สส.จัดกิจกรรมน้อมรำลึกเนื่องใน “วันนวมินทรมหาราช”

วันศุกร์ที่ 9 ตุลาคม 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม นำคณะผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ ทำบุญตักบาตรอาหารแห้ง พร้อมกล่าวน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนการิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องใน “วันนวมินทรมหาราช” และรับฟังบรรยายธรรมคำพ่อสอน จากพระมหาอดิศักดิ์ อภิปญุโญ เจ้าอาวาสวัดบรมสดลเพื่อเป็นการแสดงความจงรักภักดีในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ตลอดจนร่วมกันทำความสะอาด บำเพ็ญประโยชน์ สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการปฏิบัติงาน ณ บริเวณ ชั้นใต้ดินของหน่วยงาน โดยมีผู้เข้าร่วมทั้งหมดจำนวน 253 คน ทั้งนี้ อาหารแห้งและสิ่งของที่ได้จากการตักบาตรส่วนหนึ่ง ทางวัดจะนำไปช่วยเหลือ ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์อุทกภัยและกลุ่มเปราะบางในพื้นที่ชุมชนใกล้เคียงต่อไป

ปรับปรุงร่าง TOR ประกวดราคาซื้อระบบตรวจจับและตอบสนองต่อภัยคุกคามทางไซเบอร์แบบเชิงรุก ด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) ตั้งแต่วันที่ 8 -14 ตุลาคม 2569 www.gprocurement.go.th

สส.จัดกิจกรรมบริจาคโลหิต ครั้งที่ 4 ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระบรมชนการิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องในวันนวมินทรมหาราช 13 ตุลาคม 2569

จัดกิจกรรมบริจาคโลหิต ครั้งที่ 4 ความเป็นพระราชกุศลเนื่องใน “วันนรมินทรมหาราช” 13 ตุลาคม 2569 วันพฤหัสบดีที่ 8 ตุลาคม 2569 นายปรมินทร์ แสนทรงศักดิ์เลขานุการกรม พร้อมด้วย นายศิวัช แก้วเจริญ ผู้อำนวยการกองขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจก นำคณะเจ้าหน้าที่ฯ ร่วมกันบริจาคโลหิต เป็นครั้งที่ 4 เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระบรมชนการิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องในวันนวมินทรมหาราช 13 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทยโดยมีข้าราชการ และเจ้าหน้าที่เข้าร่วม จำนวน 33 คนซึ่งสามารถบริจาคโลหิต ได้ 28 คน รวมปริมาณโลหิตจำนวน 12,600 ซีซี

กรมลดโลกร้อน จัดการอบรมการใช้งานระบบสารสนเทศการรายงานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (สำหรับนิติบุคคล)

               วันพุธที่ 7 ตุลาคม 2569 นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานเปิดการอบรมการใช้งานระบบสารสนเทศการรายงานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (สำหรับนิติบุคคล) พร้อมด้วย นายศิวัช แก้วเจริญ ผู้อำนวยการกองขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจก นายกิตติศักดิ์ พฤกษ์กานนท์ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และความร่วมมือระหว่างประเทศ รศ.วงกต วงศ์อภัย รองผู้อำนวยการกลุ่มยุทธศาสตร์การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (สอวช.) นางสาวจิตรกาญจน์ ตั้งเลิศปัญญา ผู้จัดการโครงการ ดร.สุพัฒนา วิชากูล รองผู้จัดการโครงการ ดร.กิตตินุต ทรัพย์สุนทรกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย นางสาวจิราภรณ์ ธรรมเนียมอินทร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านแผนการลดก๊าซเรือนกระจกผู้แทนจากนิติบุคคล หน่วยงานทวนสอบ ผู้แทนองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) และเจ้าหน้าที่กลุ่มติดตามประเมินผลการลดก๊าซเรือนกระจก จำนวน 100 คน ณ โรงแรม เบสท์ เวสเทิร์น จตุจักร กรุงเทพฯ
               การอบรมครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการรายงานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของนิติบุคคล ตั้งแต่กระบวนการลงทะเบียนผู้ใช้งาน การรายงานข้อมูล การทวนสอบและรับรองรายงาน ตลอดจนการกำกับดูแลและบริหารจัดการข้อมูลผ่านระบบสารสนเทศการรายงานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อให้ผู้เข้าร่วมการอบรมสามารถใช้งานระบบและรายงานข้อมูลได้อย่างถูกต้องและครบถ้วน ทั้งนี้ การอบรมดังกล่าวเป็นส่วนสำคัญในการเตรียมความพร้อมและพัฒนาศักยภาพของนิติบุคคลให้สามารถรายงานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่านระบบสารสนเทศได้ถูกต้อง สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ แนวทาง วิธีการ และรายละเอียดที่เกี่ยวข้องตามร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. หมวด 6 ส่วนที่ 2 การรายงานปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของนิติบุคคล โดยข้อมูลดังกล่าวจะนำไปใช้เป็นฐานข้อมูลสำคัญในการพัฒนาระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Trading System: ETS) หรือกลไกราคาคาร์บอนอื่นๆต่อไป ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมการอบรมได้ให้ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ต่อการรายงานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่านระบบ อาทิ การกําหนดและบริหารสิทธิการใช้งานระบบ การรายงานข้อมูลขอบเขตกิจกรรมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การกำหนดคำนิยามสำหรับการใช้งานระบบ และข้อกำหนดในการมอบอำนาจจากนิติบุคคลให้บุคคลสำหรับการดำเนินการในระบบ

