฏิบัติงาน และยกระดับการบริหารจัดการเอกสารของกรมฯ ให้ก้าวสู่ระบบเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ (e-Document) อย่างเป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพ สอดรับกับแนวทางการปฏิบัติงานในยุคดิจิทัล

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและคู่มือแนวทางการเข้าถึงแหล่งงบประมาณในประเทศและระหว่างประเทศ สำหรับหน่วยงานด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

               ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและคู่มือแนวทางการเข้าถึงแหล่งงบประมาณในประเทศและระหว่างประเทศสำหรับหน่วยงานด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ประเด็นสำคัญ ได้แก่
               📌หัวใจสำคัญ: สิ่งที่แหล่งทุนมองหาในข้อเสนอโครงการ
               📌การสร้างเหตุผลของโครงการ (Climate Rationale)
               📌ข้อจำกัดและอุปสรรคหลักของการของบประมาณ
               📌ข้อมูลแหล่งทุนสำหรับโครงการด้านการปรับตัวฯ
               📌 6 ขั้นตอนพิชิตแหล่งทุนเพื่อการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
📥 ดาวน์โหลดเอกสารได้ที่:
👉 https://www.dcce.go.th/media/19262/
ร่วมยกระดับศักยภาพการพัฒนาโครงการ เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งงบประมาณ และเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ประเทศไทยในระยะยาว 🌏

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ต้อนรับคณะนางสาวไทย ประจำปี 2569 และมอบแนวทางการดำเนินงานในฐานะ Miss Climate Change 2026

               วันที่ 11 มีนาคม 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และคณะผู้บริหาร ให้การต้อนรับ คณะนางสาวไทย ประจำปี 2569 และ Miss Climate Change 2026 นำโดย นางปิยาภรณ์ แสนโกศิก ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ทีพีเอ็น โกลบอล จำกัด ผู้ถือสิทธิ์จัดการประกวดนางสาวไทย นางสาวจิราภรณ์ ศาลาแดง นางสาวไทย ประจำปี 2569 นางสาวฤชาทร กิตติพรพานิช รองอันดับ 1 นางสาวปวีณา เนียมรักษา รองอันดับ 2 นางสาวณัฐวดี กาญจนโอภาษ รองอันดับ 3 และนางสาวรุ่งระวี ฉิมชาญเวช รองอันดับ 4 ได้เข้าพบอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมเพื่อรับฟังนโยบาย และแนวทางในการปฏิบัติหน้าที่ Miss Climate Change 2026 ณ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม
               ในการเข้าพบครั้งนี้ อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ได้แสดงความยินดีกับ นางสาวไทย ประจำปี 2569 และ Miss Climate Change 2026 ทุกท่านที่ได้รับตำแหน่งในปีนี้ และขอบคุณที่เข้ามามีส่วนร่วมในการทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงสำคัญในการสื่อสารและสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมมอบแนวทางการดำเนินงานในฐานะ Miss Climate Change 2026 เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการนำไปสู่เป้าหมายการพัฒนาประเทศไทยอย่างยั่งยืนบนแนวทางของเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และการมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ประชุมเปิดตัวโครงการศึกษาการยกระดับการจัดทําบัญชีก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย ประจําปีงบประมาณ พ.ศ. 2569

               เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2569 กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.) ร่วมกับคณะสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดการประชุมเปิดตัวโครงการศึกษาการยกระดับการจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เวลา 08.30–12.00 น. โดยมีนายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธาน พร้อมด้วยนายศิวัช แก้วเจริญ ผู้อำนวยการกองขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจก และเจ้าหน้าที่ สส. เข้าร่วมการประชุมพร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับภาคเกษตร รวมจำนวน 53 คน ณ ห้องประชุม 303–304 ชั้น 3 อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และผ่านการประชุมทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์
               การประชุมในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทบทวนกระบวนการประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การจัดเก็บและรวบรวมข้อมูลกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนการพัฒนาค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่มีความเฉพาะของประเทศ ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความน่าเชื่อถือของข้อมูลบัญชีก๊าซเรือนกระจก และสามารถนำไปใช้เป็นฐานข้อมูลสำคัญในการกำหนดนโยบายและมาตรการ ลดก๊าซเรือนกระจกในภาคเกษตรของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยที่ผ่านมาประเทศไทยพัฒนาและปรับปรุงกระบวนการจัดเก็บ และรายงานข้อมูลบัญชีก๊าซเรือนกระจกอย่างต่อเนื่องส่งผลให้มีองค์ความรู้ งานวิจัย และข้อมูลสนับสนุนด้านการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในภาคเกษตร ซึ่งเป็นภาคส่วนที่มีความซับซ้อนในการประเมิน และเป็นภาคส่วนที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากเป็นลำดับที่ 2 ของประเทศ รองจากภาคพลังงาน (รายงานความโปร่งใสรายสองปี ฉบับที่ 1, 2565) อย่างไรก็ตาม แม้จะมีความก้าวหน้าและความพร้อมของข้อมูลเพิ่มขึ้นในหลายด้าน แต่ยังมีความจำเป็นที่จะต้องเสริมสร้างความครบถ้วนและรายละเอียดของข้อมูลในบางกิจกรรมให้สอดคล้องกับแนวทางของคู่มือ IPCC ให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ภาคเกษตรนับเป็นภาคส่วนที่มีบทบาทสำคัญต่อโครงสร้างการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ และเป็นภาคส่วนหลักที่สามารถนำข้อมูลไปใช้ประกอบการกำหนดนโยบายและมาตรการลดก๊าซเรือนกระจกในระดับประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

สส. จัดประชุมคณะทำงานขับเคลื่อนการประเมินองค์กรคุณธรรมของสำนักงานเลขานุการกรม กลุ่มตรวจสอบภายใน กลุ่มพัฒนาระบบบริหาร กลุ่มงานจริยธรรม และกลุ่มกฎหมาย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ครั้งที่ 2/2569

กรมลดโลกร้อน จัดประชุมกลุ่มย่อย (Focus Group) เพื่อหารือต่อการปรับปรุงยุทธศาสตร์ระยะยาว ในการพัฒนาแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำของประเทศไทย ครั้งที่ 2

               กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับหน่วยวิจัยด้านพลังงานที่ยั่งยืนและสิ่งแวดล้อมสรรค์สร้างแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดการประชุมกลุ่มย่อย (Focus Group) เพื่อหารือต่อการปรับปรุงยุทธศาสตร์ระยะยาวในการพัฒนาแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำของประเทศไทย ครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 9-10 มีนาคม 2569 ณ ห้องประชุม Jubilee ชั้น 19 โรงแรม เดอะ ควอเตอร์ รัชโยธิน บาย ยูเอชจี โดยมี ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธาน พร้อมด้วยนายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และนายกิตติศักดิ์ พฤกษ์กานนท์ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และความร่วมมือระหว่างประเทศ และเจ้าหน้าที่ สส. เข้าร่วมการประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและภาคเอกชน จำนวนรวม 149 คน
               การประชุมในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหารือในประเด็นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสาขาการผลิตไฟฟ้า ระหว่างกรอบเวลา พ.ศ. 2573 – 2593 (ค.ศ. 2030 – 2050) และมาตรการลดก๊าซเรือนกระจกในสาขาพลังงานและกระบวนการทางอุตสาหกรรมและการใช้ผลิตภัณฑ์ (IPPU) ซึ่งที่ประชุมได้ให้ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับศักยภาพการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย ระยะเวลาในการยุติการใช้ถ่ายหินในโรงไฟฟ้าแม่เมาะ ศักยภาพในการใช้เชื้อเพลิงไฮโดรเจนในการผลิตไฟฟ้า แนวทางการใช้ปูนซีเมนต์ LC3 ในการผลิตปูนซีเมนต์ และการใช้เชื้อเพลิงขยะ (RDF) ทดแทนการใช้ถ่านหินในอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ ซึ่งผลการประชุมในครั้งนี้จะนำมาประกอบการพิจารณาปรับปรุงยุทธศาสตร์ระยะยาวในการพัฒนาแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำของประเทศไทยให้ครบถ้วนสมบูรณ์ และนำมาหารืออีกครั้งในการประชุมกลุ่มย่อย (Focus Group) เพื่อหารือต่อการปรับปรุงยุทธศาสตร์ระยะยาวในการพัฒนาแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำของประเทศไทย ครั้งที่ 3 รายสาขา ในช่วงปลายเดือนมีนาคม พ.ศ. 2569 ก่อนเข้าสู่กระบวนการรับฟังความคิดเห็นในประเด็นด้านผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมในช่วงเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569 ต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

