กรมลดโลกร้อน ร่วมเสวนาในงาน Earth Jump 2026 ในหัวข้อ “กลยุทธ์ธุรกิจไทยบนความยั่งยืนในยุคเศรษฐกิจโตต่ำ Winning with Sustainability in a Low-Growth Economy”

               วันที่ 9 มิถุนายน 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ร่วมเสวนาในงาน Earth Jump 2026 ในหัวข้อ “กลยุทธ์ธุรกิจไทยบนความยั่งยืนในยุคเศรษฐกิจโตต่ำ Winning with Sustainability in a Low-Growth Economy” พร้อมด้วย 1) รองประธานกรรมการหอการค้าไทย 2) รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและประธานสถาบันน้ำ สิ่งแวดล้อม และ Climate Change และ 3) ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ณ รอยัลพารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 สยามพารากอน
               งานเสวนาดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อปูพื้นฐานในเรื่องเศรษฐกิจโลกกำลังเข้าสู่ยุค “โตต่ำ แต่ความเสี่ยงสูง” ทั้งจาก Climate Change ต้นทุนพลังงาน และกติกาการค้าใหม่ด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและโอกาสทางการค้า ทั้งด้านการลดคาร์บอน การบริหารต้นทุน และการสร้างโมเดลธุรกิจใหม่ เพื่อเติบโตได้ในระยะยาว และการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
               ดร.พิรุณฯ ได้กล่าวว่า บทบาทสำคัญของภาครัฐ คือ การสร้าง Policy Certainty เช่น พ.ร.บ. ลดโลกร้อน เพื่อสร้างกลไกสนับสนุนและกระตุ้นให้ภาคเอกชนมีการประเมินต้นทุน ความเสี่ยง และผลตอบแทนการปรับตัวที่ชัดเจนขึ้น โดยโจทย์ของภาครัฐไม่ใช่เพียงการเร่งลดการปล่อยคาร์บอน แต่ต้องช่วยให้ SME รายย่อยไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ผ่านมาตรฐานที่เข้าใจง่าย มีเครื่องมือคำนวณคาร์บอนที่เข้าถึงได้ และ Capacity Building อีกทั้ง ก่อนจะมีกติกาบังคับเต็มรูปแบบนี้ ถือเป็น “ช่วงเตรียมความพร้อม” ไม่ว่าจะเป็นการทำ Carbon Footprint, Data Collection, MRV, Energy Audit และ Transition Plan เพราะเมื่อกติกาด้านคาร์บอนเริ่มชัดขึ้น ผู้ที่มีข้อมูลก่อนจะปรับตัวได้เร็วกว่า นอกจากนี้ยังเห็นว่ากุญแจสำคัญสู่เป้าหมาย Net Zero 2050 คือ การพลิกโฉมภาคพลังงานของไทย

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ถกผลกระทบเศรษฐกิจ-สังคม เตรียมปรับยุทธศาสตร์ Net Zero 2050 ก่อนฟังเสียงประชาชน

               วันที่ 9 มิถุนายน 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานการประชุมคณะทำงานศึกษาแนวทางจัดการผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมจากการดำเนินนโยบายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 1/2569 ร่วมกับ นายวิชญายุทธ บุญชิต รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พร้อมด้วยนายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมการประชุม ณ ห้อง Platinum Hall ชั้น 3 โรงแรมอวานี รัชดา กรุงเทพฯ และผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (โปรแกรม Zoom Meeting)
               ในการนี้ ที่ประชุมได้ร่วมกันพิจารณาผลการประเมินดังกล่าว โดยมีประเด็นสำคัญ ได้แก่ นิยามและแนวคิดที่ใช้ในการประเมินภายใต้แบบจำลอง เช่น กรณีปกติ (Business-as-Usual: BAU) การกำหนดค่าตัวแปร (Parameters) ที่สำคัญ ตลอดจนองค์ประกอบในการนำเสนอยุทธศาสตร์ระยะยาวในการพัฒนาแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ (LT-LEDS) ตามความตกลงปารีส ทั้งนี้ กรมฯ จะนำข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะที่ได้รับจากการประชุมครั้งนี้ไปประกอบการพิจารณาร่วมกับสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันและปรับปรุงยุทธศาสตร์ระยะยาวในการพัฒนาแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำของประเทศไทย ให้มีความครบถ้วนสมบูรณ์ก่อนเข้าสู่กระบวนการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ (Public Hearing) ภายในเดือนกรกฎาคม 2569 ต่อไป

