กรมลดโลกร้อน สานพลังอุดรฯ ชู “บ้านม่วง-เมืองไพร” ต้นแบบลุ่มน้ำสงครามขับเคลื่อนแผนปรับตัวสู่การปฏิบัติจริง

               วันที่ 24 สิงหาคม 2569 กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับจังหวัดอุดรธานี มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี และภาคีเครือข่าย จัดกิจกรรม “สานพลังชุมชนลุ่มน้ำสงครามตอนบน: ขับเคลื่อนแผนปรับตัวฯ อย่างยั่งยืน” ภายใต้โครงการจัดทำแผนการดำเนินงานด้านการปรับตัวเชิงพื้นที่ในรายสาขาและสาขาที่เกี่ยวข้อง (Cross Cutting) ในพื้นที่ “ชุมชนเขตนิเวศลุ่มน้ำสงครามตอนบน พื้นที่ชุ่มน้ำป่าทาม บ้านเมืองไพร บ้านม่วง-เมืองไพร ตำบลบ้านม่วง อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี” มุ่งขับเคลื่อนแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสู่การปฏิบัติในระดับพื้นที่ ผ่านการผสานองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์กับภูมิปัญญาและประสบการณ์ของชุมชน พร้อมนำเสนอผลการดำเนินงานด้านการปรับตัว การจัดการระบบนิเวศป่าทาม และการสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน เพื่อเป็นบทเรียนสำหรับการขยายผลสู่พื้นที่อื่น โดยได้รับเกียรติจาก นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานเปิดงาน และมีนายณฐพล วิถี รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี รศ.ดร. สุนทร สุทธิบาก รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร หัวหน้าส่วนราชการ ภาคประชาสังคม ผู้นำชุมชน และภาคีเครือข่ายเข้าร่วมกิจกรรม จำนวนกว่า 100 ท่าน ณ ห้องทุ่งศรีเมือง แกรนด์ บอลรูม โรงแรมเซ็นทารา จังหวัดอุดรธานี
               นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบรุนแรงเป็นวงกว้าง ข้อมูลจากองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ระบุว่า พ.ศ. 2566-2568 เป็น 3 ปีที่อุณหภูมิเฉลี่ยสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ สูงกว่ายุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรมถึง 1.48 องศาเซลเซียส ขณะที่รายงาน Climate Risk Index 2026 ของ Germanwatch ชี้ว่า ในรอบ 30 ปีที่ผ่านมา โลกเผชิญเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วกว่า 9,700 ครั้ง กระทบประชาชน 5.7 พันล้านคน เสียชีวิตกว่า 832,000 คน และเกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 4.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยระบุว่าประเทศไทยขยับจากอันดับที่ 72 ในปี 2565 มาอยู่ที่อันดับที่ 17 ในปี 2567 ของประเทศที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว กระทบต่อความมั่นคงทางน้ำ อาหาร สุขภาพ และระบบนิเวศ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง และอีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญคือ พื้นที่ชุ่มน้ำทั่วโลก ที่กำลังอยู่ในภาวะเสื่อมโทรม ซึ่งการสูญเสียพื้นที่ชุ่มน้ำไม่ได้หมายถึงการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพเพียงอย่างเดียว แต่ยังหมายถึงการสูญเสียความสามารถของธรรมชาติในการควบคุมน้ำ ลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ กักเก็บคาร์บอน และสนับสนุนความมั่นคงด้านอาหารและน้ำ