พลังการบริโภคและการเงินสีเขียวในชีวิตประจำวัน

               วิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ทำให้ประเด็นการใช้ทรัพยากรและรูปแบบการบริโภคกลายเป็นวาระสำคัญในระดับโลก สหประชาชาติจึงกำหนด เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน เป้าหมายที่ 12 (SDG 12: Responsible Consumption and Production) เพื่อส่งเสริมการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน และผลักดันการเปลี่ยนผ่านจากระบบเศรษฐกิจแบบเส้นตรงไปสู่ เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ซึ่งเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนมีบทบาทโดยตรงในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมผ่านการตัดสินใจในชีวิตประจำวัน
               การบริโภคอย่างยั่งยืนไม่ได้หมายถึงการลดการใช้จ่ายเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงการเลือกสินค้าและบริการโดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตลอดวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่แหล่งที่มาของวัตถุดิบ กระบวนการผลิต การใช้งาน ไปจนถึงการจัดการหลังการใช้งาน พฤติกรรมที่สะท้อนแนวคิดนี้ ได้แก่ การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มี ฉลากด้านสิ่งแวดล้อม เช่น ฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 หรือฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ ซึ่งช่วยให้ผู้บริโภคใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจได้อย่างเหมาะสม
               นอกจากนี้ หลักการ 5R ได้แก่ Refuse, Reduce, Reuse, Repair และ Recycle ยังเป็นกรอบสำคัญในการจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการปฏิเสธการใช้สินค้าที่ใช้ครั้งเดียวทิ้ง และการซ่อมแซมเพื่อยืดอายุการใช้งานของสิ่งของ ซึ่งช่วยลดปริมาณของเสียและการใช้ทรัพยากรใหม่ ควบคู่กับการบริโภคอาหารอย่างยั่งยืน เช่น การลดขยะอาหาร และการเลือกบริโภคอาหารท้องถิ่นหรืออาหารตามฤดูกาล เพื่อลดการใช้พลังงานในกระบวนการขนส่ง
               ขณะเดียวกัน การขับเคลื่อนความยั่งยืนในวงกว้างจำเป็นต้องอาศัยกลไกด้านเงินทุน แนวคิด การเงินสีเขียว (Green Finance) จึงมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงการบริหารจัดการเงินส่วนบุคคลเข้ากับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยหมายถึงการใช้เครื่องมือทางการเงินเพื่อสนับสนุนกิจกรรมหรือการลงทุนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ในบริบทของประเทศไทย สถาบันการเงินและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเริ่มส่งเสริมผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่สนับสนุนการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เช่น กองทุนที่คำนึงถึงปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) รวมถึงสินเชื่อเพื่อการใช้พลังงานสะอาดในครัวเรือน ซึ่งช่วยลดภาระต้นทุนเริ่มต้นและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ
               อย่างไรก็ตาม การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสีเขียวยังคงเผชิญความท้าทาย โดยเฉพาะ ช่องว่างระหว่างความตระหนักและการลงมือปฏิบัติ (Value–Action Gap) ซึ่งได้รับอิทธิพลจากปัจจัยด้านราคา ความสะดวก และการเข้าถึงข้อมูลที่เชื่อถือได้ การสนับสนุนจากภาครัฐผ่านมาตรการจูงใจ การให้ข้อมูลที่โปร่งใส และการเสริมสร้างความรู้ด้านการเงินเพื่อความยั่งยืน จึงมีบทบาทสำคัญในการทำให้การบริโภคและการเงินสีเขียวเข้าถึงได้ง่ายขึ้นสำหรับประชาชนทุกกลุ่ม
               ท้ายที่สุด พลังการบริโภคและการเงินสีเขียวในชีวิตประจำวันสะท้อนบทบาทของภาคประชาชนในฐานะฟันเฟืองสำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืน เมื่อการตัดสินใจของผู้บริโภคและทิศทางของภาคการเงินเดินไปในทิศทางเดียวกัน พฤติกรรมเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวันสามารถรวมพลังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระยะยาวได้อย่างเป็นรูปธรรม

