เดือน: ตุลาคม 2569
ตารางราคากลาง จ้างที่ปรึกษาพัฒนาระบบฐานข้อมูลด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศ
กรมลดโลกร้อนร่วมลงพื้นที่เดินหน้าช่วยชาวลาดกระบังต่อเนื่องวันที่ 7 เร่งดูแลผู้ประสบภัย–กลุ่มเปราะบาง ย้ำ 1362 ขอความช่วยเหลือ 24 ชม.

วันนี้ (4 ตุลาคม 2569) เวลา 13.30 น. ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ปกท.ทส.) พร้อมด้วยนายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ ทส. ลงพื้นที่ให้กำลังใจและติดตามการช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่เขตลาดกระบังที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ณ ศูนย์ประสานงานกรุงเทพมหานคร เขตลาดกระบัง สจล. พร้อมมอบกุ้ยช่ายตลาดพลู 600 ถุง ขนมขบเคี้ยว และถุงยังชีพกว่า 700 ชุด โดยภารกิจช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ดำเนินต่อเนื่องเป็นวันที่ 7 ตามข้อสั่งการของนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ดร.รวีวรรณ กล่าวว่า นายสุชาติ รมว.ทส. ย้ำว่า “การช่วยเหลือประชาชนรอไม่ได้ ต้องเร่งเข้าถึงให้เร็วที่สุด” พร้อมกำชับให้ ทส. ดูแลประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยเปิดสายด่วนพิทักษ์ป่า 1362 ตลอด 24 ชั่วโมง สำหรับแจ้งเหตุ แจ้งพิกัด หรือขอความช่วยเหลือน้ำท่วมและน้ำป่าไหลหลาก เพื่อประสานหน่วยงานเข้าช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็ว
สำหรับภารกิจช่วยเหลือครั้งนี้ ทส. ระดมหน่วยงานในสังกัดร่วมดูแลประชาชน โดยกรมป่าไม้และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จัดครัวสนามเคลื่อนที่ร่วมกับครัวพระราชทาน ส่งมอบอาหารปรุงสดใหม่กว่า 6,000 กล่อง ขณะที่กรมทรัพยากรน้ำบาดาลและกรมทรัพยากรน้ำสนับสนุนน้ำดื่มวันละ 20,000 ขวด พร้อมนำรถผลิตน้ำดื่มเคลื่อนที่ประจำจุดเคหะร่มเกล้า 33 ส่วนกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งนำเรือขนส่งอาหารและสิ่งของจำเป็นเข้าไปช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่เข้าถึงยากและกลุ่มเปราะบาง
ขณะเดียวกัน กรมควบคุมมลพิษจัดรถรับ–ส่งผู้ป่วย โดยเฉพาะผู้ป่วยฟอกไตและผู้ที่จำเป็นต้องพบแพทย์ สนับสนุนการอพยพและลำเลียงสิ่งของ รวมถึงช่วยเหลือผู้สูงอายุ เด็ก และผู้ป่วยติดเตียงในพื้นที่น้ำท่วมสูง และในระหว่างที่เร่งช่วยเหลือประชาชน ทส. ได้เตรียมแผนฟื้นฟูพื้นที่ควบคู่กันไป โดยบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเร่งจัดการน้ำเสีย ขยะ และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม พร้อมเตรียมกำลังคนและอุปกรณ์สำหรับทำความสะอาดครั้งใหญ่ (Big Cleaning) เพื่อฟื้นฟูพื้นที่ทันทีเมื่อระดับน้ำลดลง และช่วยให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว ภายใต้การทำงาน “ทส.หนึ่งเดียว” พร้อมเดินหน้าช่วยเหลือจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย
ทส. ขอขอบคุณหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนผู้มีจิตศรัทธาทุกภาคส่วนที่ร่วมสนับสนุนภารกิจช่วยเหลือผู้ประสบภัย เพื่อให้ประชาชนผ่านพ้นวิกฤตและกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว สำหรับประชาชนที่ประสบปัญหาน้ำท่วมหรือน้ำป่าไหลหลาก สามารถแจ้งเหตุ แจ้งพิกัด หรือขอความช่วยเหลือได้ที่ 1362 สายด่วนพิทักษ์ป่า ตลอด 24 ชั่วโมง
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”






กรมลดโลกร้อน ร่วมลงพื้นที่ลาดกระบังอีกครั้ง เติมกำลังใจผู้ประสบภัย–เจ้าหน้าที่ ดูแลพี่น้องประชาชนอย่างเต็มที่

วันนี้ (3 ตุลาคม 2569) เวลา 10.00 น. นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) พร้อมด้วย นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และคณะผู้บริหาร ลงพื้นที่ศูนย์ประสานงานการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย เขตลาดกระบัง เป็นอีกครั้ง เพื่อติดตามสถานการณ์และความคืบหน้าการช่วยเหลือประชาชน พร้อมตรวจความพร้อมของกำลังพล ยุทโธปกรณ์ เรือ รถครัวสนาม และระบบสนับสนุนต่าง ๆ โดยการลงพื้นที่ครั้งนี้ นอกจากติดตามการปฏิบัติงานแล้ว ยังมีเป้าหมายสำคัญในการ สร้างขวัญและกำลังใจให้แก่เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่อง และส่งกำลังใจถึงพี่น้องประชาชนที่ต้องอพยพมาอยู่ในศูนย์พักพิง ท่ามกลางสถานการณ์น้ำท่วมที่ยังไม่คลี่คลาย
