5 ขั้นตอน ประเมินความคุ้มค่าของโครงการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ

               วิกฤตการณ์สภาพภูมิอากาศในปัจจุบัน ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาเรื่องอุณหภูมิที่สูงขึ้น ภัยแล้ง น้ำท่วม หรือพายุรุนแรงเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องโดยตรงกับ “งบประมาณของประเทศ” และ “คุณภาพชีวิตของประชาชน” เพราะรัฐบาลจำเป็นต้องใช้งบประมาณจำนวนมหาศาลเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้สังคมสามารถอยู่รอดและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศได้ จึงไม่ใช่เพียงว่า “รัฐใช้งบประมาณเท่าไร” แต่คือ “งบประมาณเหล่านั้นถูกใช้ได้ตรงจุดและคุ้มค่าหรือไม่” โดยเฉพาะในยุคที่ทุกบาททุกสตางค์มาจากภาษีของประชาชน การติดตามเส้นทางการใช้เงินด้านภูมิอากาศจึงกลายเป็นเรื่องจำเป็น

               แนวทางจากธนาคารโลก (World Bank) และคู่มือของโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ได้เสนอหลักการสำคัญในการ “ตามรอยเงิน” สำหรับโครงการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งสามารถสรุปได้เป็น 5 ขั้นตอน ดังนี้
               1. การคัดกรองว่าโครงการใดเป็น “โครงการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ” อย่างแท้จริง เพราะในหลายกรณี โครงการพัฒนาทั่วไปอาจถูกนำมาอ้างว่าเกี่ยวข้องกับภูมิอากาศ ทั้งที่ไม่ได้ช่วยลดความเสี่ยงให้ประชาชนโดยตรง เกณฑ์สำคัญที่ใช้พิจารณามี 3 ประเด็น ได้แก่ โครงการต้องระบุความเสี่ยงด้านภูมิอากาศอย่างชัดเจน เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ง หรือคลื่นความร้อน ต้องแสดงวัตถุประสงค์ว่าจะช่วยลดความเสี่ยงดังกล่าวอย่างไร กิจกรรมของโครงการต้องเชื่อมโยงกับปัญหาที่ต้องการแก้จริง การระบุโครงการอย่างชัดเจนช่วยให้การใช้งบประมาณมีเป้าหมายที่ตรวจสอบได้ และลดปัญหาการใช้งบประมาณแบบไม่ตรงประเด็น
               2. การจัดประเภทงบประมาณผ่านระบบ Climate Budget Tagging (CBT) ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้รัฐสามารถมองเห็นว่า งบประมาณส่วนใดถูกใช้เพื่อการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศจริง ระบบนี้จะกำหนด “น้ำหนัก” ของโครงการตามระดับความเกี่ยวข้อง อาทิ โครงการที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการปรับตัว เช่น ระบบเตือนภัยล่วงหน้า หรือฐานข้อมูลสภาพภูมิอากาศ อาจได้รับการนับงบประมาณ 100% โครงการที่มีเป้าหมายร่วม เช่น การพัฒนาเกษตรที่ช่วยทั้งเพิ่มรายได้และรับมือภัยแล้ง อาจได้รับการนับเพียงบางส่วน และโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่มีการผนวกมาตรการปรับตัวเข้าไป เช่น ถนนที่ออกแบบให้รองรับน้ำทะเลหนุน อาจนับเฉพาะต้นทุนส่วนเพิ่มด้านการปรับตัว แนวทางนี้ช่วยลดการรายงานตัวเลขงบประมาณเกินจริง ทำให้เห็นภาพรวมของการลงทุนด้านภูมิอากาศได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
               3. การติดตามว่าเงินถูกส่งต่อไปยังหน่วยงานใดและถูกใช้จริงอย่างไร แนวคิดเรื่อง “เส้นทางการไหลของเงิน” ช่วยให้สามารถตรวจสอบได้ว่า งบประมาณที่ตั้งไว้ถูกใช้ตามวัตถุประสงค์หรือไม่ รวมถึงลดความเสี่ยงด้านความไม่โปร่งใส ในประเทศไทยแนวทางสำคัญที่กำลังได้รับความสนใจ คือ การจัดตั้ง “กองทุนการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” หรือ Climate Fund ภายใต้ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. … ซึ่งช่วยให้เงินด้านภูมิอากาศถูกจัดสรรอย่างเป็นระบบและตรวจสอบได้ง่ายขึ้น หากมีกลไกกำกับดูแลที่เปิดให้หลายภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม ก็จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนได้มากขึ้นว่าเงินถูกใช้เพื่อประโยชน์สาธารณะอย่างแท้จริง
               4. การประเมินความคุ้มค่า การใช้งบประมาณด้านภูมิอากาศไม่ควรวัดเพียงว่า “ใช้เงินไปเท่าไร” แต่ต้องประเมินด้วยว่า “ผลลัพธ์ที่ได้คุ้มค่าหรือไม่” หลักการประเมินความคุ้มค่า หรือ Value for Money (VfM) มักพิจารณาจากแนวคิด 4Es ได้แก่ ความประหยัด (Economy) ประสิทธิภาพ (Efficiency) ประสิทธิผล (Effectiveness) และความเท่าเทียม (Equity) นอกจากนี้ ยังมีเครื่องมือวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์ เช่น การวิเคราะห์ต้นทุน – ผลประโยชน์ (Cost-Benefit Analysis: CBA) หรือการประเมินผลตอบแทนทางสังคม (Social Return on Investment: SROI) การประเมินเหล่านี้ช่วยให้รัฐสามารถเปรียบเทียบได้ว่า มาตรการใดให้ผลลัพธ์ดีที่สุด และควรได้รับการสนับสนุนในระยะยาว
               5. การรายงานผลลัพธ์ คือ เปลี่ยนจากการ “นับกิจกรรม” ไปสู่การ “วัดผลลัพธ์” ที่ผ่านมา หลายโครงการมักรายงานผลสำเร็จจากจำนวนสิ่งที่สร้างขึ้น เช่น จำนวนเขื่อน จำนวนคลอง หรือจำนวนกิจกรรมอบรม แต่ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้สะท้อนว่า ประชาชนมีความปลอดภัยมากขึ้นจริงหรือไม่ ตัวชี้วัดที่มีความหมายมากกว่า เช่น จำนวนวันที่น้ำท่วมลดลง ความเสียหายทางเศรษฐกิจที่ลดลง รายได้ของเกษตรกรที่มีเสถียรภาพมากขึ้น คุณภาพชีวิตของประชาชนดีขึ้น การวัดผลลัพธ์เช่นนี้ช่วยให้เห็นผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงและสะท้อนทั้งผลดีและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ

               สิ่งสำคัญที่สุดของการติดตามงบประมาณด้านภูมิอากาศ คือ “ความโปร่งใส” และ “การมีส่วนร่วมของประชาชน” ข้อมูลการใช้งบประมาณควรถูกเปิดเผยในรูปแบบที่ประชาชนเข้าใจได้ง่าย ไม่ควรถูกเก็บไว้เฉพาะในรายงานทางราชการที่เข้าถึงยาก และสามารถร่วมตรวจสอบได้ เพราะในยุคที่โลกกำลังเผชิญความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้นทุกปี การใช้เงินอย่างตรงจุดและคุ้มค่า ไม่ใช่เพียงเรื่องของการบริหารงบประมาณ แต่คือการลงทุนเพื่อความอยู่รอดและอนาคตของสังคมโดยรวม

แหล่งอ้างอิง
1. กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม
2. โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (United Nations Development Programme: UNDP)
3. กองทุนด้านการปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Adaptation Fund)

พร้อมแค่ไหนเมื่อภัยมา ประเมินความยืดหยุ่น ชุมชนพื้นที่ต้นแบบที่พร้อมรับมือทุกวิกฤต

               ในวันที่โลกต้องเผชิญกับความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศอย่างรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม ภัยแล้ง โรคระบาด หรือคลื่นความร้อน การพัฒนาชุมชนให้ “สวยงาม” เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป สิ่งสำคัญที่ทุกพื้นที่ต้องมีควบคู่กัน คือ “ความยืดหยุ่น” หรือ Resilience ซึ่งหมายถึงความสามารถของชุมชนในการเตรียมพร้อม รับมือ และฟื้นตัวจากวิกฤตได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืน
               การประเมินความยืดหยุ่นของชุมชน เป็นเครื่องมือสำคัญในการค้นหาจุดแข็ง จุดอ่อน และกำหนดแนวทางรับมือกับความเสี่ยงในอนาคต โดยต้องพิจารณาหลายมิติ ทั้งทรัพยากรธรรมชาติ ระบบสาธารณูปโภค เศรษฐกิจท้องถิ่น ความร่วมมือของคนในชุมชน ตลอดจนศักยภาพของหน่วยงานภาครัฐในการจัดการภัยพิบัติ
               ชุมชนต้นแบบที่มีการปรับตัวอย่างน่าสนใจคือ “ทุ่งรังสิต” จังหวัดปทุมธานี พื้นที่เกษตรกรรมรอยต่อ เมืองที่เผชิญทั้งปัญหาน้ำเสีย ขยะ และผลกระทบจากโควิด-19 ได้นำเครื่องมือ Community-Based Resilience Analysis หรือ CoBRA มาใช้ประเมินศักยภาพของชุมชนที่มีผลความยืดหยุ่นในระดับปานกลาง จุดแข็งสำคัญ คือความหลากหลายของอาชีพและการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร แต่ยังมีความเปราะบางจากการขยายตัวของเมืองที่รวดเร็ว จนส่งผลต่อพื้นที่เกษตรและวิถีชีวิตดั้งเดิม
               อีกตัวอย่างหนึ่งคือ “เกาะกลาง” จังหวัดกระบี่ พื้นที่ชุมชนมุสลิมที่มีเสน่ห์ด้านวัฒนธรรมและธรรมชาติ ต้องเผชิญกับปัญหาน้ำทะเลหนุนสูง ใช้แนวทางการปรับตัวโดยอาศัยระบบนิเวศ หรือ Ecosystem-based Adaptation (EbA) ผ่านการอนุรักษ์ป่าชายเลนเพื่อเป็นแนวป้องกันธรรมชาติ รวมถึงการปรับเปลี่ยนพันธุ์ข้าวให้เก็บเกี่ยวได้เร็วและลดความเสียหายจากน้ำเค็ม แนวทางดังกล่าวไม่เพียงช่วยให้ชุมชนอยู่รอด แต่ยังรักษาวิถีชีวิตและความงดงามของพื้นที่ไว้ได้ พร้อมต่อยอดสู่การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน
               ในระดับเมือง เทศบาลหลายแห่ง เช่น หาดใหญ่ อุดรธานี และภูเก็ต ได้นำเครื่องมือ Local Government Self-Assessment Tool หรือ LGSAT มาใช้ประเมินศักยภาพในการจัดการภัยพิบัติขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทำให้สามารถมองเห็นช่องว่างด้านงบประมาณ เทคโนโลยี และโครงสร้างพื้นฐาน นำไปสู่การพัฒนาเมืองสีเขียวและเมืองฟองน้ำ เพื่อลดความเสี่ยงจากน้ำท่วมและคลื่นความร้อนอย่างเป็นระบบ
               ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า “ความยืดหยุ่น” ไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง แต่คือความร่วมมือของคนในชุมชน ภาครัฐ และทุกภาคส่วนในการร่วมกันออกแบบอนาคตที่ปลอดภัยและยั่งยืน การติดตาม ประเมินผล และเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะเป้าหมายของการสร้างชุมชนที่ยั่งยืน ไม่ใช่เพียงการมีภูมิทัศน์ที่สวยงาม แต่คือการมีรากฐานที่แข็งแรงพอจะรับมือและก้าวผ่านทุกวิกฤตที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

