กรมลดโลกร้อน จัดประชุมคณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ ครั้งที่ 2/2569

               เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2569 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) จัดประชุมคณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (กนภ.) ครั้งที่ 2/2569 โดยมี นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการ ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และ ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นกรรมการและฝ่ายเลขานุการ พร้อมด้วยกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ รวมทั้งผู้แทนจากหน่วยงานเข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุม 301 ชั้น 3 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล
               คณะกรรมการฯ ได้รับทราบผลการดำเนินงานที่ผ่านมาและพิจารณาเห็นชอบเรื่องสำคัญ 2 เรื่อง ได้แก่
               1. เห็นชอบในหลักการต่อร่างกรอบท่าทีเจรจาของไทยในการประชุมกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ประจำปี พ.ศ. 2569 – 2570 เพื่อใช้เป็นแนวทางในการเจรจาสำหรับผู้แทนไทยในการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาฯ สมัยที่ 31 (COP 31) – สมัยที่ 32 (COP 32) และการประชุมอื่นที่เกี่ยวข้องภายใต้กรอบอนุสัญญาฯ ประจำปี พ.ศ. 2569 – 2570 โดยมอบหมายให้เสนอต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบตามขั้นตอนต่อไป
               2. เห็นชอบต่อร่างแนวทางการขับเคลื่อน Thailand CCS Hub ในพื้นที่นำร่องอ่าวไทยตอนบน เพื่อขับเคลื่อนให้เกิดโครงการการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี การดักจับและการกักเก็บคาร์บอนของประเทศ ภายใต้การกำกับดูแลเชิงนโยบายของ กนภ. โดยให้มีหน่วยประสานงานกลางทำหน้าที่พัฒนาและปรับปรุงกฎหมายของระเบียบนโยบาย รวมถึงมาตรการที่สำคัญและจำเป็นต่อการดำเนินงานของประเทศในระยะยาว
               ทั้งนี้ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ได้วางแผนและเตรียมการขับเคลื่อนผลการประชุมดังกล่าว ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการรักษาผลประโยชน์ของประเทศภายใต้กรอบการเจรจาด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนการใช้เทคโนโลยีลดก๊าซเรือนกระจก ที่จะนำไปสู่การบรรลุเป้าหมาย Net Zero 2050 ภายในปี พ.ศ. 2593 ได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

รมว.สุชาติ สั่งกรมลดโลกร้อนเร่ง Green Investment จับมือ ADB–EXIM ดันลงทุนเอกชนสู่ NDC 3.0

               นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สั่งการให้ ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เดินหน้าเร่งขับเคลื่อน Green Investment เพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืน สู่เป้าหมาย NDC 3.0
               วันที่ 22 พฤษภาคม 2569 ดร.พิรุณฯ หารือกับ Mr. Aaron Batten, Country Director สำนักงานผู้แทนธนาคารพัฒนาเอเชียประจำประเทศไทย (ADB Thailand Resident Mission) ณ ห้องประชุม 304 ชั้น 3 อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม โดย ADB ได้นำเสนอความคืบหน้าโครงการความช่วยเหลือทางวิชาการ (Technical Assistance) ระยะที่ 2 ซึ่งรวมถึงแนวทางสนับสนุนการจับคู่ผู้ลงทุนจากต่างประเทศ (Investor Matching) เพื่อปิดช่องว่างการลงทุนภายใต้ NDC 3.0 รวมทั้งช่วยระดมเงินลงทุนและเทคโนโลยีต่างประเทศ สนับสนุนมาตรการลดก๊าซเรือนกระจกและการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยจะเร่งพัฒนาโครงการศักยภาพสูงในทุก Sectors จากทั้งภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และเอกชน ตาม Conditional targets ของ NDC 3.0
               ในระยะถัดไป ADB ร่วมกับ EXIM Bank จะเสริมสร้างระบบการเงินด้านภูมิอากาศของไทยให้เข้มแข็ง โดยพัฒนา Green Investment Platform (GIP) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มด้านการเงินและองค์ความรู้ เพื่อดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชนผ่านภาคธนาคาร และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจสีเขียวและยั่งยืนมากขึ้น เพื่อช่วยให้องค์กรขนาดใหญ่ รัฐวิสาหกิจ และ SMEs เข้าถึงผลิตภัณฑ์ทางการเงินด้านการเปลี่ยนผ่าน รวมถึงสามารถรองรับการปรับตัวต่อมาตรการการค้าระหว่างประเทศ เช่น Carbon Border Adjustment Mechanism (CBAM) และ European Union Deforestation Regulation (EUDR)
               ในการนี้ ดร.พิรุณฯ กล่าวเน้นย้ำว่า นอกเหนือจากการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแล้ว การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นประเด็นสำคัญอย่างยิ่ง และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยจำเป็นต้องเข้าถึงแพลตฟอร์มสำหรับการลงทุนและแหล่งเงินทุนที่เหมาะสม จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการร่วมงานกับ ADB และ EXIM Bank จะช่วยผลักดันเป้าหมายเชิงนโยบายไปสู่การลงทุนที่เป็นรูปธรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

สส. จัดประชุมคณะทำงานขับเคลื่อนการประเมินองค์กรคุณธรรมของสำนักงานเลขานุการกรม กลุ่มตรวจสอบภายใน กลุ่มพัฒนาระบบบริหาร กลุ่มงานจริยธรรม และกลุ่มกฎหมาย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ครั้งที่ 3/2569

ประกาศผู้ชนะการเสนอราคา จ้างเหมาบริการรถยนต์ จำนวน 1 คัน พร้อมพนักงานขับรถยนต์ โดยวิธีเฉพาะเจาะจง

ประกาศผู้ชนะการเสนอราคา จ้างเหมาบริการรถยนต์ จำนวน 1 คัน พร้อมพนักงานขับรถยนต์ โดยวิธีเฉพาะเจาะจง_000181

กรมลดโลกร้อน ขอเชิญร่วมแสดงความคิดเห็นต่อ (ร่าง) แผนปฏิบัติการเสริมพลังความร่วมมือด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (พ.ศ. 2569 – 2573) เปิดรับฟัง วันนี้ – 26 พฤษภาคม 2569

ขอเชิญร่วมแสดงความคิดเห็น ต่อ (ร่าง) แผนปฏิบัติการเสริมพลังความร่วมมือด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ.2569 – 2573

🗓 เปิดรับฟัง: วันนี้ – 26 พฤษภาคม 2569
🌐 ผ่านระบบออนไลน์
🔗 แบบฟอร์มแสดงความคิดเห็น: https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSfQ_LhZ1W9fuOJD25_J1LgWskd5Jc5P2VHOO6NBunDQ6yLNdw/viewform?usp=dialog
📥 ดาวน์โหลดร่างแผนฯ:
https://drive.google.com/drive/folders/11-S-yPCnd_-PMmmDrU3pcs5oszh_Fko_?usp=sharing

FB : https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=pfbid02uH1Hay9CETmKPnZmam2QmeSAHhi3fpsQVntdgeNqRrRjRJ4j789cqBDz3JZdbwAVl&id=100064392953323

IG : https://www.instagram.com/p/DYmUShjTzzd/?igsh=NjhrMjRiMXRzbm5w

X : https://x.com/dccethailand/status/2057420968881184803?s=61

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”
#DCCE
#กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม

โครงการจัดทำระบบติดตามประเมินผลการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศถอดบทเรียน “พื้นที่ปฏิบัติที่ดี (Good Practices)” สาขาการจัดการทรัพยากรน้ำ

💧องค์การบริหารส่วนตำบลบ่อสวก อำเภอเมือง จังหวัดน่าน
               พื้นที่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำจากความแปรปรวนของฝนจึงพัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำโดยใช้ข้อมูลดิจิทัลควบคู่โครงสร้างขนาดเล็ก เช่น ฝายแกนดินซีเมนต์ และระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ที่ช่วยกระจายน้ำอย่างทั่วถึง เชื่อมโยงกับตัวชี้วัดในประเด็นที่ 4 การเพิ่มศักยภาพการปรับตัวให้ประชาชน (ตัวชี้วัด : จำนวนชุมชนเครือข่ายขยายผลการจัดการน้ำชุมชนบอกเขตชลประทาน) และเชื่อมโยงตัวชี้วัด GGA : 10b06 สัดส่วนรัฐบาลท้องถิ่นที่บูรณาการการปรับตัวเข้ากับนโยบาย

💧องค์การบริหารส่วนตำบลนาซาว อำเภอเมือง จังหวัดน่าน
               พื้นที่มีความเสี่ยงทั้งน้ำหลากและน้ำไม่เพียงพอจึงนำเทคโนโลยี GIS และ QR Code มาใช้บริหารจัดการแหล่งน้ำและฝาย รวมถึงมีการติดตั้งระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ และการส่งเสริมเกษตรแบบใช้น้ำน้อยช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ เชื่อมโยงกับตัวชี้วัดในประเด็นที่ 4 การเพิ่มศักยภาพการปรับตัวให้ประชาชน (ตัวชี้วัด : จำนวนชุมชนเครือข่ายขยายผลการจัดการน้ำชุมชนนอกเขตชลประทาน) และตัวชี้วัด GGA : 10b06 สัดส่วนรัฐบาลท้องถิ่นที่บูรณาการการปรับตัวเข้ากับนโยบาย

💧ศูนย์ข้อมูลน้ำจังหวัดน่าน องค์การบริหารส่วนจังหวัดน่าน
               การขาดข้อมูลน้ำที่แม่นยำทำให้การตัดสินใจล่าช้า พื้นที่จึงพัฒนาศูนย์ข้อมูลน้ำระดับจังหวัด ใช้ Data Analytics และแบบจำลองเพื่อพยากรณ์สถานการณ์น้ำและเตือนภัยล่วงหน้า สนับสนุนการวางแผนเชิงรุก เชื่อมโยงกับตัวชี้วัดในประเด็นที่ 4 การเพิ่มศักยกาพการปรับตัวให้ประชาชน (ตัวชี้วัด: จำนวนจังหวัดที่สามารถใช้ข้อมูล เทคโนโลยีและสารสนเทศในการบริหารจัดการน้ำได้) และตัวชี้วัด GGA : 10a09 จำนวนจังหวัดที่ดำเนินการปรับตัวและบูรณาการเข้ากับนโยบาย

💧โครงการประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ จังหวัดสมุทรปราการ
               พื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมและน้ำเค็มรุกล้ำจากน้ำทะเล จึงพัฒนาโครงการประตูระบายน้ำเพื่อควบคุมการไหลของน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ลดผลกระทบต่อชุมชนและเศรษฐกิจ เชื่อมโยงกับตัวชี้วัดในประเด็นที่ 1 การแจ้งเตือนและเตรียมความพร้อม (ตัวชี้วัด : ระดับความเค็มในแม่น้ำสายหลัก) ตัวชี้วัด GGA : 9a08 การเปลี่ยนแปลงคุณภาพน้ำและความพร้อมของแหล่งน้ำ

💧ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) กรมชลประทาน
               การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้เกิดเหตุการณ์น้ำสุดขั้ว จึงพัฒนาศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ ด้วยการใช้ Big Data และระบบวิเคราะห์แบบ real-time เพื่อพยากรณ์และบริหารจัดการน้ำระดับประเทศ ช่วยเพิ่มความแม่นยำในการเตือนภัย เชื่อมโยงกับตัวชี้วัดในประเด็นที่ 1 การเตือนและเตรียมความพร้อม (ตัวชี้วัด ปริมาณน้ำท่าเฉลี่ยรายปีและปริมาณน้ำในอ่างใช้การได้รายปี) และตัวชี้วัด GGA : 9a01 การเปลี่ยนเปลงระดับความเครียดน้ำ (Water stress levels) เมื่อเวลาผ่านไป

แหล่งอ้างอิง
โครงการจัดทำระบบติดตามประเมินผลการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม

กรมลดโลกร้อน ขานรับนโยบาย รมว.ทส. ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสังคมคาร์บอนต่ำ สู่แผนชาติ 5 ปี

               นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) สั่งการให้กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.) เร่งบูรณาการสังคมคาร์บอนต่ำสู่ร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571- 2575) โดยวันพฤหัสบดีที่ 21 พฤษภาคม 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดี สส. มอบหมายให้นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดี สส. พร้อมด้วย นางสาวระเบียบ ภูผา ผู้อำนวยการกองขับเคลื่อนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นายศิวัช แก้วเจริญ ผู้อำนวยการกองขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจก และเจ้าหน้าที่ สส. เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการยกร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571- 2575) ด้านการบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ครั้งที่ 5/2569 ณ ห้องประชุม 521 อาคาร 5 ชั้น 2 สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
               การประชุมครั้งนี้มี ศ.ดร.สนิท อักษรแก้ว ทำหน้าที่ประธานกรรมการ โดยที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบต่อสรุปแนวทางการพัฒนาด้านการจัดการมลพิษ และแนวทางการพัฒนาด้านสังคมคาร์บอนต่ำที่ครอบคลุมทั้งด้านพลังงาน คมนาคมขนส่ง กระบวนการทางอุตสาหกรรมและการใช้ผลิตภัณฑ์ เกษตร และของเสีย ซึ่งสอดคล้องตามข้อสั่งการ รมว.ทส. ที่จะมุ่งยกระดับคุณภาพสิ่งแวดล้อม สร้างภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน และการประชุมครั้งถัดไปจะเป็นการพิจารณาประเด็นตัวชี้วัดและค่าเป้าหมายของ (ร่าง) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งขาติ ฉบับที่ 14 ด้านการบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน โดยมีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 26 มิถุนายน 2569

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

ประกาศผู้ชนะการเสนอราคา จ้างเหมาบริการรถยนต์ จำนวน 1 คัน พร้อมพนักงานขับรถยนต์ โดยวิธีเฉพาะเจาะจง

ประกาศผู้ชนะการเสนอราคา จ้างเหมาบริการรถ

ประกาศผู้ชนะการเสนอราคา จ้างเหมาบริการรถยนต์ จำนวน ๑ คัน พร้อมพนักงานขับรถยนต์ โดยวิธีเฉพาะเจาะจง

ประกาศผู้ชนะการเสนอราคา จ้างเหมาบริการรถยนต์ จำนวน 1 คัน พร้อมพนักงานขับรถยนต์ โดยวิธีเฉพาะเจาะจง_000178

การวิเคราะห์ความเปราะบางและขีดความสามารถในการปรับตัว (Measuring Vulnerability & Adaptive Capacity)

               ✏️ การประเมินความเปราะบาง (Vulnerability Assessment) และขีดความสามารถในการปรับตัว (Adaptive Capacity) สำคัญต่อการกำหนดทิศทางของมาตรการปรับตัว ทั้ง การระบุพื้นที่และกลุ่มเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Targeting) วิเคราะห์ลำดับความเร่งด่วน เพื่อจำแนกพื้นที่หรือประชากรกลุ่มเปราะบางที่เผชิญความเสี่ยงสูงสุด การเพิ่มประสิทธิภาพการจัดสรรทรัพยากร (Resource Optimization) สนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบาย เพื่อให้การบริหารงบประมาณและกำลังคนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและตรงตามบริบทความต้องการจริง และการออกแบบแนวทางการปรับตัวที่สอดคล้องกับบริบท (Context-specific Adaptation) นำข้อมูลที่ได้ไปสู่การกำหนดทางเลือกในการปรับตัวที่เหมาะสมกับศักยภาพและข้อจำกัดของพื้นที่ ช่วยลดความซ้ำซ้อนและเพิ่มความยั่งยืนของโครงการ

               🧑‍🧒 ความเปราะบาง (Vulnerability) ตามกรอบแนวคิดของ IPCC (AR4) คือ “ระดับที่ไม่มีความสามารถในการรับมือกับผลกระทบด้านลบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” ซึ่งประกอบด้วยปัจจัยสำคัญ 3 ประการ
               1. การเปิดรับ (Exposure) ลักษณะ ขอบเขต และอัตราการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่ระบบต้องเผชิญ เป็น “ปัจจัยภายนอก” (External Factor) ที่กำหนดโดยตำแหน่งที่ตั้งทางภูมิศาสตร์และระยะเวลาที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยง
               2. ความอ่อนไหว (Sensitivity) ระดับความรุนแรงที่ระบบจะตอบสนองต่อการกระตุ้นจากสภาพภูมิอากาศ เป็น “ปัจจัยภายใน” (Internal Factor) ที่สะท้อนถึงลักษณะทางกายภาพ สังคม หรือระบบนิเวศ เช่น สภาพโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่แข็งแรง หรือระบบพืชพรรณที่ทนแล้งได้ต่ำ
               3. ขีดความสามารถในการปรับตัว (Adaptive Capacity) ศักยภาพของระบบในการปรับเปลี่ยนเพื่อลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น หรือการใช้ประโยชน์จากโอกาสที่มาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลง เกี่ยวข้องกับ “ทุนทางสังคมและทรัพยากร” (Resource & Capital) เช่น การเข้าถึงเทคโนโลยี ข้อมูลข่าวสาร งบประมาณ และความเข้มแข็งของสถาบัน/กฎหมาย

               📍การติดตามและประเมินความเปราะบางต้องมีมาตรฐานในการวัดและจัดเก็บข้อมูลเพื่อให้สามารถเปรียบเทียบข้อมูลระหว่างพื้นที่วิกฤตต่าง ๆ ได้อย่างแม่นยำ บันทึกข้อมูลเพื่อการติดตามวัดผลต่อเนื่อง ดูความเปลี่ยนแปลงหรือความสำเร็จของมาตรการที่ลงไปในพื้นที่ และควรใช้ตัวชี้วัดที่เป็นร้อยละ

แหล่งอ้างอิง
1. กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม
2. คู่มือส่งเสริมการวิเคราะห์ขีดความสามารถและความเปราะบางที่เสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