นายสุชาติ กล่าวว่า การลงพื้นที่อย่างต่อเนื่องทำให้สามารถรับทราบปัญหาจากหน้างานและปรับแผนการช่วยเหลือให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริงได้อย่างรวดเร็ว พร้อมกำชับทุกหน่วยงานภายใต้แนวทาง “ทส.หนึ่งเดียว” ทำงานเชิงรุกร่วมกับท้องถิ่นอย่างเต็มกำลัง ทั้งการดูแลอาหาร น้ำดื่ม การเดินทาง และการดูแลกลุ่มเปราะบาง เพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงประชาชนอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะพื้นที่ที่เข้าถึงได้ยาก
รมว.ทส. กล่าวว่า สิ่งสำคัญนอกเหนือจากการดูแลเรื่องปากท้อง คือการดูแล “ขวัญและกำลังใจ” ของผู้ประสบภัย เพราะหลายคนต้องออกจากบ้านมาใช้ชีวิตอยู่ในศูนย์พักพิงเป็นเวลาหลายวัน จึงต้องการเติมเต็มความช่วยเหลือให้หลากหลายมากขึ้น เพื่อสร้างความสดชื่นและช่วยผ่อนคลายความเครียดให้กับเด็ก ๆ ผู้สูงอายุ และพี่น้องประชาชนที่พักอยู่ในศูนย์ รวมถึงสร้างกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ที่ทำงานดูแลประชาชนอย่างเต็มกำลัง
พร้อมเน้นย้ำการกระจายอาหารและน้ำดื่มให้ถึงมือผู้ประสบภัยอย่างต่อเนื่อง พร้อมตรวจสอบประสิทธิภาพของรถครัวสนามและจุดแจกจ่ายอาหาร เพื่อให้อาหารปรุงสุกใหม่และน้ำดื่มสะอาดถูกลำเลียงส่งต่อถึงประชาชนในพื้นที่ที่เข้าถึงยากอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงดูแลกลุ่มเปราะบาง โดยประสานหน่วยแพทย์เคลื่อนที่และรถฉุกเฉิน เพื่อรองรับผู้ป่วยติดเตียง ผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัว ให้ได้รับความช่วยเหลือทางการแพทย์อย่างทันท่วงที
ทั้งนี้ รมว.สุชาติ ยังได้สั่งการเตรียมแผนฟื้นฟูหลังน้ำลด โดยจัดเตรียมกำลังพลและเครื่องมือให้พร้อมเข้าพื้นที่ทันทีที่สถานการณ์เอื้ออำนวย เพื่อสำรวจความเสียหาย ล้างทำความสะอาดบ้านเรือน และช่วยประชาชนฟื้นฟูพื้นที่ให้สามารถกลับมาใช้ชีวิตตามปกติได้โดยเร็วที่สุด
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”








รมว.สุชาติ สั่งการกรมลดโลกร้อน ชี้แจงร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. ในสัปดาห์ที่ 21

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สั่งการกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.) ให้ชี้แจงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. อย่างต่อเนื่อง ในสัปดาห์ที่ 21 โดยมุ่งเน้นให้เกิดความชัดเจนและต่อเนื่องมีความครบถ้วนรอบด้าน และสามารถช่วยให้ประเทศไทยวางรากฐานการเติบโตทางเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน
ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และเจ้าหน้าที่ได้เข้าร่วมประชุมชี้แจงข้อมูลประกอบการพิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าว โดยในสัปดาห์นี้ คณะกรรมการพิจารณาร่างกฎหมายในหมวด 10 ภาษีคาร์บอน และได้พิจารณาประเด็นความแตกต่างระหว่างกลไกการปรับราคาคาร์บอนข้ามพรมแดน (CBAM) และกลไกภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) ในมิติผู้มีหน้าที่และความรับผิดในที่คราวจะต้องชำระราคาคาร์บอน รวมถึงประเด็นการกำหนดให้กรมสรรพสามิตและกรมศุลกากรเป็นหน่วยงานผู้เรียกเก็บภาษีคาร์บอน และประเด็นการยื่นแบบ การชำระภาษีคาร์บอน และการแจ้งการประเมินภาษี โดยในการประชุมครั้งถัดไปจะพิจารณาประเด็นเกี่ยวกับอำนาจในการประเมินภาษีของเจ้าพนักงานต่อไป
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”



3 วิกฤต 1 โลก: Climate Change × Land Degradation × Biodiversity Loss