แหล่งอ้างอิง
1. Disaster Resilience Framework, National Institute of Standards and Technology
2. Community-Based Resilience Analysis (CoBRA) to Hazard Disruption: Case Study of a Peri-Urban Agricultural Community in Thailand
3. Building and Measuring Community Resilience: Actions for Communities and the Gulf Research Program.

วัดผลอย่างไร เมื่อความเสียหายไม่ใช่เพียงตัวเลขทางการเงิน

               เมื่อกล่าวถึงภัยพิบัติจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภาพที่มักปรากฏในหนังสือหรือรายงานภาครัฐ คือ ตัวเลขความเสียหายทางเศรษฐกิจมูลค่าหลายพันล้านบาท ไม่ว่าจะเป็นบ้านเรือนที่พังเสียหาย พื้นที่เกษตรที่ถูกน้ำท่วม หรือโครงสร้างพื้นฐานที่ต้องใช้งบประมาณมหาศาลในการฟื้นฟู ในความเป็นจริงความสูญเสียที่ลึกซึ้งและรุนแรงที่สุดกลับเป็นสิ่งที่ไม่สามารถตีราคาเป็นตัวเงินได้ ที่เรียกว่า “ความสูญเสียและความเสียหายที่ไม่ใช่เชิงเศรษฐกิจ” (Non-Economic Loss and Damage: NELD) ครอบคลุมตั้งแต่การสูญเสียชีวิต สุขภาพจิตที่ย่ำแย่ การสูญสิ้นมรดกทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น การเสื่อมสลายของระบบนิเวศ ไปจนถึงการสูญเสียความสัมพันธ์ในชุมชนและความรู้สึกผูกพันต่อถิ่นฐาน สิ่งเหล่านี้แม้จะไม่มี “ราคาตลาด” แต่กลับเป็นรากฐานสำคัญของคุณภาพชีวิตมนุษย์ และเมื่อสูญเสียไปแล้ว บางครั้งไม่สามารถเยียวยาได้ด้วยเงินเพียงอย่างเดียว
               อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญคือ เราจะ “วัดผล” ความเสียหายที่ประเมินค่าไม่ได้เหล่านี้อย่างไร เพื่อให้เกิดการช่วยเหลือและวางนโยบายอย่างเหมาะสม ปัจจุบันจึงเริ่มมีการพัฒนาเครื่องมือและวิธีติดตามผล NELD ในหลายมิติ ทั้งการประเมินด้านสุขภาพจิตและคุณภาพชีวิตไม่ได้จำกัดเพียงจำนวนผู้เสียชีวิตหรือผู้บาดเจ็บอีกต่อไป แต่เริ่มใช้แบบประเมินมาตรฐานสากล WHO-5 วัดสุขภาวะทางจิตเชิงบวก และ Kessler 10 ประเมินระดับความทุกข์ทางจิตใจ เครื่องมือเหล่านี้สะท้อนว่าภัยพิบัติอาจทิ้งบาดแผลทางอารมณ์และความเครียดสะสมไว้กับชุมชน แม้เหตุการณ์จะผ่านไปนานแล้วก็ตาม ด้านทรัพยากรธรรมชาติและมรดกทางวัฒนธรรม เทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างภาพถ่ายดาวเทียมและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ถูกนำมาใช้ติดตามการเสื่อมสภาพของพื้นที่ป่าชายเลน แนวปะการัง หรือโบราณสถานสำคัญ ให้สามารถประเมินผลกระทบได้อย่างต่อเนื่อง ด้านทุนทางสังคม นักวิจัยจำนวนมากเริ่มให้ความสำคัญกับการลงพื้นที่และรับฟังเสียงของชุมชนผ่านกระบวนการ “Most Significant Change” (MSC) ซึ่งเป็นการเก็บเรื่องเล่าจากผู้ได้รับผลกระทบ เพื่อค้นหาว่าสิ่งใดคือคุณค่าที่ชุมชนหวงแหนที่สุด และภัยพิบัติได้พรากสิ่งเหล่านั้นไปอย่างไร