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

แหล่งที่มา :
• United Nations – Sustainable Development Goal 12
• ศูนย์วิจัยและสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG Move)
• คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน
• มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (หลักการ 5R)
• งานวิชาการด้านการเงินสีเขียว มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

กรมลดโลกร้อน ร่วมกับ อบก. ประชุมหารือการปรับปรุงวิธีการคำนวณการลดก๊าซเรือนกระจกและค่า Emission Factor สำหรับติดตามผลการลดก๊าซเรือนกระจกจากมาตรการสาขาพลังงาน

               วันนี้ (10 มีนาคม 2569) นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.) เป็นประธานการประชุมหารือการปรับปรุงวิธีการคำนวณการลดก๊าซเรือนกระจก และค่า Emission Factor สำหรับติดตามผลการลดก๊าซเรือนกระจกจากมาตรการสาขาพลังงาน พร้อมด้วยนายศิวัช แก้วเจริญ ผู้อำนวยการกองขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจก นางนิติภา วรพันธ์ตระกูล ผู้อำนวยการกลุ่มประเมินผลการลดก๊าซเรือนกระจก หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสาขาพลังงานและเจ้าหน้าที่ สส. รวมทั้งสิ้น 35 คน ณ ห้องประชุม 202 ชั้น 2 อาคารกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
               การประชุมฯ ในครั้งนี้ได้มีการหารือการปรับปรุงวิธีการคำนวณการลดก๊าซเรือนกระจกและค่า Emission Factor สำหรับติดตามประเมินผลการลดก๊าซเรือนกระจกจากมาตรการพลังงานทดแทน และมาตรการอนุรักษ์พลังงานและการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพลังงานไฟฟ้ากิจกรรมสำหรับใช้ในการประเมินค่า Emission Factor ผลการติดตามประเมินผลการลดก๊าซเรือนกระจกมาตรการเกณฑ์มาตรฐานประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (Energy Code) ของอาคาร ปี พ.ศ. 2567 ข้อจำกัด ช่องว่าง ในการติดตามประเมินผลการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศเพื่อให้บรรลุตามเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก (NDC2.0) ณ ปี พ.ศ. 2573 พร้อมทั้งรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการปรับปรุงวิธีการคำนวณและการกำหนดค่า Emission Factor ซึ่งนำไปสู่การพัฒนาระบบติดตามรายงานผลการลดก๊าซเรือนกระจกที่มีความน่าเชื่อถือ โปร่งใส และเป็นการยกระดับประสิทธิภาพการติดตามผลการดำเนินมาตรในการลดก๊าซเรือนกระจกสาขาพลังงานต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

ประกาศผู้ชนะการเสนอราคา จ้างเหมาบริการรถยนต์ จำนวน ๑ คัน พร้อมพนักงานขับรถ โดยวิธีเฉพาะเจาะจง

ใบสั่งจ้าง กลก. 015 (นายนิพนธ์ เรืองซื่อ)