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเสื่อมโทรมของที่ดิน และการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นวิกฤตสิ่งแวดล้อมที่เชื่อมโยงและส่งผลกระทบต่อกันเป็นวงจร เมื่อวิกฤตหนึ่งรุนแรงขึ้น ก็สามารถเร่งให้วิกฤตอื่นรุนแรงตามไปด้วย
3 วิกฤต คืออะไร
• การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change)
เกิดจาก : การสะสมของก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมของมนุษย์ เช่น การใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล การตัดไม้ทำลายป่า และการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน
ส่งผลให้ : อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงขึ้นและรูปแบบสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง
ผลที่ตามมา : คลื่นความร้อน ภัยแล้ง น้ำท่วม พายุรุนแรง และระดับน้ำทะเลสูงขึ้น
• การเสื่อมโทรมของที่ดิน (Land Degradation)
เกิดจาก : การใช้ที่ดินอย่างไม่ยั่งยืน เช่น การตัดไม้ทำลายป่า การทำเกษตรที่ไม่เหมาะสม และการใช้ทรัพยากรเกินศักยภาพของพื้นที่
ส่งผลให้ : คุณภาพและความสามารถของที่ดินในการรองรับการผลิตและการทำงานของระบบนิเวศลดลง
ผลที่ตามมา : ดินเสื่อม การชะล้างพังทลายของดิน การสูญเสียความอุดมสมบูรณ์ และความสามารถในการกักเก็บน้ำและคาร์บอนลดลง
• การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Loss)
เกิดจาก : การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน การใช้ประโยชน์จากสิ่งมีชีวิตเกินขนาด มลพิษ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และชนิดพันธุ์ต่างถิ่นรุกราน
ส่งผลให้ : จำนวนประชากรและแหล่งที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตลดลง รวมถึงระบบนิเวศมีความสมบูรณ์น้อยลง
ผลที่ตามมา : พืชและสัตว์ลดลง ความหลากหลายทางพันธุกรรมลดลง ระบบนิเวศอ่อนแอ และความสามารถในการฟื้นตัวจากการเปลี่ยนแปลงและภัยคุกคามลดลง
เมื่อ 3 วิกฤตส่งผลต่อกัน
• ที่ดินเสื่อมโทรม → สภาพภูมิอากาศและความหลากหลายทางชีวภาพ
การเสื่อมโทรมของที่ดินทำให้ความสามารถในการกักเก็บคาร์บอนลดลง และอาจเพิ่มการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ขณะเดียวกัน การสูญเสียพืชพรรณและถิ่นที่อยู่อาศัยยังส่งผลให้ความหลากหลายทางชีวภาพลดลง
• สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง → ที่ดินและความหลากหลายทางชีวภาพ
การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิและรูปแบบของฝน รวมถึงเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว สามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสื่อมโทรมของที่ดิน และเปลี่ยนแปลงสภาพถิ่นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิต
• การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ → ระบบนิเวศและสภาพภูมิอากาศ
การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพทำให้ระบบนิเวศอ่อนแอและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพลดลง ทั้งในด้านการกักเก็บคาร์บอน การรักษาดินและน้ำ ตลอดจนความสามารถในการปรับตัวและฟื้นตัวจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ผลกระทบไม่ได้เกิดขึ้นเพียงด้านใดด้านหนึ่ง
เมื่อที่ดินเสื่อมโทรม ระบบนิเวศอ่อนแอ และสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง ความสามารถของธรรมชาติในการหล่อเลี้ยงชีวิตและสนับสนุนความเป็นอยู่ของมนุษย์ย่อมลดลงตามไปด้วย
ทางออกต้องจัดการทั้ง 3 วิกฤตไปพร้อมกัน
• ฟื้นฟูที่ดินและระบบนิเวศที่เสื่อมโทรม
• ส่งเสริมการใช้ที่ดินและการผลิตอย่างยั่งยืน
• อนุรักษ์และฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ
• ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเสริมสร้างความสามารถในการปรับตัว
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”
แหล่งที่มา :
– IPCC. (2019). Climate change and land: An IPCC special report on climate change, desertification, land degradation, sustainable land management, food security, and greenhouse gas fluxes in terrestrial ecosystems.
– Intergovernmental Science-Policy Platform on Biodiversity and Ecosystem Services. (2019). Summary for policymakers of the global assessment report on biodiversity and ecosystem services. IPBES Secretariat.
– United Nations Convention to Combat Desertification. (2022). The global land outlook (2nd ed.): Land restoration for recovery and resilience. UNCCD.
ปลัด ทส. ลุยน้ำท่วมเคหะร่มเกล้า-ลาดกระบัง ต่อเนื่องเป็นวันที่ 6 ย้ำเคียงข้างประชาชนจนกว่าสถานการณ์คลี่คลาย

วันนี้ (2 ตุลาคม 2569) เวลา 17.30 น. ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ลงพื้นที่ไปยังศูนย์ประสานงานกรุงเทพมหานคร เขตลาดกระบัง เพื่อแจกจ่ายสิ่งของอุปโภคบริโภคที่จําเป็นแก่ผู้ประสบภัย ได้เเก่ ถุงยังชีพ จำนวน 400 ถุง ชุดชั้นในรวม 1,500 ตัว ไข่ไก่เเละข้าวสาร ตลอดจนยาสามัญประจําบ้าน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและช่วยเหลือประชาชนให้สามารถดำรงชีวิตในช่วงสถานการณ์อุทกภัยได้อย่างต่อเนื่อง
โดยก่อนหน้านี้ เวลา 14.30 น. ปลัดกระทรวงฯ ได้ลงพื้นที่ชุมชนเคหะร่มเกล้าเพื่อติดตามสถานการณ์อุทกภัยเเละให้ความช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ โดยมอบถุงยังชีพ จำนวน 300 ถุง พร้อมตรวจเยี่ยมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ประจำรถประกอบอาหารจากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช และกรมป่าไม้ ที่ระดมกำลังปรุงอาหารสุกใหม่แจกจ่ายวันละ 20,000 กล่อง รวมถึงจุดผลิตน้ำดื่มสะอาดจากกรมทรัพยากรน้ำบาดาล และกำลังพลจากกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่คอยอำนวยความสะดวกในการลำเลียงอาหารและรับส่งประชาชนในพื้นที่
ในการนี้ ดร.รวีวรรณ ได้กล่าวขอบคุณเเละให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานทุกนายด้วยความห่วงใย เพราะการทำงานท่ามกลางสถานการณ์อุทกภัยมีความยากลำบากและเสี่ยงอันตราย ขอให้ทุกคนดูแลสุขภาพและความปลอดภัยของตนเองด้วย เเละขอให้มั่นใจว่าพวกเราจะร่วมมือร่วมใจกันสู้และอยู่เคียงข้าง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้ประชาชนจนกว่าสถานการณ์จะกลับสู่ภาวะปกติ
ทั้งนี้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะยังคงเดินหน้าบูรณาการความร่วมมือจากทุกหน่วยงานในสังกัดอย่างเต็มกำลัง เพื่อสนับสนุนภารกิจบรรเทาความเดือดร้อน ดูแลสุขภาพอนามัย และอำนวยความสะดวกแก่พี่น้องประชาชนผู้ประสบภัยอย่างต่อเนื่อง จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลายและกลับคืนสู่ภาวะปกติ
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”







ตารางราคากลาง จ้างที่ปรึกษายกระดับการติดตามประเมินผลการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
กรมลดโลกร้อน ร่วมงานวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ครบรอบ 24 ปี