               กรณีศึกษาการกัดเซาะชายฝั่งในเขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร สะท้อนภาพของ NELD ได้อย่างชัดเจน ความเสียหายไม่ได้มีเพียงแค่พื้นที่ดินที่ถูกทะเลกลืนกิน แต่ยังรวมถึง “ทุนทางสังคม” ที่ค่อย ๆ พังทลายลง ชาวบ้านจำนวนมากไม่มีเงินเพียงพอสำหรับสร้างเขื่อนป้องกันคลื่น จึงต้องกู้หนี้เพิ่มขึ้น ขณะที่บางครัวเรือนพยายามสร้างแนวป้องกันน้ำด้วยตนเอง ส่งผลให้แรงคลื่นกระทบบ้านข้างเคียงและก่อให้เกิดความขัดแย้งในชุมชน ความสัมพันธ์ที่เคยช่วยเหลือเกื้อกูลกันกลับแตกร้าวลงจากการดิ้นรนเอาตัวรอด เช่นเดียวกับบทเรียนจากมหาอุทกภัยปีพ.ศ. 2554 แม้ความเสียหายทางเศรษฐกิจจะได้รับการสรุปและชดเชยไปแล้ว แต่ผลกระทบด้านสุขภาพจิตยังคงหลงเหลืออยู่ ผลการศึกษาพบว่า ผู้ที่เผชิญน้ำท่วมขังเป็นเวลานานกว่า 2 สัปดาห์ มีความเสี่ยงต่อภาวะป่วยทางจิตสูงกว่าปกติอย่างมีนัยสำคัญ ผู้สูงอายุจำนวนหนึ่งยังเผชิญปัญหาด้านความจำและการรับรู้ที่ถดถอยลงในระยะยาว ซึ่งเป็น “ความเสียหายแฝง” ที่แทบไม่ถูกนับรวมในระบบการเยียวยาแบบเดิม
               ในมิติสิ่งแวดล้อม ความร้อนในมหาสมุทรที่เพิ่มสูงขึ้นทำให้แนวปะการังของไทยเกิดปรากฏการณ์ฟอกขาวซ้ำซาก แนวปะการังไม่ใช่เพียงแหล่งท่องเที่ยวหรือทรัพยากรเศรษฐกิจ แต่ยังเป็น “มรดกทางธรรมชาติ” ที่หล่อเลี้ยงระบบนิเวศทางทะเล การสูญเสียเหล่านี้ไม่อาจฟื้นคืนได้ง่ายด้วยการปลูกปะการังใหม่เพียงอย่างเดียวจนสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพอย่างต่อเนื่อง จึงเริ่มมีการใช้เทคนิคธนาคารพันธุกรรมและการแช่แข็งตัวอ่อนเพื่อรักษาความหลากหลายของสายพันธุ์เอาไว้
               ดังนั้น การวัดความเสียหายที่ไม่ใช่ตัวเงินจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของสถิติหรือวิชาการ แต่เป็นหัวใจสำคัญของ “ความยุติธรรมทางภูมิอากาศ” เพราะช่วยให้สังคมมองเห็นว่า ผู้เปราะบางต้องแบกรับผลกระทบมากกว่าที่ตัวเลขทางเศรษฐกิจ สะท้อนการที่ประเทศไทยเริ่มนำตัวชี้วัดด้านสุขภาพจิต ภูมิปัญญาท้องถิ่น และความหลากหลายทางชีวภาพเข้าสู่แผนระดับชาติ ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้การเยียวยาในอนาคตครอบคลุมทุกมิติของความเป็นมนุษย์ ไม่ใช่เพียงการชดเชยด้วยตัวเลขทางการเงินเท่านั้น

แหล่งอ้างอิง
1. The case for a values-based understanding of loss and damage, the International Centre for Climate Change and Development (ICCCAD)
2. Non-Economic Loss and Damage in the Context of Climate Change Understanding the Challenges, German Development institute
3. The United Nations Framework Convention on Climate Change (UNFCCC)

กรมลดโลกร้อน ร่วมงานวันป่าชุมชนแห่งชาติ ปี 69 ชูแนวคิด “สร้างสุข สร้างรายได้ สร้างอนาคต” มุ่งเป้าป่าชุมชน 12,000 แห่งทั่วประเทศ สู่ฐานเศรษฐกิจสีเขียวที่ยั่งยืน

               วันที่ 25 พฤษภาคม 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ร่วมงาน “วันป่าชุมชนแห่งชาติ” ประจำปี พ.ศ. 2569 ภายใต้แนวคิด “Community Forest Based Wellness : ป่าชุมชน สร้างสุข สร้างรายได้ สร้างอนาคต” ณ ศูนย์สมุททานุภาพกองทัพเรือ จังหวัดชลบุรี โดยมี นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วย นายนริศ นิรามัยวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี และ นายอนันต์ ปรีดาสุทธิจิต สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จ. ชลบุรี ให้การต้อนรับ โอกาสนี้ ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คณะผู้บริหารในสังกัด หัวหน้าส่วนราชการ เจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ ตลอดจนเครือข่ายป่าชุมชนเข้าร่วมงาน โดยการจัดงานครั้งนี้ มุ่งเน้นส่งเสริมให้ประชาชนอยู่ร่วมกับป่าอย่างเกื้อกูลตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง พร้อมยกระดับป่าชุมชนกว่า 1.2 หมื่นแห่ง ให้เป็นรากฐานความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมของประเทศอย่างยั่งยืน
               นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) เปิดเผยว่า รัฐบาลโดยท่านนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีระกุล ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทรัพยากรป่าไม้ โดยเฉพาะการส่งเสริมบทบาทของชุมชนในการดูแลรักษาป่าตามพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. 2562 ซึ่งปัจจุบันมีการจัดตั้งป่าชุมชนกระจายอยู่ทุกภูมิภาคกว่า 12,000 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่ 7 ล้านไร่ มีประชาชนได้รับประโยชน์กว่า 5 ล้านครัวเรือน การจัดงานในครั้งนี้ จึงเป็นการแสดงออกถึงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย ที่ทรงวางรากฐานตามแนวพระราชดำริด้านการอนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรป่าไม้ มุ่งเน้นให้เกิดความสมดุลระหว่างการดูแลรักษาและการใช้ประโยชน์อย่างเกื้อกูล เพื่อให้ประชาชนสามารถอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างยั่งยืนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง อีกทั้งยังเป็นฐานทรัพยากรที่สำคัญในการกักเก็บคาร์บอน ช่วยลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อส่งต่อมรดกทางธรรมชาติที่สมบูรณ์นี้ให้แก่รุ่นลูกหลานต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ร่วมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมการดักจับคาร์บอนไดออกไซด์ ระดับนำร่อง และการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ของไทยสู่การปลดปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ระหว่าง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและสมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทย

               วันที่ 25 พฤษภาคม 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (อสส.) กล่าวแสดงความยินดีในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมการดักจับคาร์บอนไดออกไซด์ ระดับนำร่อง และการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ของไทยสู่การปลดปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ระหว่าง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดย ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทย (TCMA) โดย นายสุรชัย นิ่มละออ นายกสมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทย (TCMA) พร้อมด้วยนายศิวัช แก้วเจริญ ผู้อำนวยการกองขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจก และเจ้าหน้าที่ สส. ณ ห้อง 105 อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
               บันทึกข้อตกลงความร่วมมือฯ ฉบับนี้ เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “Decarbonization of the Cement and Concrete Sectors in Thailand” ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากรัฐบาลแคนาดา ผ่านหน่วยงาน Environment and Climate Change Canada (ECCC) โดยมีองค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (UNIDO) เป็นหน่วยบริหารโครงการ เพื่อผลักดันการลงทุนและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีลดคาร์บอนในภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะเทคโนโลยีดักจับคาร์บอน (Carbon Capture Technology) โดยทั้งสองฝ่ายจะร่วมดำเนินโครงการทดสอบและสาธิตหน่วยดักจับคาร์บอนไดออกไซด์แบบเคลื่อนที่ (Mobile Carbon Capture Unit) ในโรงงานอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ของบริษัทสมาชิก TCMA พร้อมทั้งร่วมกันพัฒนาองค์ความรู้ งานวิจัย บุคลากร และข้อมูลเชิงเทคนิค เพื่อรองรับการขยายผลเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำในระดับอุตสาหกรรมในอนาคต นอกจากนี้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจะทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาด้านวิชาการและเทคนิค สนับสนุนการออกแบบการทดลอง การวิเคราะห์ข้อมูล และการพัฒนาองค์ความรู้ ขณะที่ TCMA จะสนับสนุนสถานที่ บุคลากร และทรัพยากรสำหรับการติดตั้งและดำเนินงานภาคสนาม ความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญในการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาคอุตสาหกรรมและภาคการศึกษา เพื่อยกระดับขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำของประเทศไทย และเสริมบทบาทของไทยในระดับอาเซียนและเวทีโลกด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ อสส. ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนโดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของเทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอนคาร์บอนไดออกไซด์ (CCS) ที่จะขับเคลื่อนประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ CCS Hub Model เพื่อนำไปสู่การบรรลุเป้าหมาย Net Zero ในปี ค.ศ.2050

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

โครงการจัดทำระบบติดตามประเมินผลการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศถอดบทเรียน “พื้นที่ปฏิบัติที่ดี (Good Practices)” สาขาสาธารณสุข

🏥องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่
               พื้นที่เจอฤดูแล้งยาวนานและอุณหภูมิสูงขึ้น เป็นปัจจัยเร่งให้เกิดปัญหา “ไฟป่าและฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5)” ที่รุนแรงขั้นวิกฤต รวมถึงปัญหา “คลื่นความร้อน” (Heatwave) พื้นที่ปรับตัวด้วยการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางสาธารณสุขให้มีความยืดหยุ่นและต้านทานต่อสภาพภูมิอากาศ นอกจากนี้ยังมีการปรับตัวเชิงระบบด้วยการใช้ข้อมูล (Data-driven) จากเซนเซอร์วัดคุณภาพอากาศมาเชื่อมโยงกับระบบแจ้งเตือนภัยสุขภาพล่วงหน้า การเชื่อมโยงตัวชี้วัดภายใต้โครงการฯ เชื่อมโยงกับตัวชี้วัดในประเด็นที่ 4 การเพิ่มศักยภาพการปรับตัวให้ประชาชน (ตัวชี้วัด : จำนวนชุมชนเครือข่ายขยายผลการจัดการน้ำชุมชนนอกเขตชลประทาน) และเชื่อมโยงตัวชี้วัด GGA : 10b06 สัดส่วนรัฐบาลท้องถิ่นที่บูรณาการการปรับตัวเข้ากับนโยบาย

🏥โรงพยาบาลบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ
               โรงพยาบาลปรับตัวเชิงโครงสร้าง เช่น ระบบป้องกันน้ำท่วม ยกระดับอาคาร และระบบไฟฟ้าสำรอง ควบคู่กับการจัดทำแผนความต่อเนื่องทางบริการ (BCP) และระบบส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉิน เชื่อมโยงตัวชี้วัดประเด็นที่ 4 การสาธารณสุข (ตัวชี้วัด : จำนวนหน่วยงานสาธารณสุขหรือโรงพยาบาลที่มีแผนรับมือภัยพิบัติและสามารถให้บริการได้อย่างต่อเนื่อง) และ ตัวชี้วัด GGA : 10a01 จำนวนภาคีที่บูรณาการการปรับตัวเข้ากับแผนงาน (การที่โรงพยาบาลจัดทำแผน BCP และแผนเผชิญเหตุฉุกเฉินด้านภูมิอากาศ) และ 9a03 สัดส่วนโครงสร้างพื้นฐานน้ำและสุขาภิบาลที่ทนต่อสภาพภูมิอากาศ

🏥ชุมชนคลองลัดภาชี เขตภาษีเจริญ กทม.
               มีความเสี่ยงจากภาวะความร้อนจัดที่กระทบต่อกลุ่มเปราะบาง ความเสี่ยงน้ำท่วมในพื้นที่ราบต่ำ และปัญหาฝุ่น โดยชุมชนเน้นการปรับตัวที่สร้างความมั่นคงทางอาหารและสุขภาพ มี “ห้องปลอดฝุ่น” และหน้ากากอนามัยที่ศูนย์สุขภาพชุมชนเพื่อรับมือ PM2.5 ปรับปรุงสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยเพื่อผู้สูงอายุ (ราวจับ/กระเบื้องกันลื่น) การให้ความรู้เรื่องการรับมือภัยความร้อน (Heat Stress) เชื่อมโยงตัวชี้วัดประเด็นที่ 4 การสาธารณสุข (ตัวชี้วัด : จำนวนหน่วยงานสาธารณสุข หรือ โรงพยาบาลที่มีแผนรับมือภัยพิบัติและสามารถให้บริการได้อย่างต่อเนื่อง) ตัวชี้วัด GGA : 10c03 จำนวนผู้ได้รับผลกระทบทางสุขภาพและสังคมลดลง (จากการเตรียมห้องปลอดฝุ่นและดูแลกลุ่มเปราะบาง) 10c04 การลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจ (ผ่านการสร้างรายได้จากธนาคารขยะและลดค่าใช้จ่ายด้านอาหาร) และ 10a01 การเป็นชุมชนต้นแบบที่มีการบูรณาการแผนงานร่วมกับภาคีเครือข่ายอย่างเข้มแข็ง

แหล่งอ้างอิง
โครงการจัดทำระบบติดตามประเมินผลการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม

โครงการจัดทำระบบติดตามประเมินผลการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศถอดบทเรียน “พื้นที่ปฏิบัติที่ดี (Good Practices)” สาขาการท่องเที่ยว