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ร่วมเปิดบ้านองค์ความรู้ ทช. มุ่งสู่ความยั่งยืน ย้ำใช้ความรู้เป็นฐาน เชื่อมพลังทุกภาคส่วน ขับเคลื่อนภารกิจทะเลและชายฝั่ง

               วันนี้ (6 ตุลาคม 2569) เวลา 13.30 น. ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ปกท.ทส.) เป็นประธานเปิดโครงการ “เปิดบ้านองค์ความรู้ ทช. มุ่งมั่นสู่ความยั่งยืน” พร้อมมอบนโยบายการปฏิบัติงาน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 และมอบเครื่องหมายรักษ์ทะเลยิ่งชีพแก่ผู้ทำคุณประโยชน์ด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง รวมทั้งเปิดป้ายชื่อกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ณ อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคารศูนย์ราชการฯ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร โดยมี ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วยผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ เข้าร่วม
               ดร.รวีวรรณ ปกท.ทส. กล่าวให้กำลังใจและขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกคนที่เสียสละและทุ่มเทปฏิบัติงานในพื้นที่ในการช่วยเหลือประชาชนที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่อย่างเต็มกำลัง ทั้งนี้ ทส. ยังคงเดินหน้าระดมกำลังจากหน่วยงานในสังกัดเข้าปฏิบัติงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง ภายใต้ “ทส.หนึ่งเดียว” ที่พร้อมสนับสนุนประชาชนเมื่อได้รับการประสาน แม้พื้นที่ดังกล่าวจะอยู่นอกภารกิจโดยตรงของหน่วยงานก็ตาม
               ทั้งนี้ ในการดำเนินงาน ปลัด ทส. ย้ำหลักการทำงานสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ 1) ใช้องค์ความรู้เป็นฐานในการตัดสินใจ โดยอาศัยข้อมูล สถานภาพทรัพยากร และสาเหตุของปัญหาประกอบการปฏิบัติงาน 2) เชื่อมโยงองค์ความรู้เพื่อสร้างการทำงานร่วมกัน ระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน ชุมชนชายฝั่ง และเครือข่ายอาสาสมัคร และ 3) ถอดบทเรียนจากการทำงานทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อนำมาพัฒนาองค์ความรู้และปรับปรุงกระบวนการทำงานให้ทันต่อสถานการณ์

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน จัดประชุมคณะกรรมการกำกับวิชาการโครงการจัดทำระบบสารสนเทศการรายงานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สำหรับรองรับการดำเนินงานตามกฎหมายว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย ครั้งที่ 2/2569

               วันที่ 6 ตุลาคม 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ประธานคณะกรรมการกำกับวิชาการโครงการ นายโกเมศ พุทธสอน รองประธานคณะกรรมการกำกับวิชาการโครงการ นายศิวัช แก้วเจริญ กรรมการและเลขานุการ นายกิตติศักดิ์ พฤกษ์กานนท์ กรรมการและเลขานุการร่วม พร้อมด้วยหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่ร่วมเป็นคณะกรรมการ จำนวนทั้งสิ้น 42 คน เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการกำกับวิชาการโครงการจัดทำระบบสารสนเทศการรายงานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สำหรับรองรับการดำเนินงานตามกฎหมายว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย ครั้งที่ 2/2569 ณ โรงแรมเดอะ สุโกศล กรุงเทพฯ
               ระบบสารสนเทศการรายงานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของนิติบุคค เป็นการดำเนินงานเพื่อรองรับร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หมวด 6 ส่วนที่ 2 การรายงานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือน ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา โดยข้อมูลปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จะถูกนำไปใช้ประกอบการกำหนดนโยบาย การวางแผนและติดตามประเมินผลการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงเป็นข้อมูลพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Trading System: ETS)
               ที่ประชุมฯ ได้ให้ข้อคิดเห็นต่อขอบเขตของนิติบุคคลที่เข้าข่ายต้องรายงานและระบบการรายงาน อาทิ ควรมีการกำหนดนิติบุคคลที่เข้าข่ายต้องรายงานให้ชัดเจนทั้งในระยะที่ 1 ระยะที่ 2 หรือระยะต่อไป เพื่อให้นิติบุคคลมีการเตรียมความพร้อม การปรับรูปแบบการรายงานข้อมูลของกลต.และอบก.ให้สอดคล้องกับการรายงานตามกฎหมายเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของนิติบุคคล การมอบอำนาจทางอิเล็กทรอนิกส์เพื่อให้ข้อมูลอยู่ในระบบและสามารถติดตามตรวจสอบได้ การเชื่อมโยงข้อมูลทวนสอบกับ Application การทวนสอบที่มีอยู่ในปัจจุบัน การปรับปรุงข้อมูลเพื่อคำนวณค่า GHG Intensity ให้ครอบคลุมการดำเนินงานของแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมสำหรับรองรับการวินิจฉัยข้อมูลกรณีที่นิติบุคคลไม่ได้รายงานข้อมูล รวมถึงการกำหนดมาตรฐานข้อมูลให้เป็นมาตรฐานระดับประเทศ โดยข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะที่ได้รับจากการประชุมครั้งนี้ ฝ่ายเลขานุการฯ จะนำไปปรับปรุงและพัฒนาระบบการรายงานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อรองรับการดำเนินงานตามกฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ร่วมลงพื้นที่ปราจีนฯ เร่งช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม

               วันนี้ (6 ตุลาคม 2569) เวลา 15.00 น. นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วยนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม และนายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และผู้บริหารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี เพื่อติดตามสถานการณ์อุทกภัยและเร่งช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ โดยมีนายชนาธิป โคกมณี รองผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี นายอำนาจ วิลาวัลย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปราจีนบุรี เขต 1 พร้อมหัวหน้าส่วนราชการและหน่วยงานในพื้นที่ ร่วมให้การต้อนรับและรายงานสถานการณ์
               คณะรัฐมนตรีและผู้บริหารได้รับฟังบรรยายสรุปสถานการณ์ พร้อมตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานของ ครัวกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ณ ศูนย์การฝึกนักศึกษาวิชาทหาร มณฑลทหารบกที่ 12 ค่ายจักรพงษ์ ตำบลดงพระราม อำเภอเมืองปราจีนบุรี ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อประกอบอาหารและสนับสนุนสิ่งจำเป็นแก่ประชาชนในพื้นที่ประสบภัย
               จากนั้น คณะรัฐมนตรีแยกลงพื้นที่ตามภารกิจ โดยนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วยนายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่วัดม่วงขาวแก้วพิกุล ตำบลโคกปีบ อำเภอศรีมโหสถ และองค์การบริหารส่วนตำบลบางปลาร้า อำเภอบ้านสร้าง ซึ่งเป็นพื้นที่น้ำท่วมสูงและบางจุดการเดินทางถูกตัดขาด เพื่อติดตามสถานการณ์ รับทราบปัญหา และเร่งประสานการช่วยเหลือประชาชน
               การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นการบูรณาการการทำงานของหน่วยงานภาครัฐ ตามข้อสั่งการของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้ทุกหน่วยงานปรับกำลังและทรัพยากรให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง เร่งช่วยเหลือพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบรุนแรง พร้อมฟื้นฟูเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย และดูแลให้ประชาชนสามารถกลับเข้าสู่บ้านเรือนได้อย่างปลอดภัย
               สำหรับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ยังคงระดมกำลังเจ้าหน้าที่ ยานพาหนะ และทรัพยากรจากหน่วยงานในสังกัด เพื่อสนับสนุนภารกิจช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่อง พร้อมติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด และประสานจังหวัดปราจีนบุรี รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ เพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงประชาชนอย่างรวดเร็วและทั่วถึง โดยจะดำเนินการต่อเนื่องจนกว่าสถานการณ์น้ำท่วมขังในพื้นที่จะคลี่คลายและเข้าสู่ภาวะปกติ โดยยึดความเดือดร้อนของประชาชนเป็นสำคัญ
               สำหรับการช่วยเหลือในครั้งนี้ ได้จัดส่งและแจกจ่ายข้าวกล่องพร้อมน้ำดื่ม รวม 3,600 ชุด ครอบคลุมพื้นที่สำคัญ ได้แก่
               1) ศูนย์พักพิงค่ายจักรพงษ์ จำนวน 260 ชุด 2) บุคลากรทางการแพทย์และผู้ป่วย โรงพยาบาลค่ายจักรพงษ์ จำนวน 600 ชุด และโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จำนวน 200 ชุด 3) ประชาชนผู้ประสบภัยในพื้นที่อำเภอเมือง อำเภอประจันตคาม และอำเภอบ้านสร้าง ผ่านผู้แทนชุมชน จำนวน 1,540 ชุด 4)เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานภาคสนาม กำลังพลมณฑลทหารบกที่ 12 (มทบ.12) และหน่วยงานสนับสนุน จำนวน 800 ชุด 5) ชุมชนและเจ้าหน้าที่บริเวณที่พักรอบแฟลตตำรวจ สถานีตำรวจภูธรเมืองปราจีนบุรี ถนนเทศบาลดำริ จำนวน 200 ชุด
               กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ยังคงติดตามสถานการณ์และพร้อมสนับสนุนกำลังคน ยานพาหนะ อาหาร และสิ่งจำเป็น เพื่อช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ประสบภัยอย่างต่อเนื่อง ให้ความช่วยเหลือเข้าถึงพื้นที่และประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างทั่วถึง

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

โลกร้อนทำภัยพิบัติป่วนหนัก สุชาติสั่งกรมลดโลกร้อนเร่งพัฒนา “ดัชนีพหุภัยและแผนที่ความเสี่ยงภูมิอากาศระยะยาว”

               สถานการณ์ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วโลกในช่วงที่ผ่านมา ทั้งน้ำท่วม ดินถล่ม พายุ และฝนตกหนัก รวมถึงสถานการณ์น้ำท่วมในประเทศไทย ที่สร้างความเสียหายกว่า 31 จังหวัด สะท้อนถึงความท้าทายจากสภาพภูมิอากาศที่มีความแปรปรวนและเหตุการณ์รุนแรงที่สร้างผลกระทบต่อประชาชน เศรษฐกิจ และโครงสร้างพื้นฐาน นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จึงสั่งการกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม หรือ “กรมลดโลกร้อน” เร่งพัฒนาเครื่องมือประเมินความเสี่ยงภูมิอากาศ เพื่อสนับสนุนการวางแผนรับมือภัยพิบัติของประเทศจากการตั้งรับไปสู่การบริหารความเสี่ยงเชิงรุก
               นายสุชาติ กล่าวว่า ข้อมูลการคาดการณ์ปริมาณฝนจากแบบจำลองภูมิอากาศโลก ที่กรมลดโลกร้อนจัดทำขึ้น พบว่า ในช่วงประมาณ 15 ปีข้างหน้า พื้นที่ภาคใต้ ภาคตะวันออก และภาคตะวันตกของประเทศไทยมีแนวโน้มเผชิญปริมาณฝนเพิ่มขึ้น ขณะที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคกลางตอนล่างมีแนวโน้มเผชิญปริมาณฝนลดลง สะท้อนให้เห็นว่าความเสี่ยงในแต่ละภูมิภาคมีความแตกต่างและซับซ้อน การบริหารจัดการจึงจำเป็นต้องมีข้อมูลที่สามารถมองแนวโน้มความเสี่ยงในอนาคตควบคู่กับข้อมูลสถานการณ์ปัจจุบัน
               ดร. รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการพยากรณ์อากาศ การแจ้งเตือนภัย และการบริหารจัดการภัยพิบัติอยู่แล้ว แต่ภายใต้สถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การอาศัยข้อมูลและสถิติในอดีตเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอต่อการวางแผนในระยะต่อไป จำเป็นต้องนำข้อมูลการคาดการณ์ภูมิอากาศในอนาคตและแนวโน้มความเสี่ยงของแต่ละพื้นที่มาใช้ประกอบการตัดสินใจ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมลดโลกร้อน จึงมีแผนในการพัฒนาชุดข้อมูลการคาดการณ์ภูมิอากาศระยะกลางและข้อมูลความเสี่ยง เพื่อสนับสนุนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการวางแผนป้องกันและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นระบบ
               ดร. พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 – 2569 ที่ผ่านมา กรมฯ ได้จัดทำข้อมูลการคาดการณ์ภูมิอากาศ ซึ่งแสดงข้อมูลแนวโน้มของฝน อุณหภูมิ ความชื้น ตั้งแต่ปัจจุบัน – ปี ค.ศ. 2100 ที่มีความละเอียดในระดับ 5 x 5 กิโลเมตร รวมทั้ง จัดเตรียมระบบคอมพิวเตอร์และแบบจำลองภูมิอากาศสำหรับการประมวลผลขั้นสูง เพื่อรองรับการเพิ่มความละเอียดของข้อมูลภูมิอากาศระยะกลางและภาพฉายระยะยาวในอนาคต โดยในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 กรมฯ จะอยู่ระหว่างการพัฒนา 2 เครื่องมือสำคัญ ได้แก่ “ดัชนีพหุภัย” (Multi-Hazard Index: MHI) และ “แผนที่ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” (Climate Risk Map: CRM) เพื่อให้หน่วยงานภาครัฐ จังหวัด และท้องถิ่นมีข้อมูลประกอบการวางแผนเตรียมพร้อมรับมือความเสี่ยงในแต่ละพื้นที่ได้ล่วงหน้า
               สำหรับ ดัชนีพหุภัย (MHI) จะใช้ข้อมูลคาดการณ์ฝน อุณหภูมิ และลม ระยะ 3–6 เดือน จาก Climate Forecast System (CFS) มาประมวลผลร่วมกับแบบจำลองภูมิอากาศของกรมฯ และเทคโนโลยี Machine Learning เพื่อเพิ่มรายละเอียดของข้อมูลในพื้นที่เสี่ยง เครื่องมือนี้จะช่วยวิเคราะห์ว่าพื้นที่ใดมีแนวโน้มเผชิญภัยหลายประเภท ภัยใดอาจเกิดขึ้นพร้อมกัน หรือเกิดเชื่อมโยงต่อเนื่องกัน และพื้นที่ใดควรได้รับการเฝ้าระวังเป็นพิเศษ หรือ “Multi-Hazard Hotspot” เพื่อให้หน่วยงานสามารถเตรียมมาตรการรองรับได้ล่วงหน้า
               ตัวอย่างเช่น ในช่วงพายุฤดูร้อน พื้นที่หนึ่งอาจเผชิญฝนตกหนักและลมแรงพร้อมกัน ทำให้เกิดผลกระทบรุนแรงกว่าการเกิดภัยเพียงประเภทเดียว หรือกรณีฝนตกหนักต่อเนื่องจนดินอิ่มตัวและนำไปสู่ดินถล่ม ขณะที่ภาคเกษตรอาจเผชิญอุณหภูมิสูงร่วมกับฝนทิ้งช่วง ส่งผลให้ความชื้นในดินลดลง เกิดภาวะขาดแคลนน้ำและกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตร การมองความเสี่ยงแบบเชื่อมโยงดังกล่าวจะช่วยให้การวางแผนรับมือภัยมีความครอบคลุมมากขึ้น
               ส่วนแผนที่ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (CRM) จะนำข้อมูลการคาดการณ์ภูมิอากาศจากแบบจำลองภูมิอากาศโลกตั้งแต่ปัจจุบันถึงปี ค.ศ. 2100 มาวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลภัยพิบัติในอดีต ลักษณะภูมิประเทศ การใช้ประโยชน์ที่ดิน ตลอดจนข้อมูลด้านเศรษฐกิจและสังคม เพื่อจัดทำเป็นแผนที่ความเสี่ยงเชิงพื้นที่ในระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) ครอบคลุมความเสี่ยงสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ ดินถล่ม ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น อุณหภูมิเฉลี่ยระยะยาวเพิ่มขึ้น และการเปลี่ยนแปลงของปริมาณฝน
               โดยข้อมูลความเสี่ยงดังกล่าวจะแบ่งออกเป็น 2 ช่วงเวลา โดยช่วงปัจจุบันถึงปี ค.ศ. 2050 จะพัฒนาให้มีรายละเอียดในระดับพื้นที่ เพื่อสนับสนุนการวางผังเมือง การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการจัดทำแผนปฏิบัติการด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ขณะที่ข้อมูลช่วงหลังปี ค.ศ. 2050–2100 จะใช้สำหรับพิจารณาแนวโน้มความเสี่ยงในระยะยาวและสนับสนุนการศึกษาวิจัย เช่น แนวโน้มผลกระทบจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น
               ดร. พิรุณ กล่าวเพิ่มเติมว่า ชุดข้อมูลดัชนีพหุภัยและแผนที่ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ คาดว่าจะพัฒนาแล้วเสร็จและเปิดให้ใช้งานผ่านศูนย์ข้อมูลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Information Center: CCIC) ของกรมฯ ในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี พ.ศ. 2570 และ พ.ศ. 2571 ตามลำดับ พร้อมเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมอุตุนิยมวิทยา สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และหน่วยงานอื่น ๆ เพื่อสนับสนุนการวางแผนและเตรียมการรับมือความเสี่ยงล่วงหน้า
               นายสุชาติ ย้ำว่า เครื่องมือทั้ง 2 ระบบ ไม่ใช่ระบบเตือนภัยฉุกเฉินระยะสั้นหรือระบบพยากรณ์อากาศโดยตรง แต่เป็นข้อมูลสนับสนุนการตัดสินใจสำหรับการวางแผนเชิงป้องกันในระยะกลางและระยะยาว ช่วยให้จังหวัดและท้องถิ่นเห็นแนวโน้มว่าพื้นที่ใดอาจเผชิญความเสี่ยงประเภทใด และควรเตรียมมาตรการรับมืออย่างไร ทำให้สามารถจัดลำดับพื้นที่ มาตรการ งบประมาณ และทรัพยากรให้สอดคล้องกับประเภทและระดับความเสี่ยงได้มากขึ้น เมื่อเข้าใกล้ช่วงเวลาที่อาจเกิดภัย ข้อมูลดังกล่าวยังสามารถนำมาวิเคราะห์ร่วมกับข้อมูลพยากรณ์อากาศ ข้อมูลตรวจวัด และสถานการณ์จริง เพื่อยกระดับการเฝ้าระวังและการสื่อสารความเสี่ยงไปยังประชาชนได้อย่างเหมาะสม
               พร้อมกันนี้ นายสุชาติได้สั่งการให้กรมลดโลกร้อนเร่งขับเคลื่อน แผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (National Adaptation Plan: NAP) และเร่งจัดทำแผนปฏิบัติการด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศรายสาขา (NAP Action Plan) ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใน 6 สาขาหลัก เพื่อให้การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเชื่อมโยงตั้งแต่ระดับนโยบายไปสู่การดำเนินงานในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม
               “การรับมือภัยพิบัติในยุคที่สภาพภูมิอากาศกำลังเปลี่ยนแปลง ไม่สามารถพิจารณาจากรูปแบบที่เคยเกิดขึ้นในอดีตเพียงอย่างเดียว ประเทศไทยต้องสามารถมองเห็นแนวโน้มความเสี่ยงล่วงหน้า และนำข้อมูลมาใช้เตรียมความพร้อมก่อนเกิดภัย การพัฒนาฐานข้อมูล เครื่องมือประเมินความเสี่ยง ระบบเตือนภัย การบริหารจัดการภัย และการเสริมศักยภาพของประชาชน จะเป็นพื้นฐานสำคัญในการลดความสูญเสีย และสร้างภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศอย่างยั่งยืน” นายสุชาติ กล่าว

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

ตารางราคากลางจ้างส่งเสริมการตลาดเพื่อสร้างค่านิยมในการใช้สินค้าและบริการที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ราคากลางจ้างส่งเสริมการตลาดเพื่อสร้างค่านิยมในการใช้สินค้าและบริการ