               ปัจจุบัน กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม อยู่ระหว่างการจัดทำแผนปฏิบัติการด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. 2569-2573 เพื่อเป็นกรอบการดำเนินงานด้านการปรับตัวของประเทศ ครอบคลุม 6 สาขาสำคัญ ได้แก่ การจัดการทรัพยากรน้ำ เกษตรและความมั่นคงทางอาหาร การท่องเที่ยว การสาธารณสุข การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และการตั้งถิ่นฐานและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อกำหนดมาตรการ กิจกรรม และตัวชี้วัดที่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละสาขา และสามารถนำไปสู่การขับเคลื่อนในระดับพื้นที่ได้อย่างเป็นรูปธรรม
               นายโกเมศฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า พื้นที่ “ชุมชนเขตนิเวศลุ่มน้ำสงครามตอนบน พื้นที่ชุ่มน้ำป่าทาม บ้านเมืองไพร บ้านม่วง-เมืองไพร ตำบลบ้านม่วง อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี” ถือเป็นพื้นที่นำร่องสำคัญขอ ประเทศไทย ซึ่งมีการนำแนวคิดการแก้ปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติเป็นฐาน (Nature-based Solutions: NbS)
               มาประยุกต์ใช้ควบคู่กับการเสริมสร้างศักยภาพของชุมชน โดยมุ่งให้พื้นที่ชุ่มน้ำยังคงทำหน้าที่เป็นทั้งระบบนิเวศ แหล่งทรัพยากรของชุมชน และกลไกในการลดความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จึงเกิดเป็นโครงการฯ โดยนำกรอบการปรับตัวมาบูรณาการใน 3 สาขาหลักภายใต้ NAP ที่มีความเชื่อมโยงกับบริบทของพื้นที่ ได้แก่
               • สาขาเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร: ปรับระบบเกษตรเป็นวนเกษตรและเกษตรผสมผสาน บริหารจัดการน้ำ จัดตั้งสถานีเพาะพันธุ์สัตว์น้ำพื้นถิ่น และปรับปฏิทินเพาะปลูกตามสภาพอากาศ
               • สาขาจัดการทรัพยากรธรรมชาติ: ขยายพื้นที่ป่าชุมชน อนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำ และพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศ
               • สาขาการตั้งถิ่นฐานและความมั่นคงของมนุษย์: ทำแผนรับมือภัยแล้ง-น้ำท่วม พร้อมส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนสร้างมูลค่าเพิ่ม เช่น ผลิตภัณฑ์ “น้ำปลาร้าทามนัว” และแปรรูปผลิตภัณฑ์จากป่าทาม
               ​​สำหรับกิจกรรมภายในงาน มีการนำเสนอผลการดำเนินงานและแผนปรับตัวเชิงพื้นที่ลุ่มน้ำสงครามตอนบน พร้อมเปิดเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา ชุมชน และภาคีเครือข่าย เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการปรับตัวให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ ยังมีพิธีมอบเกียรติบัตรเชิดชูเกียรติแก่เกษตรกรต้นแบบการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อยกย่องผู้ที่นำแนวทางการปรับตัวไปประยุกต์ใช้จริงในพื้นที่ และการจัดนิทรรศการ “ชุมชนปรับตัว ป่าทามยั่งยืน” ซึ่งนำเสนอแนวทางการจัดการทรัพยากร การประกอบอาชีพ และการใช้ประโยชน์จากระบบนิเวศป่าทามอย่างสอดคล้องกับบริบทของพื้นที่
               ​หัวใจสำคัญของการปรับตัวคือการมีส่วนร่วมของชุมชน เพราะคนในพื้นที่เป็นผู้ที่เข้าใจบริบท ทรัพยากร ปัญหา และความต้องการของพื้นที่ดีที่สุด เพื่อให้เกิดแนวทางการปรับตัวที่เหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ ซึ่งหวังว่า “โครงการนำร่องบ้านม่วง-เมืองไพร” จะไม่หยุดอยู่เพียงการจัดทำแผน แต่จะนำไปสู่การลงมือปฏิบัติจริง มีการติดตามและประเมินผล รวมถึงถอดบทเรียนจากการดำเนินงาน นำองค์ความรู้และกระบวนการที่ได้ไปปรับใช้กับพื้นที่อื่น ๆ เพื่อขยายผลการดำเนินงานด้านการปรับตัวในระดับพื้นที่ต่อไป ซึ่งจะช่วยเชื่อมโยงการดำเนินงานจากระดับท้องถิ่นไปสู่เป้าหมายระดับประเทศ และเป้าหมายการปรับตัวระดับโลก (GGA) ได้อย่างเป็นรูปธรรม

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

ประกาศผู้ชนะการเสนอราคา จ้างซักรีดเครื่องนอน จำนวน 5 รายการ โดยวิธีเฉพาะเจาะจง

ประกาศผู้ชนะการเสนอราคา จ้างซักรีดเครื่องนอน จำนวน 5 รายการ โดยวิธีเฉพาะเจาะจง

ประกาศผู้ชนะการเสนอราคา จ้างจัดทำคู่มือการผลิตและการใช้สารชีวภัณฑ์จากหนอนแมลงวันลายสำหรับป้องกันศัตรูพืชอย่างง่ายสำหรับประชาชน โดยวิธีเฉพาะเจาะจง

ประกาศผู้ชนะการเสนอราคา จ้างจัดทำคู่มือการผลิตและการใช้สารชีวภัณฑ์จากหนอนแมลงวันลาย สำหรับป้องกันศัตรูพืชอย่าง่ายสำหรับประชาชน โดยวิธีเฉพาะเจาะจง

กรมลดโลกร้อน เข้าร่วมพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณี สิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

               วันที่ 23 สิงหาคม 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วยนายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีฯ นำคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมเข้าร่วมพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระศพ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณี สิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เพื่อแสดงความอาลัยและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ณ พระที่นั่งพิมานรัตยา ในพระบรมมหาราชวัง กรุงเทพฯ

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

ประกาศผู้ชนะการเสนอราคา จ้างเหมาบริการรถยนต์ จำนวน 1 คัน พร้อมพนักงานขับรถยนต์ โดยวิธีเฉพาะเจาะจง

ประกาศผู้ชนะการเสนอราคา จ้างเหมาบริการรถยนต์ จำนวน 1 คัน โดยวิธีเฉพาะเจาะจง

ประกาศผู้ชนะการเสนอราคา ซื้อวัสดุวิทยาศาสตร์ จำนวน 22 รายการ โดยวิธีเฉพาะเจาะจง

ประกาศผู้ชนะการเสนอราคา ซื้อวัสดุวิทยาศาสตร์ จำนวน 22 รายการ โดยวิธีเฉพาะเจาะจง

“รมว.สุชาติ” สั่ง ทส. ระดมกำลัง 150 นาย เร่งช่วยผู้ประสบอุทกภัยน่าน ฟื้นฟูพื้นที่–ทำความสะอาดบ้านเรือน ย้ำช่วยประชาชนเต็มกำลังจนกว่าสถานการณ์คลี่คลาย

               นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า จากสถานการณ์น้ำป่าไหลหลากและอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดน่าน ตนได้สั่งการให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือ ทส. เร่งระดมกำลังเจ้าหน้าที่และเครื่องมือเข้าพื้นที่ เพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ทั้งการอพยพ การทำความสะอาดบ้านเรือน การฟื้นฟูพื้นที่ และการสนับสนุนภารกิจด้านต่าง ๆ อย่างเต็มกำลัง พร้อมกำชับให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและพร้อมเข้าช่วยเหลือประชาชนอย่างทันท่วงทีจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย

               โดยมี ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมวางแผนและขับเคลื่อนภารกิจในพื้นที่ เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็วและครอบคลุมทุกพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ

               เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2569 ทส. ได้ระดมกำลังเจ้าหน้าที่รวม 150 นาย จากหน่วยงานในสังกัด ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติในสังกัดสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 13 (แพร่) ส่วนควบคุมไฟป่า สำนักงานสนับสนุนการป้องกันและปราบปรามที่ 3 (ภาคเหนือ) สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดน่าน และหน่วยป้องกันรักษาป่า สังกัดสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 3 สาขาแพร่ ลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนในอำเภอปัวและอำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน

               สำหรับพื้นที่อำเภอปัว เจ้าหน้าที่จำนวน 100 นาย ได้เข้าปฏิบัติภารกิจ ณ วัดบ้านส้านและโรงเรียนบ้านส้าน ตำบลสถาน อำเภอปัว จังหวัดน่าน โดยร่วมกันฉีดน้ำทำความสะอาดดินโคลนและฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำป่าไหลหลาก เพื่อให้สถานที่สามารถกลับมาใช้งานได้ตามปกติโดยเร็ว พร้อมทั้งช่วยเหลืออพยพประชาชน ทำความสะอาดบ้านเรือนประชาชน และหน่วยงานราชการที่ได้รับผลกระทบ

               นายสุชาติ กล่าวว่า การปฏิบัติการครั้งนี้สามารถให้ความช่วยเหลือประชาชนได้ 750 ราย รวม 320 ครัวเรือน โดยสนับสนุนยานพาหนะ ได้แก่ รถกระบะ 17 คัน รถแทรกเตอร์ 4 คัน และรถบรรทุกน้ำ 2 คัน พร้อมจัดเตรียมถุงยังชีพพร้อมน้ำเปล่า จำนวน 300 ถุง เพื่อเตรียมนำไปแจกจ่ายแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบต่อไป

               “ผมได้สั่งการและกำชับทุกหน่วยงานในสังกัด ทส. ให้ระดมกำลังเข้าไปช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการอพยพ การทำความสะอาดบ้านเรือน การฟื้นฟูพื้นที่ หรือการสนับสนุนเครื่องมือและกำลังเจ้าหน้าที่ โดยขอให้ช่วยเหลือประชาชนให้สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด และที่สำคัญต้องดูแลความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานทุกนายควบคู่กันไป” นายสุชาติ กล่าว

               รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้การดำเนินงานในพื้นที่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย เจ้าหน้าที่ทุกนายปลอดภัย พร้อมกำชับให้ทุกหน่วยงานเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หากพบพื้นที่ที่ประชาชนยังได้รับความเดือดร้อน ให้เร่งเข้าให้ความช่วยเหลือโดยทันที พร้อมเตรียมกำลังพล ยานพาหนะ และอุปกรณ์ให้มีความพร้อมอยู่ตลอดเวลา โดย ทส. จะเดินหน้าช่วยเหลือและฟื้นฟูพื้นที่อย่างต่อเนื่องจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลายและจังหวัดน่านกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

Greenwashing หรือ “การฟอกเขียว” เมื่อการรักษ์โลกต้องพิสูจน์ได้ด้วยข้อเท็จจริง

               ปัจจุบัน ภาคธุรกิจให้ความสำคัญกับการลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากขึ้น หลายองค์กรประกาศเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน หรือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค นักลงทุน และคู่ค้าระหว่างประเทศอย่างไรก็ตาม การประกาศเป้าหมายหรือการสื่อสารภาพลักษณ์ด้านสิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียว ยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันว่าองค์กรมีผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง หากข้อมูลที่นำมากล่าวอ้างเกินจริง ไม่ครบถ้วน หรือไม่มีหลักฐานที่สามารถตรวจสอบได้ อาจนำไปสู่สิ่งที่เรียกว่า “การฟอกเขียว” หรือ Greenwashing เช่น การกล่าวอ้างว่าองค์กรมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ทั้งที่ยังไม่มีมาตรการหรือแผนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตนอย่างชัดเจน หัวใจสำคัญของการป้องกัน Greenwashing จึงไม่ใช่การห้ามภาคธุรกิจสื่อสารเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่คือการทำให้ “สิ่งที่กล่าวอ้างสามารถพิสูจน์ได้ด้วยข้อเท็จจริง”
               จากคำประกาศ สู่ข้อมูลที่ตรวจสอบได้ ด้วยเหตุนี้ แนวทางด้านสภาพภูมิอากาศในระดับสากลจึงให้ความสำคัญกับ ความโปร่งใส (Transparency) และ ความรับผิดชอบต่อข้อมูล (Accountability) มากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อนำมาตรการทางเศรษฐศาสตร์ เช่น ภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) และระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emissions Trading System: ETS) มาใช้กลไกเหล่านี้จะมีความน่าเชื่อถือได้ก็ต่อเมื่อสามารถตอบคำถามสำคัญว่า “ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่าใด ลดลงจริงเท่าใด และข้อมูลนั้นตรวจสอบได้หรือไม่” เครื่องมือสำคัญประการหนึ่ง คือ ระบบ การตรวจวัด การรายงาน และการทวนสอบ (Measurement, Reporting and Verification: MRV) ซึ่งทำให้ข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกถูกจัดทำตามหลักเกณฑ์เดียวกัน มีการรายงานอย่างเป็นระบบ และผ่านกระบวนการทวนสอบตามมาตรฐานที่กำหนด MRV จึงเปรียบเสมือน “โครงสร้างพื้นฐานด้านความน่าเชื่อถือ” ของนโยบายสภาพภูมิอากาศ เพราะช่วยให้ภาครัฐ ภาคธุรกิจ นักลงทุน และประชาชนสามารถประเมินผลการดำเนินงานจากข้อมูลที่ตรวจสอบได้ แทนการพิจารณาจากคำประกาศหรือภาพลักษณ์เพียงอย่างเดียว

               ร่าง พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ วางระบบอย่างไร ประเทศไทยได้นำหลักการดังกล่าวมาประกอบการจัดทำ ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. โดยกำหนดให้นิติบุคคลที่เข้าเกณฑ์ตามที่กฎหมายกำหนดต้องจัดทำและรายงานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมทั้งให้มีการทวนสอบรายงานตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด เพื่อให้ข้อมูลที่นำมาใช้ในการกำหนดและดำเนินนโยบายมีความถูกต้อง โปร่งใส และน่าเชื่อถือ ข้อมูลดังกล่าวยังเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการดำเนิน ETS เพราะภาระของผู้ประกอบการภายใต้ระบบจะพิจารณาจากปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นจริงตามข้อมูลที่ผ่านกระบวนการตรวจวัด รายงาน และทวนสอบ ไม่ใช่จากคำประกาศขององค์กรเพียงอย่างเดียว การวางระบบข้อมูลและการตรวจสอบดังกล่าวจึงเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความโปร่งใส และช่วยลดความเสี่ยงจากการกล่าวอ้างด้านสิ่งแวดล้อมที่ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง

               การใช้ “คาร์บอนเครดิต” เท่ากับ Greenwashing หรือไม่ อีกประเด็นหนึ่งที่มักเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน คือ การมองว่า การใช้คาร์บอนเครดิตหรือการชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Offsetting) เป็น Greenwashing โดยตัวมันเอง
               ในความเป็นจริง คาร์บอนเครดิตเป็นเครื่องมือหนึ่งที่สามารถสนับสนุนการลดก๊าซเรือนกระจกได้ แต่ต้องมีคุณภาพ มีข้อมูลที่ตรวจสอบได้ และที่สำคัญ ไม่ควรถูกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อหลีกเลี่ยงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมของตนเอง หลักการดังกล่าวสะท้อนอยู่ในการออกแบบ ETS ตามร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งกำหนดกรอบให้สามารถนำคาร์บอนเครดิตมาใช้เพื่อชดเชยภาระภายใต้ระบบได้ ไม่เกินร้อยละ 15 ของสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ต้องส่งคืน ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนด นั่นหมายความว่า ผู้ประกอบการไม่สามารถใช้คาร์บอนเครดิตทดแทนภาระทั้งหมดภายใต้ ETS ได้ แต่ยังคงต้องบริหารจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายใต้เพดานของระบบ และมีแรงจูงใจในการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต ประหยัดพลังงาน และลงทุนในเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ การเปิดให้ใช้คาร์บอนเครดิตในสัดส่วนที่จำกัดจึงเป็นการเพิ่มความยืดหยุ่นในช่วงเปลี่ยนผ่าน โดยเฉพาะสำหรับกิจกรรมที่ยังมีข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีหรือต้นทุนในการลดการปล่อย ขณะเดียวกัน การกำหนดเพดานการใช้เครดิตยังช่วยรักษาเป้าหมายหลักของ ETS คือ การผลักดันให้เกิดการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างต่อเนื่อง

               เพราะการรักษ์โลก ต้องพิสูจน์ได้การป้องกัน Greenwashing ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการห้ามใช้เครื่องมือใดเครื่องมือหนึ่ง แต่ขึ้นอยู่กับว่า ระบบทั้งหมดมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีกติกาที่ชัดเจนเพียงใดการมีระบบ MRV การทวนสอบข้อมูล การกำกับคุณภาพของคาร์บอนเครดิต การจำกัดสัดส่วนการใช้เครดิต และการกำกับดูแลโดยภาครัฐ ล้วนเป็นองค์ประกอบที่ช่วยให้การดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ ท้ายที่สุด การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่อาจวัดจากคำว่า “สีเขียว” “Carbon Neutral” หรือ “Net Zero” เพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาจาก ข้อมูล ผลการดำเนินงาน และหลักฐานที่สามารถตรวจสอบได้ การป้องกัน Greenwashing จึงเป็นการสร้างมาตรฐานร่วมกันว่า ทุกการกล่าวอ้างด้านสภาพภูมิอากาศควรมีข้อเท็จจริงรองรับ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน ภาคธุรกิจ นักลงทุน และคู่ค้าระหว่างประเทศ และทำให้การเปลี่ยนผ่านของประเทศไทยไปสู่เศรษฐกิจและสังคมคาร์บอนต่ำเกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพและน่าเชื่อถือ

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

เอกสารอ้างอิง :
– Department of Climate Change and Environment. (2568). ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …..
– European Commission. (2023). Proposal for a Directive on Green Claims.
– Integrity Council for the Voluntary Carbon Market (ICVCM). (2023). Core Carbon Principles Assessment Framework.
– Intergovernmental Panel on Climate Change (IPCC). (2023). Climate Change 2023: Synthesis Report.
– OECD. (2025). PROTECTING AND EMPOWERING CONSUMERS IN THE GREEN TRANSITION.
– United Nations. (2022). Integrity Matters: Net Zero Commitments by Businesses, Financial Institutions, Cities and Regions.
– United Nations Framework Convention on Climate Change (UNFCCC). (2015). The Paris Agreement.
– World Bank. (2025). State and Trends of Carbon Pricing 2025.

ประกาศรับสมัครบุคคลากรช่วยปฏิบัติงาน(จ้างเหมาบริการ) ตำแหน่ง นักวิชาการสิ่งแวดล้อม จำนวน 2 อัตรา รับสมัครระหว่างวันที่ 20 สิงหาคม – 4 กันยายน 2569

 

รายงานงบทดลองและรายงานเงินทดรองราชการประจำเดือนกรกฎาคม 2569 ปีงบประมาณ พ.ศ.2569

รายงานงบทดลองและรายงานเงินทดรองราชการประจำเดือนกรกฎาคม 2569 ปีงบประมาณ พ.ศ.2569