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

ประกาศผู้ชนะการเสนอราคา จ้างเหมาบริการรถยนต์ จำนวน ๑ คัน พร้อมพนักงานขับรถยนต์

ประกาศผู้ชนะการเสนอราคา จ้างเหมาบริการรถยนต์ จำนวน 1 คัน พร้อมพนักงานขับรถยนต์_000189

กรมลดโลกร้อน ประชุมกลั่นกรอง Green Restaurant ประจำปี 2569

#กรมลดโลกร้อน
#กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม
#G – Green

พลิกวิกฤตโลกเดือด! ‘รมว.สุชาติ’ มอบกรมลดโลกร้อนกางแผนรับมือ ‘เอลนีโญ’ เสริมเกราะภูมิคุ้มกันไทย

               ในยุคที่ทั่วโลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากสภาวะ “โลกร้อน” เข้าสู่ “โลกเดือด” ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติอย่างเอลนีโญ (El Niño) ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของสภาพอากาศที่แปรปรวนในระยะสั้นอีกต่อไป แต่เป็นบททดสอบครั้งสำคัญของประเทศไทยในการวางรากฐานเพื่อความอยู่รอดอย่างยั่งยืน ล่าสุด นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) ได้ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และการยกระดับคุณภาพสิ่งแวดล้อมของประเทศ ซึ่งรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้กำหนดนโยบายสำคัญ โดยเฉพาะในด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม ได้แก่ การบริหารจัดการน้ำและป้องกันภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ การพัฒนาระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ การผลักดันให้ประเทศบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี ค.ศ. 2050 และการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีคุณค่าและสมดุล และได้มอบหมายกรมลดโลกร้อนเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายเชิงรุก เร่งรัดขับเคลื่อนแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (National Adaptation Plan: NAP) เพื่อลดความสูญเสียและความเสียหาย และเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ประเทศ
               ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า จากข้อมูลล่าสุดของกรมอุตุนิยมวิทยา แม้ปัจจุบันสภาวะแปรปรวนของกระแสน้ำและชั้นบรรยากาศ (ENSO) จะอยู่ในสถานะเป็นกลาง แต่ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ มีสัญญาณชัดเจนว่าประเทศไทยเริ่มเข้าสู่สภาวะเอลนีโญ ซึ่งจะส่งผลให้ปริมาณฝนโดยรวมน้อยกว่าปกติ และอาจเกิดภาวะฝนทิ้งช่วง ขณะที่อุณหภูมิเฉลี่ยจะสูงขึ้นกว่าปกติ ประมาณ 1.3-2.2 องศาเซลเซียส โดยเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2569 – เดือนมกราคม พ.ศ. 2570 คาดว่าสภาวะเอลนีโญจะมีความรุนแรงมากที่สุด แนวโน้มดังกล่าวสอดคล้องกับผลการประเมินจากแบบจำลองพยากรณ์ของ European Centre for Medium-Range Weather Forecasts (ECMWF) ซึ่งระบุว่ามีโอกาสสูงมากที่โลกจะเข้าสู่สภาวะเอลนีโญในช่วงเดือนพฤษภาคม–กรกฎาคม 2569 และคาดการณ์ว่าเอลนีโญจะคงอยู่ต่อเนื่องตลอดช่วงที่เหลือของปี พ.ศ. 2569 และต่อเนื่องถึงช่วงต้นปี พ.ศ.2570 และสอดคล้องกับข้อมูลจากแบบจำลองการคาดการณ์ภูมิอากาศระยะยาวของกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ซึ่งพบว่าปริมาณฝนของประเทศไทย ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569 – 2571 มีแนวโน้มลดลง