วันนี้ (2 ตุลาคม 2569) เวลา 08.00 น. นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงฯ ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ ร่วมสักการะพระพุทธสยัมภูและศาลพระภูมิเจ้าที่ พร้อมประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ครบรอบ 24 ปี ซึ่งตรงกับวันที่ 3 ตุลาคม ณ บริเวณหน้าอาคาร และห้องประชุมศักดิ์สิทธิ์ ตรีเดช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จากนั้น เวลา 09.30 น. นายสุชาติเป็นประธานการประชุมมอบนโยบายการขับเคลื่อนงาน ทส. พร้อมมอบรางวัล “เพชรจรัสแสง” 4 ราย และ “คนดีศรี สป.” 3 ราย รวม 7 ราย เพื่อเชิดชูบุคลากรที่มีผลงานและความประพฤติเป็นแบบอย่างที่ดี พร้อมขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกคนที่ทุ่มเททำงานดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศ
นายสุชาติ กล่าวว่า ภารกิจของ ทส. เกี่ยวข้องโดยตรงกับชีวิตประชาชน ตั้งแต่ป่าไม้ สัตว์ป่า ที่ดินทำกิน ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง น้ำ PM2.5 การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไปจนถึงการรับมือภัยพิบัติ ดังนั้น การทำงานต้องมุ่งสู่ “ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและประชาชนสัมผัสได้จริงในพื้นที่” โดยเดินหน้าแบบบูรณาการภายใต้แนวคิด “ทส.หนึ่งเดียว” เชื่อมโยงกำลังคน ข้อมูล และทรัพยากรของทุกหน่วยงานให้ทำงานไปในทิศทางเดียวกัน พร้อมกันนี้ ได้กำหนดทิศทางการขับเคลื่อนงานในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ภายใต้แนวคิด “Thai Happiness ความสุขของคนไทยเป็นเป้าหมายของ ทส.” ผ่าน 9 เรื่องสำคัญ ดังนี้
1. สืบสานและต่อยอดโครงการในพระองค์และโครงการพระราชดำริ ขอให้เดินหน้าภารกิจตามแนวพระราชดำริ ทั้งการแก้ไขปัญหาคนกับช้างป่าผ่านโครงการพัชรสุธาคชานุรักษ์ การพัฒนาชุมชนสาละวะ-ไล่โว่ จังหวัดกาญจนบุรี และโครงการด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ พัฒนาพื้นที่ และยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน
2. จัดการที่ดินป่าไม้ ให้คนอยู่กับป่าอย่างสมดุล โดยขอให้เร่งขับเคลื่อน คทช. ตั้งแต่การตรวจสอบพื้นที่ จัดระเบียบ จัดคนลง และส่งเสริมอาชีพ เพื่อให้ประชาชนทำกินและอยู่อาศัยได้อย่างถูกกฎหมาย ควบคู่กับการผลักดัน One Map ให้แนวเขตพื้นที่ป่าของหน่วยงาน ทส. เป็นเอกภาพ และจัดทำขอบเขตพื้นที่เกาะระหว่างกรมป่าไม้กับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งให้ชัดเจน
3. ปกป้องผืนป่าและฟื้นฟูระบบนิเวศ ขอให้ยกระดับการป้องกันและปราบปรามการบุกรุกทำลายป่า บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง พร้อมสร้างกลไกชุมชนพิทักษ์ป่า โดยขอให้หน่วยงานที่ดูแล ปกป้อง และพิทักษ์สัตว์ป่าและทรัพยากรธรรมชาติ ทำงานด้วยอุดมการณ์และจิตวิญญาณของผู้พิทักษ์ทรัพยากรอย่างแท้จริง ยึดความถูกต้อง และให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย เพราะสิ่งสำคัญที่สุดคือการมีจิตวิญญาณและอุดมการณ์ในการทำหน้าที่ นอกจากนี้ ขอให้ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ดูแลชายฝั่ง ป่าชายเลน สัตว์ทะเลหายาก และเพิ่มการสร้างปะการังเทียม รวมถึงแก้ไขปัญหาช้างป่าและดูแลผู้ได้รับผลกระทบ พร้อมส่งเสริมเศรษฐกิจชีวภาพ (Bio-economy)
4. พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ สร้างรายได้ให้ประเทศ ขอให้ปรับปรุงแหล่งท่องเที่ยวและระบบบริการ จัด Zoning เพื่อเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย เร่งใช้ระบบ E-Ticket และจัดทำแผนที่แหล่งแร่เศรษฐกิจของประเทศ
5. บริหารจัดการน้ำให้เพียงพอต่อประชาชนและภาคการผลิตยกระดับงานซ่อมบำรุง สนับสนุนน้ำต้นทุนแก่การประปาส่วนภูมิภาคและชุมชน และวางระบบบริหารจัดการน้ำเพื่อรับมือพื้นที่ขาดแคลนน้ำและภัยแล้ง ให้มีน้ำเพียงพอต่อการอุปโภคบริโภค การเกษตร และภาคการผลิตและบริการ
6. เดินหน้าสู่อากาศสะอาดและลดมลพิษ ขอให้เร่งแก้ PM2.5 ไฟป่า หมอกควัน และมลพิษในเมืองและชุมชน รวมถึงขยะมูลฝอย น้ำเสีย และขยะอิเล็กทรอนิกส์ ด้วยทั้งการสื่อสารเชิงรุกและการบังคับใช้กฎหมาย พร้อมเดินหน้าแก้ปัญหาหมอกควันข้ามแดนร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน ตลอดจนผลักดัน (ร่าง) พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ “พ.ร.บ.ลดโลกร้อน” เพื่อขับเคลื่อนไทยสู่ Net Zero และเมืองคาร์บอนต่ำ รวมถึงให้ศึกษารูปแบบ Data Center จากต่างประเทศเพื่อบริหารจัดการผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม
7. ยกระดับการเตือนภัยและรับมือภัยพิบัติ ให้เพิ่มสถานีตรวจวัดและระบบแจ้งเตือนดินถล่ม น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่ง พร้อมพัฒนาการเฝ้าระวังและสื่อสารข้อมูลให้ประชาชนรวดเร็ว รวมถึงเตรียมเครื่องมือ อุปกรณ์ และกำลังพลให้พร้อมเข้าช่วยเหลือเมื่อเกิดเหตุ
8. ใช้ AI และเทคโนโลยีเพื่อความโปร่งใสและบริการประชาชน ให้นำ AI และเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและอำนวยความสะดวกประชาชน โปร่งใส และตรวจสอบได้ โดยเน้นการตรวจสอบข้อมูลก่อนนำเสนอ ป้องกันความผิดพลาดและการบิดเบือน พร้อมพัฒนาศูนย์ข้อมูล ทส. ให้มีข้อมูลชุดเดียว เป็นเอกภาพ และสามารถใช้ร่วมกันได้
9. ปรับระบบบริหารจัดการและดูแลบุคลากรให้ สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและแวดล้อมจังหวัด (ทสจ.) เป็นกลไกหลักในการประสานงานกับจังหวัด โดยหน่วยงานส่วนกลางในพื้นที่ต้องทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด กับปลัดกระทรวงฯ และประชาชนให้มากขึ้น อยากให้ ทสจ. มีการทำงานที่มีความเข้มแข็งให้มากขึ้น
หากพบปัญหาหรือข้อบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่ ให้รายงานต่อปลัด ทส. โดยตรง พร้อมกำหนดให้การให้ข้อมูลต่อสภาหรือ ครม. เป็นระดับรองอธิบดีขึ้นไป และให้ความสำคัญกับสวัสดิการและคุณภาพชีวิตของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน
นายสุชาติ รมว.ทส. ย้ำว่า การทำงานของ ทส. ต้องไม่หยุดอยู่ที่แผนงานหรือตัวเลขในรายงาน แต่ต้องลงไปถึงพื้นที่และทำให้ประชาชนเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม ทุกหน่วยงานต้องทำงานด้วยความโปร่งใส ถูกต้องตามกฎหมาย และยึดหลักธรรมาภิบาล ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างเหมาะสม พร้อมรายงานความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์ทรัพยากร การพัฒนา และคุณภาพชีวิตของประชาชน ให้การทำงานของ “ทส.หนึ่งเดียว” เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศและประชาชนอย่างยั่งยืน
“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”









