ประกาศผู้ชนะการเสนอราคา จ้างทำสื่อประชาสัมพันธ์สำหรับการส่งเสริมจัดการขยะด้วยองค์ความรู้และเทคโนโลยีในการลดก๊าชเรือนกระจกด้วยหนอน BSF ในพื้นที่ต้นแบบ โดยวิธีเฉพาะเจาะจง

ประกาศผู้ชนะการเสนอราคา จ้างทำสื่อประชาสัมพันธ์_หนอน BSF

กรมลดโลกร้อน ร่วมลงพื้นที่ กับ รมว.ทส. เพื่อเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาล พลิกโฉม “คนอยู่กับป่า” มอบสิทธิ์ทำกิน อส.12 กว่า 7.7 พันไร่ คืนความสุข-สร้างความมั่นคงให้ราษฎรเชียงใหม่ยั่งยืน

               วันที่ 4 กรกฎาคม 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม มอบหมายให้ นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เข้าร่วมลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดเชียงใหม่ โดยมี นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เพื่อติดตามการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐบาล ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยของประชาชน ควบคู่กับการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุลและยั่งยืน รวมถึงเป็นประธานในพิธีมอบหนังสือรับรองการอยู่อาศัยหรือทำกินภายในเขตป่าอนุรักษ์ (อส.12 ก และ อส.12 ข) ณ ห้องประชุมพิทักษ์ไพร สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 (เชียงใหม่)
              ก่อนพิธีมอบหนังสือรับรองฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้เยี่ยมชมนิทรรศการแสดงผลการดำเนินงานด้านการบริหารจัดการที่ดินในเขตป่าอนุรักษ์ ผลิตภัณฑ์ชุมชนของราษฎรในพื้นที่ รวมทั้งรับชมวีดิทัศน์สรุปผลการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาล ทั้งนี้ การมอบหนังสือรับรองการอยู่อาศัยหรือทำกินภายในเขตป่าอนุรักษ์ (อส.12) ในครั้งนี้ เป็นผลจากการดำเนินงานของคณะกรรมการพิจารณาผลการสำรวจการครอบครองที่ดิน สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 (เชียงใหม่) ซึ่งได้ดำเนินการสำรวจ รังวัด สอบทานข้อมูล และตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ครอบครองที่ดินอย่างรอบคอบ ครอบคลุมพื้นที่ป่าอนุรักษ์ 8 แห่ง ได้แก่ เขตห้ามล่าสัตว์ป่าบ้านโฮ่ง เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่เลา–แม่แสะ เขตห้ามล่าสัตว์ป่าแม่เลา–แม่แสะ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอมก๋อย อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ–ปุย อุทยานแห่งชาติออบหลวง อุทยานแห่งชาติศรีลานนา และอุทยานแห่งชาติผาแดง โดยสามารถช่วยเหลือประชาชนได้จำนวน 49 หมู่บ้าน รวม 1,594 ราย ครอบคลุมพื้นที่ทั้งสิ้น 2,121 แปลง เนื้อที่รวม 7,704.56 ไร่ นับเป็นอีกก้าวสำคัญของการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินในเขตป่าอนุรักษ์ที่ส่งเสริมให้ประชาชนสามารถอยู่อาศัยและใช้ประโยชน์ในที่ดินได้อย่างถูกต้อง ควบคู่กับการมีส่วนร่วมในการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติ
               นายสุชาติ กล่าวว่า บริบทของการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติในปัจจุบันได้ปรับเปลี่ยนไปแล้ว จากเดิมที่เราเคยใช้กลไกทางกฎหมายเป็นหลักในการปกป้องผืนป่า วันนี้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนวิถีคิดใหม่ นั่นคือ “ทำอย่างไรให้คนอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างยั่งยืน” เพราะหัวใจสำคัญในการรักษาป่า สัตว์ป่า และสิ่งแวดล้อมที่แท้จริง ไม่ใช่การผลักไสพี่น้องประชาชนออกไป แต่คือการทำให้พี่น้องประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ มีความมั่นคงในที่ดินทำกิน ไม่ต้องหลบซ่อน และพร้อมที่จะเปลี่ยนบทบาทมาเป็นพลังสำคัญในการช่วยภาครัฐดูแลรักษาป่าและเฝ้าระวังไฟป่าร่วมกัน
               รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้การแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินในพื้นที่ป่าอนุรักษ์จะเป็นภารกิจที่มีความซับซ้อนและดำเนินมาอย่างยาวนาน แต่การบูรณาการความร่วมมือระหว่างรัฐบาล กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ถือเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยเร่งรัดการแก้ไขปัญหาให้เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะ “เชียงใหม่โมเดล” ซึ่งเป็นตัวอย่างของการบูรณาการงบประมาณและทรัพยากรจากทุกภาคส่วน เพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน ปัญหามลพิษ และภัยแล้งในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
               พร้อมกันนี้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมีเป้าหมายที่จะต่อยอดความสำเร็จนี้ ให้เป็นต้นแบบการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ เพื่อขยายผลสู่พื้นที่อื่นทั่วประเทศ อันจะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ควบคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและยั่งยืน ตามนโยบายของรัฐบาลต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน จัดประชุมคณะทำงานจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกและมาตรการการลดก๊าซเรือนกระจก ภาคเกษตร ครั้งที่ 1/2569

               เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานการประชุมคณะทำงานจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกและมาตรการการลดก๊าซเรือนกระจก ภาคเกษตร ครั้งที่ 1/2569 ณ ห้องประชุมอารีย์สัมพันธ์ อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม โดยมี นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นรองประธาน และนายศิวัช แก้วเจริญ ผู้อำนวยการกองขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจก เป็นเลขานุการ พร้อมด้วยคณะทำงานจากหน่วยงานประสานงานหลัก หน่วยงานเจ้าของข้อมูลรายสาขาภาคเกษตร และเจ้าหน้าที่ สส. รวม 46 คน
               ที่ประชุมมีมติเห็นชอบรายงานผลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาคเกษตร ประจำปี พ.ศ. 2569 ซึ่งมีผลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายปี พ.ศ. 2567 ปริมาณ 73.66 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า และร่างรายงานการติดตามประเมินผลการลดก๊าซเรือนกระจกภาคเกษตร ประจำปี พ.ศ. 2569 ซึ่งมีผลการลดก๊าซเรือนกระจกปี พ.ศ. 2567 ปริมาณ 3.71 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ทั้งนี้ ที่ประชุมได้มอบหมายให้ฝ่ายเลขานุการฯ ประสานงานร่วมกับกรมการข้าวเพื่อขอข้อมูลพื้นที่การทำนาแบบจัดการน้ำ (นาเปียกสลับแห้ง) ภายใต้การดำเนินงานของโครงการ Thai Rice NAMA ระหว่างปี พ.ศ. 2562-2567 และข้อมูลพื้นที่การเผาอ้อยจากสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาล เพื่อนำมาตรวจสอบข้อมูลร่วมกับการใช้ภาพถ่ายดาวเทียมในการจัดเก็บข้อมูลในการวิเคราะห์การประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และนำผลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและร่างรายงานผลการติดตามประเมินผลการลดก๊าซเรือนกระจกสาขาเกษตร ปี พ.ศ. 2567 เสนอต่อคณะอนุกรรมการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้านวิชาการและฐานข้อมูลเพื่อพิจารณาและให้ความเห็นชอบต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน จับมือ UNDP เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น (ร่าง) รายงานแห่งชาติ ฉบับที่ 5 รวมกับรายงานความโปร่งใสรายสองปี ฉบับที่ 2 (NC5/BTR2) ชูการปรับตัวรับวิกฤตโลกเดือด ยกระดับความโปร่งใสไทยสู่สากล

               วันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานเปิดการประชุมรับฟังความคิดเห็นต่อ (ร่าง) รายงานแห่งชาติ ฉบับที่ 5 รวมกับรายงานความโปร่งใสรายสองปี ฉบับที่ 2 (NC5/BTR2) บทที่ 4 ผลกระทบและการปรับตัวจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Impacts and Adaptation) โดยมี นายปวิช เกศววงศ์ และนายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย Ms. Niamh Collier-Smith ผู้แทนโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติประจำประเทศไทย (UNDP Thailand) บริษัท เดอะ ครีเอจี้ จำกัด ในฐานะที่ปรึกษาโครงการ ตลอดจนผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรระหว่างประเทศ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง รวมจำนวน 80 คน ณ ห้องประชุม Dawn ชั้น 2 โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพมหานคร และผ่านระบบออนไลน์
               กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.) ร่วมกับ โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติประจำประเทศไทย (UNDP Thailand) จัดการประชุมครั้งนี้ขึ้น เพื่อรวบรวมข้อคิดเห็นและข้อมูลเฉพาะแต่ละรายสาขาจากทุกภาคส่วน นำไปปรับปรุงเนื้อหาของ (ร่าง) รายงานแห่งชาติ ฉบับที่ 5 รวมกับรายงานความโปร่งใสรายสองปี ฉบับที่ 2 (NC5/BTR2) บทที่ 4 ผลกระทบและการปรับตัวจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ให้มีความครบถ้วน ถูกต้อง และสะท้อนบริบทของประเทศไทยได้อย่างรอบด้านยิ่งขึ้น
               ดร.พิรุณ ได้เปิดเผยว่า สภาพภูมิอากาศในปัจจุบันทวีความรุนแรงและผันผวนอย่างรวดเร็ว โดย องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ได้ประกาศเตือนภัยภาวะ “ซูเปอร์เอลนีโญ” ที่ทำให้อุณหภูมิผิวน้ำทะเลสูงกว่าปกติถึง 2 องศาเซลเซียส ส่งผลกระทบขั้นวิกฤตทั่วโลก สำหรับประเทศไทย จากรายงาน Climate Risk Index 2026 โดย Germanwatch พบว่าความเปราะบางจากสภาพอากาศสุดขั้วทวีความรุนแรงขึ้นอย่างก้าวกระโดด ซึ่งในปี 2024 ประเทศไทยถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่ 17 ของโลกในด้านผลกระทบ จากเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว เพิ่มขึ้นจากอันดับที่ 69 ในปี 2023 สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางและความท้าทายที่ประเทศไทยได้รับผลกระทบโดยตรง ทั้งด้านความมั่นคงทางอาหาร น้ำ สาธารณสุข การท่องเที่ยว การลงทุน และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อกลุ่มเปราะบางในสังคมที่มีขีดจำกัดในการปรับตัว “การจัดทำรายงาน NC5/BTR2 โดยเฉพาะในบทที่ 4 ผลกระทบและการปรับตัวจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จึงเป็นภารกิจเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญยิ่งของประเทศไทย ไม่เพียงแต่เป็นการทำตามพันธกรณีระหว่างประเทศภายใต้กรอบความตกลงปารีส (Paris Agreement) และกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) เท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการประเมินและทบทวนความก้าวหน้าของแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (NAP) เพื่อยกระดับกลไกการรับมือ เพิ่มขีดความสามารถ และสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจและสังคมให้แก่ประชาชนไทยอย่างยั่งยืน” ดร.พิรุณ กล่าว
               ด้าน Ms. Niamh Collier-Smith ผู้แทนโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติประจำประเทศไทย (UNDP Thailand) กล่าวต้อนรับ พร้อมเน้นย้ำบทบาทของ UNDP ในการสนับสนุนกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.) ในการจัดทำรายงานแห่งชาติ ฉบับที่ 5 รวมกับรายงานความโปร่งใสรายสองปี ฉบับที่ 2 (NC5/BTR2) ภายใต้ความตกลงปารีส โดยระบุว่าการประชุมครั้งนี้เป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเพื่อยกระดับคุณภาพของร่างรายงานบทที่ 4 และสนับสนุนการจัดทำรายงานให้สอดคล้องกับกรอบความโปร่งใสที่ยกระดับขึ้น (ETF) ภายใต้ความตกลงปารีส พร้อมทั้งเน้นย้ำว่า จากสถานการณ์ภัยพิบัติและสภาพอากาศสุดขั้วที่ทวีความถี่และความรุนแรง ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานสีเขียวและมาตรการด้านการปรับตัวอย่างจริงจัง โดยรายงานของธนาคารโลก (World Bank) ระบุว่า หากไม่มีการดำเนินมาตรการปรับตัวอย่างเพียงพอ ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอาจทำให้ GDP ของไทยลดลงร้อยละ 7–14 ภายในปี 2050
               ทั้งนี้ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.) มุ่งหวังให้รายงานฉบับนี้เป็นฐานข้อมูลที่สะท้อนการดำเนินงานที่ครอบคลุมถึงประเด็นความเสมอภาคทางเพศและการมีส่วนร่วมของสังคม (Gender Equality and Social Inclusion: GESI) สส. จึงขอเชิญชวนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ร่วมตรวจสอบเนื้อหาและจัดส่งข้อคิดเห็น ตลอดจนเอกสารอ้างอิงสถิติต่าง ๆ หรือกรณีศึกษาในพื้นที่ เพิ่มเติมผ่านช่องทาง Google Form หรืออีเมล adapt.btr@gmail.com ได้ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันจันทร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการรายงานความก้าวหน้าด้านการปรับตัวฯ ของประเทศไทย

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

ประกาศผู้ชนะการเสนอราคา จ้างเหมาบริการรถยนต์ จำนวน 1 คัน พร้อมพนักงานขับรถยนต์ โดยวิธีเฉพาะเจาะจง

ประกาศผู้ชนะการเสนอราคา จ้างเหมาบริการรถ_ชัยพร

ประกาศผลผู้ชนะการจัดซื้อจัดจ้างหรือผู้ได้รับการคัดเลือกและสาระสำคัญของสัญญาหรือข้อตกลงเป็นหนังสือ

ประกาศผลผู้ชนะการการจัดซื้อจัดจ้างหรือผู้ได้รับการคัดเลือก

ขอเชิญร่วมแสดงความคิดเห็น การประเมินผลสัมฤทธิ์ กฎกระทรวง ฉบับที่ 9 (พ.ศ. 2541) ออกตามความในพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 ผ่านระบบกลางทางกฎหมาย

          กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบในการประเมินผลสัมฤทธิ์กฎกระทรวง ฉบับที่ 9 (พ.ศ. 2541) ออกตามความในพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 ได้ประกาศรับฟังความคิดเห็นเพื่อประเมินผลสัมฤทธิ์กฎกระทรวงดังกล่าว โดยรับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือได้รับผลกระทบที่เกิดจากการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อพัฒนากฎหมายให้สอดคล้องและเหมาะสมกับบริบทต่าง ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไป มีกฎหมายเพียงเท่าที่จำเป็น พัฒนากฎหมายให้สอดคล้องกับหลักสากลและพันธกรณีระหว่างประเทศ ลดความซ้ำซ้อนและขัดแย้งของกฎหมาย ลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรมในสังคม

          ในการประเมินผลสัมฤทธิ์กฎกระทรวง ฉบับที่ 9 (พ.ศ. 2541) ออกตามความในพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมจะต้องดำเนินการรับฟังความคิดเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้องตามพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562 ตลอดจนต้องกระทำตามแนวทางการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมายที่คณะกรรมการพัฒนากฎหมาย โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีกำหนด ซึ่งจะต้องมีการประกาศการรับฟังความคิดเห็นและข้อมูลประกอบการรับฟังความคิดเห็น

>> ระบบกลางทางกฎหมาย https://law.go.th/listeningDetail?survey_id=NzUzNURHQV9MQVdfRlJPTlRFTkQ=

กรมลดโลกร้อน จัดประชุมคณะทำงานจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกและมาตรการการลดก๊าซเรือนกระจก ภาคกระบวนการทางอุตสาหกรรมและการใช้ผลิตภัณฑ์ ครั้งที่ 1/2569

               วันที่ 2 กรกฎาคม 2569 นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานการประชุมคณะทำงานจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกและมาตรการการลดก๊าซเรือนกระจก ภาคกระบวนการทางอุตสาหกรรมและการใช้ผลิตภัณฑ์ (IPPU) ครั้งที่ 1/2569 โดยมี นายศิวัช แก้วเจริญ ผู้อำนวยการกองขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจก เป็นเลขานุการ พร้อมด้วยคณะทำงานจากหน่วยงานประสานงานหลักและหน่วยงานเจ้าของข้อมูลรายสาขา IPPU และเจ้าหน้าที่ สส. รวมทั้งสิ้น 45 คน ณ ห้องประชุมอารีย์สัมพันธ์ อาคารกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม
               ที่ประชุมมีมติเห็นชอบรายงานผลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาคกระบวนการอุตสาหกรรมและการใช้ผลิตภัณฑ์ ประจำปี พ.ศ. 2569 ซึ่งมีผลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายปี พ.ศ. 2567 ปริมาณ 34.74 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า และร่างรายงานการติดตามประเมินผลการลดก๊าซเรือนกระจก ประจำปี พ.ศ. 2569 ซึ่งมีผลการลดก๊าซเรือนกระจกปี พ.ศ. 2567 ปริมาณ 0.85 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า จากกลุ่มมาตรการทดแทนปูนเม็ดและกลุ่มมาตรการทดแทน/ปรับเปลี่ยนสารทำความเย็น (ไม่รวมมาตรการการใช้วัสดุทดแทนปูนซีเมนต์ในคอนกรีตผสมเสร็จ) และมอบหมายกรมโรงงานอุตสาหกรรมประสานงานติดตามผลการลดก๊าซเรือนกระจกมาตรการการใช้วัสดุทดแทนปูนซีเมนต์ในคอนกรีตผสมเสร็จและนำเสนอต่อคณะทำงานในการประชุมครั้งถัดไป ในวันที่ 20 กรกฎาคม 2569 ตลอดจนมอบหมายฝ่ายเลขานุการฯ นำผลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและร่างรายงานผลการติดตามประเมินผลการลดก๊าซเรือนกระจกจากมาตรการรายสาขากระบวนการทางอุตสาหกรรมและการใช้ผลิตภัณฑ์ ปี พ.ศ. 2567 ประจำปี พ.ศ. 2569 เสนอต่อคณะอนุกรรมการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้านวิชาการและฐานข้อมูลเพื่อรับทราบและให้ความเห็นชอบต่อไป MtCO2eq

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

ซูเปอร์เอลนีโญกับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ปกป้องระบบนิเวศไทย เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันต่อวิกฤตภูมิอากาศ (สาขาการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ)

               ป่าไม้ แม่น้ำ พื้นที่ชุ่มน้ำ ป่าชายเลน แนวปะการัง และหญ้าทะเล ไม่ได้เป็นเพียงทรัพยากรธรรมชาติที่สวยงามเท่านั้น แต่ยังเป็น “โครงสร้างพื้นฐานทางธรรมชาติ” ที่ช่วยหล่อเลี้ยงระบบเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของคนไทย อย่างไรก็ตาม ภายใต้สถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะแนวโน้มการเกิด “ซูเปอร์เอลนีโญ” (Super El Niño) ระบบนิเวศของประเทศไทยกำลังเผชิญแรงกดดันครั้งสำคัญ อุณหภูมิที่สูงขึ้น ปริมาณฝนที่ลดลง และสภาพอากาศที่แห้งแล้งยาวนาน ส่งผลให้ความเสี่ยงต่อไฟป่า การเสื่อมโทรมของระบบนิเวศ และการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ในขณะเดียวกัน อุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้นยังส่งผลต่อการเกิดปะการังฟอกขาวและกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเล ซึ่งเป็นฐานทรัพยากรสำคัญของประเทศ

เมื่อความแห้งแล้งจุดชนวนไฟป่า และความร้อนคุกคามทะเลไทย
               ซูเปอร์เอลนีโญทำให้หลายพื้นที่ของประเทศเผชิญสภาพอากาศร้อนและแห้งแล้งต่อเนื่องยาวนาน ความชื้นในดินลดลง ใบไม้ และเชื้อเพลิงธรรมชาติแห้งสะสมมากขึ้น ส่งผลให้โอกาสการเกิดไฟป่าเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ป่าต้นน้ำ และพื้นที่ภูเขาในภาคเหนือและภาคตะวันตก
               เมื่อเกิดไฟป่า ไม่เพียงแต่พื้นที่ป่าจะได้รับความเสียหาย แต่ยังส่งผลต่อคุณภาพอากาศจากหมอกควันและฝุ่นละออง PM2.5 ซึ่งกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในวงกว้าง ขณะเดียวกัน ในทะเลไทย อุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้นจากภาวะโลกร้อนและเอลนีโญ อาจเร่งให้เกิดปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาวในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะแนวปะการังในทะเลอันดามันและอ่าวไทย หากเกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาจส่งผลต่อความหลากหลายทางชีวภาพ ทรัพยากรประมง และการท่องเที่ยวทางทะเลของประเทศ

จากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า สู่การฟื้นฟูระบบนิเวศเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่น
               ภายใต้แผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (NAP) การจัดการทรัพยากรธรรมชาติไม่ได้มุ่งเพียงการควบคุมผลกระทบที่เกิดขึ้น แต่เน้นการเสริมสร้างความยืดหยุ่นของระบบนิเวศในระยะยาว แนวคิดสำคัญคือการใช้ “Nature-based Solutions (NbS)” หรือการใช้ธรรมชาติเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหา ไม่ว่าจะเป็นการฟื้นฟูป่าต้นน้ำ การอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำ การฟื้นฟูป่าชายเลน การดูแลหญ้าทะเล หรือการฟื้นฟูแนวปะการัง ล้วนเป็นแนวทางที่ช่วยให้ระบบนิเวศสามารถปรับตัวและฟื้นตัวจากผลกระทบของสภาพภูมิอากาศได้ดีขึ้น ในขณะเดียวกัน เทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น ดาวเทียม ระบบภูมิสารสนเทศ และข้อมูลภูมิอากาศ กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเฝ้าระวังและบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

การดำเนินงานที่เกิดขึ้นจริงในประเทศไทย
        ประเทศไทยได้ดำเนินมาตรการรับมือผลกระทบจากซูเปอร์เอลนีโญและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในมิติทรัพยากรธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง โดยมีการดำเนินงานที่สำคัญคือ
               🔹ระบบติดตามจุดความร้อน (Hotspot Monitoring) กรมป่าไม้ และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ใช้ข้อมูลดาวเทียมในการติดตามจุดความร้อนทั่วประเทศแบบเรียลไทม์ เพื่อเฝ้าระวังและตอบสนองต่อเหตุไฟป่าได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งข้อมูลดังกล่าวช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถประเมินความเสี่ยง วางแผนกำลังพล และควบคุมไฟป่าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
               🔹มาตรการรับมือไฟป่าและหมอกควัน ปี 2569 คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบให้มีการจัดเตรียมเฮลิคอปเตอร์พร้อมถังตักน้ำ (Bucket) สำหรับปฏิบัติการดับไฟป่าทางอากาศ รวมถึงสนับสนุนงบประมาณและอุปกรณ์ให้เครือข่ายอาสาสมัครในพื้นที่เสี่ยงสูง
               🔹อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ–ปุย จังหวัดเชียงใหม่ หนึ่งในพื้นที่ต้นแบบที่มีการบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ชุมชน และอาสาสมัคร เพื่อเฝ้าระวังและควบคุมไฟป่าเชิงรุก ลดความเสียหายต่อระบบนิเวศและคุณภาพอากาศ
               🔹การฟื้นฟูหญ้าทะเลและพะยูนในจังหวัดตรัง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งดำเนินโครงการฟื้นฟูแหล่งหญ้าทะเล ซึ่งเป็นแหล่งอาหารสำคัญของพะยูน และช่วยรักษาความสมบูรณ์ของระบบนิเวศชายฝั่ง
               🔹การเฝ้าระวังปะการังฟอกขาวในทะเลไทย ได้มีการติดตามอุณหภูมิน้ำทะเลและสถานการณ์ปะการังฟอกขาวอย่างใกล้ชิดในพื้นที่สำคัญ เช่น หมู่เกาะสิมิลัน หมู่เกาะสุรินทร์ เกาะเต่า และพื้นที่แนวปะการังในอ่าวไทย เพื่อเตรียมมาตรการลดผลกระทบและฟื้นฟูระบบนิเวศ
               🔹การฟื้นฟูป่าชายเลนในพื้นที่ชายฝั่ง หลายจังหวัดชายฝั่ง เช่น ระนอง พังงา กระบี่ และสมุทรสงคราม ได้ดำเนินโครงการฟื้นฟูป่าชายเลน ซึ่งช่วยลดการกัดเซาะชายฝั่ง เพิ่มแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ และเพิ่มความสามารถในการกักเก็บคาร์บอนของระบบนิเวศ

ยุทธศาสตร์สำคัญที่ประเทศไทยควรเร่งดำเนินการ
        การรับมือซูเปอร์เอลนีโญในสาขาทรัพยากรธรรมชาติต้องมุ่งเน้นการเพิ่มความยืดหยุ่นของระบบนิเวศในระยะยาว คือ
              🔸การยกระดับระบบติดตามไฟป่า จุดความร้อน และสภาพป่าแบบเรียลไทม์ โดยใช้ข้อมูลดาวเทียมและปัญญาประดิษฐ์ร่วมกัน
              🔸การขยายการฟื้นฟูระบบนิเวศด้วยแนวทาง Nature-based Solutions ทั้งป่าต้นน้ำ พื้นที่ชุ่มน้ำ ป่าชายเลน หญ้าทะเล และแนวปะการัง
              🔸การพัฒนาแผนบริหารจัดการความเสี่ยงด้านปะการังฟอกขาวและระบบนิเวศทางทะเลที่เชื่อมโยงกับข้อมูลภูมิอากาศในอนาคต
              🔸การสนับสนุนบทบาทของชุมชน ทั้งในระดับท้องถิ่นและเครือข่ายอาสาสมัครในการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ
              🔸การบูรณาการข้อมูลด้านภูมิอากาศเข้ากับการบริหารจัดการพื้นที่อนุรักษ์ทั่วประเทศ เพื่อให้สามารถวางแผนเชิงรุกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ประชาชนมีส่วนร่วมได้อย่างไร
               การดูแลทรัพยากรธรรมชาติไม่ใช่หน้าที่ของหน่วยงานภาครัฐเพียงอย่างเดียว แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกคน ประชาชนสามารถช่วยลดความเสี่ยงไฟป่าได้ด้วยการงดการเผาในที่โล่ง แจ้งเหตุไฟป่าเมื่อพบความผิดปกติ และร่วมเป็นเครือข่ายเฝ้าระวังในพื้นที่ ในพื้นที่ชายฝั่งและแหล่งท่องเที่ยวทางทะเล ควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่กระทบต่อปะการังและหญ้าทะเล รวมถึงสนับสนุนการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
               เพราะทรัพยากรธรรมชาติไม่ได้เป็นเพียงสมบัติของประเทศ แต่เป็นเกราะป้องกันสำคัญที่ช่วยลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การดูแลธรรมชาติในวันนี้ จึงเป็นการสร้างความมั่นคงให้กับเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของคนไทยในอนาคต การฟื้นฟูและรักษาระบบนิเวศให้เข้มแข็ง คือหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญที่สุดในการสร้างภูมิคุ้มกันให้ประเทศไทยสามารถปรับตัวและก้าวผ่านวิกฤตภูมิอากาศได้อย่างยั่งยืน

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

แหล่งที่มา :
– กรมป่าไม้. (2569). มาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง PM2.5.
– กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. (2569). แผนปฏิบัติการป้องกันไฟป่าและหมอกควัน.
– สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน). (2569). FireD: ระบบติดตามจุดความร้อนและไฟป่า. https://fire.gistda.or.th
– กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง. (2569). การติดตามสถานการณ์ปะการังฟอกขาวและการอนุรักษ์หญ้าทะเล.

ประกาศผู้ชนะการเสนอราคา จ้างเหมาบริการรถยนต์ จำนวน 1 คัน พร้อมพนักงานขับรถยนต์ โดยวิธีเฉพาะเจาะจง

ประกาศผู้ชนะการเสนอราคา จ้างเหมาบริการรถยนต์ 1 คัน_นายนิพนธ์