มาตรการลดการใช้พลังงานและน้ำมันเชื้อเพลิงในหน่วยงาน ประหยัดพลังงานเพื่อความมั่นคงของประเทศ

               ตามที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 มีมติเห็นชอบมาตรการเร่งด่วนเพื่อรับมือกับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพด้านพลังงานของโลกและของประเทศไทย โดยได้กำหนดแนวทางให้หน่วยงานภาครัฐดำเนินมาตรการประหยัดพลังงานและปรับรูปแบบการปฏิบัติงานให้เหมาะสมกับสถานการณ์ เช่น การส่งเสริมการปฏิบัติงานนอกสถานที่ (Work from Home) ตามความเหมาะสม การรณรงค์ให้บุคลากรภาครัฐสวมใส่เครื่องแต่งกายแบบ Cool Mode เพื่อลดการใช้พลังงานจากเครื่องปรับอากาศ การกำหนดอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศภายในหน่วยงานไว้ที่ 26-27 องศาเซลเซียส รวมทั้งการระงับการเดินทางไปศึกษาดูงานในต่างประเทศของเจ้าหน้าที่รัฐในช่วงสถานการณ์ดังกล่าว เพื่อช่วยลดการใช้พลังงานและค่าใช้จ่ายของภาครัฐโดยรวม
               จากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นแหล่งผลิตและส่งออกน้ำมันดิบที่สำคัญของโลก อาจก่อให้เกิดความไม่แน่นอนด้านพลังงานในตลาดโลก ประกอบกับกระทรวงพลังงานได้ประกาศเฝ้าระวังสถานการณ์ฉุกเฉินด้านพลังงาน และขอความร่วมมือทุกภาคส่วนให้ใช้พลังงานอย่างประหยัด เพื่อลดผลกระทบต่อความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ
               ดังนั้น เพื่อให้การใช้พลังงานในหน่วยงานภาครัฐเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน และเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ภาคเอกชนและประชาชน กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม จึงกำหนดมาตรการลดการใช้พลังงานในหน่วยงาน โดยให้ทุกหน่วยงานในสังกัดถือปฏิบัติ ดังต่อไปนี้
ประหยัดพลังงานไฟฟ้า 💡
🔹 ปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศที่ 26 องศาเซลเซียส และปิดหรือเปิดก่อนใช้งาน 30 นาที
🔹 ปิดไฟและเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็น
🔹 ปิดหน้าจอคอมพิวเตอร์ในเวลาพักเที่ยง
🔹 ถอดปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าเมื่อไม่ใช้งาน
🔹 สวมเสื้อผ้า Cool Mode แทนการเร่งความเย็นเครื่องปรับอากาศ
🔹 ขึ้น-ลง 1-2 ชั้นโดยใช้บันไดแทนลิฟต์
🔹 ทำความสะอาดแผ่นกรองอากาศ คอยล์เย็น และคอยล์ร้อนอย่างสม่ำเสมอ
🔹 หลีกเลี่ยงการใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ใช้พลังงานสูงโดยไม่จำเป็น
ประหยัดการใช้น้ำมัน 🚗
🔸 ใช้งานรถราชการตามความจำเป็นและประหยัด
🔸 ส่งเสริมการประชุมผ่านระบบ Video Conference
🔸 ใช้ระบบ Carpool หรือหันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะ
🔸 work from home ตามความเหมาะสม ต้องไม่กระทบประสิทธิภาพงาน
🔸 ตรวจสอบสภาพยานพาหนะ เครื่องยนต์ น้ำมันหล่อลื่น แผ่นกองอากาศ ไส้กรองน้ำมัน ลมยาง อย่างสม่ำเสมอ
🔸 นำระบบ E-government มาใช้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เพื่อลดการเดินทางของประชนที่ต้องเข้ามาติดต่อหน่วยงาน และใช้เทคโนโลยีต่างๆ เพื่อทดแทนการเดินทาง เช่น ระบบ Online Meeting หรือการส่งหนังสือระหว่างหน่วยงานทางอิเล็กทรอนิกส์

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”