               ความเสี่ยงและผลกระทบจากปรากฎการณ์ดังกล่าว ได้แก่ การขาดแคลนน้ำเพื่ออุปโภคบริโภคของประชาชนและภาคส่วนต่างๆ (ภาคการเกษตร ภาคอุตสาหกรรม ภาคการท่องเที่ยวและบริการ ภาคเมือง) ผลกระทบจากความแห้งแล้ง เป็นตัวเร่งโอกาสของการเกิดไฟป่าที่มีความรุนแรงมากขึ้น อุณหภูมิที่สูงขึ้น มีผลต่อสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง และผู้ที่ทำงานกลางแจ้ง และกระทบต่อการเกิดปะการังฟอกขาว
ที่ผ่านมา รมว.สุชาติ ได้สั่งการให้หน่วยงานในสังกัด ทส. ดำเนินการเพื่อรับมือกับความท้าทายดังกล่าว ดังนี้
               การรับมือภัยแล้งและภาวะฝนทิ้งช่วง โดยกรมทรัพยากรน้ำได้ระดมเครื่องจักรกล ทั้งเครื่องสูบน้ำ รถบรรทุกน้ำ รถขุด และเรือดูดโคลน ให้พร้อมสแตนด์บายใช้งานตลอด 24 ชั่วโมง ด้านกรมทรัพยากรน้ำบาดาลได้เปิดจุดจ่ายน้ำบาดาลเพื่อประชาชนแล้วถึง 157 แห่ง ใน 42 จังหวัด พร้อมจัดตั้งศูนย์ผลิตน้ำสะอาดรวม 139 จุด และจุดสูบน้ำช่วยเหลืออีก 245 จุดทั่วประเทศ
               การรับมือฝุ่นควันและไฟป่า โดยกรมป่าไม้และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ดำเนินมาตรการรับมือสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง PM2.5 ประจำปี 2569 ที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งตั้งเป้าลดพื้นที่เผาไหม้ในป่าอย่างจริงจัง มีการจัดเตรียมเฮลิคอปเตอร์ติดตั้งอุปกรณ์ตักน้ำ (Bucket) พร้อมขึ้นบินดับไฟป่าทางอากาศทันทีเมื่อเกิดเหตุ พร้อมทั้งการสนับสนุนงบประมาณและอุปกรณ์ให้แก่อาสาสมัครภาคประชาชนในพื้นที่อนุรักษ์ที่มีความเสี่ยงสูง
               การบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง โดยกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เตรียมบังคับใช้กฎหมายคุมการท่องเที่ยวทางทะเล หลังสถานการณ์ทะเลไทยเข้าสู่ภาวะเสี่ยงวิกฤติจากผลกระทบสภาพภูมิอากาศ การเสริมความแข็งแรงให้ปะการังและหญ้าทะเลสามารถฟื้นตัวได้เอง ควบคู่กับการกำหนดแนวทางอนุรักษ์สัตว์ทะเลร่วมกับการส่งเสริมการท่องเที่ยวทางทะเลอย่างยั่งยืน รวมถึงการจัดทำแผนที่ความเสี่ยงการกัดเซาะชายฝั่ง เพื่อเตรียมความพร้อมในการรับมือและปรับตัว
               การพัฒนาศูนย์ข้อมูลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Information Center) โดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะเป็นแพลตฟอร์มกลางที่เผยแพร่ข้อมูลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศ ทั้งข้อมูลการลดก๊าซเรือนกระจก ข้อมูลความเสี่ยงและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ข้อมูลการคาดการณ์ภูมิอากาศในระยะยาว รวมถึงการติดตามประเมินผลการลดก๊าซเรือนกระจกเพื่อบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี ค.ศ. 2050 และการดำเนินงานด้านการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตามเป้าหมายการปรับตัวระดับโลก (Global goal on Adaptation : GGA)
ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อรับมือกับ ‘เอลนีโญ’ ใน 6 สาขาความเสี่ยงภายใต้แผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ
               การจัดการทรัพยากรน้ำ (เทคโนโลยีดิจิตอล) นำเทคโนโลยีดิจิตอล เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และข้อมูลการคาดการณ์สภาพภูมิอากาศ ทั้งระยะสั้น กลาง ยาว ที่มีความละเอียดสูง มาใช้ในการวางแผนและบริหารจัดการน้ำ การเพิ่มจำนวนสถานีตรวจวัดอากาศให้ครอบคลุมทั่วประเทศ การจัดทำแผนสำรองน้ำในพื้นที่เสี่ยง การพัฒนาธนาคารน้ำใต้ดิน (Groundwater Banking) และการเติมน้ำกลับสู่ชั้นหินอุ้มน้ำ (MAR)
               เกษตรและความมั่นคงทางอาหาร (มุ่งสู่ “เกษตรอัจฉริยะ”) แปรเปลี่ยนการตั้งรับไปสู่ “การปรับตัวเชิงรุก” (Anticipatory Adaptation) โดยส่งเสริมการนำเทคโนโลยีอวกาศและดาวเทียมมาใช้ เช่น แพลตฟอร์ม “เช็คแล้ง” เพื่อให้เกษตรกรสามารถประเมินความต้องการใช้น้ำ สุขภาพพืช และคาดการณ์ผลผลิตล่วงหน้าในระดับแปลงเพาะปลูกได้อย่างแม่นยำ
               การท่องเที่ยวที่ยืดหยุ่น (Climate Resilient Tourism) เตรียมรับมือปัญหาขาดแคลนน้ำในเมืองท่องเที่ยวและเกาะต่างๆ ควบคู่ไปกับการปรับตัวทางธุรกิจ เช่น การพัฒนากิจกรรมด้านการท่องเที่ยวที่ลดการพึ่งพิงสภาพอากาศ การเพิ่มพื้นที่สีเขียวเพื่อลดอุณหภูมิในแหล่งท่องเที่ยว การปรับช่วงเวลาของกิจกรรมให้เหมาะสมกับสภาพอากาศ และการจัดบริการด้านสุขภาพและความปลอดภัยให้แก่นักท่องเที่ยว การจัดจุดบริการน้ำดื่มที่ทั่วถึง เป็นต้น
               สาธารณสุข (ปกป้องกลุ่มเปราะบาง) สภาพอากาศที่ร้อนจัดเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคลมร้อน (Heat Stroke) ควรมีการพัฒนาดัชนีความร้อน (Heat Index) ความละเอียดสูง เพื่อแจ้งเตือนประชาชนล่วงหน้ารายพื้นที่ โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุ เด็ก เกษตรกร ผู้ที่มีโรคประจำตัวและผู้ที่ต้องทำงานกลางแจ้ง
               การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ (หยุดวิกฤตไฟป่าและปะการังฟอกขาว) เน้นการใช้ระบบดาวเทียมติดตามจุดความร้อน (Hotspot) เพื่อเฝ้าระวังไฟป่าในป่าอนุรักษ์อย่างเข้มงวด ฟื้นฟูระบบนิเวศต้นน้ำด้วยแนวทางธรรมชาติ (Nature-based Solutions: NbS) และสนับสนุนชุมชนในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมเป็นอาสาสมัครอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ รวมถึงการติดตามเฝ้าระวังสถานการณ์ปะการังฟอกขาว หญ้าทะเลและสัตว์ทะเลหายาก อย่างใกล้ชิด
               การตั้งถิ่นฐานและความมั่นคงของมนุษย์ (เมืองยืดหยุ่น สถาปัตยกรรมปรับตัว) ส่งเสริมการวางผังเมืองและออกแบบอาคารที่สอดคล้องกับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง (Climate-Adaptive Design) พร้อมพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้าแบบหลายภัย (Multi-Hazard Early Warning System : MHEW) เพื่อลดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
               วิกฤตเอลนีโญในวันนี้ไม่ใช่เพียงแค่ปัญหาภัยแล้งตามฤดูกาลที่ผ่านมาแล้วผ่านไป หากแต่เป็นสัญญาณเตือนภัยครั้งสำคัญที่บีบให้ประเทศไทยต้องเร่งเปลี่ยนผ่านโครงสร้างประเทศ การขับเคลื่อนนโยบายของ นายสุชาติ ชมกลิ่น ในครั้งนี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณว่า “การลงทุนเพื่อปรับตัวในวันนี้ คือการปกป้องอนาคตของชาติ” ด้วยการใช้วิทยาศาสตร์ข้อมูล การบูรณาการร่วมกันของทุกภาคส่วน และความร่วมมือจากประชาชน เพื่อเปลี่ยนจากสภาวะที่เปราะบาง ไปสู่การเป็นประเทศที่มีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Resilience) อย่างยั่งยืน ดร.พิรุณ กล่าวทิ้งท้าย

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ร่วมพิธีเปิดกิจกรรมวันทะเลโลก 2569 สานพลังอนุรักษ์ทะเลไทย สานต่อพระดำริเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ

               วันที่ 8 มิถุนายน 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วยนายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ร่วมพิธีเปิดกิจกรรมวันทะเลโลก (World Oceans Day) ประจำปี 2569 ภายใต้แนวคิด “REIMAGINE : คิดใหม่ให้ทะเล เพื่อโลกที่ยั่งยืน” โดยมี นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธาน พร้อมด้วย Soohyun Kim ผู้อำนวยการสำนักงานภูมิภาคยูเนสโก กรุงเทพฯ ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดร.ปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง คณะผู้บริหารกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา ตลอดจนประชาชนและเครือข่ายด้านสิ่งแวดล้อม เข้าร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง ซึ่งกิจกรรมนี้จัดโดย กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร ณ ลานกิจกรรม Block I สยามสแควร์ กรุงเทพมหานคร
               นายสุชาติ กล่าวว่า การจัดงานวันทะเลโลกในปีนี้ เป็นการสืบสานต่อยอดพระดำริของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ในด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลยุคใหม่ ที่สามารถเชื่อมโยงการดูแลสิ่งแวดล้อมเข้ากับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม และสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล ภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการสร้างสมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยมุ่งส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการดูแลรักษาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ซึ่งเป็นทรัพยากรสำคัญ
               รมว. สุชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่าปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเล ความหลากหลายทางชีวภาพ และความมั่นคงทางอาหารของประเทศ ดังนั้นการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลจึงไม่ใช่ภารกิจของหน่วยงานใดเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน
               นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการจัดแสดงผลิตภัณฑ์จากโครงการภายใต้มูลนิธิอนุรักษ์แนวปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลไทย ซึ่งเกิดจากพระดำริของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ที่ทรงห่วงใยต่อปัญหาความเสื่อมโทรมของทรัพยากรทางทะเลและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลไทย โดยมูลนิธิฯ ได้ร่วมกับภาคีเครือข่ายนำขยะทะเลมาแปรรูปเป็นนวัตกรรมสิ่งทอและพัฒนาเป็น “ผ้าพลิกตัวสำหรับผู้ป่วยติดเตียง” เพื่อส่งมอบแก่ผู้ยากไร้ สร้างคุณค่าทางสังคมควบคู่กับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
               ทั้งนี้ กิจกรรมวันทะเลโลก 2569 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 8-10 มิถุนายน 2569 โดยมีกิจกรรมสร้างสรรค์และนิทรรศการด้านการอนุรักษ์ทะเลจากหน่วยงานเครือข่ายจำนวนมาก เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เรียนรู้และมีส่วนร่วมในการดูแลรักษาทะเลไทย ซึ่งถือเป็นสมบัติอันล้ำค่าของประเทศและของคนไทยทุกคน พร้อมร่วมชมภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ที่ทรงถ่ายทอดความงดงามของธรรมชาติ ผ่านมุมมองแห่งศิลปะและความละเอียดอ่อน อันสะท้อนถึงความสัมพันธ์ของผืนป่า ระบบนิเวศ และมหาสมุทร