✈️ สำนักงานพื้นที่พิเศษ 4 (อพท.4) อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย (จังหวัดสุโขทัย)
               พื้นที่อุทยานประวัติศาสตร์ตั้งอยู่ในลุ่มน้ำยมซึ่งมีความเสี่ยงสูงต่อ “ภาวะน้ำท่วมและน้ำหลาก” และสภาพอากาศที่ร้อนจัดส่งผลกระทบต่อสุขภาพของนักท่องเที่ยวและทำให้ฤดูกาลท่องเที่ยวเปลี่ยนแปลงไป พื้นที่ได้ปรับตัวผ่านการนำ “ภูมิปัญญาการจัดการน้ำโบราณ” มาประยุกต์ใช้ร่วมกับวิศวกรรมสมัยใหม่ โดยใช้ “ตระพัง” (สระน้ำโบราณ) เป็นพื้นที่แก้มลิงหน่วงน้ำ เพื่อป้องกันน้ำท่วม มีการปรับเปลี่ยนเวลาและเส้นทางท่องเที่ยวให้เหมาะสมกับสภาพอากาศ เชื่อมโยงกับตัวชี้วัดในประเด็นที่ 3 การท่องเที่ยวที่ยืดหยุ่น (การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและชุมชนให้มีขีดความสามารถในการรับมือกับความเสี่ยงด้านภูมิอากาศ) และตัวชี้วัด GGA : 9c02 สัดส่วนของภาคการท่องเที่ยวที่มีแผนการปรับตัว (Proportion of the tourism sector with an Adaptation plan) และอาจเชื่อมโยงไปถึงการปกป้องแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมให้รอดพ้นจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ

✈️ สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬา จังหวัดน่าน
               การท่องเที่ยวจังหวัดน่านได้รับผลกระทบจาก การลดลงของพื้นที่ป่า การขาดแคลนน้ำ หมอกควัน ฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน น้ำท่วม และสภาพอากาศร้อนจัด ซึ่งส่งผลกระทบต่อความสะดวกสบายและสุขภาพของนักท่องเที่ยว ป้องกันและแก้ไขปัญหาด้วยการหารือเรื่องการจัดการไฟป่าและเชื้อเพลิงอย่างมีส่วนร่วม และการพัฒนาระบบเตือนภัยและข้อมูล มีการปรับตัวโดยใช้ “พื้นที่สีเขียว” เป็นกลไกในการลดอุณหภูมิเมือง เชื่อมโยงตัวชี้วัดในประเด็นที่ 3 การสนับสนุนกลไกสำหรับการท่องเที่ยว (จำนวนกิจกรรมหรือการฝึกอบรมที่จัดขึ้น เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการและชุมชนในการจัดการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่อย่างยั่งยืน) และตัวชี้วัด GGA : 9d03 สัดส่วนประชากรที่ได้รับประโยชน์จากบริการทางวัฒนธรรมฐานธรรมชาติ และ 10c08 ขอบเขตที่การเสริมสร้างขีดความสามารถช่วยเพิ่มความสามารถในการปรับตัวของชุมชน

แหล่งอ้างอิง
โครงการจัดทำระบบติดตามประเมินผลการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม

กรมลดโลกร้อน ร่วมพิธีมอบสมุดประจำตัวผู้ได้รับการแก้ไขปัญหาการอยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ณ จังหวัดอุตรดิตถ์

               วันที่ 23 พฤษภาคม 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม มอบหมายให้ นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เข้าร่วมพิธีมอบสมุดประจำตัวผู้ได้รับการแก้ไขปัญหาการอยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ตามมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 26 พฤศจิกายน 2561 โดยมี นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธาน พร้อมด้วย ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผู้บริหารกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ประชาชน และผู้นำชุมชนเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก ณ หอประชุมที่ว่าการอำเภอท่าปลา อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์
               นายสุชาติ กล่าวว่า กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเร่งขับเคลื่อนนโยบายของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในการแก้ไขปัญหาการอยู่อาศัยและที่ดินทำกินในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ เพื่อให้ประชาชนได้รับการรับรองสิทธิในการอยู่อาศัยและประกอบอาชีพอย่างถูกต้องตามกฎหมาย สามารถสร้างรายได้และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน
               นายสุชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า การมอบสมุดประจำตัวในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จสำคัญของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการสร้างความมั่นคงในสิทธิที่ดินให้กับประชาชน พร้อมยกตัวอย่างความสำเร็จของเกษตรกรชาวสวนทุเรียนในอำเภอลับแล ที่ได้รับสมุดรับรองสิทธิและสามารถนำไปใช้ขอการรับรองมาตรฐาน GAP จากกรมวิชาการเกษตร ทำให้ทุเรียน “หลิน-หลง ลับแล” ได้รับการยืนยันว่าไม่ได้มาจากการบุกรุกป่า ส่งผลให้ผลผลิตไม่ถูกกดราคาและมีผู้สั่งจองล่วงหน้าข้ามปี

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

โครงการจัดทำระบบติดตามประเมินผลการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ถอดบทเรียน “พื้นที่ปฏิบัติที่ดี (Good Practices)” สาขาการเกษตรและความมั่นคงอาหาร

🟢 วิสาหกิจชุมชนผลิตพันธุ์พืชบ้านพระแก้ว จังหวัดชัยนาท
               เกษตรกรเผชิญภัยแล้งและต้นทุนการผลิตสูง จึงปรับใช้เทคโนโลยี IoT ร่วมกับการทำนาแบบเปียกสลับแห้ง และพัฒนาพันธุ์พืชทนแล้ง ช่วยลดการใช้น้ำและเพิ่มผลผลิต เชื่อมโยงกับตัวชี้วัดในประเด็นที่ 2 การปรับตัวในภาคเกษตร (ตัวชี้วัด : จำนวนแปลงเรียนรู้และเกษตรกรต้นแบบ) และ ตัวชี้วัด GGA : 9b03 สัดส่วนพื้นที่เกษตรกรรมที่ยั่งยืนและทนทานต่อภูมิอากาศ

🟢 โครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงแม่จริม อำเภอแม่จริม จังหวัดน่าน
               พื้นที่มีความเสี่ยงจากการชะล้างพังทลายของดินจากฝนหนัก จึงพัฒนาการเกษตรขั้นบันได การปลูกพืชคลุมดิน และการจัดการน้ำในแปลงเกษตรอย่างเหมาะสม ช่วยรักษาความอุดมสมบูรณ์ของดินและลดความเสี่ยงภัยธรรมชาติ เชื่อมโยงกับตัวชี้วัดในประเด็นที่ 2 การปรับตัวในภาคเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร (ตัวชี้วัด : จำนวนพื้นที่เกษตรหรือเกษตรกรที่เข้าร่วมการทำเกษตรยั่งยืนบนพื้นที่สูง) และตัวชี้วัด GGA : 9b03 สัดส่วนพื้นที่เกษตรกรรมที่ยั่งยืนและทนทานต่อภูมิอากาศ (ตัวชี้วัดหลัก) 9d04 พื้นที่ที่ได้รับการฟื้นฟูเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของระบบนิเวศ (ตัวชี้วัดรอง จากการฟื้นฟูป่าต้นน้ำ)

🟢 ฟาร์มโคนมคาร์บอนต่ำ จังหวัดสระบุรี
               พื้นที่เจอความเสี่ยงจากสภาวะอากาศร้อนจัด ส่งผลต่อสุขภาพของโคนม ปริมาณและคุณภาพของน้ำนมดิบ และปัญหาขาดแคลนน้ำที่ใช้ในการปลูกพืชอาหารสัตว์ เกษตรกรจึงปรับตัวด้วยการจัดการสภาพแวดล้อมในโรงเรือน เช่น ติดตั้งพัดลมขนาดใหญ่และระบบพ่นละอองน้ำ การจัดการแหล่งน้ำสำรอง และปลูกแปลงหญ้าสายพันธุ์ที่ทนแล้ง เชื่อมโยงกับตัวชี้วัดในประเด็นที่ 2 การปรับตัวในภาคเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร (ตัวชี้วัด : จำนวนพื้นที่เกษตรหรือฟาร์มปศุสัตว์ที่เข้าร่วมการทำเกษตรยั่งยืนและเท่าทันภูมิอากาศ) และ ตัวชี้วัด GGA : 9b03 สัดส่วนพื้นที่เกษตรกรรมที่ยั่งยืนและทนทานต่อภูมิอากาศ

🟢 สมาคมการประมงสมุทรสาคร
               ชาวประมงเจอปัญหาอุณหภูมิน้ำทะเลสูงขึ้นและการเปลี่ยนแปลงของกระแสน้ำ ซึ่งมีผลต่อสัตว์น้ำ และความผันผวนของสภาพอากาศทำให้จำนวน “วันออกเรือที่ปลอดภัย” ลดน้อยลง จึงปรับตัวด้วยการเปลี่ยนตารางเวลาการออกเรือและเครื่องมือให้สอดคล้องกับพฤติกรรมสัตว์น้ำที่เปลี่ยนไป มีการอาศัยระบบเตือนภัยล่วงหน้า เชื่อมโยงกับตัวชี้วัดในประเด็นที่ 2 การปรับตัวในภาคเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร (ครอบคลุมมิติการประมง) และประเด็นที่ 1 การแจ้งเตือนและเตรียมความพร้อม และตัวชี้วัด GGA : 9b03 สัดส่วนพื้นที่เกษตรกรรม (รวมถึงการผลิตอาหาร) ที่ยั่งยืนและทนทานต่อภูมิอากาศ และ 10a01 จำนวนภาคีที่มีการบูรณาการการปรับตัวและระบบเฝ้าระวังเตือนภัยเข้ากับแผนงาน

แหล่งอ้างอิง
โครงการจัดทำระบบติดตามประเมินผลการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม