กรมลดโลกร้อน ร่วมเสวนา Thai-German Conference Climate Talks

               วันที่ 18 พฤษภาคม 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม มอบหมายให้นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นผู้แทนเข้าร่วมการเสวนา Thai-German Conference Climate Talks ในหัวข้อ “Fast Forwarding Green-Tech: Getting Frameworks Right” พร้อมด้วยผู้แทนจากบริษัท Bayer Holding (ประเทศไทย) จำกัด และผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย ร่วมการเสวนาในหัวข้อดังกล่าว โดยมีหน่วยงานภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาควิชาการ และภาคการเงิน ทั้งไทยและต่างประเทศ เข้าร่วมงานเสวนาฯ ณ โรงแรมเมอเวนพิค บีดีเอ็มเอส เวลเนส รีสอร์ท กรุงเทพมหานคร
               งานเสวนาดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านการรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมุ่งส่งเสริมความร่วมมือด้านเทคโนโลยีสะอาด เศรษฐกิจหมุนเวียน และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคอุตสาหกรรม เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวและเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานอย่างยั่งยืน โดยรองอธิบดี สส. เน้นย้ำว่า ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการสร้างความชัดเจนด้านนโยบาย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ภาคธุรกิจและนักลงทุนในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยมุ่งดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาล ในการเร่งบรรลุเป้าหมาย Net Zero ภายในปี ค.ศ. 2050 ควบคู่กับการปรับปรุงยุทธศาสตร์ระยะยาวในการพัฒนาแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ (LT-LEDS) และการผลักดันร่าง พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนการลงทุนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจไทย
               นอกจากนี้ ไทยยังเดินหน้าพัฒนากลไกสนับสนุนด้านการเงินสีเขียว และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาด เพื่อรองรับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานโลก โดยเน้นย้ำว่าความท้าทายสำคัญในระยะต่อไปไม่ใช่เพียงการตั้งเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศ แต่คือการขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติจริงผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการเงิน และพันธมิตรระหว่างประเทศ เพื่อผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนในระยะยาว

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน เสริมศักยภาพเครือข่าย CLIMATE READY & FUNDING REACH

วันที่ 18 พฤษภาคม 2569 | กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม โดยกองส่งเสริมการมีส่วนร่วมต่อการ เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ร่วมกับมหาวิทยาลัยรรรมศาสตร์ จัดการอบรมเชิงปฏิบัติการ “CLIMATE READY & FUNDING REACH เตรียมพร้อมรับมือ สื่อสารความรู้ เข้าถึงแหล่งทุน” ณ สถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา มหาวิทยาลัยรรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต กิจกรรมนี้มุ่งเน้นการเสริม ศักยภาพให้แก่เครือข่ายสิ่งแวดล้อม เพื่อให้สามารถประเมินความพร้อมของตนเอง และพัฒนาข้อเสนอโครงการ ได้อย่างมีคุณภาพ สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ของแหล่งทุน โดยมุ่งหวังให้เครือข่ายสามารถ ยื่นข้อเสนอโครงการได้อย่างน้อย 5 ข้อเสนอโครงการ

โครงการ “CLIMATE READY & FUNDING REACH” จึงนับเป็นกิจกรรมสำคัญที่ช่วย ลดช่องว่างระหว่างแหล่งทุนด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กับเครือข่าย ผู้ดำเนินงานในพื้นที่เพื่อเปลี่ยนความตั้งใจให้กลายเป็นโครงการที่จับต้องได้ และสามารถ ขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศได้อย่างยั่งยืน

กรมลดโลกร้อน ตัดสินการคัดเลือก ทสม. และเครือข่าย ทสม. ดีเด่น ระดับประเทศ ครั้งที่ 1/2569

               วันที่ 18 พฤษภาคม 2569 นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการตัดสินการคัดเลือก ทสม. และเครือข่าย ทสม. ดีเด่น ระดับประเทศ ครั้งที่ 1/2569 พร้อมด้วยผู้แทนหน่วยงานในกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผู้ทรงคุณวุฒิ ร่วมเป็นคณะกรรมการ และมีผู้อำนวยการกองส่งเสริมการมีส่วนร่วมต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เป็นกรรมการและเลขานุการ ณ ห้องประชุมกรรณิการ์ – ราชาวดี (303 – 304) ชั้น 3 อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม
               การประชุมดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อพิจารณากลั่นกรองผลงานของ ทสม. และเครือข่าย ทสม. ดีเด่น ระดับประเทศ ประจำปี 2569 ทั้งประเภทบุคคลและประเภทเครือข่าย จำนวน 2 สาขา 7 ด้านผลงาน ประกอบด้วย สาขาการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จำนวน 3 ด้าน ได้แก่ ด้านการจัดการทรัพยากรป่าไม้ และพื้นที่สีเขียว ด้านการจัดการทรัพยากรน้ำ และด้านการจัดการความหลากหลายทางชีวภาพ และสาขาการจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จำนวน 4 ด้าน ได้แก่ ด้านการจัดการขยะมูลฝอยเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ด้านการจัดการไฟป่า หมอกควัน และการเผาในที่โล่ง ด้านการเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร และด้านการจัดการระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่ง รวมผลงานทั้งสิ้น จำนวน 111 ผลงาน โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบการคัดเลือกผลงาน จำนวน 28 ผลงาน เพื่อเข้าสู่กระบวนการลงพื้นที่ประเมินผลงานเพิ่มเติม เพื่อใช้ประกอบการตัดสินการคัดเลือก ทสม. และเครือข่าย ทสม. ดีเด่น ระดับประเทศ ประจำปี 2569 ต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการพระราชดำริ

               วันที่ 18 พฤษภาคม 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย นายปรมินทร์ แสนทรงศักดิ์ เลขานุการกรม และนางสาวหฤทัย ปุภสสโร ผู้อำนวยการกลุ่มแผนงานและติดตามประเมินผล เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการพระราชดำริ ตามพระบรมราโชบาย ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ณ ห้องประชุม 202 อาคารกรมควบคุมมลพิษ โดยมีนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานคณะกรรมการ และ ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นรองประธานคณะกรรมการดังกล่าว ซึ่งที่ประชุมได้พิจารณาผลการดำเนินงาน และความก้าวหน้าภายใต้โครงการพระราชดำริตามพระบรมราโชบาย ของ ทส. และรับมอบนโยบายการดำเนินงานภายใต้โครงการพระราชดำริตามพระบรมราโชบาย จาก รมว.ทส.

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

ข้อมูลสาระสำคัญในสัญญา (ใบสั่งซื้อ สลก.19/2569) ซื้อครุภัณฑ์สำนักงาน (เครื่องทำลายเอกสาร) จำนวน 1 เครื่อง (บริษัท พีทวินพลัส จำกัด) โดยวิธีเฉพาะเจาะจง

มีระบบติดตามประเมินผลแล้วดีอย่างไร

📑มีระบบติดตามประเมินผลแล้วดีอย่างไร
              ประเทศไทยเผชิญกับความเสี่ยงและความท้าทายของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่งมีความซับซ้อนและเชื่อมโยงกันในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นภัยแล้ง น้ำท่วม ความมั่นคงทางอาหาร หรือผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน การดำเนินนโยบายด้านการปรับตัวฯ จึงไม่อาจอาศัยเพียงข้อมูลกระจัดกระจายหรือการตัดสินใจแบบแยกส่วนได้อีกต่อไป ระบบการติดตามประเมินผลการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจึงมีบทบาทสำคัญในฐานะโครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์ ที่ช่วยรวบรวม เชื่อมโยง และวิเคราะห์ข้อมูลจากหลายภาคส่วนอย่างเป็นระบบ ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้อง ทันเวลา และสอดคล้องกัน ซึ่งมีประโยชน์ในหลายด้าน ดังนี้

🚩การจัดทำระบบติดตามและประเมินผลด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศใน ระดับชาติ มีประโยชน์สำคัญ ดังนี้
               1. สนับสนุนการกำหนดนโยบายระดับประเทศ ช่วยให้รัฐบาลเห็นภาพรวมของความก้าวหน้าและประสิทธิผลของมาตรการปรับตัว ทำให้นโยบายมีความเหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์จริง
               2. เพิ่มประสิทธิภาพการวางแผนระยะยาว ข้อมูลที่ได้ช่วยคาดการณ์แนวโน้มผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทำให้สามารถวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างยั่งยืน
               3. การจัดสรรทรัพยากรและงบประมาณอย่างคุ้มค่า ช่วยระบุว่าพื้นที่หรือภาคส่วนใดมีความเสี่ยงสูงและต้องการการสนับสนุนมากที่สุด จึงสามารถจัดสรรงบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพ
               4. เสริมสร้างความมั่นคงของประเทศ ลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ง หรือพายุ ซึ่งอาจกระทบต่อเศรษฐกิจ ความมั่นคงด้านอาหาร และความเป็นอยู่ของประชาชน
               5. รองรับการรายงานในระดับนานาชาติ ช่วยให้ประเทศสามารถจัดทำรายงานตามกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศด้านสภาพภูมิอากาศได้อย่างถูกต้อง โปร่งใส และน่าเชื่อถือ
               6. เพิ่มความโปร่งใสและความรับผิดชอบ ทำให้การดำเนินงานของหน่วยงานรัฐสามารถตรวจสอบได้ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและภาคส่วนต่าง ๆ
               7. สนับสนุนการตัดสินใจเชิงข้อมูล (evidence-based decision) ผู้กำหนดนโยบายสามารถใช้ข้อมูลจริงในการตัดสินใจ ลดความคลาดเคลื่อนและความเสี่ยง
               8. ส่งเสริมความร่วมมือระดับประเทศ ช่วยให้หน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน และวิชาการ ทำงานร่วมกันได้ดีขึ้น เพราะมีข้อมูลและตัวชี้วัดร่วมกัน
              สรุป ในระดับชาติ ระบบนี้เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้การบริหารจัดการและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีทิศทางชัดเจน มีประสิทธิภาพ และยั่งยืนมากขึ้น

📝การจัดทำระบบติดตามและประเมินผลด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศใน ระดับท้องถิ่น มีประโยชน์สำคัญหลายด้าน ดังนี้
               1. เข้าใจปัญหาและความเสี่ยงในพื้นที่จริง ช่วยให้ชุมชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเห็นผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ง หรือดินถล่ม ทำให้รับมือได้ตรงจุดมากขึ้น
               2. วางแผนพัฒนาท้องถิ่นได้เหมาะสม ข้อมูลจากระบบติดตามช่วยให้การวางแผนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ระบบระบายน้ำ การจัดการน้ำ และการใช้ที่ดิน สอดคล้องกับความเสี่ยงด้านภูมิอากาศ
               3. ลดความเสียหายจากภัยพิบัติ เมื่อมีข้อมูลเฝ้าระวังและประเมินผลต่อเนื่อง ชุมชนสามารถเตรียมพร้อมและตอบสนองต่อภัยพิบัติได้รวดเร็ว ลดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน
               4. เพิ่มความเข้มแข็งของชุมชน ทำให้คนในพื้นที่มีความรู้และความตระหนักเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น ส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา
               5. สนับสนุนการตัดสินใจของผู้นำท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่นสามารถใช้ข้อมูลจริงในการกำหนดนโยบายหรือโครงการพัฒนาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
               6. ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ช่วยให้การใช้งบประมาณและทรัพยากรในระดับพื้นที่มีความเหมาะสม ไม่สูญเปล่า และตอบโจทย์ปัญหาจริง
               7. ส่งเสริมการปรับตัวของภาคเกษตรและอาชีพท้องถิ่น ช่วยให้เกษตรกรและผู้ประกอบอาชีพในพื้นที่ปรับตัว เช่น การเลือกพืชที่เหมาะสมกับสภาพอากาศ หรือการจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ
               8. สร้างความร่วมมือในชุมชน กระตุ้นให้หน่วยงานท้องถิ่น ชาวบ้าน และภาคส่วนต่าง ๆ ทำงานร่วมกันในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
              สรุป ระบบนี้ช่วยให้ท้องถิ่น “รู้ปัญหาเร็ว วางแผนได้ถูก และลดความเสียหายได้จริง” ทำให้ชุมชนมีความพร้อมและยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้นอย่างยั่งยืน

✏️การจัดทำระบบติดตามและประเมินผลด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีประโยชน์ ด้านอื่น ๆ ดังนี้
               1. ด้านการวางแผนและนโยบาย ช่วยให้การกำหนดนโยบายและแผนงานด้านการปรับตัวมีความเหมาะสม สอดคล้องกับสถานการณ์จริง
               2. ด้านการตัดสินใจ สนับสนุนการตัดสินใจของผู้บริหารทั้งระดับชาติและท้องถิ่นโดยใช้ข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบัน
               3. ด้านการจัดการงบประมาณ ช่วยให้สามารถจัดสรรงบประมาณได้อย่างคุ้มค่า และให้ความสำคัญกับพื้นที่หรือโครงการที่มีความเสี่ยงสูง
               4. ด้านการลดความเสี่ยงและผลกระทบ ทำให้สามารถเตรียมความพร้อมและลดความเสียหายจากภัยพิบัติ เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ง และพายุ
               5. ด้านการเพิ่มศักยภาพในการปรับตัว ช่วยให้ชุมชนและภาคส่วนต่าง ๆ มีความรู้และสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ดีขึ้น
               6. ด้านการติดตามความก้าวหน้าและประเมินผล ทำให้ทราบว่ามาตรการที่ดำเนินการมีประสิทธิภาพหรือไม่ และควรปรับปรุงอย่างไร
               7. ด้านความโปร่งใสและความรับผิดชอบ ช่วยให้การดำเนินงานสามารถตรวจสอบได้ และสร้างความน่าเชื่อถือให้กับภาครัฐ
               8. ด้านการสนับสนุนความร่วมมือ เอื้อต่อการทำงานร่วมกันของหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งในและนอกประเทศ โดยใช้ข้อมูลและตัวชี้วัดร่วมกัน

สรุป ระบบนี้มีบทบาทสำคัญในการทำให้การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีประสิทธิภาพ ยั่งยืน และตอบสนองต่อความต้องการของสังคมได้อย่างรอบด้าน

แหล่งอ้างอิง
1. กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม
2. กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
3. โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ

ระบบ M&E เครื่องมือวัดความรอดในยุคโลกรวน กรณีศึกษาระบบติดตามประเมินผลของต่างประเทศ

📊 ระบบ M&E เครื่องมือวัดความรอดในยุคโลกรวนกรณีศึกษาระบบติดตามประเมินผลของต่างประเทศ
🇩🇪 1. เยอรมนี: “วัดผลระบบ”
– จุดเด่น: ใช้กรอบวิเคราะห์เพื่อแยก “สาเหตุ–ผลกระทบ–การตอบสนอง” อย่างชัดเจน
เยอรมนีใช้กรอบแนวคิด DPSIR (Drivers, Pressures, State, Impact, Response) ในการจำแนกตัวชี้วัดเพื่อแยกแยะว่าอะไรคือผลกระทบ และอะไรคือผลสำเร็จของการปรับตัว
– สิ่งที่น่าสนใจ: มีชุดตัวชี้วัดมาตรฐานเดียวกันทุกหน่วยงาน
เยอรมนีจัดทำ “Indicator Fact Sheets” หรือแผ่นข้อมูลตัวชี้วัดที่ระบุที่มาและวิธีคำนวณไว้อย่างชัดเจนเพื่อให้ทุกหน่วยงานรายงานผลในมาตรฐานเดียวกัน
🇵🇭 2. ฟิลิปปินส์: “งบประมาณต้องตอบโจทย์ผลลัพธ์”
– จุดเด่น: เชื่อมโยง “งบประมาณ” กับ “ผลลัพธ์การปรับตัว”
ฟิลิปปินส์มีระบบ RBMES (Results-Based Monitoring and Evaluation System) ซึ่งเป็นระบบติดตามและประเมินผลที่เน้น “ผลลัพธ์” เพื่อให้มั่นใจว่านโยบายและงบประมาณก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง และมีคณะกรรมการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Commission) ซึ่งเป็นหน่วยงานกลางระดับชาติที่สั่งการข้ามกระทรวงได้
– สิ่งที่น่าสนใจ: ระบบติด “ป้ายกำกับงบประมาณ”
ฟิลิปปินส์มีการใช้ Climate Change Expenditure Tagging (CCET) หรือระบบติด “ป้ายกำกับงบประมาณ” ช่วยติดตามว่า งบประมาณของรัฐถูกใช้เพื่อการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศมากน้อยเพียงใด และได้ผลหรือไม่
🇨🇴 3. โคลอมเบีย: “เจาะลึกข้อมูลรายพื้นที่”
– จุดเด่น: มีระบบข้อมูลความเสี่ยงและการปรับตัวรายพื้นที่
โคลอมเบียได้พัฒนาระบบ SIIVRA (Sub-system on Information on Vulnerability, Risk and Adaptation) หรือระบบข้อมูลด้านความเปราะบาง ความเสี่ยง และการปรับตัว ซึ่งเป็นระบบที่เน้นตัวชี้วัดใน “ห่วงโซ่คุณค่า” (Value Chains) ของสินค้าเกษตรตามยุทธศาสตร์ของประเทศโคลอมเบีย
– สิ่งที่น่าสนใจ: ท้องถิ่นทราบถึงบริบทของพื้นที่ว่า “มีความเสี่ยงระดับใด และควรปรับตัวอย่างไร”
โคลอมเบียมีการย่อส่วนข้อมูล (Downscaling) ลงไปถึงระดับเทศบาล ทำให้ท้องถิ่นรู้ว่าพื้นที่ตนเองเสี่ยงแค่ไหนและต้องปรับตัวอย่างไร
🇬🇧 4. สหราชอาณาจักร: “มีการตรวจสอบที่โปร่งใส”
– จุดเด่น: มีคณะกรรมการอิสระประเมินการทำงานของรัฐบาล
สหราชอาณาจักรมีคณะกรรมการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศซึ่งเป็นกรรมการอิสระทำหน้าที่วิจารณ์และรายงานความก้าวหน้าของรัฐบาลต่อสภาอย่างตรงไปตรงมาทุก 2 ปี
– สิ่งที่น่าสนใจ: มีกฎหมายบังคับให้หน่วยงานรายงานความเสี่ยง
สหราชอาณาจักรมีอำนาจตามกฎหมายที่ให้รัฐบาลสามารถสั่งให้หน่วยงานรายงานความเสี่ยงด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Adaptation Reporting Power: ARP) โดยรัฐบาทมีสิทธิ์เรียกข้อมูลจากหน่วยงานต่าง ๆ เช่น ด้านการไฟฟ้า ด้านการประปา และด้านการขนส่ง เป็นต้น
🇨🇦 5. แคนาดา: “เน้นผลลัพธ์และความเท่าเทียม”
– จุดเด่น: มีการกำหนดเป้าหมายเชิงปริมาณและระยะเวลาที่ชัดเจน
แคนาดามีตัวชี้วัดที่กำหนดเป้าหมายเชิงปริมาณและระยะเวลาในการบรรลุผลอย่างชัดเจน ซึ่งช่วยให้ประเมินผลได้อย่างเป็นรูปธรรม และมีคณะกรรมการอิสระประเมินการทำงานของรัฐบาล รวมทั้งนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาเป็นส่วนหนึ่งของตัวชี้วัด และเป็นระบบที่ขับเคลื่อนด้วยการเรียนรู้
– สิ่งที่น่าสนใจ: มีการเก็บข้อมูลแบบแยกแยะและการประเมินที่พิจารณาเรื่องเพศและสังคมเป็นฐาน
แคนาดามีการเก็บข้อมูลแบบแยกแยะ (Disaggregated Data) ตามเพศ, อายุ, รายได้ และพื้นที่ และประเมินความคุ้มค่าของโครงการปรับตัวโดยพิจารณาเรื่องความแตกต่างทางเพศและสถานะทางสังคมเป็นฐาน (Gender-Based Analysis Plus)
🇫🇷 6. ฝรั่งเศส: “เน้นนโยบายและการวางแผนเชิงพื้นที่”
– จุดเด่น: มีกฎหมายส่งเสริมการรายงานแบบ Bottom-up และป้องกันการปรับตัวที่ผิดพลาด
ฝรั่งเศสมีระบบ M&E ที่ส่งเสริมการปรับปรุงนโยบายตามวงรอบได้ และใช้กฎหมายบังคับให้ท้องถิ่นที่มีประชากร 20,000 คนขึ้นไป ต้องทำแผนภูมิอากาศ พลังงาน และอาณาเขต (Plan Climat-Air-Énergie Territorial) และรายงานผลสู่ส่วนกลาง รวมถึงมีการประเมินผลข้างเคียงของการปรับตัว
– สิ่งที่น่าสนใจ: การเชื่อมโยงระบบ M&E ระหว่างระดับชาติและท้องถิ่น
ฝรั่งเศสมีกฎหมายบังคับให้ท้องถิ่นจัดทำแผนที่มีเป้าหมายและตัวชี้วัดที่สอดคล้องกับแผนการปรับตัวระดับชาติ และกำหนดให้ทุกระดับใช้ฉากทัศน์กลางเดียวกันที่การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยโลก 4 องศาเซลเซียส ภายในปี 2100 รวมทั้งใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลให้ท้องถิ่นรายงานผล ทำให้การเชื่อมโยงจากระดับล่างขึ้นบนเป็นมาตรฐานเดียวกันและเป็นระบบ
🇻🇳 7. เวียดนาม: ระบบการรายงานออนไลน์ที่ครอบคลุมทุกระดับ
– จุดเด่น: มีระบบฐานข้อมูลออนไลน์กลางที่ครอบคลุมและเปิดเผยต่อสาธารณะ
เวียดนามได้พัฒนาระบบฐานข้อมูลออนไลน์กลางเพื่อให้หน่วยงานในระดับชาติและระดับจังหวัดเข้ามารายงานผลผ่านบัญชีผู้ใช้งาน และมีส่วนแสดงผลต่อสาธารณะเพื่อดูความก้าวหน้าด้านการปรับตัวในแต่ละพื้นที่ ช่วยสร้างการมีส่วนร่วมและตรวจสอบจากภาคประชาสังคม
– สิ่งที่น่าสนใจ: เชื่อมโยงข้อมูลแบบ Real-time และจัดอันดับความก้าวหน้าของแต่ละจังหวัด
เวียดนามมีระบบฐานข้อมูลอออนไลน์ที่สามารถรองรับการรายงานผลได้แบบ Real-time ทำให้เกิดความคล่องตัวในการรายงานผลจากระดับล่างสู่ส่วนกลาง และมีการเปิดเผยข้อมูลความก้าวหน้าด้านการปรับตัวของแต่ละจังหวัด ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกันระหว่างพื้นที่ที่มีลักษณะคล้ายกัน
🇰🇪 8. เคนยา: การวัดผลโดยเน้นท้องถิ่นเป็นหลัก
– จุดเด่น: มีระบบ M&E ที่เชื่อมโยงกับกองทุนภูมิอากาศระดับจังหวัด
เคนยาใช้ระบบที่เชื่อมโยงกับกองทุนภูมิอากาศระดับจังหวัด ซึ่งหากโครงการใดในจังหวัดสามารถรายงานผลการเพิ่มความยืดหยุ่นด้านการปรับตัวได้ชัดเจน จะมีโอกาสได้งบประมาณจากกองทุนนี้
– สิ่งที่น่าสนใจ: มีกรอบการวัดผลการแก้ปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติ (NbS)
เคนยาเริ่มทดลองใช้กรอบการวัดผล “การแก้ปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติ” (Nature-based Solutions – NbS) ในระบบ M&E ซึ่งวัดผลทั้งด้านระบบนิเวศและความเป็นอยู่ของชุมชนไปพร้อมกัน
🇹🇭 แนวทางสำหรับประเทศไทย
ประเทศไทยสามารถยกระดับระบบ M&E ได้ผ่าน 4 แนวทางสำคัญ
              1. สร้างมาตรฐานตัวชี้วัด: ให้ทุกหน่วยงานใช้ข้อมูลที่มีมาตรฐานเดียวกัน เปรียบเทียบได้
              2. เสริมด้วยกฎหมาย: กำหนดให้มีการติดตามและรายงานผลอย่างต่อเนื่อง
              3. ติดตามงบประมาณด้านภูมิอากาศ: รู้ว่าเงินที่ใช้ “ช่วยลดความเสี่ยงได้จริงหรือไม่”
              4. พัฒนาศูนย์ข้อมูลกลาง: เชื่อมข้อมูลจากพื้นที่ → ระดับประเทศ เพื่อใช้ตัดสินใจ
การติดตามและประเมินผล ไม่ใช่แค่การรายงาน แต่คือการเรียนรู้ เพื่อให้ประเทศไทยปรับตัวได้ทันกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

แหล่งอ้างอิง
UNFCCC และ NAP Global Network