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน จัดเวทีพัฒนาความร่วมมือองค์กรเอกชนด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

               นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมพัฒนาความร่วมมือองค์กรเอกชนด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจัดร่วมกับสมัชชาองค์กรเอกชนด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเรียนรู้การดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั้งในระดับประเทศและระดับโลก พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนสถานการณ์และผลการขับเคลื่อนงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมจากทุกภูมิภาค และหารือความร่วมมือการขับเคลื่อนงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมร่วมกับภาคีเครือข่าย โดยมีผู้เข้าร่วมประกอบด้วย องค์กรเอกชนด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ องค์กรชุมชนด้านสิ่งแวดล้อม อาสาสมัครสิ่งแวดล้อมและภาคีความร่วมมือ ระหว่างวันที่ 7-8 มิถุนายน 2569 ณ โรงแรม ทีเค พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร และผ่านระบบการประชุมทางไกล (Video conference) รวมทั้งสิ้นกว่า 150 คน
               นายโกเมศ พุทธสอน ได้เน้นย้ำเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ใช่เรื่องไกลตัวและเป็นเรื่องที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันอย่างจริงจัง ประเทศไทยไม่สามารถดำเนินการได้เพียงลำพัง เพราะปัญหาหลายเรื่องมีความเชื่อมโยงกับต่างประเทศและสถานการณ์โลก ซึ่งรัฐบาลให้ความสำคัญและถูกกำหนดเป็นนโยบายที่ต้องนำสู่การปฏิบัติ และกรมลดโลกร้อนมีบทบาทในการเป็นสื่อกลางระหว่างภาครัฐและภาคประชาชน เพื่อรับฟังปัญหา ข้อเสนอแนะ และข้อมูลจากพื้นที่จริง ซึ่งเป็นข้อมูลที่มีคุณค่าต่อการกำหนดนโยบายและแนวทางการดำเนินงานของภาครัฐ เพราะการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนและเครือข่ายเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า รวมถึงข้อมูลทางวิชาการและงานวิจัยยังมีบทบาทสำคัญที่จะตอบสนองการจัดการ การปรับตัว และการวางแผนรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่มีประสิทธิภาพ ดังนั้นการประชุมและการแลกเปลี่ยนเรียนรู้แบบนี้ จะช่วยสร้างความรู้ ความเข้าใจร่วมกัน เกิดการเชื่อมโยงเครือข่าย และนำไปสู่การพัฒนาความร่วมมือที่จะนำไปสู่ทางออกที่เหมาะสมร่วมกัน ซึ่งเป็นกระบวนการที่กรมยังให้ความสำคัญและสนับสนุนเครือข่าย
               ในการประชุมนี้มี นางสาวอุมา ศรีสุข ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการมีส่วนร่วมต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม นำเสนอความเป็นมาและเป้าหมายการประชุมฯ ดร.กิตติศักดิ์ พฤกษ์กานนท์ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และความร่วมมือระหว่างประเทศ นำเสนอการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั้งในระดับประเทศและระดับโลก
ข้อมูลและความคิดเห็นที่ได้จากการประชุมครั้งนี้ คือ
               1. รับรู้ข้อมูลการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งในระดับประเทศและระดับโลกและความจำเป็นที่ประเทศไทยต้องขับเคลื่อนอย่างมีเป้าหมายและมีกฎหมายรองรับ
               2. ได้ข้อมูลสถานการณ์ด้านสิ่งแวดล้อม การพัฒนา และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พร้อมข้อเสนอด้านการจัดการ และต้นทุนการดำเนินงานของเครือข่ายภาคประชาชนจากทุกภูมิภาค
               3. ได้แนวทางความร่วมมือกับการขับเคลื่อนงานด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ร่วมกับภาคีทั้ง พอช. WWF สสส. สถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม กองบริหารกองทุนสิ่งแวดล้อม และเครือข่ายอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพประเทศไทย ซึ่งจะมีการคุยในรายละเอียดต่อไป
               4. ปรับบทบาทและแนวทางการทำงานของสมัชชาองค์กรเอกชนด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ที่จะเป็นกลไกกลางในการสนับสนุนเครือข่าย พัฒนางานวิชาการ และเชื่อมประสานการทำงานกับภาคประชาสังคมหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคีใหม่ ๆ รวมถึงการเชื่อมประสานแหล่งทุน
               ทั้งนี้ ที่ประชุมเห็นว่า “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” ไม่ใช่แค่เรื่อง “สิ่งแวดล้อม” เท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงในหลากหลายมิติทั้งเรื่อง การพัฒนาประเทศ การลงทุน เศรษฐกิจ และความมั่นคงของประเทศ ดังนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องก้าวข้ามกรอบความคิดเดิม ยกระดับการจัดการที่คำนึงเรื่องต่าง ๆ อย่างรอบด้าน พร้อมร่วมสร้างเครือข่ายความร่วมมือที่เข้มแข็ง ภายใต้องค์ความรู้และประสบการณ์ระหว่างกลุ่ม องค์กร และเครือข่ายเพื่อผลักดันการดำเนินงานในระดับพื้นที่และระดับนโยบาย

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ร่วมงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2569

               เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2569 ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม มอบหมายให้ นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เข้าร่วมพิธีเปิดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ประจำปี 2569 ณ กรมการข้าว เพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบรมวงศานุวงศ์ที่ทรงมีต่อกิจการด้านข้าวและชาวนาของไทย ตลอดจนเป็นเวทีเผยแพร่องค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมด้านการเกษตร เพื่อยกระดับคุณภาพผลผลิตและเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของข้าวไทยในระดับสากล
               ในการนี้ นายโกเมศ พุทธสอน ได้ร่วมเข้าเฝ้าทูลละอองพระบาท สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในพิธีเปิดงานดังกล่าว

ขอบคุณภาพจากเพจกรมการข้าว

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”

กรมลดโลกร้อน ร่วม “โครงการ one แยก แลก สุข ปี 2” มอบเสื้อนิรภัยสะท้อนแสง Upcycling 100 ตัว

               วันที่ 5 มิถุนายน 2569 นายโกเมศ พุทธสอน รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย นางสาวอุมา ศรีสุข ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการมีส่วนร่วมต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ร่วมเป็นเกียรติ “โครงการ one แยก แลก สุข ปี 2” มอบเสื้อนิรภัยสะท้อนแสง Upcycling แก่ พนักงานเก็บขยะ และพนักงานกวาดขยะ เขตวัฒนา 100 ตัว และมอบโล่โรงเรียนในเขตวัฒนาที่เข้าร่วมโครงการ 3 โรงเรียน จากบริษัท เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพร์ส จำกัด (มหาชน) โดย นายถกลเกียรติ วีรวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ บริษัท ในเครือ ณ อาคาร จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ เพลส ชั้น 21 ห้อง Auditorium
               โดยปีนี้จัดขึ้นเป็นปีที่ 2 ต่อยอดกิจกรรมไปยังโรงเรียนในเขตวัฒนา นอกจากกระตุ้นให้พนักงานและครอบครัวเล็งเห็นถึงความสำคัญด้านสิ่งแวดล้อม สังคม ตามหลัก ESG แล้วยังขยายไปถึงเยาวชนอีกด้วย โดยรณรงค์การแยกขยะและนำไปผ่านกระบวนการผลิต เป็นเสื้อนิรภัยสะท้อนแสง Upcycle เนื่องจากเป็นที่ตั้งของบริษัทจึงเล็งเห็นถึงความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ดังกล่าว

“ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน”